Government and Politics in Southeast Asia 2012: Myanmar

20 responses to “Government and Politics in Southeast Asia 2012: Myanmar”

  1. สุวิจักขณ์ คีรีพัฒนานนท์ says :

    ธงและเพลงชาติพม่า

    ธงชาติสาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่าเป็นธงที่มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้ามีริ้วสี 3 ริ้วขนาดเท่ากัน โดยมีสีเหลือง สีเขียวและสีแดง (ไล่จากบนลงล่าง) ตรงกลางมีรูปดาวสีขาว โดยธงชาตินี้เป็นธงชาติที่พึ่งได้รับการรับรองและประกาศใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ.2553 ณ กรุงเนปิดอ โดยในการเปลี่ยนรูปแบบธงชาติครั้งนี้เป็นไปตามข้อบัญญัติในรัฐธรรมนูญใหม่ 2551 มาตราที่ 13 ซึ่งได้มีการระบุการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญไว้ 5 ประการ คือ ชื่อประเทศ เพลงชาติ เมืองหลวง ธงชาติและสัญลักษณ์ประเทศ ซึ่งในการเปลี่ยนแปลงธงชาตินี้ได้เคยมีการพยายามเปลี่ยนแปลงมาก่อนหน้านี้แล้วแต่ไม่สำเร็จ ซึ่งในครั้งนี้จากการเปลี่ยนแปลงธงชาติใหม่นี้ได้เกิดเสียงคัดค้านขึ้นจากชนเผ่าต่าง ๆ ในพม่าเนื่องด้วยสัญลักษณ์ในความเป็นเผ่าต่าง ๆ หรือรัฐต่าง ๆ ได้หายไปจากที่เดิมธงเก่าได้แสดงออกมาในลักษณะของดาว 5 แฉก 14 ดวง ซึ่งทำให้ผู้เรียกร้องมองว่าเรื่องความสามัคคีของความเป็นชาวพม่าและเรื่องความเท่าเทียมของแต่ละชนเผ่าจะหายไป

    ประวัติของการเปลี่ยนแปลงธงชาติพม่านั้นอาจกล่าวได้ว่ามีลักษณะในการเปลี่ยนแปลงธงชาติไปด้วยปัจจัยที่คล้ายคลึงกับประเทศอื่น ๆ ดังที่ได้แสดงให้เห็นไปแล้ว โดยการเปลี่ยนแปลงของธงชาติพม่าหากกล่าวรวมถึงธงชาติในปัจจุบันด้วยนั้นจะนับว่ามีการเปลี่ยนแปลงทั้งหมด 5 ครั้ง ซึ่งธงชาติใหม่นี้ถือว่าเป็นธงชาติที่ 6 โดยแต่ละธงมีการเปลี่ยนแปลงมาจากในเรื่องของปัจจัยผู้ที่มีอำนาจทางการเมืองหรือผู้ที่มีอำนาจเหนือประเทศในขณะนั้นอย่างเช่นธงชาติในรูปแบบที่ 2 นั้นพม่าได้เปลี่ยนรูปแบบธงโดยเป็นผลจากการที่ตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ซึ่งทำให้เปลี่ยนไปใช้ธงอาณานิคมหรืออย่างธงชาติรูปแบบที่ 3 ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับธงชาติในปัจจุบันต่างเพียงมิใช่รูปดาวอยู่ตรงกลางแต่เป็นรูปนกยูง โดยใช้เมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นรัฐบาลหุ่นของญี่ปุ่น ในส่วนของธงชาติก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็นธงปัจจุบันนั้นได้เปลี่ยนแปลงจากการที่นายพล เน วิน ทำการรัฐประหารรัฐบาลแห่งสหภาพพม่าสำเร็จและได้ประกาศก่อตั้งสาธารณรัฐสังคมนิยมแห่งสหภาพพม่าขึ้นแทน โดยองค์ประกอบนั้นมีความหมายที่แสดงถึงความเป็นพม่าในหลายส่วนดังนี้ รูปฟันเฟืองและรวงข้าว เป็นสัญลักษณ์ในเชิงสังคมนิยม หมายถึง ชาวนาและกรรมกร ดาวห้าแฉก 14 ดวง หมายถึง เขตการปกครองทั้ง 14 เขตของพม่า (7 รัฐ 7 เขต) สีแดง หมายถึง ความกล้าหาญ สีขาว หมายถึง ความบริสุทธิ์ สีน้ำเงิน หมายถึง สันติภาพและความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งจากที่เห็นเรื่องธงชาติของพม่านั้นยังถูกใช้เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่แสดงให้เห็นถึงอุดมการณ์และลักษณะการปกครองของประเทศในขณะนั้น ๆ อีกด้วย

    ในส่วนของนัยความหมายของธงชาติปัจจุบันนั้นประกอบด้วย สีเขียวหมายถึงสันติภาพ ความสงบ และความอุดมสมบูรณ์ของพม่า สีเหลืองหมายถึงความสามัคคี สีแดงหมายถึงความกล้าหาญ ความเข้มแข็ง เด็ดขาด ดาวสีขาวหมายถึงสหภาพอันมั่นคงเป็นเอกภาพ ซึ่งจากที่เห็นในเรื่องของนัยความหมายนั้นเชื่อว่าในเรื่องของข้อวิพากษ์วิจารณ์ในด้านของการที่จะทำให้เรื่องความสามัคคีในความเป็นชาวพม่าและเรื่องความเท่าเทียมกันของแต่ละชนเผ่าหรือแต่ละรัฐจากการเปลี่ยนธงชาตินั้นคงมิหายไปไหนแต่อาจเพียงแค่ทำให้ความรู้สึกในเรื่องที่กล่าวมานี้น้อยลงไปเท่านั้น ซึ่งโดยรวมแล้วการกำหนดนัยความหมายเช่นนี้เป็นไปตามลักษณะเดียวกันกับของประเทศที่มีลักษณะการปกครองเป็นแบบสหพันธรัฐเนื่องด้วยจะมีการปลูกฝังเรื่องความสามัคคีความเป็นชาติอยู่มากเนื่องด้วยมีการแบ่งเป็นรัฐ ๆ และแต่ละส่วนของประเทศล้วนมีแต่ความแตกต่างกันในเรื่องของชาติพันธุ์ ชนเผ่า ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ โดยในจุดนี้จึงถือว่าการปลูกฝังแนวคิดเช่นนี้ผ่านธงชาติจึงเป็นเรื่องที่ปกติของประเทศที่มีลักษณะเช่นนี้ เพราะฉะนั้นประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การสร้างความเป็นชาติ ความสามัคคีกลมเกลียวต่อกัน แต่อย่างไรก็ตามเชื่อว่าธงชาติผืนใหม่นี้อาจมิได้ต้องการปลูกฝังหรือสามารถแสดงอุดสการณ์หรือนัยความหมายได้เท่าไรนักซึ่งต่างจากธงในรูปแบบเดิมที่สามารถแสดงออกมาได้อย่างชัดเจน เนื่องด้วยเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงธงชาติครั้งนี้เป็นไปในเรื่องของโหราศาสตร์ การเอาฤกษ์เอาชัย ซึ่งสังเกตุได้จากพิธีกรรมต่าง ๆ ในการเปลี่ยนแปลงธง ซึ่งไม่ทำในเวลาเช้าหรือเย็นซึ่งเป็นเวลาโดยปกติในการชักธงขึ้น ลง จากเสาแต่ทำการเปลี่ยนแปลงช่วงบ่ายจึงทำให้เชื่อว่าอาจมุ่งที่เรื่องทางโหราศาสตร์เป็นสำคัญ

    เพลงชาติ

    แห่งหนที่ปรากฏทั่วซึ่งความเป็นธรรมและเอกราช ประเทศของเรา…แผ่นดินของเรา แห่งหนที่ปรากฏทั่วซึ่งสิทธิอันเท่าเทียมและแนวทางที่ถูกต้อง นำพาประชาชนไปสู่ชีวิตที่สงบสุข ประเทศของเรา…แผ่นดินของเรา ความเป็นสหภาพ อันเป็นมรดกตกทอดสืบมา เราขอปฏิญาณเพื่อพิทักษ์สิ่งนี้ไว้มั่น ตราบชั่วกัลปาวสาน ตราบโลกแหลกสลาย แผ่นดินพม่าจงคงอยู่ต่อไป เรารักและเทิดทูนบ้านเมือง เพราะนี่คือมรดกที่แท้จริงจากบรรพชน เราจักสละชีพ เพื่อปกป้องสหภาพของเราไว้ นี่คือชาติของเรา แผ่นดินของเรา ซึ่งพวกเราเป็นเจ้าของ เราจะแบกรับภาระเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติและแผ่นดิน นี่คือหน้าที่ที่เราพึงทำเพื่อแผ่นดินอันทรงคุณค่าแห่งนี้

    เพลงชาติพม่าหรือที่มีชื่อเรียกในภาษาพม่าว่าเพลง คาบา มา จี หรือหากแปลตามตัวอักษร คือ ตราบโลกแหลกสลาย นั้นได้ถูกแต่งขึ้นและใช้เป็นเพลงประจำสมาคมเราชาวพม่าเป็นขั้นต้นในปี พ.ศ.2473 แลบะได้ถูกประกาศให้เป็นเพลงชาติพม่าอย่างเป็นทางการเมื่อปี พ.ศ.2490 ซึ่งข้อสังเกตุสำคัญประการหนึ่งในเพลงชาติของพม่าที่แตกต่างจากชาติอื่น ๆ ในแถบภูมิภาคนี้คือ เพลงชาติของพม่าได้มีการเริ่มต้นขึ้นเพลงในส่วนแรกด้วยท่วงทำนอง คำร้องและดนตรีที่เป็นแบบของชาวพม่าและได้ใช้เครื่องดนตรีออร์เครสตาในส่วนหลัง ซึ่งที่สังเกตุเป็นสำคัญเนื่องด้วยประเทศต่าง ๆ ในแถบนี้ล้วนแล้วแต่ใช้ท่วงทำนองโดยอาศัยออร์เครสตาในลักษณะตะวันตกเกือบทุกประเทศ ทำให้ในประเด็นจึงน่าสนใจอย่างมากว่าเหตุใดพม่าจึงได้มีการใช้ท่วงทำนองพื้นเมืองเข้าผสมด้วย

    ในส่วนของเนื้อหาเพลงชาติพม่านั้น จากเนื้อเพลงที่ได้แสดงให้เห็นเป็นคำแปลภาษาไทยนั้นสามารถสรุปได้ว่าเพลงชาติพม่านั้นได้สอดแทรกนัยความหมายไว้ใน 2 เรื่อง คือ เรื่องความรักชาติความรู้สึกร่วมในความเป็นเจ้าของชาติพม่าและเรื่องของลักษณะในความเป็นชาติของพม่า ซึ่งทั้ง 2 เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ส่งเสริมซึ่งกันและกันต่อการสร้างความรู้สึกต่อคนพม่า ดังที่เห็นในบทเพลงจะพบว่าจะมีการกล่าวถึงลักษณะสังคมพม่า สิ่งที่ดำรงคงอยู่ในพม่ามาเสมอมาและมักตามด้วยคำพูดที่แสดงว่าพม่าเป็นประเทศของชาวพม่าและชาวพม่าจะช่วยดูแลรักษาปกป้องประเทศของเขาตราบกาลปาวศาล ซึ่งมองว่าในลักษณะของนัยความหมายของเพลงชาติพม่านั้นต้องการให้ชาวพม่ารักประเทศและรักษาวัฒนธรรมและสิ่งที่มีอยู่ในพม่าเอาไว้ไม่ให้เปลี่ยนแปลง ซึ่งเชื่อว่าลักษณะนัยความหมายเช่นนี้ เป็นลักษณะปกติของชาติอาณานิคม ซึ่งเนื้อหาในบางส่วนเชื่อว่าถูกแต่งขึ้นอาจเนื่องด้วยปัจจัยที่เคยตกเป็นของอังกฤษในสมัยหนึ่ง เพราะฉะนั้นเรื่องความเป็นชาติของพม่าและการปลูกฝังให้คนรักชาติจึงเป็นเรื่องปกติ ซึ่งจากที่ได้กล่าวไปแล้วถึงท่วงทำนองพื้นเมืองที่ได้ถูกนำมาใช้ในเพลงชาติด้วยนั้นเชื่อว่าอาจเป็นเรื่องที่สอดคล้องกับนัยความหมายของเพลงที่กล่าวถึงเรื่องการรักษาสิ่งต่าง ๆ ของสหภาพพม่า ซึ่งการใช้ท่วงทำนองพื้นบ้านเข้ามาอาจจะแสดงให้เห็นถึงการที่ยังดำรงคงไว้ซึ่งศิลปะพื้นบ้านของตนและที่สำคัญกว่านั้นคืออาจเพื่อให้ชาวพม่าได้ตระหนักได้เสมอว่าตนเองนั้นเป็นใครมีพื้นเพชนชาติอะไร

    แต่อย่างไรก็ตามในส่วนของเพลงชาติและธงชาติพม่านั้นมองว่าในส่วนของความสัมพันธ์ของทั้ง 2 อย่างนี้ยังมองว่ายังไม่มีความสัมพันธ์ต่อกันเท่าไรนักอาจเนื่องด้วยทั้งเพลงและธงชาตินั้นได้ทำการเปลี่ยนแปลงไหม ซึ่งได้ถูกสื่อมวลชนต่าง ๆ มองว่าเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงเพื่อเอาฤกษ์เอาชัยแต่อาจจะมิได้คำนึงถึงส่วนอื่น ๆ อย่างเช่นนัยความหมายที่จะสัมพันธ์ระหว่างกัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นยังมิสามารถกล่าวได้ว่าพม่ามีการเปลี่ยนแปลงใน 2 สิ่งนี้เพราะเพื่อเพียงการเอาฤกษ์เอาชัยเพราะความเห็นเหล่านั้นเป็นเพียงสิ่งที่แสดงออกมาจากสื่อมวลชนที่ยังมิสามารถทำการพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้

    อ้างอิง

    http://th.wikipedia.org/ธงชาติพม่า

    http://www.khonkhurtai.org/index.php?option=com_content&view=article&id=606:2010-10-22-06-14-57&catid=34:2009-11-23-07-01-45

    http://th.wikipedia.org/กาบา_มา_จี

    นาย สุวิจักขณ์ คีรีพัฒนานนท์ 534 10623 24

  2. พีรภัทร มีแสง 5441045824 says :

    วิเคราะห์การเลือกตั้งในพม่า

    ประเทศพม่า หรือชื่ออย่างเป็นทางการว่า สาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า พบอุปสรรคและปัญหามากมายภายใต้การปกครองแบบเผด็จการทหาร ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาความเศรษฐกิจ จากการควำ่บาตรจากประเทศต่างๆก็ดี ปัญหาความขัดแย้งชนกลุ่มน้อยภายในประเทศก็ดี การเลือกตั้งทั่วไปในปี 2553 จึงเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปี ซึ่งถือเป็นก้าวที่ห้าใน “แผนการสู่ประชาธิปไตย” จำนวนเจ็ดก้าว ภายหลังรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งได้รับการประกาศใช้ตามผลการลงประชามติเมื่อปี 2551 ถึงแม้การเลือกตั้งและกระบวนการเหล่านี้จะดูเหมือนเป็นเพียงเเต่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบในการบริหารประเทศของกองทัพก็ตามที
    ผมได้เเบ่งการวิเคราะห์การเลือกตั้งในพม่า เป็นสองส่วนสำคัญผ่านการเลือกตั้งครั้งล่าสุด 2 ครั้ง ซึ่งได้แก่ การเลือกตั้งทั่วไปในปี 2553 และการเลือกตั้งซ่อมในปี 2553

    รัฐธรรมนูญพม่าฉบับใหม่ซึ่งได้ผ่านประชามตติในวันที่ 10 พฤษภาคม 2551 ได้จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปใน 7 พฤศจิกายน 2553 โดยสภาผู้แทนราษฎร (Pyithu Hluttaw) มีสมาชิกทั้งหมด 440 คน มาจากการเลือกตั้ง 330 ที่นั่ง ที่เหลืออีก 110 ที่นั่งสำรองไว้ให้ทหาร วุฒิสภา ส่วนสภาเเห่งชาติ(Amyotha Hluttaw )มีสมาชิกทั้งหมด 224 คน มาจากการเลือกตั้ง 168 ที่นั่ง ที่เหลือสำรองไว้ให้ทหาร หรือ 25 เปอร์เซ็นต์ของทั้งสองสภาจะมีสมาชิกที่มาจากระบบแต่งตั้งซึ่งสงวนไว้เป็นโควตาของทหารเท่านั้น สมาชิกทั้งหมดมีวาระ 4 ปี ผลการเลือกตั้งในครั้งนี้ คือ ในสภาล่าง พรรคสหภาพเพื่อเอกภาพและการพัฒนา (USDP)ซึ่งนำโดยนายพลเอก เต็ง เส่งซึ่งเป็นพรรคของฝ่ายทหาร ได้ที่นั่ง 259 ที่นั่ง (79.7%) จากทั้งหมด 325 ที่นั่ง เช่นเดียวกับในสภาสูง พรรคสหภาพเพื่อเอกภาพและการพัฒนา (USDP) ชนะได้ที่นั่ง 129 ที่นั่ง (76.8%) จากทั้งหมด 168 ที่นั่ง จึงทำให้ในรัฐสภา พรรคสหภาพเพื่อเอกภาพและการพัฒนา (USDP) รวมกันจำนวนที่นั่ง 25% ที่สำรองไว้ให้ทหาร ทำให้กลุ่มพรรค USDP หรือ กลุ่มทหาร สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2551 ได้โดยฝ่านเดียว นอกจากนี้ กลุ่มพรรค USDP หรือ กลุ่มทหาร ยังสามารถเลือกประธานาธิบดีได้โดยฝ่ายเดียวอีกด้วย อย่างไรก็ดี การเลือกตั้งในครั้งนี้ถูกวิพากษ์วิจาณ์อย่างรุนแรงทั้งจากนานาชาติและภายในประเทศเองว่าเป็นการเลือกตั้งที่ไม่ “เป็นอิสระแและเป็นธรรม”

    ประชากรพม่ามีทั้งหมด 54 ล้านคน ผู้มีสิทธิในการเลือกตั้งมีจำนวนประมาณ 29 ล้านคน แต่ในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งสำคัญในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2553 ซึ่งมีผู้สมัคนรับเลือกตั้งกว่า 3,153 คน จาก 37 พรรคการเมืือง ในจำนวนนี้มีผู้สมัครอิสระ 82 คน มีหน่วยการเลือกตั้งทั้งสิ้น 60,000 หน่วย แต่กลับมีผู้ที่ไม่มาใช้สิทธิมากถึง 6.6 ล้าน คิดเป็นร้อยละ 22.7 ของผู้มีสิทธิลงคะแนน ซึ่งไม่ว่าจะเพราะไม่เชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นธรรม หรือผลมาจากการที่พรรคสันนิบาตเเห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ของนางอองซาน ซูจี ประกาศคว่ำบาตรการเลือกตั้งและไม่ส่งผู้สมัครลงเเข่งขันการเลือกตั้งครั้งนี้ ซึ่งนางอองซานเองก็ไม่สามารถลงสมัครได้เพราะโดนกักกันไว้ที่บ้านอยู่ อย่าไรก็ดี ถึงแม้ตัวเลขหรือจำนวนสถิติจะไม่มากพอที่จะสร้างความไม่ชอบธรรมให้แก่รัฐบาล แต่จำนวนเหล่านี้ก็ได้แสดงถึงความไม่พอใจต่อตัวรัฐบาลและการเลือกตั้งที่ไม่เป็นธรรม

    นอกจากนี้ในรัฐของชนกลุ่มน้อย คือ รัฐฉาน ของชาวไทใหญ่ กระเหรี่ยง คะยา มอญและ คะฉิ่นได้มียกเลิกไม่ให้มีการเลือกตั้ง โดยทางรัฐบาลทหารอ้างว่าไม่มีความปลอดภัยเพียงพอ ทำให้ประชาชนราว 1 ล้าน 5 แสนคนไม่ได้ใช้สิทธิในการเลือกตั้ง ผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงจากบริเวณที่อยู่อาศัยของกลุ่มชาติพันธุ์ดังกล่าวเป็นจำนวนมาก จึงถูกตัดชื่อไม่ให้มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ขณะที่ในหลายพื้นที่ ประชาชนจำนวนมากถูกเกณฑ์ให้ใช้สิทธิออกเสียงล่วงหน้าให้กับพรรคสหภาพสามัคคีและการพัฒนา (USDP) และข้าราชการยังได้รับคำสั่งให้ต้องออกมาลงคะแนนเสียงให้พรรคสหภาพสามัคคีและการพัฒนา (USDP) อีกด้วย

    ขณะที่ในวันเลือกตั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลทหารจำกัดการเดินทางและกำหนดเคอร์ฟิวอย่างไม่เป็นทางการในเมืองสำคัญของพม่า รัฐบาลทหารยังได้ขัดขวางการสื่อสารทางอินเตอร์เน็ตและโทรศัพท์ข้ามประเทศด้วย และเจ้าหน้าที่ดูแลที่ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งนั้นไม่ทำงานอย่างเป็นมืออาชีพ โปร่งใส และเป็นกลาง ในหลายกรณี เจ้าหน้าที่เหล่านั้นสามารถลงคะแนนเสียงแทนผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียง ปฎิเสธไม่ให้ลงคะแนนเสียง และทำให้คะแนนเสียงที่ลงให้แก่พรรคคู่แข่งเป็นโมฆะได้ด้วย ส่วนคูหาที่ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งยังไม่มีความเป็นส่วนตัวอย่างเพียงพอในการลงคะแนนเสียงอีกด้วย หีบบัตรลงคะแนนเสียงไม่มีการรักษาความปลอดภัยเท่าที่ควร

    ในแง่ของการตรวจสอบการเลือกตั้งพบว่า รัฐบาลทหารปฎิเสธไม่ให้ผู้สังเกตการณ์ทั้งจากภายในประเทศก็ดี จากภายนอกประเทศก็ดี เข้าร่วมตรวจสอบการเลือกตั้งอย่างเสรี นักข่าวชาวพม่าถูกห้ามไม่ให้เข้าใกล้คู่หาในรัศมี 50 เมตร นอกจากนี้ยังมีข่าวที่เจ้าหน้าที่รัฐบาลทหารและผู้สนับสนุนพรรคสหภาพเพื่อเอกภาพและการพัฒนา(USDP) ข่มขู่ผู้สื่อข่าวเพื่อปกปิดการทุจริตในการเลือกตั้ง ตัวอย่างเช่ร เจ้าหน้าที่ตำรวจใน เมียวดี และรัฐกะเหรี่ยงกักกันผู้สื่อข่าวญี่ปุ่น แม้ว่ารัฐบาลพม่าจะเสนอให้นักการทูตและนักข่าวต่างชาติที่อยู่ในพม่าเข้าร่วมตรวจเยี่ยมหน่วยเลือกตั้งที่กำหนดไว้ได้ เเต่หลายชาติในยุโรปก็ปฎิเสธโดยมองว่าข้อเสนอนี้ไม่อาจทำให้สามารถพิสูจน์ได้ว่าการเลือกตั้งนั้นเสรี บริสุทธิ์และยุติธรรม ขณะเดียวกันก็มีการกักขัง ข่มขู่ และเลือกปฎิบัติกับสมาชิกและผู้สนับสนุนพรรคคู่แข่ง อีกทั้งยังห้ามพวกเขาไม่ให้เข้ามาตรวจสอบการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งอีกด้วย
    การเลือกตั้งคร้งนี้จะเห็นได้ว่า ประชาชนไม่ได้รับสิทธิอย่างทั่วถึง ชนกลุ่มน้อยหรือ กลุ่มชาติพันธุ์บางส่วนถูกกีดกันออกจาการเลือกตั้ง สิทธิในการเลือกตั้งถูกบิิดเบือน และไม่เป็นความลับ อีกยังมีการข่มขู่ บังคับ ซึ่งขัดต่อเจตจำนงอิสระของผู้เลือกอีกด้วย อีกทั้งรัฐเองซึ่งมีหน้าที่ในการจัดการเลือกตั้งให้เป็นกลางและมีประสิทธิภาพกลับทำการขัดขวางไม่ให้เกิดการเลือกตั้งที่มีความเป็นอิสระและเป็นธรรม โดยเลือกที่จะปกปิดกีดกันการตรวจสอบการเลือกตั้งที่จะทำให้การเลือกตั้งมีความโปร่งใส ข่มขู่และบังคับประชาชนให้เลือกพรรคของรัฐบาลเอง

    อีกประด็นหนึ่งก็คือ นอกจากการ 25 เปอร์เซ็นต์ในทั้งสองสภาจะเป็นโควตาของกองทัพแล้ว ประธานาธิบดี ซึ่งเป็นประมุขของทั้งฝ่ายบริหารและประมุขของรัฐนั้นยังไม่ได้มาจาการเลือกตั้งโดยตรง หากเเต่มาจาการสรรหาโดยคณะกรรมการสรรหาที่มาจาก 3 กลุ่มคือ ผู้แทนของสภาสูง สภาล่าง และผู้แทนเหล่าทัพที่อยู่ในสภาทั้งสอง ซึ่งประธานาธิบดีพม่ามีอำนาจมาก ประธานาธิบดี เป็นผู้คัดเลือกรัฐมนตรี อีกทั้งประธานาธิบดีไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบใดๆต่อรัฐสภาหรือศาลในกิจการที่เป็นหน้าที่ เเต่รัฐสภามีอำนาจอดถอนประธานาธิบดีได้ โดยต้องอาศัยเสียงถึง 2/3 ซึ่งไม่ใช้เรื่องง่านักที่จะอาศัยรัฐสภาตรวสอบฝ่่ายบริหาร ในประเด็นนี้จะเห็นได้ว่าถึงมีความพยายามปฎิรูปการเมืองในพม่า เเต่กลุ่มอำนาจเก่าซึ่งก็คือทหารก็ยังคงพยายามรักษาอำนาจของตนอยู่ มิได้จริงใจต่อการให้อำนาจแก่ประชาชนอย่างแท้จริง

    ช่วงปลายปี 2554 รัฐบาลพม่าได้เเต่งตั้งสมkชิกรัฐสภาไปดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีจำนวน 48 คน จึงทำให้ตำแหน่งในสภาว่างลง การเลือกตั้งซ่อมในปี2553จึงเกิดขึ้น โดยในครั้งนี้พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย(NLD) ของนางอองซาน ซูจี ได้ประกาศลงรับสมัครเลือกตั้งครั้งนี้ด้วย ซึ่งผลการเลือกตั้งปรากฎว่า พรรคNLD ชนะได้ที่นั่งไป 43 ที่นั่งจากการลงสมัครไป 45 ที่นั่ง พรรคสหภาพสามัคคีและการพัฒนา (USDP) ของรัฐบาลได้ไป 3 ที่นั่ง และพรรคสันนิบาตแห่งชาติรัฐฉานเพื่อประชาธิปไตยและพรรคสหสามัคคีและการพัฒนาได้ที่นั่งไปพรรคละหนึ่งที่นั่ง การเลือกตั้งครั้งนี้ถืิอว่าเป็นการเลือกตั้งที่โปร่งใสและเป็นธรรม อีกทั้งยังเป็นก้าวสำคัญต่อการเป็็นประชาธิปไตยเต็มใบ ถึงแม้จะมีความไม่ชอบมาพากลบางในเขตการลือกตั้งบางพื้นที่ เเต่ก็จะไม่สำคัญอะไรอีกแล้วเมื่อเทียบกับชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยและผู้นำอองซาน ซูจี

    อย่างไรก็ดี ชัยชนะของพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย(NLD) มองได้หลายนัยยะด้วยกัน นัยยะแรก ได้บ่งชี้ให้เห็นความต้องการของประชาชนชาวพม่าอย่างแท้จริงที่จะเห็นบทบาททางการเมืองของพรรคNLD และนางอองซานซูจี และเป็นการบอกรัฐบาลทางอ้อมอีกว่า นี้คือสิ่งที่พวกเขาต้องการไม่ใช่รัฐบาลที่หนุนหลังโดยทหาร

    นัยยะที่สองคือ ผลการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้อาจเป็นการจงใจของรัฐบาลที่จะปล่อยให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างเป็นธรรมโปร่งใส และให้พรรคNLD และอองซาน ซูจี ได้รับชัยชนะ โดยมีเป้าหมายที่แท้จริงที่ไกลกว่านั้น คือการให้ประเทศตะวันตกยอมรับการเลือกตั้งครั้งนี้และเพื่อให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นปัจจัยในการยกเลิกการควำ่บาตร กล่าวคือ ต่อให้ที่นั่งทั้งหมดในการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้เป็นของอองซาน ซูจีและพรรคNLD จำนวนที่นั่งที่มีก็ไม่ได้มีความหมายอะไรเลยในรัฐสภา เพราะ 80 เปอร์เซ็นของที่นั่ง 664 ทีนั่งอยู่ในมือของรัฐบาล ยิ่งถ้าหากรวมกับโควต้า 25 เปอร์เซ็น ที่เป็นของกองทัพอีก นั้นหมายความว่าอองซานทำอะไรในสภาแทบไม่ได้เลย และต่อให้รวมกับพรรคเล็กพรรคน้อยในสภาอีก 138 เสียง รวมเป็น 181 เสียง ก็ยังทำอะไรไม่ได้อยู่ดี ยกตัวอย่างเข่น ถ้าหากต้องการจะแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ต้องใช้เสียง 2/3 ฉะนั้นรัฐบาลของพรรคสหภาพสามัคคีและการพัฒนา (USDP) ซึ่งหนุนหลังโดยทหารจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องกลัวอะไร อีกทั้ง การให้อองซาน ซูจี เข้าสู่ระบบรัฐสภาก็เป็นเหมือนการลดทอนอำนาจที่แท้จริงของเธอลง เพราะอำนาจที่แท้จริงของเธอนั้นอยู่นอกสภา หากเเต่ในสภาสมาชิกทุกคนมีหนึ่งเสียงเท่าๆ กัน

    อีกสิ่งที่ต้องย้ำความคิดนี้ คือ ดูเหมือนว่าพรรคUSDP ก็มิได้กระตือรือร้นอะไรกับการเลือกตั้งครั้งนี้ หากเปรียบเทียบกับพรรคNLD ถึงแม้จะส่งผู้สมัครลงทุกเขตก็ตาม จึงดูเหมือนราวกับว่ารู้ผลการเลือกตั้งล่วงหน้าแล้วว่าจะเป็นเช่นไร อีกทั้ง การเลือกตั้งในครั้งนี้รัฐบาลยังเปิดให้มีผู้สังเกตการณ์จากต่างประเทศ ให้เข้ามาทำข่างได้ตั้งเเต่ วันที 29 มีนาคม-3 เมษายน โดยรัฐบาลไม่ปิดกั้นใดๆเลย ให้นักข่าวทำข่าวได้อย่างเสรี ถึงแม้บางคนไม่ได้ทำวีซ่านักข่าวเข้าประเทศมาก็ไม่เป็นไร ซึ่งต่างกันลิบลับกับการเลือกตั้งทั่วไปในปี2553 ซึ่งทุกฝ่ายก็เต็มใจที่จะสร้างความชอบธรรมให้แก่การเลือกตั้งครั้งนี้

    สหรัฐและประเทศในตะวันตกก็ที่ควำ่บาตรพม่าไปก็เหมือนยินดีและยอมรับการเลือกตั้งครั้งนี้โดยเฉพาะสหรัฐ เพราะการควำ่บาตรพม่าไปนั้น ทำให้พม่าหันไปหาประเทศจีนซึ่งสุดท้ายก็กลายเป็นเบี้ยล่างของจีนเสีย จีนเข้ามากอบโกยผลประโยชน์จากพม่าไปมากมายไม่ว่าจะเป็นอัญมณีก็ดี ปิโตรเลียมก็ดี สหรัฐและประเทศตะวันตกจึงเหมือนการทำร้ายตัวเองโดยการปิดกั้นผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของตนเองไปโดยปริยาย และการที่จีนเข้ามามีอิทธิพลเหนือพม่า เหนือพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่สำคัญของโลกในมหาสมุทรอินเดียด้วย  ในทางการเมืองระหว่างประเทศสถานการณ์เช่นนี้ถือว่าเสียสมดุลย์อย่างยิ่ง ขณะที่พม่าเองก็มิได้พอใจกับสถานะลูกไล่ของจีนเสียเท่าไหร่เพราะไม่มีอำนาจต่อรองอะไรเลย และการจะให้สหรัฐและตะวันตกยกเลิกการควำ่บาตรพม่าเสียดื้อๆ ความพยายามที่ทำไปทั้งหมดคงเสียเปล่า การเลือกตั้งจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญ

    ปรากฎการณ์การเลือกตั้งซ่อมในครั้งนี้จึงพิสูจน์คำกล่าวที่ว่า “การเลือกตั้งมิใช่ทั้งหมดของประชาธิปไตย” ได้เป็นอย่างดี เพราะจุดประสงค์ที่แท้จริงของการเลือกตั้งคือการแก้ไขความเเร้นเเค้นและความยุ่งยากทางเศรษฐกิจมากกว่าเพื่อหลักการสรรหาผู้แทนของประชาชน และมิอาจรับประกันได้ว่า เมื่อเศรษฐกิจในพม่าดีขึ้น ปัญหาและแรงกดดันทางการเมืองจะน้อยลงแล้ว ฝ่ายทหารจะไม่เข้ามายึดอำนาจ และทำให้การเมืองพม่าถอยหลังไปอีก

    พีรภัทร มีแสง 5441045824 ภาควิชาการปกครอง ชั้นปีที่2

    http://www.komchadluek.net/detail/20101107/78640/ฮิลลารีชี้เลือกตั้งพม่าพฤติกรรมกดขี่.html#.URdhqqVRrUQ
    http://dtad.dti.or.th/index.php?option=com_content&view=article&id=74:democracy-in-myanmar&catid=8:special-article&Itemid=10
    http://en.wikipedia.org/wiki/Burmese_general_election,_2010
    http://www.indochinapublishing.com/content/view.php?code=at12888510050259
    http://www.tcijthai.com/TCIJ/view.php?ids=218
    http://www.tcijthai.com/TCIJ/view.php?ids=312
    http://apdforum.com/th/article/rmiap/articles/online/features/2012/04/26/burma-election-changes
    http://www.tcijthai.com/TCIJ/view.php?ids=464

  3. THIPAKORN BUASOONTORN says :

    บัตรประชาชน พม่า

    พม่ามีการแบ่งบัตรประชาชนออกเป็น 5 ใบ ดังต่อไปนี้1.บัตรประจำตัวประชาชน (National ID Card) ซึ่งออกให้กับชาวพม่า 2.บัตรประจำตัวให้แก่บุคคล ซึ่งอยู่ในระหว่างการพิจารณาเป็นพลเมือง (Scrutinized Citizen Card) 3.บัตรประจำตัวพลเมืองต่างชาติ (Foreign Citizen Card) 4.บัตรประจำตัวชั่วคราว (Temporary National ID Card) และบัตรประจำตัวประเภทสุดท้าย บัตรประจำตัวสีขาว โดยประเด็นอยู่ที่บัตรประชาชนแบบสีขาวที่มีการสะท้อนถึงการเลือกปฏิบัติของทางการพม่าต่อชาวมุสลิม หรือ ชาวโรฮิงญา เพราะคนเหล่านี้ทางการพม่าจะออกบัตรประเภทสีขาวให้ โดยระบุว่าบัตรสีขาวนี้ไม่สามารถเรียกร้องสิทธิขั้นพื้นฐานจากทางรัฐบาลพม่าได้ เพราะตัวบัตรได้ระบุไว้ว่า “ไม่สามารถเรียกร้องความเป็นพลเมือง”(Citizenship) และไม่มีสิทธิในการเลือกตั้งใด ๆ ทั้งสิ้น ทำให้มีการพยายามเรียกร้องจากชาวโรฮิงญาที่มีต่อสถานภาพความเป็นพลเมืองของพม่ามาอย่างต่อเนื่อง และรวมไปถึงชาวมุสลิมเองที่ตอนแรกจะได้รับการออกบัตรประชาชนที่เป็นบัตรที่ให้สิทธิถึงความเป็นพลเมืองเพื่อเข้าถึงบริการสาธารณะต่าง ๆ ของรัฐ และในปัจจุบันคนเหล่านี้ยังไม่ได้รับการยอมรับจากทางภาครัฐและพยายามต่อสู้ผลักดันกับองค์กรภายนอก อย่างเช่น UNHCR ในการเข้ามามีบทบาทช่วยผลักดันให้รัฐบาลยอมรับความเป็นพลเมืองของคนเหล่านี้ด้วย

    จากประเด็นดังกล่าวทำให้เริ่มมีการต่อรองจากฝั่งรัฐบาล(ทหารพม่าเดิม) ที่เข้ามามีบทบาทในการหนุนหลังพรรคสหภาพเอกภาพและการพัฒนา (Union Solidarity and Development Party) กับชาวมุสลิมและชาวโรฮิงญาบางส่วนเพื่อทำการแจกจ่ายบัตรประชาชนที่ให้สิทธิความเป็นพลเมืองโดยสมบูรณ์เพื่อใช้สิทธิในการเลือกตั้ง แลกกับการเลือกพรรคที่รัฐบาลทหารพม่าสนับสนุน โดยในส่วนนี้เป็นเพียงกระแสข่าวที่ออกมาในพม่าก่อนมีการเลือกตั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบประเด็นปัญหาดังกล่าวจะพบลักษณะของการใช้บัตรประชาชนเพื่อเป็นเครื่องมือในการใช้คนจำนวนมากออกมาเลือกตั้งให้กับฝั่งตนเองหรือฝั่งที่ตนเองสนับสนุนของประเทศมาเลเซีย โดยจะเกิดขึ้นเมื่อเห็นว่าฐานอำนาจที่มีอยู่เดิมเริ่มจะมีการลดลงหรือสั่นคลอนจากขั้วอำนาจอื่น ๆ ฝั่งอำนาจเดิมจะพยายามใช้กลุ่มคนที่แต่ก่อนไม่เคยได้รับการยอมรับว่าเป็นพลเมืองมาก่อนมาเป็นฐานเสียงที่สำคัญของตนเอง และถือว่าเป็นผลพลอยได้ที่กลุ่มคนที่ไม่ได้เป็นพลเมืองมาก่อนจะได้รับสิทธิตรงนี้ไป

    ทั้งนี้การเลือกตั้งของพม่าครั้งที่ผ่านมาสร้างความตื่นตัวและทำให้ประชาชนชาวพม่าส่วนมากเห็นความสำคัญของการมีบัตรประชาชนเพื่อนำมาใช้ในการเลือกตั้ง โดยเป็นผลมาจากการลงสมัครรับเลือกตั้งของ อองซาน ซูจี ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจากการมีการเลือกตั้ง และทำให้บัตรประชาชนมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้นในบริบททางการเมืองของประเทศพม่า ณ ปัจจุบัน

    แหล่งอ้างอิง
    http://prachatai.com/journal/2010/07/30241
    http://www.thaibizcenter.com/hotnewsdetail.asp?newsid=2478

    ทิพากร บัวสุนทร 534 10222 24

  4. จิตตราพร เลิศศิริ says :

    อิทธิพลของมหาอำนาจที่มีต่อประเทศพม่า

    1.การเข้ามามีอิทธิพลของชาติมหาอำนาจในช่วงการก่อร่างสร้างชาติ

    ชาติแรกที่เข้ามามีอิทธิพลต่อพม่าคือประเทศอังกฤษ โดยเข้ามาในช่วงค.ศ.1824 สงครามครั้งนี้มีชื่อว่าสงครามระหว่างอังกฤษและพม่าครั้งที่ 1(Pagoda War, First Anglo-Burmese War) เป็นสงครามระหว่างจักรวรรดิอังกฤษกับราชวงศ์อลองพญาของพม่า โดยเกิดขึ้นในช่วง 1824-1826 สงครามครั้งนี้สิ้นสุดด้วยชัยชนะของอังกฤษ ทำให้พม่าต้องยินยอมทำสนธิสัญญายันดาโบ (Treaty of Yandabo) การพ่ายแพ้ของพม่าในครั้งนี้ได้ส่งผลต่อเสถียรภาพของพม่าในภูมิภาคนี้เป็นอย่างมาก กล่าวคือพม่าได้สูญเสียความสามารถในการแสดงแสนยานุภาพของตน และนำไปสู่การสิ้นสุดของราชวงศ์อลองญาของพม่านั่นคือการสิ้นสุดของระบอบราชาธิปไตยในพม่าด้วย

    อังกฤษได้เริ่มที่จะตักตวงผลประโยชน์ด้านทรัพยากรต่างๆจากประเทศพม่า ในฐานะที่เป็นวัตถุดิบเพื่อป้อนเข้าสู่ประเทศสิงคโปร์ การกระทำของอังกฤษได้สร้างความไม่พอใจให้แก่พม่าเป็นอย่างมากจนนำไปสู่สงครามระหว่างอังกฤษและพม่าครั้งที่ 2 ซึ่งอังกฤษก็เป็นผู้ชนะโดยครั้งนี้อังกฤษได้ผนวกเอารัฐหงสาวดีและพื้นที่ใกล้เคียงเอาไว้ โดนดินแดนดังกล่าวรู้จักกันในนามของพม่าตอนใต้ สงครามครั้งสุดท้ายระหว่างอังกฤษและพม่าหรือสงครามครั้งที่ 3 นั้นเกิดขึ้นในปี 1885 ผลของสงครามครั้งนี้ทำให้พม่าตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษทั้งหมด

    ต่อมาในระยะสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นเป็นอีกชาติมหาอำนาจหนึ่งที่ก้าวเข้ามามีบทบาทในภูมิภาคนี้ โดยโน้มน้าวให้กลุ่มนักศึกษาหัวรุนแรงหรือกลุ่มตะขิ่น หัวหน้าของกลุ่มนักศึกษานั้นเป็นที่รู้จักกันดีในปัจจุบันนั่นก็คือ อองซาน บิดาของอองซานซูจีที่มีบทบาทอย่างมากในปัจจุบัน ทำการเรียกร้องเอกราชจากอังกฤษ อย่างไรก็ตามญี่ปุ่นก็ไม่ได้มีเจตนาที่จะให้เอกราชแก่พม่าอย่างจริงจัง เมื่อคณะของอองซานเดินทางกลับพม่าในปี 1942 หลังจากที่ได้รับการสนุบสนุนให้ไปศึกษาที่ญี่ปุ่น อองซานได้ก่อตั้ง องค์การสันนิบาตเสรีภาพแห่งประชาชนต่อต้านฟาสซิสต์ (Anti-Fascist Peoples Freedom League : AFPFL) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อต่อต้านญี่ปุ่นอย่างลับๆ องค์การนี้ภายหลังได้กลายเป็นพรรคการเมือง ชื่อพรรค AFPFL เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 อองซานและพรรค AFPFL ได้เจรจากับอังกฤษ โดยอังกฤษยืนยันที่จะให้พม่ามีอิสรภาพปกครองตนเองภายใต้เครือจักรภพและมีข้าหลวงใหญ่อังกฤษประจำพม่าช่วยให้คำปรึกษา แต่อองซานมีอุดมการณ์ที่ต้องการเอกราชอย่างสมบูรณ์ อังกฤษได้พยายามสนันสนุนพรรคการเมืองอื่น ๆ ขึ้นแข่งอำนาจกับพรรค AFPFL ของอองซานแต่ไม่เป็นผลสำเร็จ จึงยินยอมให้พรรค AFPFL ขึ้นบริหารประเทศโดยมีอองซานเป็นหัวหน้า อองซานมีนโยบายสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และต้องการเจรจากับรัฐบาลอังกฤษโดยสันติวิธี จึงทำให้เกิดความขัดแย้งกับฝ่ายนิยมคอมมิวนิสต์ในพรรค AFPFL อองซานและคณะรัฐมนตรีอีก 6 คน จึงถูกลอบสังหาร เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2490 ขณะที่เดินออกจากที่ประชุมสภา ต่อมาตะขิ้นนุหรืออูนุได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทนและมีการประกาศใช้รัฐ ธรรมนูญเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2490 โดยอังกฤษได้มอบเอกราชให้แก่พม่าแต่ยังรักษาสิทธิทางการทหารไว้ 4 มกราคม พ.ศ. 2491 อังกฤษจึงได้มอบเอกราชให้แก่พม่าอย่างสมบูรณ์

    จากประวัติศาสตร์ของพม่าที่กล่าวไปข้างต้น เราจะพบว่าปัญหาที่พม่ามีมาอย่างยาวนานตั้งแต่ในอดีตคือการรวมชาติในเป็นปึกแผ่น เนื่องจากลักษณะของประชากรที่อาศัยอยู่ในพม่า มีความหลากหลายทั้งทางด้านเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์และวิถีชีวิตตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณี ทำให้ประเทศพม่าแทบจะอยู่ในภาวะสงครามตลอดเวลา เมื่อนำคุณสมบัติในข้อนี้ของพม่ามารวมกับลักษณะพิเศษของชนชาติพม่าเองที่ต้องการสร้างความยิ่งใหญ่ในตนเอง โดยการขยายอำนาจอย่างไม่เกรงกลัวสิ่งใดจึงทำให้พม่าล้ำเส้นอังกฤษโดยการขยายอำนาจเข้าไปในพรมแดนของอินเดียซึ่งเป็นรัฐภายใต้อาณานิคมของอังกฤษ ประกอบกับบริบทในยุคล่าอาณานิคมที่อังกฤษเองก็ต้องการหาผลประโยชน์เพื่อตอบสนองต่อการปฏิวัติอุตสาหกรรม รวมถึงความหวาดระแวงว่าฝรั่งเศสจะเข้ามาขยายอำนาจในภูมิภาคนี้ ซึ่งทับซ้อนต่อผลประโยชน์ของตน จึงทำให้เกิดสงครามระหว่างสองประเทศขึ้นถึง 3 ครั้ง ตั้งแต่ค.ศ.1811-1886 ในที่สุดพม่าก็ตกอยู่ในการครอบครองของประเทศอังกฤษและถูกผนวกเข้าไปจังหวัดหนึ่งของอินเดีย

    อย่างไรก็ตามอาจวิเคราะห์ได้อีกมุมหนึ่งว่า การที่พม่ากล้าที่จะทำสงครามลุกล้ำเข้าไปในอาณาเขตของอังกฤษนั้น เป็นเพราะพม่ามั่นใจว่าตนจะสามารถดึงเอาฝรั่งเศสซึ่งเป็นประเทศที่จัดได้ว่ามีอิทธิพลประเทศหนึ่งมาช่วยคานอำนาจกับอังกฤษได้ โดนแลกกับการที่พม่าพยายามเสนอผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเป็นตัวแลกเปลี่ยน แต่การคาดเดาของพม่าผิดพลาดเนื่องจากฝรั่งเศสไม่ต้องการแผ่อิทธิพลของตนในบริเวณที่เป็นพื้นที่ผลประโยชน์ทับซ้อนกับประเทศอังกฤษ จึงมุ่งความสนใจไปที่ดินแดนบริเวณอินโดจีนแทน

    เมื่ออังกฤษได้เข้าครอบครองพม่าอย่างเบ็ดเสร็จในปีค.ศ.1886 แล้ว เป็นธรรมดาที่อังกฤษจะต้องพยายามตักตวงผลประโยชน์จากพม่าให้ได้มากที่สุด อังกฤษแสวงหาผลประโยชน์ในพม่าผ่านการกระทำหลายรูปแบบเช่น การยกเลิกระบบการปกครองแบบดั้งเดิม (การยกเลิกระบบกษัตริย์) ทำลายระบบทางสังคมแบบเดิมของพม่า เอาระบบการปกครองแบบเทศบาลเข้ามาใช้ตามเมืองใหญ่ๆเพื่อทำให้เก็บภาษีได้มากขึ้น ถึงแม้อังกฤษจะยินยอมให้มีรัฐบาลของคนท้องถิ่นแต่สำหรับนโยบายใหญ่ๆเช่น การคลัง การต่างประเทศนั้น รัฐบาลอังกฤษจะเป็นผู้ดูแลเอง รัฐบาลพม่าดูแลได้แค่เพียงประเด็นเล็กๆที่ไม่มีความสำคัญมากเท่าไร

    จากการกระทำในรูปแบบของจักรวรรดินิยมเช่นนี้ ทำให้เราเห็นความสำคัญของประเด็นที่ Neo-realism สนใจมากที่สุดนั่นก็คือ Power หรืออำนาจนั่นเอง สัจจนิยมไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบดั้งเดิมหรือสัจจนิยมใหม่ก็ต่างมุ่งเน้นที่ประเด็นเรื่องของอำนาจ ซึ่งจะได้มาจาก high politics หรือการทหารนั่นเอง อังกฤษจะไม่สามารถยึดครองพม่าได้หากปราศจากความสามารถในด้านการทหาร ซึ่งก็ตรงตามทฤษฎีที่สัจจนิยมพยายามบอกมาโดยตลอดนั่นคือ การที่รัฐจะสามารถเอาตัวรอดในสภาวะอนาธิปไตยเช่นนี้ รัฐจำเป็นต้องมีสมรรถภาพทางการทหารที่ดีเพื่อความสามารถในการป้องปรามรวมถึงเพื่อรักษาเสถียรภาพให้ประเทศตนด้วย ส่วนประเด็นอื่นๆ เช่นการที่อังกฤษตักตวงผลประโยชน์จากพม่าหรือผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจนั้น จะถูกจัดเป็น low-politics ที่เป็นฐานเสริมให้กับ high-politics อย่างการทหาร นั่นคืออังกฤษจะไม่สามารถพัฒนาศักยภาพทางการทหารได้ถ้าขาดงบประมาณ จึงมีความจำเป็นที่ต้องพยายามขยายฐานการตลาด ตลอดจนการพยายามหาวัตถุดิบให้มากขึ้นเพื่อการพัฒนาเทคโนโลยีทางการทหารให้สูงขึ้นนั่นเอง

    นอกจากนี้เราจะเห็นถึงการที่รัฐมหาอำนาจพยายามไม่ก่าวก่ายพื้นที่อิทธิพลของอีกฝ่าย ดังเช่นในกรณีนี้ ฝรั่งเศสเลี่ยงที่จะเข้ามาเป็นประเทศที่คานอำนาจกับอังกฤษ เนื่องมาจากศักยภาพทางการทหารของทั้งคู่ ตลอดจนอิทธิพลของสองประเทศอาจกล่าวได้ว่าค่อนข้างใกล้เคียงกัน ในที่นี้อาจมองได้ว่าศักยภาพทางการทหารที่ใกล้เคียงกันนี้เองที่เป็นเครื่องป้องปรามไม่ให้สองประเทศมหาอำนาจกระทบกระทั่งกัน เพราะไม่แน่ใจว่าถ้าหากเกิดสงครามขึ้นจริงๆแล้ว ประเทศตนจะเป็นผู้ได้หรือเสียประโยชน์ ทั้งนี้อาจเกิดคำถามขึ้นว่าหากกลุ่มประเทศมหาอำนาจให้ความสำคัญกับการหาผลประโยชน์เพื่อแปรสภาพเป็นศักยภาพทางการทหารแล้ว เหตุใดฝรั่งเศสกับอังกฤษจึงไม่ร่วมมือกันแสวงหาผลประโยชน์ในพม่า คำตอบภายใต้แนวคิดสัจนิยมนั่นก็คือ ความร่วมมือเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยากมาก เพราะปราศจากหลักค้ำประกันว่าถ้าหากอังกฤษร่วมมือกับฝรั่งเศสแล้ว ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะไม่หักหลัง เพราะถ้าหากถูกหักหลังแล้ว ผลประโยชน์ที่ควรจะได้รับในลักษณะ +/+ จะกลายเป็น +/- ทันที

    สำหรับการมองภาพรวมของประเทศพม่าในบริบทช่วงที่ตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษจนถึงช่วงที่ได้เอกราชนั้น เราจะพบว่ามีการเพิ่มบทบาทของตัวแสดงหนึ่งที่มีความสำคัญในภูมิภาคนี้ นั้นก็คือประเทศญี่ปุ่นที่เข้ามามีบทบาทในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นได้เข้ามาให้การสนับสนุนแก่ขบวนการนักศึกษาในพม่า (ตะขิ่น) ที่ต้องการเรียกร้องเอกราชจากอังกฤษ การกระทำของญี่ปุ่นนั่นอาจมองได้ว่าเป็นความพยายามที่จะลดบทบาทของอังกฤษที่มีในภูมิภาคนี้ลงและพยายามเพิ่มบทบาทของตนแทนที่อังกฤษ นั่นเป็นเพราะช่วงนั้นการทหารของญี่ปุ่นมีความสามารถสูง ตลอดจนญี่ปุ่นพบว่าตนกำลังมีความได้เปรียบในสงครามโลก จึงอาศัยจังหวะนี้ในการพยายามที่จะสร้างมหาเอเชียบูรพาขึ้นโดยมีตนเป็นศูนย์กลาง อย่างไรก็ตามบทบาทของญี่ปุ่นในพม่าก็หมดไปเมื่อศักยภาพทางการทหารของญี่ปุ่นถึงจุดตกต่ำสุดขีด นั่นก็คือการที่ญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกและตกเป็นอาณานิคมของสหรัฐอเมริกา

    2.บทบาทของมหาอำนาจเมื่อพม่าเปิดประเทศ

    ภายหลังจากที่ประเทศพม่าได้ประกาศเปิดประเทศ (แผนสร้างสันติภาพ 7 ขั้นตอน: The seven-stage roadmap to democracy) พม่าได้กลายเป็นประเทศที่ได้รับความสนใจจากนานาชาติมาก เนื่องมาจากทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมหาศาล ทั้งน้ำมัน แก๊สธรรมชาติที่ยังคงมีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ นอกจากนี้พม่ายังได้เปรียบในเรื่องของที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่ติดกับ rising countries อย่างจีนและอินเดีย เมื่อประกอบกับศักยภาพในการเป็นเมืองท่า (โครงการท่าเรือน้ำลึก Dawei Project) ที่กำลังถูกจับตามองว่าอาจจะเป็นศูนย์กลางการค้าที่ใหม่แทนที่ประเทศสิงคโปร์ แม้ว่าจะมีหลายประเทศที่กำลังพยายามเข้ามามีบทบาทในพม่าในช่วงนี้ ข้าพเจ้าจะขอยกบทบาทของ 2 มหาอำนาจ(และว่าที่มหาอำนาจ)ประเทศสำคัญในโลกปัจจุบันมาใช้ในการอธิบาย นั่นก็คือประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศจีนนั่นเอง

    สำหรับประเทศจีน นั้น ได้เปรียบประเทศอื่นๆนั่นคือ มีการวางรากฐานในอิทธิพลในพม่ามาตั้งแต่ช่วงที่พม่าปิดประเทศ จีนไม่ได้ร่วมบอยคอตหรือประณามพม่ากับนานาชาติ เนื่องจากจีนมีหลักในการดำเนินนโยบายต่างประเทศอยู่บนพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ 5 ประการ คือไม่ก้าวก่ายกิจการภายในของประเทศอื่นๆ เคารพในบูรณภาพและอธิปไตยของประเทศอื่น ทำให้จีนกลายเป็นพันธมิตรคนสำคัญของพม่า ในช่วงที่พม่าถูกโดดเดี่ยวจากนานาชาตินั้น จีนได้กลายเป็นประเทศเดียวที่เข้ามาลงทุนในพม่า รวมถึงกลายเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของพม่า จีนมีบทบาทในการช่วยพม่าในเวทีระดับโลกหลายประการ เช่นการคอย VETO มติคว่ำบาตรหรือประณามพม่าในกรณีต่างๆ ซึ่งจีนมีสิทธิ์ทำได้ในฐานะที่ตนป็นสมาชิกของคณะมนตรีความมั่นคงถาวร อย่างไรก็ตามไม่มีสิ่งใดที่จะได้มาฟรีๆ พม่าก็ต้องให้สัมปทานต่างๆแก่จีนเป็นการแลกเปลี่ยน จีนกับหม่ามีการลงทุนร่วมกันในโครงการใหญ่ๆหลายประการ ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศเปลี่ยนไปเมื่อพม่าประกาศเปิดประเทศ นั่นหมายความว่าพม่ามีทางเลือกมากขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่จีนเท่านั้น พม่าเริ่มประกาศระงับโครงการร่วมที่มีกับจีนหลายโครงการเช่นโครงการก่อสร้างท่อขนส่งน้ำมันและแก๊สธรรมชาติ การสร้างเขื่อน เป็นต้น

    สำหรับประเทศสหรัฐอเมริกานั้นก็เริ่มที่จะพยายามขยายบทบาทของตนมาในฝั่งของเอเชีย ภายหลังจากสงครามอิรักและอัฟกานิสถาน เมื่อพม่าประกาศเปิดประเทศ เราจะพบว่าสหรัฐฯดำเนินนโยบายการทูตในเชิงรุกต่อพม่ามากขึ้น เช่น การเดินทางมาเยือนพม่าด้วยตนเองของประธานาธิบดีบารัก โอบามาในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2555 รวมถึงค่อยๆผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรพม่า เลิกคว่ำบาตรการนำเข้าสินค้าจากพม่า รวมถึงประกาศกระชับความสัมพันธ์ทางด้านการทหารกับพม่าผ่านการฝึก Cobra Goal ที่เป็นความร่วมมือของกองทัพระหว่างประเทศต่างๆ ภายใต้การนำของสหรัฐฯ โดยครั้งล่าสุดสหรัฐฯได้เชิญให้พม่าให้เข้าร่วมในฐานะผู้สังเกตการณ์

    จากสถานการณ์ในบริบทปัจจุบัน ที่การใช้กำลังทางการทหารไม่ได้รับการยอมรับอีกต่อไป การขยายอิทธิพลในรูปของ Soft-power จึงเข้ามามีบทบาททดแทน กรณีพม่านี้จีนมีความได้เปรียบประเทศอื่นค่อนข้างสูง เพราะในช่วงระยะเวลายาวนานที่พม่าถูกประเทศอื่นโดดเดี่ยว จีนเป็นประเทศเดียวที่สามารถเข้าไปขยายอิทธิพลในพม่าได้ ผ่านทั้งการลงทุน การค้าเศรษฐกิจ ตลอดจนความร่วมมือต่างๆ ทำให้อิทธิพลของจีนที่มีต่อพม่ามีสูงมาก คนจีนในพม่าเองก็อาจกล่าวได้ว่าเป็นคนกลุ่มสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของพม่า การที่พม่าเปิดประเทศอาจมองได้ว่าเป็นความพยายามของพม่าที่ต้องการลดบทบาทของจีนในประเทศตนลง โดยการปล่อยให้ประเทศอื่นๆเข้ามาคานอำนาจกับจีน ทำให้ตนไม่ต้องพึ่งพิงจีนมากนัก อย่างไรก็ตามข้าพเจ้ามองว่าอิทธิพลของจีนที่มีในพม่านั้นจะยังคงอยู่ต่อไป และไม่สามารถขจัดออกไปง่ายๆ เพราะ จากนโยบายของจีนเองมีส่งเสริมการส่งออกแรงงานในช่วงที่มีความสัมพันธ์อันดีกับพม่า ทำให้ปัจจุบันมีคนจีนจำนวนมากอยู่ในพม่า รวมถึงยังมีบทบาทสำคัญทางเศรษฐกิจอีกด้วยในฐานะผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของพม่า

    อาจมองการเข้ามาของสหรัฐฯในภูมิภาคเอเชียได้ในลักษณะที่ต้องการสกัดกั้นการขยายอำนาจของจีน เพราะปัจจุบันจีนได้เพิ่มบทบาทของตนในทางการต่างประเทศมากขึ้นผ่านทางการให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจในรูปแบบต่างๆ ภายใต้บริบทแบบสัจนิยมสมัยใหม่ อาจมองได้ว่าสิ่งที่สหรัฐฯกำลังพยายามทำคือ ความพยายามในการรักษาเสถียรภาพอำนาจของตนในฐานะมหาอำนาจโลก ปัจจุบันสถานภาพของสหรัฐฯไม่ได้พิเศษดังเช่นในบริบทของสงครามเย็นที่มีอาวุธนิวเคลียร์เป็นเครื่องมือในการเสริมสร้างอำนาจของตน จีนในปัจจุบันเองก็มีเช่นกัน ประกอบกับการเกิดขึ้นขององค์การระหว่างประเทศอย่าง UN ที่ได้กำหนดกรอบความประพฤติในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ ทำให้อาจกล่าวได้ว่าทั้งสองฝ่ายจะหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากันด้วยกำลังทางทหาร คือเก็บไว้เป็นไพ่ใบสุดท้ายจริงๆในกรณีที่เกิดความขัดแย้งสูง ดังนั้นสิ่งที่ประเทศมหาอำนาจพึงจะทำเพื่อขยายฐานอำนาจผลประโยชน์ของตนจึงสามารถกระทำได้ผ่านทาง Soft-power เท่านั้น ถ้าเป็นเช่นนี้แล้ว ประเทศที่ได้จะประโยชน์ก็คือพม่า เพราะทั้งจีนและสหรัฐฯก็จะพยายามเสนอผลประโยชน์ให้พม่าเพื่อขยายฐานอิทธิพล สิ่งที่พม่าต้องทำคือแค่การพยายาม balance power ระหว่างประเทศทั้งสองเพื่อให้ประเทศของตนได้ผลประโยชน์สูงสุด

    เอกสารอ้างอิง

    1.Wikipedia, ประเทศพม่า, Wikipedia.com, http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B8%9E%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%B2#.E0.B8.9B.E0.B8.A3.E0.B8.B0.E0.B8.A7.E0.B8.B1.E0.B8.95.E0.B8.B4.E0.B8.A8.E0.B8.B2.E0.B8.AA.E0.B8.95.E0.B8.A3.E0.B9.8C (accessed on Feb 08,2013)

    2.เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชา Intro to IR

    3.David L. Shambaugh. Power Shift: China and Asia’s new dynamics. (Berkeley and Los Angelis, California: University of California Press, 2006)

    4.Chua, Amy. “Review: The Ethnic Question in Law and Development”. World on Fire: How Exporting Free Market Democracy Breeds Ethnic Hatred and Global Instability (The Michigan Law Review Association,2004) 102 (ฉบับที่ 6): 1044–1103.

    5.เอกสารประกอบการเรียนวิชานโยบายการต่างประเทศจีน

  5. นุชประภา โมกข์ศาสตร์ says :

    หัวข้อ : ผู้ทรงอิทธิพลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ออง ซาน ซูจี เป็นนักต่อสู่เพื่อประชาธิปไตยที่ทรงอิทธิพลคนหนึ่งของโลก การต่อสู้กับรัฐบาลเผด็จการของเธอไม่เพียงทำให้ชาวพม่ารักและเชิดชูเธอเท่านั้นแต่ยังเป็นที่เลื่องลือไปทั่วโลก

    การต่อสู้ที่ยาวนานนี่เองที่เป็นตัวพิสูจน์ว่า ประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยเวลาและความอดทนอดกลั้น เพราะที่ผ่านมานอกจากจะต้องเผชิญกับอำนาจของรัฐบาลทหารที่คอยฉุดรั้งพรรค NLD ที่ซูจีก่อตั้งขึ้นมาเพื่อลงแข่งในสนามเลือกตั้งอย่างบริสุทธ์ยุุติธรรมแล้วเธอยังได้รับการตัดสินให้รับโทษกักบริเวณโดยปราศจากการกระทำความผิด ดังนั้นพม่าจึงนับว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่ไร้มาตรฐานทางอำนาจอันชอบธรรมของรัฐ และการบังคับใช้กฎหมายก็เป็นไปเพื่อกิจของทหารเพียงประการเดียว

    เดิม ออง ซาน ซูจี ไม่ได้ตั้งใจที่จะกลับมาจัดตั้งพรรคฝ่ายค้าน หรือลงเล่นการเมืองในประเทศแต่อย่างใด แต่ในปี 2531 ซูจีเดินทางกลับมายังย่างกุ้งเพื่อมาเยี่ยมแม่ที่กำลังป่วย ช่วงนั้นเป็นช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ เธอไม่ได้ตั้งใจว่าจะต้องมาถึงจุดนี้ แต่จุดเปลี่ยนที่ทำให้ซูจี เลือกเดินทางนี้เพราะประชาชนในขณะนั้นกำลังเรียกร้องประชาธิปไตย และในฐานะที่เป็นลูกสาวของนายพลอองซาน เธอจึงมีหน้าที่ที่จะต้องเข้าร่วม ซูจีจบมัธยมที่กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย เนื่องจากคุณแม่ต้องไปเป็นทูตที่อินเดีย ต่อมาเข้าศึกษาปริญาตรีสาขาเศรษฐศาสตร์ การเมือง และปรัชญาที่เซ็นต์ฮิว คอลเล็จ มหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ด หลังจบการศึกษาเคยไปช่วยอู่ถัน ในขณะที่ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ UN ในนิวยอร์ก

    ซูจีจัดตั้งพรรคสันนิบาตรแห้งชาติเพื่อประชาธิปไตย (National League for Democracy) หลังจากที่ได้รับโทษกักบริเวณในปี 2533 พรรค NLD ของเธอได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้นในการเลือกตั้งครั้งนั้น ด้านรัฐบาลพม่าในนามของ “สภาฟื้นฟูกฎหมายและระเบียบแห่งรัฐ” ยื่นข้อเสนอถ่ายโอนอำนาจให้แก่ซูจี แลกกับการให้เธอยุติบทบาททางการเมือง แต่ซูจีปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว จึงถูกกักบริเวณเพิ่มขึ้นจาก 3 ปี เป็น 6 ปี

    การสั่งกักบริเวณมีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ที่ผ่านมาจะมีการปล่อยเธอคืนสู่อิสรภาพ แต่ก็เป็นเพียงชั่วครั้งชั่วคราว การกักบริเวณดำเนินมาจนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ประท้วงรัฐบาลพม่าเมื่อปี 2550 ที่นำโดยพระภิกษุสงฆ์ เมื่อรัฐบาลประกาศขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างไม่เป็นธรรม และในปี 2552 นายจอห์น ยัตทอร์ ได้ว่ายน้ำข้ามทะเลสาปไปยังบ้านพักนางซูจี ทำให้เธอถูกทางการกักบริเวณต่อทั้งๆที่ใกล้จะได้รับการปล่อยตัวอยู่แล้ว การกักบริเวณสิ้นสุดลงในปี 2555 ซูจีได้เดินทางออกนอกประเทศเป็นครั้งแรกในรอบ 21 ปี เธอเดินทางมาเข้าร่วมประชุมสภาเศรษฐกิจโลกภูมิภาคเอเชียตะวันออกที่ไทย และเดินทางไปเยี่ยมแรงงานชาวพม่าที่จังหวัดสมุทรสงคราม ในเดือนมิถุนายน ซูจีเดินทางเยือนยุโรป ไปรับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพที่กรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ ซึ่งรางวัลนี้ทำให้เธอถูกกล่าวขวัญไปทั่วโลกถึงการเป็นผู้นำต่อสู้กับเผด็จการ จนถูกกักบริเวณในบ้านพัก เธอกล่าวบนเวทีว่า การเลือกที่จะอยู่เคียงข้างประชาชนแทนการไปรับรางวัล สะท้อนว่าเธอไม่ต้องการละทิ้งประชาชน หากเดินทางออกนอกประเทศรัฐบาลอาจจะขัดขวางไม่ให้เดินทางกลับ เธอกล่าวว่าในขณะที่อยู่ในบ้านพักเธอไม่เคยคิดว่าตนเองจะได้รับรางวัลใดๆ เพียงแต่รางวัลที่จะได้เห็นบ้านเมืองเสรี ปลอดภัยและยุติธรรม รางวัลนี้แสดงความใส่ใจเกื้อหนุนการแสวงหาสันติภาพของพม่า และบ่งบอกว่าโลกนี้ยังไม่ลืมพม่า

    ไม่มีสตรีคนใดที่สามารถสร้างปรากฎการณ์เช่นนี้ให้เกิดขึ้นได้ หากปราศจากความเชื่อในสิ่งที่ตนเองทำ ออง ซาน ซูจี คือตัวอย่างผู้ทรงอิทธิพลที่สร้างบรรทัดฐานให้โลกได้ตระหนักถึงเสรีภาพที่ชาวพม่าควรได้รับ และเป็นผู้ที่ทำให้ประเทศเล็กๆ อย่างพม่าเป็นที่จดจำของนานาอารยประเทศได้อย่างน่าทึ่ง

    นางสาวนุชประภา โมกข์ศาสตร์
    รหัสนิสิต 5341033124
    ภาควิชาการปกครอง

  6. นาย วิชชวัฒน์ รอดรัตษะ 5441060124 says :

    นายวิชชวัฒน์ รอดรัตษะ 5441060124

    เสรีภาพนักหนังสือพิมพ์ในพม่า
    ตั้งแต่การรัฐประหารในปีพ.ศ. 2505 เป็นต้นมา เสรีภาพของนักหนังสือพิมพ์ดูเหมือนจะประสบกับความยากลำบากเป็นอย่างมากเมื่อนักหนังสือพืมพ์ ถูกจับเข้าคุกเป็นจำนวนมากเนื่องจากแสดงความคิดเห็นตรงกันข้ามหรือวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลทหารพม่า
    ภายหลังที่พม่าได้ทำการเปิดประเทศนั้นเริ่มมีการประกาศจากทางรัฐบาลว่าจะเปิดให้สื่อมวลชนเริ่มขอใบอนุญาตออกหนังสือพิมพ์รายวันได้ตั้งแต่ เดือนกุมภาพันธ์ 2556 และสามารถตีพิมพ์ออกจำหน่ายได้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนเป็นต้นไป เนื่องจาก มีการร่างกฎหมายว่าด้วยสื่อ เพื่อผ่อนคลายเงื่อนไขควบคุมสื่อสารมวลชนซึ่งเป็นการตอบรับต่อการก้าวย่างสู่ ประชาธิปไตยของพม่า

    เมื่อพม่าเปิดประเทศ ก็มีการผ่อนปรนให้กับเสรีภาพของสื่อมากขึ้น โดยออกใบอนุญาตการพิมพ์แก่หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์และนิตยสารแก่ภาคเอกชนเป็นจำนวนมากแม้ยังไม่มีการออกกฎหมายสื่อมวลชนฉบับใหม่ขึ้นมาแต่รัฐบาลพม่าก็ได้ยกเลิกการเซ็นเซอร์ของข่าวหนังสือพิมพ์ รัฐบาลก็ได้เตรีบมออกกฎหมายฉบับใหม่ที่จะมุ่งเน้นการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพในการสื่อสารของประชาชนและรวมถึงการให้เสรีภาพในการนำเสนอข่าวสารของสื่อมวลชน

    นอกจากการเปิดเสรีภาพทางการสื่อที่มากขึ้นของประเทศพม่าสิ่งที่ตามมาคือการลงทุนจากนักลงทุนที่หวังเข้ามาทำกำไรจากสื่อหนังสือพิมพ์ของพม่าที่ถูกปิดกลั้นมาอย่างยาวนาซึ่ง จะทำให้เกิดการแข่งในเชิงธุรกิจ มีหนังสือพิมพ์และนิตยสารเกิดขึ้นใหม่อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนทางด้านบริษัทด้านสื่อจากต่างประเทศหลายแห่งก็เริ่มเข้าไปดูลู่ทางในการทธุรกิจในพม่าแล้ว แต่พบว่าปัญหาใหญ่สำหรับนักหนังสือพิมพ์พม่วันคือการขาดแคลนบุคลาที่มีประสบการณ์และทักษะด้านการเขียนข่าว เนื่องจากในอดีต ภายใต้การปกครองเผด็จการทหารอาชีพสื่อมวลชนเป็นอาชีพที่ไม่มีใครอยากเข้าไปข้องแวะด้วย เพราะนัก หนังสือพิมพ์ในสมัยนั้นต้องทำหน้าที่ป็นกระบอกเสียงของรัฐบาล นักหนังสือพิมพ์ในยุคนั้นจึงไม่จำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนิเทศศาสตร์ รัฐบาลสั่งให้ทำอะไรก็ต้องปฎิบัติตาม

    ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นนิมิตหมายอันดีนักหนังสือพิมพ์ประเทศพม่าที่จะมีเสรีภาพมากยิ่งขึ้นในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชนโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการเซ็นเซอต์อีกต่อไปซึ่งก่อนหน้านี้แม้แต่ตำราเรียน ก็ยังต้องผ่านเซ็นเซอร์จากผรัฐบาลเพราะต้องการควบคุมทุกเนื้อหา ทุกความเห็นที่จะเผยแพร่ไปถึงประชาชน ต้องมีวิธีคิดแบบเผด็จการทหารที่มีมายาวนาน ซึ่งก็ทานกระแสแห่งโลกวันนี้ไม่ได้ จำเป็นต้องเปิดกว้างเพื่อให้พม่าก้าวสู่ความเป็นประเทศที่ทันสมัย

    แต่อย่างไรก็ตามก็ยังมีสิ่งที่น่าวิตกกังวลเกี่ยวกับการเปิดเสรีภาพของสื่อในประเทศพม่าเนื่องจากการเปิดรับสื่อที่มากเกินไปอาจทำให้ ผู้นำทหารพม่าจะเปลี่ยนใจหรือไม่ถ้าหากประชนชนกล้าแสดงออกมากขึ้นและสื่อมวลเริ่มวิพากพากษ์วิจารณ์และตรวจสอบฝ่ายที่ครองอำนาจอยู่มากขึ้น การมีระบบเซ็นเซอร์ก็ทำให้นักหนังสือพิมพ์พม่ารู้ว่าตนทำอะไรได้แค่ไหน วิพกษ์วิจารณ์ได้มากน้อยแค่ไหน เรื่องไหนควรยุ่งหรือเรื่องไหนไม่ควรยุ่ง การมีเสรีภาพโดยไม่รู้ว่าจะมาในรูปแบบไหน อาจทำให้ วันดีคืนดีรัฐบาลอาจจะประกาศมาตรการลงโทษสื่อโดยสื่อไม่ทันได้ตั้งตัวก็เป็นได้ หรือมองในอีกด้านหนึ่ง กลุ่มนักธุรกิจที่เข้ามาทำการลงทุนอาจเป็นผู้มีความสัมพันธ์กับกองทัพ หรืออาจเป็นตัวแทนกลุ่มอำนาจของรัฐบาล อาจทำให้กลุ่มอำนาจเหล่านั้นกลับกลายเป็นผู้ควบคุมสื่อที่มีอยุ่ในพม่าแทนก็เป็นได้

  7. Akeristotle says :

    นายเอกลักษณ์ ไชยภูมี

    524 10600 24

    นิสิตปริญญาตรี ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    การเมืองของชนชั้นนำแบบเครือญาติในพม่า

    พม่าซึ่งได้ชื่อว่าปกครองแบบ “รัฐทหาร” คือมีรัฐบาลที่มาจากคณะทหารเป็นผู้ปกครองประเทศมานานหลายสิบปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังการรัฐประหารของนายพลเนวินในปี ค.ศ. 1962 ยิ่งทำให้ภาพของผู้นำทหารปรากฏเด่นชัดขึ้นในการเมืองของพม่า ฉะนั้นหากเรามองภาพการเมืองพม่าผ่านกรอบของชนชั้นนำทางการเมือง (political elite) คงทำให้มิอาจหลีกเลี่ยงชุดคำอธิบายที่ว่าสถาบันทหารคือสถาบันหลักในการผลิตชนชั้นนำเข้าสู่แวดวงการเมืองของพม่าไปได้ ซึ่งลักษณะดังกล่าวยิ่งตอกย้ำข้อเสนอหลักของทฤษฎีชนชั้นนำของ ซี. ไรท์ มิล ที่มองว่าชนชั้นนำทางการเมืองส่วนใหญ่นั้นหากมิได้มาจากกลุ่มคนที่มีอิทธิพลจากสามกลุ่มใหญ่ ๆ คือ ชนชั้นนำทางเศรษฐกิจจากกลุ่มบริษัทข้ามชาติ ชนชั้นนำทางการทหาร ชนชั้นนำทางการเมืองในระบบราชการ ด้วยเหตุนี้หากเราพิจารณาด้วยกรอบข้างต้นแล้ว จะพบว่าพม่านั้นเต็มไปด้วยอิทธิพลของชนชั้นนำที่มนจากสายทหาร หรือ ชนชั้นนำในกองทัพเป็นหลักมาตั้งแต่อดีตจนกระทั่งถึงปัจจุบัน

    การเข้ามามีบทบาททางการเมืองของชนชั้นนำภายในกองทัพพม่าไม่เพียงแต่จะส่งผลให้ตำแหน่งสำคัญ ๆ ในรัฐบาล ตลอดจนตำแหน่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองบ้านเมืองต่าง ๆ จะตกเป็นเสมือนดั่งทรัพย์สินส่วนบุคคลของกองทัพพม่าแล้ว การแต่งตั้งโยกย้ายตลอดจนการเลื่อนตำแหน่งในระบบราชการก็ล้วนแล้วแต่ต้องเป็นไปตามความพึงพอใจของบรรดาผู้นำทหารในรัฐบาลพม่าทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้จึงทำให้การเมืองแบบเครือญาติของพม่านั้นมีลักษณะที่โดดเด่น และมีความแตกต่างออกไปจากการเมืองแบบเครือญาติในประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ส่วนใหญ่มักมีลักษณะของการสืบทอดอำนาจกันในวงตระกูล หรือ กลุ่มผู้นำทางการเมืองไม่กี่กลุ่มซึ่งทำให้การแต่งตั้งโยกย้ายในตำแหน่งสำคัญนั้นตกไปอยู่กับครอบครัว หรือ บุคคลผู้ที่มีความใกล้ชิดทางสายเลือด หรือ จากการแต่งงานไปเสีย แต่ทว่าในทางกลับกันพม่าที่มีระบบชนชั้นนำที่มีที่มาจากกองทัพทำให้ในแง่หนึ่งความผูกพันทางสายเลือดในการแต่งตั้งโยกย้ายจึงมิได้ปรากฏให้เห็นชัดเจนเหมือนกับประเทศอื่น ๆ แต่มักจะเป็นไปในลักษณะของเครือข่ายความสัมพันธ์ตามสายการบังคับบัญชาของผู้ทำทหารในกองทัพ ซึ่งหากพิจารณาให้ดีจะพบว่าก็มีการกำหนดลำดับชั้นลดหลั่นลงมาตามความอาวุโสเช่นเดียวกันกับระบบเครือญาติ เพียงแต่สายสัมพันธ์ดังกล่าวนั้นมิได้ผูกโยงจากการสายเลือดตามธรรมชาติเท่านั้น หากจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนก็คงคล้ายคลึงกับการที่ประเทศไทยมีก๊กเหล่าของทหาร เช่น ทหารสาย “วงศ์เทวัญ” หรือ “บูรพาพยัคฆ์” ซึ่งหากสายใดได้ก้าวขึ้นมามีบทบาทนำภายในกองทัพแล้วก็จะทำการแต่งตั้งโยกย้ายของของฝ่ายตนเข้าดำรงตำแหน่งที่คุมกำลังพลสำคัญ ๆ ของกองทัพไปเสีย ภาพเช่นนี้เองนี่ปรากฏขึ้นในพม่าเพียงแต่ตำแหน่งที่บรรดาผู้นำทางการทหารนำมาใช้วางฐานกำลังอำนาจทางการเมืองนั้นแตกต่างจากประเทศไทยตรงที่สถาบันทหารของพม่าเข้ามามีบทบาททางการเมืองในระบบที่เป็นทางการ (formal political system) อย่างเปิดเผย ทำให้การจัดสรรตำแหน่ง ตลอดจนการโยกย้ายบุคลากรสำคัญ ๆ ผ่านเครือข่ายเครือญาติแบบทหารนั้นมีปริมณฑลที่กว้างขวางมากยิ่งไปกว่าสถาบันทหารของไทยที่จำกัดอยู่เฉพาะในกองทัพ หรือหากขยายเข้าไปในอาณาบริเวณทางการเมืองในระบบ ก็มักเป็นตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมที่มีบทบาทสำคัญในการแต่งตั้งโยกย้ายภายในกองทัพ เพื่อรักษาสถานภาพ (status quo) ที่ดำรงอยู่ภายในกองทัพเท่านั้น

    แต่ก็ใช่ว่าตัวแสดงทางการเมืองของพม่าที่เป็นชนชั้นนำ และมีแนวโน้มของการก่อร่างสร้างระบบเครือญาตินั้นจะมีแต่ตัวแสดงที่มาจากสถาบันทหารเท่านั้น เพราะตัวแสดงที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามทหารอย่างนายอองซานที่ก้าวขึ้นมามีบทบาทภายหลังจากที่พม่าได้รับเอกราชจากอังกฤษนั้นก็ยังมีลักษณะของระบบเครือญาติภายในกลุ่มเช่นกัน เพราะภายหลังจากการเสียชีวิตอย่างน่าเศร้าสลดของนายอองซานทำให้อองซานซูจีบุตรสาวซึ่งภายหลังได้กลายมาเป็นหัวหอกสำคัญในขบวนการต่อต้านรัฐบาลทหารพม่า และกลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยของพม่านั้นก็เป็นคนที่มาจากกลุ่มชนชั้นนำกลุ่มเดิมที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลทหารทั้งสิ้น แม้ภายหลังหารจัดตั้งพรรคสันนิบาตชาติของพม่าขึ้นจะทำให้พม่านั้นดูราวกับว่าอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านอำนาจจากชนชั้นนำในระบอบเก่า คือระบอบทหารมาสู่ชนชั้นนำในระบอบใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งภายใต้วิถีทางการเมืองแบบประชาธิปไตยก็ตาม กระนั้นกระบวนการผ่องถ่ายอำนาจของรัฐบาลทหารก็ได้ทำให้สิ่งที่ปรากฏอยู่ในความเป็นจริงนั้นกลับตรงกันข้ามไปอย่างสิ้นเชิง เพราะแม้จะมีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจของพม่าที่มีเครือครอบคลุมการจัดสรรทรัพยากร และสาธารณูปโภคพื้นฐานของพม่าแทบจะทั้งหมดนั้นให้กลายเป็นเอกชนไป แต่บรรดาบุคคลผู้ที่เข้ามามีบทบาทในบริษัทใหม่ที่ถูกแปรรูปเหล่านี้ก็คือทายาท หรือ เครือข่ายของนายทหารที่เคยมี และยังคงมีบทบาททางการเมืองในพม่าอยู่นั่นเอง ซึ่งทำให้การเปิดเสรีของพม่าด้วยการแปรรูปรัฐวิสาหกิจนั้นเป็นเพียงการทำให้การครอบครองทรัพยากรของพม่าไปตกอยู่ในมือของบรรดาเครือข่ายผู้นำทางการทหารในกรอบเสรีนิยมใหม่ (แทนที่กรอบอำนาจนิยม) เท่านั้น

    มิใช่เฉพาะบรรดาผู้นำทหารเท่านั้นที่เข้ามามีบทบาทในการลงทุน แม้กระทั่งนายทุนใหญ่ระดับเศรษฐีแนวหน้าของพม่าอย่างนายเตย์ ซา ที่เป็นที่ทราบโดยทั่วไปว่าเป็นนักธุรกิจที่มีเครือข่ายกับผู้นำทางทหารมาตั้งแต่สมันที่นายพลเนวินยังเรืองอำนาจนั้นก็ยังคงแสวงหาผลประโยชน์ได้ต่อไปภายใต้กระบวนการผ่องถ่ายอำนาจทางการเมือง หนำซ้ำเขายังเป็นนายทุนผู้อุดหนุนรายใหญ่ของพรรคสันนิบาตชาติของพม่าของนางอองซานซูจี ซึ่งอองซานได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศว่าเธอไม่สนใจว่าเงินที่ได้รับนั้นจะมาจากใครตราบใดที่เงินนั้นถูกนำมาใช้สนับสนุนขบวนการเคลื่อนไหวที่เป็นประชาธิปไตย ทว่าอองซานอาจไม่ตระหนักถึงผลกระทบใหญ่ที่อาจเกิดขึ้นตามมาจากการรอมชอม หรือ ประนีประนอมกับบรรดานายทุนที่มีสายสัมพันธ์กับผู้นำทางทหารในระบบเก่า เพราะเงินที่ให้การสนับสนุนประชาธิปไตย สุดท้ายอาจนำไปสู่การทำให้พลังหลักที่ต่อต้านประชาธิปไตย คือทหาร และนายทุนของระบอบเก่านั้นสามารถดำรงอยู่ อีกทั้งสามารถแผ่ขยายเครือข่ายเข้าไปครอบครองกิจการสำคัญ ๆ ของประเทศ ซึ่งทำให้พวกเขาสามารถแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวได้ผ่านการแอบแฝง หรือ ปิดบังไว้ด้วยหน้ากากของความเป็นประชาธิปไตยของนางอองซานก็เป็นได้

  8. ถลัชนันท์ เอ่งฉ้วน says :

    ฟุตบอลกับประเด็นทางการเมือง : พม่า

    ฟุตบอลทีมชาติพม่ามีฉายาว่า The White Angels หรือ เทพชุดขาว ซึ่งเป็นฉายาที่บรรดาสื่อต่างชาติตั้งให้ เพราะเมื่ออดีตนานมาเคยเป็นทีมลูกหนังระดับแชมป์เอเชียหลายสมัย แต่กลับตกต่ำในช่วงที่พม่าปิดประเทศ จนเมื่อมีการเปิดประเทศและมีแนวโน้มสัญญาณที่ดีจากการเมืองภายใน ทำให้ในปี 2009 สมาคมฟุตบอลของพม่าจึงได้ตัดสินใจรื้อระบบฟุตบอลภายในทั้งหมด และตัดสินใจทำระบบลีกใหม่ เป็น Myanmar national league ด้วย ซึ่งมี Slogan ว่า For the league for the nation เป็นให้ความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่และหนึ่งเดียวต่อผู้ที่ได้อ่านอย่างเราๆท่านๆไม่มากก็น้อย

    โดยทีมฟุตบอลลีกประกอบด้วย Ayeyawady United Football Club (เมืองพะสิม เขตอิระวดี), Okkthar United Football Club (เมืองตองอู เขตพะโค), Yangon United Football Club (สโมสรพันธมิตรเทโรฯ นครย่างกุ้ง), Bogyoke Aung San Stadium, Yadanarbon Football Club (สโมสรพันธมิตรเมืองทองฯ นครมัณฑะเลย์), Kanbawza Football Club (เมืองตองยี รัฐฉาน), Zeyashwemye Football Club (เมืองโมนยวา เขตสะกาย), Southern Myanmar Football Club (เมืองมะละแหม่ง รัฐมอญ), Magway Football Club (เมืองมาเกว เขตมาเกว), Manawmye Football Club (เมืองมิตจินา รัฐคะฉิ่น), Naypyidaw Football Club (กรุงเนปีดอ), Zwegabin United Football Club (เมืองพะอัน รัฐกะยา)

    หากมองในแง่พื้นที่ของทีมฟุตบอลลีกแล้ว มันเป็นพื้นที่ของแต่ละรัฐ อย่างไรก็ตามจะเป็นรัฐที่อยู่ส่วนกลางของประเทศมากกว่าอาจเนื่องจากความขัดแย้งทางชาติพันธุ์และชนกลุ่มน้อยของรัฐบาลเช่นในทางตอนใต้คือ รัฐคะเรน หรือกะเหรี่ยง มอญ หรือทางเหนือเช่นคะฉิ่น เป็นต้น

    สำหรับผู้สนับสนุนฟุตบอลลีกของพม่า (Myanmar national League)นี้ได้แก่ Chanel 7, Air Bagan, ALDINE, awba, BLUE mountain, Canon, Calsome, CP, REDLINK, Hotel Aco, KBZ Bank, Max Energy เป็นต้น ซึ่งจะสังเกตได้ว่าบริษัทเอกชนที่เป็นผู้สนับสนุนจะมีฐานการผลิตและการลงทุน อยู่ในพม่า ด้วยสภาพการณ์ที่พม่าเปิดประเทศและสนับสนุนด้านเศรษฐกิจทำให้มองได้ว่าสนามฟุตบอลพม่าอาจเป็นช่องทางโฆษณาหรือเป็นตลาดบริโภคสัญลักษณ์หนึ่งที่เนื้อหอมขึ้นมาทันที สิ่งเหล่านี้ทำให้วงการฟุตบอลพม่ามีแนวโน้มที่จะพัฒนาขึ้นมากในอนาคต

    นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มที่ดี เนื่องด้วยทางสหพันธ์ฟุตบอลพม่าออกมาประกาศว่ามี plan ฟุตบอลหญิงพม่าเป็นลีกภายในเดือนพฤษภาคมปีนี้ โดยให้เหตุผลว่า ต้องการสร้างโอกาสให้กับผู้หญิงอีกด้วย

    นอกจากเกมกีฬาประเพณีของพม่าแล้ว กีฬาฟุตบอลถือเป็นกีฬาที่ได้รับความสนใจอย่างมาก ดูได้จากการเข้าชมฟุตบอลของชาวพม่าเต็มสนามเกือบทุกการแข่งขันเลยก็ว่าได้ ซึ่งหากมองในมุมมองของคนนอกอย่างข้าพเจ้าแล้วอาจวิเคราะห์ได้ว่า มากไปกว่าเกมฟุตบอล เพราะ

    ….. การได้มาชมและเชียร์กีฬาฟุตบอลชาวพม่า อาจเป็นการปลดปล่อยทางความรู้สึกที่ถูกกักขังอยู่กับสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบหรือแสร้งว่าตัวเองชอบ (?) กล่าวคือการได้มาเชียร์ฟุตบอลในทีมที่ตัวเองรักและชอบกลายเป็นพื้นที่ที่ให้คนพม่าได้แสดงความรู้สึกอะไรบางอย่าง เช่น อาจแสดงความรู้สึกไม่พอใจต่อฝ่ายตรงข้ามได้ หรือชื่นชมแสดงความรักต่อทีมตัวเองได้ ……

    อ้างอิง
    http://www.myanmarnationalleague.com/

    นางสาวถลัชนันท์ เอ่งฉ้วน
    5341020024

  9. น.ส.ณัฐณิชา เชาวลิต says :

    เสรีภาพของสื่อมวลชนพม่า
    เสรีภาพของสื่อมวลชนในพม่ามีทิศทางที่ดีขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงการควบคุมสื่อของรัฐบาลพม่า โดยรัฐบาลพลเรือนของพม่า ให้เริ่มนโยบายการปฏิรูปสื่อ ที่จำทำให้สื่อถูกเรียกว่า “สื่อสาธารณะ” และการยกเลิกการเซ็นเซอร์ข่าว ซึ่งเป็นนโยบายที่เคยมีมานานกว่า ครึ่งทศวรรษ แต่ไม่ได้รับการดำเนินการปฏิรูปสื่อ ให้มีเสรีภาพ และความเป็นสมัยใหม่อย่างจริงจัง มีก็เพียงแค่เพิ่มคอลัมน์ซุบซิบคนดังเท่านั้น
    จากหนังสือพิมพ์นิวไลท์ ออฟ เมียนมาร์ กระบอกเสียงของรัฐบาลพม่าในปัจจุบัน ได้รายงานข่าวล่าสุด ในช่วงเดือนตุลาคม 2555 ว่าหนังสือพิมพ์ 3 ฉบับ อันเป็นกระบอกเสียงสำคัญของรัฐบาลทหารพม่าในอดีต อันได้แก่หนังสือพิมพ์นิวไลท์ ออฟ เมียนมาร์ ที่ตีพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษ หนังสือพิมพ์ เมียนมาร์ อาลิน ที่พิมพ์เป็นภาษาพม่า และหนังสือพิมพ์ เจมอน ได้มีการพลิกโฉมอย่างยิ่งใหญ่ จากสื่อรัฐ เป็นสื่อสาธารณะ โดยจะมีการกำหนดนโยบาย และโครงสร้างสำคัญ
    นอกเหนือจากร่างข้อบังคับ และจรรยาบรรณ เพื่อเป็นการกำหนดกรอบให้สื่อ นำรูปแบบไปยังการเป็นสื่อสาธารณะเพื่อให้ใช่ปฏิบัติจริง
    ในวันที่ 7 สิงหาคม 2555 รัฐบาลยกเลิกการห้ามตีพิมพ์ นิตยสารรายสัปดาห์สองฉบับ ที่ได้ทำการ์ตูนล้อเลียนเรื่องกฎหมายสื่อในประเทศ และ ตีพิมพ์บทสัมภาษณ์ ของ อ่อง เถ่ง ลิน ส.ส. พรรค USDP ที่กล่าววิจารณ์ เต็น เส่ง และ ออง ซาน ซูจี โดยไม่ได้ผ่านการตรวงสอบจากกองเซ็นเซอร์ นั่นคือ “ เดอะ วอยซ์ วีคลี่ ” และ “ เอ็นวอย ” หลังจากที่นักข่าวนับร้อยร่วมเดินขบวน เรียกร้องเสรีภาพสื่อในย่างกุ้ง และ มัณฑะเลย์ เมื่อช่วงสัปดาห์ก่อนหน้านั้น ภายหลังจากเหตุการณ์ที่สื่อถึงการมีเสรีภาพที่มากขึ้นในพม่าเช่นนี้ โดย ภายหลังเหตุการณ์นี้เพียงหนึ่งสัปดาห์ ได้มีการยกเลิกคำสั่ง ที่สื่อ จะต้องได้รับการตรวจสอบ จากฝ่ายตรวจสอบและทะเบียนสื่อพม่า ก่อนตีพิมพ์ มีการเผยแพร่ข่าว ในช่วงเดือนกันยายน ปี 2555 จากนาย เย ตูท รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงข่าวสารพม่าว่า นอกเหนือจากสื่อของรัฐที่จะมีการปฏิรูปให้เป็นสื่อสาธารณะแล้ว สื่อของเอกชนก็เช่นกัน รัฐบาลพม่าได้มีความตั้งใจ ที่จะผ่อนคลายการควบคุมสื่อ และมีการอนุญาตให้สื่อสามารถวิจารณ์นโยบายของรัฐบาลได้ คัวอย่างเช่น นิตยสารอิระวดี(Irrawadde) ซึ่งเป็นนิตยสารทางการเมือง ข่าว และบทความ ที่ตีพิมพ์ตั้งแต่ปี 2536 จนกระทั่งปี 2553 และถูกโจมตีโดยรัฐบาลทหารของพม่าอย่างหนัก และความสนใจในช่วง2-3ปีมานี้ ที่จะเผยแพร่ข่าวทางเวปไซต์มากกว่า ได้วางขายในพม่าเป็นครั้งแรก อย่างถูกกฎหมาย เป็นครั้งแรกในช่วงปลายปี 2555
    จากการรายงานข่าวจากกล่าวว่า พม่าจะมี คณะกรรมการปฏิรูปสื่อชุดใหม่ จะเข้ามารับหน้าที่ในการกำกับดูแลสื่อของรัฐ แทนกระทรวงข่าวสาร โดยมีนักข่าวอิสระร่วมมีส่วนในการเป็นคณะกรรมการด้วย หนึ่งในนั้นคือ นาย เย หน่าย โม (นักข่าวอิสระ) ผู้เปิดเผยข้อมูลว่า คณะกรรมการชุดใหม่จะเข้าไปแทนที่ การทพะงานของกระทรวงข่าวสารในการควบคุมดูแลสื่อของรัฐ ขณะที่กระทรวงข่าวสาร จะค่อยๆถอนตัวออกไป และให้คณะกรรมการชุดใหม่เข้ามาเติมเต็ม เพื่อเป็นการประสาน ผลประโยชน์ระหว่างรัฐบาล และ เอกชน ของพม่า แม้ว่า แผนการนี้จะดูเป็นการเพิ่มเสรีภาพของสื่อมวลชนในพม่า แต่จากความคิดส่วนตัวของนายเย หน่าย โม แล้ว เขาไม่เชื่อว่า การปฎิรูปสื่อเช่นนี้จะนำมาซึ่งเสรีภาพโดยสมบูรณ์ สิ่งที่คณะกรรมการปฏิรูปชุดใหม่เห็นว่าสมควรจะจัดการกับสื่อของรัฐคือ เปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างหน้าที่ความคิด ซึ่งเดิม ทำเพื่อรัฐบาลเท่านั้น แนวทางใหม่ในการปฏิรูปคือการเพิ่มเสียงของประชาชนชาวพม่า และสะท้อนเสียงของชนกลุ่มน้อย เพื่อในการวางระบบการปรองดองในพม่าด้วยเช่นกัน

    ที่มา
    Salween News Online . ๒๕๕๕.นิตยสารอิระวดีวางขายในพม่าเป็นครั้งแรก(ออนไลน์) .แหล่งที่มา : http://prachatai.com/journal/2012/12/44185
    คมชัดลึก. ๒๕๕๕ . สื่อพม่าเริ่มเดินหน้าปฎิรูป(ออนไลน์). แหล่งที่มา :
    http ://www.bangkokbiznews.com/home/detail/finance/asean-plus/20121021/474846/สื่อพม่าเริ่มเดินหน้าปฏิรูป.html

  10. นางสาววุฒิณี ทองแก้ว 5341057224 says :

    บทบาทของผู้หญิงใน พม่า
    ในด้านการเป็นตัวแทนทางการเมือง ในปัจจุบันผู้หญิงในประเทศพม่าค่อนข้างที่จะมีบทบาทในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคมและด้านวัฒนธรรมมากกว่าแต่ก่อน แต่อย่างไรก็ตามทางด้านการเมืองผู้หญิงในประเทศพม่าก็ยังถูกกีดกันอยู่อย่างชัดเจน เห็นชัดเจนจากการเลือกตั้งซ่อม ในปี 2555 ของประเทศพม่า ซึ่งมี สส.หญิงได้รับเลือกเข้ามานั่งในสภาเพียงแค่ 13 คน กับรองนายกรัฐมนตรีหญิงอีก 2 คนเท่านั้นส่วนในตำแหน่งรัฐมนตรีกลับไม่มีเพศหญิงเลย
    นอกจากนี้การออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งของผู้หญิงในประเทศพม่ายังมีสัดส่วนน้อยกว่าผู้ชายอย่างชัดเจน
    ในด้านการศึกษา ผู้หญิงในปัจจุบันก็มีสิทธิ์ในการเข้าถึงมากขึ้น แต่ว่าทัศนคติของคนพม่าส่วนใหญ่นั้นดูเหมือนจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ขัดขวางความเท่าเทียมในเรื่องการเข้าถึงการศึกษาระหว่างเพศอยู่
    ผู้หญิงที่มีอิทธิพลของพม่าคนสำคัญได้แก่ นางอองซาน ซูจี ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเรียกร้องประชาธิปไตย นอกจากนี้ยังไม่การเรียกร้องสิทธิให้กับผู้หญิงอีกด้วย
    มีองค์กรเกี่ยวกับผู้หญิงที่พม่าที่สำคัญคือ
    บทบาทของององค์กรสตรีกะเหรี่ยง (Karen Women’s Organization) หรือ KWO
    เป็นองค์กรส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและสิทธิสตรีของชาวกะเหรี่ยงซึ่งมีสมาชิกมากกว่า 49,000 คนค์กรสตรีกะเหรี่ยง เป็นองค์กรณ์ที่มีบทบาทช่วยเหลือผู้หญิงที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศชาวกะเหรี่ยง กลุ่มนี้มีข้อเรียกร้องอย่างเร่งด่วนต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนต่อเหตุอาชญากรรมสงคราม และอาชญากรรมต่อมนุษยชาติที่กระทำโดยรัฐบาลทหารพม่า
    นอกจากนี้ KWO ยังเรียกร้องรัฐบาลไทยให้ดำเนินการปกป้องผู้ลี้ภัยที่หนีภัยการโจมตีของทหาร และเหตุละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อไป
    นอกจากนี้ในข้อเรียกร้องของ KWO ยังระบุให้รัฐบาลไทยระงับโครงการที่รัฐบาลไปลงทุนในพม่าทั้งการก่อสร้างเขื่อน และโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งโครงการเหล่านี้เป็นการเติมเชื้อไฟให้กับรัฐทหาร และกระตุ้นให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน และเป็นการไปเพิ่มจำนวนผู้ลี้ภัยให้เข้ามาในประเทศไทย
    พวกเขา ยังกล่าวอีกว่า ที่ผ่านมารัฐบาลทหารพม่าอ้างว่าไม่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่มีรายงานสามารถพิสูจน์แล้วว่าคำกล่าวอ้างของรัฐบาลทหารพม่าไม่เป็นจริง ที่ผ่านมามีกฎหมายสากล หรือสนธิสัญญาต่างๆ ที่รัฐบาลพม่าตกลงกันไว้กับประชาคมโลก แต่ดูเหมือนว่ากฎหมายหรืออนุสัญญาระหว่างประเทศเหล่านั้นเป็นแค่คำพูดแค่ตัวหนังสือที่อยู่ในกระดาษ ดังนั้นกฎหมายระหว่างประเทศเหล่านี้ควรได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมด้วย

  11. วัชราพร คงศิริปัญญา says :

    ระบบการศึกษาของพม่าอยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงศึกษาธิการ โดยระบบการศึกษาจะแบ่งเป็น อนุบาลและประถมศึกษา ๕ ปี มัธยมศึกษาตอนต้น ๔ ปี และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ๒ ปี การบริหารจัดการจะเป็นในลักษณะการกระจายอำนาจออกไปสู่ระดับรัฐและหัวเมืองต่างๆ โดยรัฐจะเป็นผู้สนับสนุนค่าใช้จ่ายให้ยกเว้นในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่ผู้เรียนจะต้องชำระเอง เป็นที่น่าสนใจว่าในการเรียนการสอนเรื่องของบุคคลสำคัญนั้นจะมีทั้งนายพลอองซาน ซึ่งเปรียบเป็นผู้สร้างประเทศและอาจจะเป็นตัวแทนของการปกครองที่ค่อนไปทางประชาธิปไตย กับนายพลเนวินผู้นำระบอบสังคมนิยม ซึ่งในบทเรียนกล่าวว่าเป็นผู้นำพาเมียนมาจากความเสื่อมทราม(??) โรงเรียนในพม่านั้นจะมีการเรียนการสอนเพียงแค่ครึ่งวัน โดยการเรียนอีกครึ่งวันหลังเด็กจะต้องหาเรียนพิเศษเพิ่มเติมกันเอง ซึ่งหากย้อนมองไปแล้วการเรียนเพียงครึ่งวันในโรงเรียนนั้นไม่ใช่เรื่องที่ดีและสบายนักสำหรับเด็ก แต่จะเป็นการเรียนที่หนักมากเพราะต้องมาแย่งกันหาที่เรียนพิเศษข้างนอก และเป็นการเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอีกด้วยและจะเป็นการเพิ่มภาระให้แก่ผู้ปกครองทั้งๆที่ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้รัฐบาลควรจะเป็นผู้ดูแลเรื่องการศึกษาขั้นพื้นฐานทั้งหมด

    แม้ว่าในปัจจุบันรัฐบาลพม่าจะมีการปฏิรูปประเทศในหลายๆด้าน แต่ทว่าสำหรับการศึกษายังคงมีสถานการณ์ที่เลวร้ายอยู่ จากรายงานของยูนิเซฟได้ระบุว่าโรงเรียนประถมฯซึ่เป็นรากฐานของการศึกษาพม่านั้นมีคุณภาพต่ำ และขาดแคลนทรัพยากรครูที่มีคุณภาพ ซึ่งอาจจะเป็นผลมาจากการปิดประเทศของพม่าในยุคที่ผ่านมา เช่น การยกเลิกการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ การเรียนแบบเน้นท่องจำและตอบคำถามในข้อสอบมากกว่าการกระตุ้นให้เกิดกระบวนการคิด เพื่อเป็นการตีกรอบเด็ก ไม่ให้คิดนอกกรอบ เพื่อป้องกันการสร้างปัญหาให้แก่รัฐบาล ไม่ให้เกิดการคิดขึ้นมาต่อต้าน นอกจากนี้ระบบการศึกษาของพม่าก็ยังมีปัญหาในเรื่องของการรับเด็กฝาก/รับเงินในโรงเรียนที่มีมาตรฐานดีๆเป็นจำนวนมาก ซึ่งสำหรับผู้ที่มีสายสัมพันธ์ที่ดีกับทางรัฐบาลมักจะไม่มีปัญหาในเรื่องนี้ ประเด็นนี้สามารถสื่อถึงความไม่เท่าเทียมในชนชั้นและสังคมของพม่าได้เป็นอย่างดี

    ในปัจจุบันจะพบว่าปัญหาความยากจนเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้อัตราการเข้าศึกษาต่อของเด็กในชนบทมีต่ำกว่าเด็กในเมืองเป็นจำนวนมาก แสดงให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำที่มีอยู่ในสังคมพม่า และในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลไม่ได้ให้การสนับสนุนการศึกษาขั้นพื้นฐานเลย ชาวบ้านจึงต้องเรี่ยไรเงินมาสร้างโรงเรียนกันเอง ซึ่งทางการพม่าจึงต้องมีการเร่งแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยรัฐบาลพม่าได้เพิ่มงบประมาณสำหรับการศึกษาเป็นกว่า ๖๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐฯ สำหรับปี๒๐๑๒/๒๐๑๓ เพื่อที่จะเตรียมความพร้อมให้ประชาชนในประเทศสำหรับการเปิดประเทศและการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนและเพื่อแก้ไขปัญหาการว่างงานของประชาชน

    อ้างอิง

    สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ. ๒๕๕๖. ระบบการศึกษา-พม่า. กรุงเทพฯ: สำนักฯ. http://www.bic.moe.go.th/th/index.php?option=com_content&view=article&id=394&catid=61.

    สหวิชา. ๒๕๕๕. การศึกษาของพม่า. กรุงเทพฯ. http://www.sahavicha.com/?name=knowledge&file=readknowledge&id=4629.

    SalweenNews.๒๕๕๖. ระบบการศึกษาพม่า อุปสรรคก้าวใหญ่ในการพัฒนาประเทศ. สาละวินนิวส์. กุมภาพันธ์ ๒๐. http://salweennews.org/home/?p=5901.

    Xinhuanet. ๒๕๕๕. Myanmar to raise health, education budgets for 2012/2013. NewsXinhua. http://news.xinhuanet.com/english/world/2012-02/06/c_131394516.htm.

    นางสาววัชราพร คงศิริปัญญา

    ๕๓๔๑๒๕๔๕๒๔

  12. THEME THANAPRAT GONGSAB says :

    สายการบินแห่งชาติพม่า
    1.1 ชื่อสายการบิน : Myanmar Airways International (MAI)
    1.2 ตราประจำสายการบิน :
    1.3 สีประจำสายการบิน : น้ำเงิน เหลือง (แบบเดียวกับตรา)
    1.4 คำขวัญประจำสายการบิน : Modern Comforts, Gentle Traditions
    สายการบิน Myanmar Airways International (MAI) เป็นสายการบินที่จัดตั้งขึ้นโดยรัฐบาลทหารพม่า ชื่อของสายการบินจึงใช้ชื่อว่า Myanmar แทนที่จะใช้ว่า Burma ที่เป็นชื่อที่อังกฤษตั้งชื่อให้
    ตราประจำสายการบิน MAI เป็นรูปเงาสัตว์ในนิยาย ดูออกว่าเป็น ม้ามีปีก คล้าย เพกาซัส (Pegasus) แตกต่างตรงส่วนหัวคล้ายกิเลน มีงวงและงาคล้ายช้าง และหางเป็นปลา ถือเป็นสัญลักษณ์ที่มีลักษณะแตกต่างจากสัญลักษณ์อื่น ๆ ของพม่า โดยในตราแผ่นดินของพม่านั้น ใช้สัญลักษณ์เป็นรูปสิงห์ อีกสัตว์ประจำชาติพม่า คือ เสือโคร่ง
    สีประจำสายการบินคือน้ำเงิน เหลือง ถ้าอธิบายความหมายของสีผ่านตราแล้วละก็ จะอธิบายสีเหลือง เป็นสีของพระจันทร์ ส่วนสีน้ำเงินน่าจะเป็นสีของสัตว์ชนิดนั้น และสามารถอธิบายความหมายตามสีธงชาติได้ คือสีเหลือง หมายถึง ความสามัคคีของคนในชาติพม่า
    ตราสัญลักษณ์และสีประจำสายการบินนี้ผมเห็นว่า แสดงให้เห็นถึงความเป็นชาติของพม่าน้อยที่สุด (จากข้อมูลที่หาได้ แม้แต่ในเว็ปสายการบินเองยังไม่มีข้อมูลเรื่องนี้) แต่ถ้ามีความหมายแสดงถึงความเป็นพม่าก็ไม่อาจทำความเข้าใจถึงอัตลักษณ์ความเป็นชาติพม่าได้ ในมุมมองของชาวต่างชาติ

    2. การแต่งกายของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน
    การแต่งกายของพนักงานต้อนรับหญิง บนเครื่องบินของสายการบิน MAI (ภาพซ้าย) มาจากชุดประจำชาติพม่า ที่เรียกว่า ลองยี (Longyi) (2 ภาพกลาง) นิยมสวมใส่ในวาระพิเศษนผู้หญิงพม่าจะใส่เสื้อติดกระดุมหน้าเรียกว่า ยินซี (Yinzi) หรือเสื้อติดกระดุมข้างเรียกว่า ยินบอน (Yinbon) (รูปขวา) ชุดลองยี เป็นชุดที่ ออง ซาน ซูจี นิยมสวมใส่ออกมาพบปะประชาชน หรือออกสื่อต่าง ๆ
    หากกล่าวถึงวัฒนธรรมการแต่งกายของพม่า เป็นชุดที่ได้อิทธิพลมาจากจีน สังเกตความเหมือนกันของลักษณะเสื้อผ้า แต่ไม่อาจระบุได้อย่างชัดเจนว่ามีลักษณะเช่นนี้มาตั้งแต่เมื่อใด ยุคใด ประมาณได้ว่า น่าจะเข้ามาก่อนตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ถึงอย่างไรชุด ลองยี ได้สร้างความแตกต่างกับชุดจีน ที่การใช้สีอ่อน สบายตา และเพิ่มลวดลายพม่าเข้าไป

  13. ณัชชารีย์ ทิศาสมบูรณ์สิน 531017124 says :

    ชาตินิยมในพม่า

    พม่าก่อนการเข้ามาของลัทธิอาณานิคมตะวันตกอาจเรียกได้ว่าเป็นรัฐโบราณที่ยึดโยงอยู่กับอุดมการณ์ทางการเมืองแบบราชาธิปไตย หรืออุดมการณ์ทางศาสนา สิ่งสำคัญของรัฐโบราณเช่นนี่ไม่ใช่ความเป็นชาติ แต่เป็นไพร่พล แกนกลางของการปกครองอยู่ที่ผู้ปกครองและชนชั้นนำบางกลุ่มเท่านั้น แม้แต่การขยายอิทธิพลของรัฐก็ไม่ได้เป็นไปในแบบที่เราเข้าใจกันในปัจจุบัน รัฐโบราณในลักษณะนี้ใม่ได้ให้ความสำคัญกับเส้นเขตุแดน การตกเป็นเมืองขึ้นไม่ได้ชิงเอาอธิปไตยในการปกครองไปจากรัฐเหล่านั้น เพียงแต่ต้องแบ่งปันผลประโยชน์และให้กำลังผลแก่รัฐที่ตนเป็นเมืองขึ้นอยู่เท่านั้น ความเป็นชาติในแบบที่เราเข้าใจกันจึงยังไม่เกิดขึ้นในยุคนี้ แต่ความรู้สึกเป็นพวกเดียวกันและการสืบทอดประวัติศาสตร์ของกลุ่มผ่านวัฒนธรรมประเพณีนั้นมีอยู่ ดังจะเห็นได้ว่าแม้ผู้คนจะถูกกวาดต้อนจากที่หนึ่งไปสู่ที่หนึ่ง ตามรูปแบบของรัฐโบราณในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่คนเหล่านั้นก็ยังคงรักษาภาษา ขนบธรรมเนียม และประเพณีของตนเอาไว้

    ความเคยชินในระบบรัฐแบบเก่านี้เองที่ทำให้พม่าต้องปะทะกับอังกฤษจนต้องตกเป็นประเทศอาณานิคมในเวลาต่อมา พม่าทำสงครามกับอังกฤษสามครั้ง โดยมีจุดเริ่มต้นจากการเข้ากวาดต้อนผู้คนที่หนีเข้าไปในอินเดียของพม่า (ตามวิสัยของรัฐโบราณที่ให้ความสำคัญกับกำลังพล) สงครามครั้งที่ 1 นี้จบลงด้วยความพ่ายแพ้ของพม่า (ราชวงศ์คองบอง) พม่าจำต้องลงนามในสนธิสัญญา Treaty of Yandabo สนธิสัญญานี้ทำให้พม่าต้องยกแคว้นอารกัน กับพม่าตอนล่างอันได้แก่ มะริด ทวาย ตะนาวศรีให้กับอังกฤษ สงครามครั้งที่ 2 เกิดขึ้นในช่วง ค.ศ. 1852 ซึ่งครั้งนี้พม่าต้องเสียดินแดนแถบแม่น้ำอิระวดีให้กับอังกฤษ สงครามครั้งที่ 3 เป็นความพ่ายแพ้ของกษัตริย์ธีบอ พม่าต้องเสียดินแดนทั้งหมดให้กับอังกฤษ และถูกลดฐานะลงเป็นเพียงมณฑลหนึ่งของอินเดีย

    การตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษได้เปลี่ยนการเมืองพม่าไปอย่างสิ้นเชิง พม่าสูญเสียความเป็นรัฐโบราณของตนไป ทั้งในแง่ของความเป็นรัฐที่มีอำนาจอธิปไตยของตัวเอง และในแง่ของทัศนะทางการเมืองแบบดั้งเดิม ขณะที่บรรดาเมืองขึ้นเดิมของพม่าไม่เป็นเช่นนั้น เมืองเหล่านั้นยังคงมีอำนาจในการปกครองตัวเองส่วนหนึ่ง ต่างจากพม่าที่ทั้งราชวงศ์และชนชั้นนำทางการเมืองสูญเสียอำนาจในมือไป และการสูญเสียอำนาจของชนชั้นนำนี้เองที้ปลุกกระแสชาตินิยมขึ้นในพม่า โดยเฉพาะในกลุ่มชนชั้นนำทางการเมือง

    สิ่งที่น่าสนใจอย่างหนึ่งก็คือ กระบวนการชาตินิยมในพม่าเริ่มมาจากวงการสงฆ์ อย่างที่ทราบกันดีว่าอังกฤษนับถือศานาคริสต์ การเข้ามาบริหารพม่าโดยอังกฤษจึงไม่ได้ให้ความสำคัญกับศาสนาหรือประเพณีดั้งเดิมของพม่าเท่าไรนัก อังกฤษยกเลิกระบบราชาธิปไตยในพม่า ขณะที่วงการสงฆ์ของพม่ามีความเกี่ยวพันเชื่อมโยงกับราชวงศ์มาก กล่าวคือราชวงศ์เป็นผู้ทำนุบำรุงศาสนา และมีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการศาสนา และองค์กรสงฆ์ของพม่า เช่นมีส่วนในการเลือกหัวหน้าคณะสงฆ์ สังฆราช เป็นต้น การล่มสลายของระบอบราชาธิปไตยจึงนำมาซึ่งความวุ่นวายในหมู่สงฆ์ เกิดความแตกแยกทางความคิด

    คณะสงฆ์เริ่มมีการเคลื่อนไหวทางการเมือง ในช่วงแรกคณะสงฆ์เรียกร้องสิทธิในการบริหารจัดการบำรุงพุทธศานา โดยอ้างมาตรฐานเดียวกันกับศาสนาคริสต์ แต่ต่อมาอุดมการณ์ในการเรียกร้องก็เปลี่ยนไป มีการเรียกร้องไปในทางชาตินิยมมากขึ้น ชาตินิยมในที่นี้คือความพยายามกลับไปสู่สิ่งที่เคยเป็นในอดีต ทั้งนี้เพราะแนวความคิดชาตินิยมแบบตะวันตกยังไม่เข้ามามีอิทธิพลต่อขบวนการชาตินิยมพม่าให้ยุคแรก มีการโยงคำสอนทางศาสนาเข้ากับนัยยะทางการเมือง เช่นความคิดของ อูอุตมะ ที่เชื่อว่าการจะตัดกิเลสได้นั้นต้องมีอิสรภาพเสียก่อน นอกจากนี้ยังมีการเชื่อมโยงความเชื่อในเรื่องของนิพพานเข้ากับแนวคิดสังคมนิยม เกิดการรวมตัวของนักศึกษาใต้ชื่อ The Young Men Buddhist Association (YMBA) ที่ถือเป็นขบวนการชาตินิยมกลุ่มแรก ๆ ของพม่า กล่าวโดยสรุปได้ว่าชาตินิยมพม่าในช่วงนี้ยกให้วัฒนธรรมและศาสนาเป็นตัวแทนของความเป็นชาติ และมีความพยายามกลับสู่อดีต หรืออย่างน้อยก็กลับสู่ฐานอำนาจดั้งเดิมก่อนตกเป็นอาณานิคม แนวคิดชาตินิยมอย่างตะวันตกยังไม่เข้ามามีอิทธิพลในช่วงนี้

    จากการเคลื่อนไหวของขบวนการชาตินิยมในข้างต้นได้มีการขยายตัวออกไปในหมู่คนรุ่นใหม่ และรุ่นเก่า เกิดกลุ่ม ขบวนการชาตินิยมขึ้นมากมาย เช่น General Council Burmese Association (GCBA) และ Dobhama Asiayone และกลุ่มกบฏของซายาซาน เป็นต้น เกิดผู้นำทางการเมืองที่สำคัญเช่น อองซาน และอูนุ ซึ่งในระยะหลังนี้ แนวคิดชาตินิยมตะวันตกเริ่มเข้ามามีบทบาทในขบวนการชาตินิยมพม่ามากขึ้น

    ระบบการปกครองแบบใหม่ และระบบเศรษฐกิจเสรีนิยมที่อังกฤษนำเข้ามาใช้ในพม่าก็เป็นหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดความคิดชาตินิยขึ้นในสังคมพม่า อังกฤษทำให้พม่าเป็นแหล่งปลูกและส่งออกข้าว มีการนำเข้าแรงงานจากจีนและอินเดียเป็นจำนวนมาก แน่นอนว่าคนต่างถิ่นเหล่านี้ไม่ได้เข้ามาเพื่อเป็นแรงงานเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ยังมีพ่อค้า และเจ้าเงินกู้เข้ามาด้วย การเป็นหนี้เงินกู้ที่มีอัตราดอกเบี้ยค่อนข้างสูง และภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ สร้างความไม่พอใจให้กับชาวพม่าอย่างมาก ความไม่พอใจนี้แปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกต่อต้านชาติอื่น (แม้ว่าในความเป็นจริง คนพม่ากลุ่มหนึ่งก็เป็นเจ้าเงินกู้ด้วยเช่นกัน) ความรู้สึกต่อต้านชาติ (ในทำนองชาติพันธุ์) ของพม่านั้นรวมไปถึงการต่อต้านชนกลุ่มอื่นในพม่า เช่น กะเหรี่ยง มอญ ไทใหญ่ ด้วย

    เศรษฐกิจที่ตกต่ำ ระบบภาษีแบบใหม่ที่ให้จ่ายเป็นเงินแทนผลผลิต และกฎหมายป่าไม้ที่ห้ามไม่ให้ชาวบ้านเข้าไปหาผลประโยชน์จากของป่า ทำให้เกิดความไม่พอใจในกลุ่มชาวบ้าน เกิดการลุกฮือของกบฏซายาซาน หรือกบฏชาวนา การกบฏครั้งนี้มีพื้นฐานความเป็นชาตินิยมอยู่บ้าง แต่เป็นชุดความคิดแบบเก่าคือกลับเข้าหาราชาธิปไตย ซึ่งไม่สอดคล้องกับสังคมโลกสมัยใหม่ และขบวนการนี้ถูกปราบปรามลงในที่สุด

    อีกปัจจัยหนึ่งที่ผลักดันให้เกิดขบวนการชาตินิยมขึ้นในพม่าคือการเข้ามาของกองทัพญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่สอง การเข้ามาของกองทัพญี่ปุ่นและการเห็นทาสชาวตะวันตก(เชลยสงครามของอังกฤษ) ได้เปลี่ยนทัศนคติของชาวพม่าที่มีต่อชาติตะวันตก จากเดิมที่มองว่าชาวตะวันตกเหนือกว่าก็ลดระดับลงมาเท่าเทียมกัน ชาวพม่าเริ่มรับเอาแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับปัจเจกบุคคลเข้ามามากขึ้น ทั้งนี้การได้รับสิทธิในการปกครองตนเองของอินเดียก็ทำให้กลุ่มชนชั้นนำในพม่าเรียกร้องผลักดันให้พม่าได้รับสิทธิในการปกครองตนเองด้วยเช่นกัน

    การเข้ามาของญี่ปุ่นไม่เพียงแต่ทำให้เกิดการเปลี่ยนทัศนคติทางการเมืองเท่านั้น แต่ยังสร้างองค์กรกลางในการต่อสู้เพื่อเอกราชขึ้นในพม่าด้วย องค์กรที่ว่านี้คือ Burma Independence Army (BIA) ที่แต่เดิมเป็นกองทัพซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยญี่ปุ่น แต่ได้เปลี่ยนมาเป็นองค์กรกลางในการต่อสู้เรียกร้องเอกราชของชาวพม่าในภายหลัง คือกลายเป็น Aniti-Fascist People’s Freedom League (AFPFL) องค์กรดังกล่าวนี้นำโดยนายพลอองซาน มีนโยบายต่อต้านทั้งอังกฤษและญี่ปุ่น

    พม่าได้รับเอกราชภายใต้การนำของ AFPFL แต่เสถียรภาพของความเป็นรัฐยังไม่มากนัก มีการช่วงชิงอำนาจในหมู่ผู้นำ นายพลอองซานถูกสังหาร เช่นเดียวกันกับผู้นำรัฐบาลชั่วคราวของพม่าอีก 6 นาย อูนุจึงก้าวเข้ามาเป็นผู้ทำทางการเมืองแทน มีประเด็นปัญหาระหว่างค่านิยมประชาธิปไตย กับค่านิยมสังคมนิยม นอกจากนี้ยังมีความพยายามต่อสู้ในแง่ของชาติพันธุ์ต่าง ๆ ในพม่า (อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่ากลุ่มชาติพันธุ์ในพม่ามีหลากหลาย และแต่ละกลุ่มไม่มีความรู้สึกเป็นพวกเดียวกันกับกลุ่มอื่นเท่าไรนัก)

    รัฐบาลพรรค AFPFL ใต้การนำของอูนุไม่สามารถควบคุมสภานการณ์ทางการเมืองและความขัดแย้งระหว่างชาติพันธุ์เหล่านี้ได้ จึงมีความจำเป็นต้องให้กองทัพบกเข้ามาจัดการ การเข้ามาของกองทัพภายใต้การนำของนายพลเนวินนี้เองที่ทำให้ระบอบสังคมนิยมถูกนำมาใช้ ก่อนจะเปลี่ยนกลับไปสู่ระบอบประชาธิปไตยในเวลาต่อมา เกิดเป็นประเด็นความขัดแย้งในอุดมการณ์ทางการเมืองระหว่างระบอบประชาธิปไตยกับระบอบสังคมนิยม

    ความขัดแย้งระหว่างสองอุดมการณ์ทางการเมืองนี้ได้ดึงเอาชาตินิยมเข้าไปเป็นเครื่องมือในการต่อสู้ทางการเมือง รัฐบาลทหารพม่าใช้วาทกรรมชาตินิยมในการลดความชอบธรรมในกลุ่มนักศึกษา และแนวร่วมประชาธิปไตยแห่งชาติ (The National Democracy Front) ที่ต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย โดยมีฐานที่มั่นอยู่ในพื้นที่ของชนกลุ่มน้อย ขณะเดียวกันกลุ่มนักศึกษาและขบวนการประชาธิปไตยก็เรียกร้องสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคตามแนวคิดประชาธิปไตย เป็นลักษณะของการเรียกร้องความเป็นชาติในแบบที่ปัจเจกบุคคลมีความเท่าเทียมกัน แนวคิดชาตินิยมทั้งสองนี้นับว่าได้รับอิทธิพลจากชาติตะวันตกมาพอสมควร

    กล่าวโดยสรุป ในยุคหลังอาณานิคมนี้พม่ายังขาดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันภายในรัฐ ชาวพม่าและชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ ในพม่ายังไม่มีความรู้สึกเป็นชาติเดียวกันอย่างที่ควร รัฐบาลพม่าในยุคหลังจึงมีความพยายามที่จำสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างชาติพันธุ์

    สรุป

    ชาตินิยมในพม่าอาจเรียกได้ว่าเป็นทั้งสิ่งที่เกิดขึ้นจากจิตสำนึกของคนและสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น ประเพณี ภาษา ความเป็นท้องถิ่นและประวัติศาสตร์ที่มีร่วมกันก่อความคิดชาตินิยมขึ้น เมื่อถูกกระตุ้นโดยชาวต่างถิ่นและความยากลำบากในการใช้ชีวิต อย่างไรก็ดี ชาตินิยมอีกส่วนหนึ่งก็ถูกสร้างขึ้นภายใต้บริบทของความเป็นพม่า มีการเรียกร้องเอกราชจากเจ้าอาณานิคม เรียกร้องเอาสิ่งที่เป็นของชาติกลับคืนมา แม้ว่าในความเป็นรัฐโบราณของพม่าจะยังมีข้อกังขาอยู่ว่าความรู้สึกเป็นเจ้าของชาติ (รัฐ) จะมีอยู่ในความเป็นไพร่พลหรือไม่ อาจเป็นไปได้ว่าทัศนะแบบตะวันตกที่ให้ความสนใจกับปัจเจกบุคคลเข้ามามีอิทธิพลในหมู่นักศึกษาและเหล่าชนชั้นนำในพม่า ทำให้เกิดความตระหนักรู้ในความเป็นชาติ เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของดินแดนที่มีเขตแดนชัดเจนอย่างที่ชาติตะวันตก กระแสสังคมโลกที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้ปัจเจกมีความสำคัญมากขึ้น

    อ้างอิง
    “BBC News – Burma Profile – timeline”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://www.bbc.co.uk/news/world-asia-pacific-12992883. 2556.
    “Burma – Wikipedia”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://en.wikipedia.org/wiki/Burma. 2556.
    ชาญวิทย์ เกษตรสิริ. พม่าประวัติศาสตร์และการเมือง(Burma: History and politics). พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพมหานคร: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2552.
    “ประวัตศาสตร์การเมืองพม่า”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก:http://www.baanjomyut.com/library_2/asean_community/myanmar/02.html.2556.

  14. รุ่งทิวา เงินปัน says :

    พรรครัฐบาลพม่า

    พรรครัฐบาลทหารในปัจจุบันคือพรรค USDP (Union Solidarity and Development Party) หรือพรรคสหภาพสหภาพสามัคคีและการพัฒนา มีพรรครัฐบาลพลเรือนเป็นผู้ปกครอง แต่อำนาจของทหารยังมีอิทธิพลต่อพม่าอยู่เช่นเดิม และการปกครองของพรรครัฐบาลพม่าเป็นการปกครองแบบคณาธิปไตย

    การดำเนินงานของพรรคในการบริหารประเทศคือ มีประธานาธิบดี ซึ่งทำหน้าที่เป็นประมุขแห่งรัฐและเป็นประธานพรรคด้วย ซึ่งประธานาธิบดีคนปัจจุบันคือ เต็ง เส่ง ที่ได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีอีกรอบ หลังจากที่มีการลาออกในครั้งแรก เพื่อที่จะเปิดโอกาสให้มีการเลือกฝ่ายบริหารกันใหม่

    ผู้บริหารในพรรคหลายคน เป็นอดีตทหาร ซึ่งดำรงตำแหน่งในคณะรัฐบาลพม่า และได้ลาออกจากตำแหน่งมาเป็นพลเรือนก่อนจะเข้ามาเป็นสมาชิกพรรค

    สำหรับประธานาธิบดีเต็ง เส่ง นั้น ถือได้ว่าเป็นประธานาธิบดีพลเรือนคนแรกของพม่าที่อยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหาร แต่ความจริงแล้วประธานาธิบดีเต๊ง เส่ง ก็เคยมีตำแหน่งเป็นถึงนายพลเอกมาก่อนอยู่แล้ว และนอกจากนี้เขายังได้รับคำชมว่าเป็นผู้นำที่จะมาปฏิรูปประชาธิปไตยในพม่า เพราะเขาได้ดำเนินการทางนโยบายทางการเมืองหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยตัวนักโทษทางการเมือง การให้อองซาน ซูจีเป็นหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านในสภา และบรรลุข้อตกลงหยุดยิงกับกบฏชนกลุ่มน้อย จากตรงนี้จึงทำให้เขาได้รับความไว้วางใจให้กลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกครั้งหนึ่งนั่นเอง

    แต่จากนี้เราก็ต้องมาดูกันว่าการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2558 นี้ พรรครัฐบาลของเต็ง เส่งจะสามารถครองตำแหน่งได้เช่นเดิมหรือไม่ หรือจะถูกโค่นลงด้วยฝีมือของพรรค NLDและนางอองซาน ซูจี

    เอกสารอ้างอิง
    http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B8%9E%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%B2
    http://aseanwatch.org/2012/10/23/%E0%B8%9E%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%B2-16-22-%E0%B8%95-%E0%B8%84-55/

    นางสาวรุ่งทิวา เงินปัน 5341051424

  15. kaimukpearl says :

    ศาสนาในประเทศพม่า ศาสนากับการเมืองที่แยกกันไม่ออก

    ประเทศพม่านั้นได้บัญญัติให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติตั้งแต่ พ.ศ. 2517 เหตุอันใดที่ทำให้ศาสนาพุทธมีความสำคัญเช่นนี้ เนื่องจากประวัติศาสตร์ทางการเมืองของประเทศพม่าที่มีความจำเป็นต้องใช้ศาสนาเข้ามารวบรวมคนพม่าให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยศาสนาพุทธนั้นเข้ามามีบทบาทสำคัญในพม่าตั้งแต่การขับไล่อาณานิคมอังกฤษตลอดจนทุกวันนี้

    ช่วงที่อังกฤษเข้ามายึดครองพม่านั้นทำให้ศาสนาพุทธและวัฒนธรรมดั่งเดิมของพม่าถูกทำให้เสื่อมลงไป มีการกีดกันไม่ให้คนพุทะเข้าทำงานราชการทั้งๆที่ทางการของพม่าไม่ได้มีการบัญญัติไว้ มีการบังคับใช้ภาษาอังกฤษและมีการเผยแพร่ศาสนาคริสต์ สิ่งเหล่านี้ทำให้พุทธศาสนาช่วงหนึ่งลงความสำคัญลงไป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมีการต่อสู้โดยฝ่ายรักชาติศาสนาที่เป็นชาวพุทธมีการศึกษาที่ไม่ยอมเข้าทำงานกับหน่วยงานราชการ โดยผู้ที่มีความสำคัญคือ ดร.บามาว ทนายความที่ช่วยว่าความให้กับผู้นำกบฏของพม่าและต่อมาการเรียกร้องเสรีภาพของพม่าจากอังกฤษก็ประสบผลสำเร็จ ดร.บามาวได้ดำรงตำแหน่งเป็นนายยกรัฐมนตรีหุ่น โดยเขาต้องการฟื้นฟูศาสนาพุทธโดยหวังว่าจะเป็นกำแพงต่อต้านอังกฤษ แต่สุดท้ายแล้วไม่ประสบความสำเร็จเนื่องจากความขัดแย้งภายในที่ทำให้ดร.บามาวและผู้ที่ร่วมกันเรียกร้องเสรีภาพแก่พม่านั้นถูกจับกุม นอกจากนี้ยังมีกลุ่มเรียกร้องเสรีภาพอีกกลุ่มหนึ่งที่นำโดย ออง ซาน (บิดาของนาง ออง ซาน ซูจี) และนำมาซึ่งการก่อตั้ง สันนิบาตเพื่อเสรีภาพของประชาชนต่อต้านเผด็จการ(Anti-Fascist People’s Freedom League (AFPFL)) ซึ่งได้ทำการต่อต้านการเข้ามาของอังกฤษในครั้งที่สองจนสำเร็จและนำมาซึ่งการทำข้อตกลงเพื่อเสรีภาพพม่า และได้มีการจัดเลือกตั้ง พรรคที่ได้คะแนนเสียงมากก็คือพรรคของ ออง ซาน แต่หลังจากการเลือกตั้งไม่นาน ออง ซานและพวกก็ถูกฆาตกรรม ผู้นำคนต่อมาก็คือ อู นุ ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนของอองซาน ต่อมาได้เป็นผู้ก่อตั้งและประธานกลุ่มทะขิ่น ลาออกไปเป็นครูได้พักหนึ่ง ก็เข้าร่วมกิจกรรมทางการเมือง ท่านผู้นี้สนใจทางศาสนาพุทธมาก ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้หาฤกษ์ยาม วันเวลาที่ดีที่สุด ตามความเชื่อของชาวพุทธในการประกาศอิสรภาพของพม่า ในยุคของ อูนุ และนักการเมืองพม่าอีกผู้หนึ่ง ชื่อ อู บาสวี(U Baswe) ได้พยายามใช้ศาสนาในการกระตุ้นมวลชน เพื่อการปฏิวัติสังคม ซึ่งเป้าหมายของทั้งสองระยะแรกนั้นก็คือ ระบบพุทธสังคมนิยม(Budhist Socialism) ของประเทศ หลักการที่ให้ความชอบธรรมแก่ระบบสังคมนิยมของอูนุ ในข้อเขียนชื่อ Kyan-to Bu Thamd โดยกล่าวว่า “เนื่องจากโลภ โกรธ หลง ตามหลักศาสนาพุทธนั้นทำให้เกิดความทุกข์ ในทางเศรษฐกิจก็จะทำให้เกิดความอยุติธรรมทางเศรษฐกิจ การจัดระบบเศรษฐกิจใหม่จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อกำจัดความอยุติธรรมเหล่านี้…..สังคมพม่าได้รับความกระทบกระเทือนจากลัทธิทุนนิยมก็เพราะ ผู้คนพากันหันหลังให้ศาสนา แต่คนเราก็จำต้องมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจเพียงพอเสียก่อน จึงจะมีเวลาว่างไปทำกิจกรรมทางศาสนา เช่น นั่งทำสมาธิเพ่งถึงความไม่แน่นอนของวัตถุในโลก” ซึ่งจะเห็นได้ชัดว่าเป็นการนำศาสนาพุทธเข้ามาประยุกต์ใช้กันอย่างแนบเนียน รัฐบาลพม่าปลูกฝังให้คนพม่าเข้าวัดทำบุญซึ่งต่างจากระบบคอมมิวนิสต์ที่อื่นที่คิดว่าศาสนาเป็นสารเสพติดที่เชื่อกันอย่างงมงาย แต่ทว่ารัฐบาลพม่าเล็งเห็นข้อดีของการใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือที่จะทำให้ประชาชนของตนไม่สนใจทางการเมืองเท่าไหร่ซึ่งก็ดูเหมือนว่าจะประสบความสำเร็จบ้างแต่ก็ยังมีบางครั้งพระสงฆ์พม่าเองจะเป็นผู้นำในการประท้วงเรียกร้องจากรัฐบาลพม่า อย่างเช่น เหตุการณ์ที่รัฐบาลพม่าขึ้นราคาน้ำมันโดยไม่บอกกล่าว พระสงฆ์ก็นำขบวนประท้วง แต่ถึงอย่างไรก็ดีรัฐบาลทหารพม่าก็ไม่ได้สนใจนักบางครั้งมีการเข้าสลายการประท้วงโดยใช้กำลังซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติ สุดท้ายรัฐบาลก็ยังคงสนับสนุนให้ประชาชนของตนเข้าวัดทำบุญ โดยรัฐบาลจะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับเงินของวัดเลย รัฐบาลต้องการเพียงประชาชนไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับงานของรัฐเท่านั้นเอง

    ที่มา
    th.wikipedia.org/wiki/ประเทศพม่า#.E0.B8.A8.E0.B8.B2.E0.B8.AA.E0.B8.99.E0.B8.B2
    http://www.natureconcern.com/natureconcern/Religion-and-Politics-Burma-b.htm
    http://www.komchadluek.net/detail/20130213/151698/เคยคิดกันบ้างหรือยัง.html#.UT1aizBA2So

    นางสาวธนพร คงชัย 534 10251 24

  16. PRANCHALEE KEEREEWET says :

    คำอธิบายประวัติศาสตร์ชาติพม่า

    การเมืองพม่าในงานเขียนและบันทึกทางประวัติศาสตร์ฉบับที่เป็นทางการของพม่าเองนั้นถือได้ว่าปรากฏให้เห็นอยู่น้อยมาก อาจเนื่องด้วยพม่าเพิ่งจะยุติสงครามกลางเมืองและเข้าสู่ช่วงประชาธิปไตยแบ่งบานเมื่อไม่นานมานี้ แต่การปกปิดข้อมูลข่าวสารของทางราชการภายใต้การควบคุมของรัฐบาลทหารนั้นได้เกิดขึ้นตั้งแต่ปีพ.ศ.2531 ซึ่งอาจนับได้ว่าเป็นระยะเวลาที่นานพอสมควร การปล่อยประวัติศาสตร์ให้ขาดคำอธิบายหรือข้อเท็จจริงในการเล่าเรื่องราวการพัฒนาประเทศทำให้การอ่านประวัติศาสตร์พม่าขาดตอน และมีแต่ชุดความจริงที่ถูกสร้างขึ้น โดยหากสังเกตเพียงผิวเผินก็จะพบว่าพม่าสร้างข้อมูลบางอย่างในบอกเล่าเรื่องราวความขัดแย้งและสถานการณ์ความรุนแรงทางการเมืองที่ได้เกิดขึ้น เพราะชุดความจริงในประวัติศาสตร์พม่าแตกต่างจากชุดความจริงที่สื่อมวลชนต่างประเทศได้นำเสนออย่างสิ้นเชิง

    ข้อมูลทางประวัติศาสตร์การเมืองพม่าในสมัยใหม่นี้ไม่มีชุดใดเลยที่จะสมบูรณ์และสามารถเปิดเผยเรื่องราวการเมืองและสังคมของพม่าได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงยุคสมัยที่พม่าถูกชนชั้นนำทางการทหารปกครองด้วยระบอบสังคมนิยมมีความเข้มข้นสูง ประวัติศาสตร์ได้ถูกทำให้เลือกลืมการต่อสู้ของมวลและความโหดร้ายทารุณของทหารที่กระทำต่อประชาชนชาวพม่าและชนกลุ่มน้อยอื่นๆในพม่า แต่กลับยกย่องชื่นชมทหารในฐานะผู้รักษาความสงบเรียบร้อยให้กับสังคมพม่า ทั้งยังปกป้องพม่าจากภัยคุกคามทางการเมืองของหลายๆฝ่าย การปฏิเสธที่จะเล่าถึงการใช้กำลังต่อสู้ทางการเมืองของรัฐบาลทหารพม่าไม่ได้สร้างปรากฏการณ์ทางการเมืองที่แปลกใหม่ไปจากประเทศอื่นๆในภูมิภาคนี้ หากแต่ระบอบเผด็จการทหารพม่ามีลักษณะพิเศษในการเล่นเกมการเมืองคือ การต่อรองอำนาจของกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองได้รับการปล่อยให้ประชาธิปไตยเกิดขึ้นบ้าง ปราบปรามบ้างเป็นระยะๆ กองทัพพม่าปฏิบัติต่อประชาชนอย่างแตกต่างโดยเล่นดีร้ายสลับกันไปมาจนกระทั่งประชาชนเกิดความสับสนในบทบาทของกองทัพ

    ประวัติศาสตร์ของชาติพม่าได้รับอิทธิพลโดยตรงจากรัฐบาลทหารผู้ยึดอำนาจการปกครองประเทศไปตั้งแต่ปีพ.ศ.กล่าวคือ รัฐบาลทหารเป็นรัฐบาลที่ใช้อำนาจเผด็จการในการปกครองประเทศพม่ามานาน ในช่วงระยะที่พม่าตกอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลเผด็จการทหารนี้ กลุ่มต่อต้านอำนาจเผด็จการก็ได้เคลื่อนไหวทางการเมือง ผลสำเร็จที่สำคัญในการแทรกแซงการเมืองของกองทัพพม่าคือ ประชาชนส่วนหนึ่งไม่มีท่าทีรังเกียจ ซ้ำยังชื่นชมในบทบาทของกองทัพที่ได้รักษาความสงบเรียบร้อยในสังคม และผลสำเร็จในการสร้างประวัติศาสตร์พม่าของกองทัพพม่าก็คือ กองทัพได้ผูกโยงตนเองเข้าไว้กับรัฐ โดยที่กองทัพพม่าเป็นสถาบันทางการเมืองเพียงสถาบันเดียวที่จะสามารถดำรงไว้ซึ่งอธิปไตยแห่งชาติพม่า เป็นสถาบันหลักที่จะทำให้การเมืองพม่ามีเสถีรภาพและเกิดบูรณภาพในสังคม

    เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์. 2553. พม่าผ่าเมือง วิเคราะห์การเมืองพม่าใต้อาญาเผด็จการทหาร. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น

    from http://www.bbc.co.uk/news/world-asia-pacific-12992883

    ปราญชลี คีรีเวช 5341036024

  17. Jakraparkt says :

    จักรภาค ทวยหาญรักษา 524 10010 24

    Internet Surveillance อย่างเข้มข้นในพม่า

    อินเตอร์เน็ตได้เริ่มเข้าสู่ประเทศครั้งแรกในปี 2000 แต่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานนี้ถือว่าช้าเป็นอย่างมากโดยรัฐบาลเผด็จการทหารในอดีตไม่ต้องการให้เกิดพื้นที่ใหม่ทางการเมืองปัจจุบันเมียนมาร์ได้เผชิญกับกระแสความขัดแย้งกันระหว่างความต้องการของรัฐบาลในการขยับขยายการโครงสร้างพื้นฐานให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารทางอินเตอร์เน็ตได้มากขึ้น ขณะเดียวกันก็ยังคงสภาพการควบคุมที่เข้มงวดที่สุดในโลกประเทศหนึ่งเอาไว้ ถึงแม้ว่าจำนวนผู้ใช้งานที่ครอบครองคอมพิวเตอร์ส่วนตัวที่ผ่านมา (2011) จะยังมีไม่ถึง 1% แต่ว่าด้วยศักยภาพของคนจำนวนนี้สามารถที่จะใช้อินเตอร์เน็ตในการติดต่อสื่อสารกับโลกภายนอกได้ในช่วงการปะทุขึ้นของเหตุการณ์ความรุนแรงครั้งสำคัญ คือ การปฏิวัติผ้าเหลือง (Saffron revolution) ในปี 2007 จนภาพเหตุการณ์ความรุนแรงได้เผยแพร่ออกสู่ภายนอกได้โดยง่าย

    แนวทางนโยบายที่รัฐบาลทหารได้ใช้ คือ การผสมผสานกันระหว่างการจำกัด “ความเร็ว” ข้อมูลให้ช้าและอัตราที่แพง เพื่อให้การเข้าถึงชะงักงันมาโดยตลอด โดยในปี 2009 มีผู้เข้าถึงอินเตอร์เน็ตเพียงแสนคนหรือ 0.2% เพราะว่าผู้ใช้ส่วนใหญ่จะเข้าถึงได้ผ่านอินเตอร์เน็ตสาธารณะเท่านั้น คือ ร้าน Internet Café ในท้องที่และในการใช้งานผู้ใช้จะต้องกรอกชื่อสกุล รหัสบัตรประชาชนและที่อยู่ทุกครั้ง ยิ่งไปกว่านั้นยังถูกระบบตั้งค่าให้ในแต่ละเครื่องจะถูกถ่าย Screenshots ทุก 5 นาที และถูกส่งให้กับกระทรวง ICT ทุกวันเก็บเป็นประวัติการใช้งาน จอคอมพิวเตอร์จะต้องถูกตั้งในทิศทางที่มองเห็นได้ง่าย การเข้าถึงเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับหมวดหมู่ทางการเมือง cybercrime หรือแม้แต่การกระทำใดก็ตามที่จะกระทบต่อ Burmese Culture เป็นสิ่งต้องห้ามในร้าน เช่นเดียวกันในระดับส่วนบุคคล pornography, human rights, political reform, and politically sensitive topics ได้ถูกกรองออกในเชิงรุกจนกระทั่งมีการล้อเลียนกันว่าต้องเปลี่ยนจาก World Wide Web (www.) เป็น Myanmar Wide Web แทน นักโทษทางการเมืองจากกรณีอินเตอร์เน็ตหลายคนได้ถูกกฎหมายเล่นงาน อย่างไรก็ตามภายหลังการปฏิรูปประเทศก็ได้มีการปล่อยตัวผู้ต้องคดีมาส่วนหนึ่งแล้ว

    สรุปลักษณะเด่นที่สำคัญของพม่า คือ การ Surveillance ที่ครอบคลุมฝังรากลึกในชีวิตประจำวัน เนื่องจากมีพื้น-จำนวนที่การใช้งานน้อย วิธีการที่เหลือจึงเป็นแค่การจำกัดเวลาการเล่นหรือในช่วงที่มีความตึงเครียดทางการเมืองสามารถประกาศ Internet Curfew ได้ระหว่างเวลาสามทุ่มถึงตีห้าอีกวัน ทำให้การตื่นตัวในการใช้งานจำกัดอยู่ในวงแคบ หนทางหนึ่งเดียวของพม่าในการเอาชนะการจำกัดการเข้าถึง คือ การมาของเทคโนโลยีเครือข่ายมือถือ 3G/4G ที่จะมายุติความหวาดกลัวต่อระบบ Surveillance
    ————————————————————————————-
    -Google Public Data: Burma Internet penetration http://www.google.com/publicdata/explore?ds=wb-wdi&met=it_net_user&idim=country:MMR&dl=en&hl=en&q=burma+internet+penetration
    -“Update on information controls in Burma”, Irene Poetranto, OpenNet Initiative, 23 https://opennet.net/blog/2012/10/update-information-controls-burma
    -“Internet Filtering in Burma in 2005: A Country Study”. Open Net Initiative. https://opennet.net/studies/burma
    -Access Denied: The Practice and Policy of Global Internet Filtering, Ronald Deibert (ed), MIT Press, 2008, p.340, ISBN 978026204251

  18. เอกพงศ์ มีสุข says :

    กลุ่มทุนพลังงานในพม่า

    หนังสือพิมพ์นิว ไลท์ ออฟ เมียนมาร์ ระบุว่า บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานหลายแหล่งทั้ง Shell, Esso พากันยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรต่ออดีตประเทศที่ปกครองด้วยรัฐบาลทหารแห่งนี้ จะมีการเปิดประมูลสัมปทานน้ำมันมากสุด 18 บ่อ และจะมีการทำข้อตกลงที่บริษัทผู้ชนะการประมูล จะต้องเป็นหุ้นส่วนกับรัฐวิสาหกิจด้านพลังงาน รวมถึง เมียนมาร์ ออยล์ แอนด์ ก๊าซ เอนเตอร์ไพรซ์ (เอ็มโอจีอี) บริษัทน้ำมันของรัฐบาลพม่าที่ตกเป็นเป้าโต้เถียงกันอยู่ถึงการเป็นแหล่งเงินทุนให้กับกองทัพพม่า แต่ละบริษัทจะสามารถยื่นประมูลได้รายละไม่เกิน 3บ่อ เอ็มโอจีอี ระบุทางเว็บไซต์ว่า บ่อน้ำมันที่จะเปิดประมูลเพื่อให้เข้าไปขุดสำรวจนี้ คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 1 ใน 3 ของแหล่งน้ำมันบนบกของพม่าที่มีอยู่ราว 50 บ่อ ขณะที่กระทรวงพลังงานพม่า เผยในภายหลังว่า มีแผนที่จะเปิดประมูลแหล่งน้ำมันนอกชายฝั่งด้วย

    จนถึงขณะนี้ นักลงทุนต่างชาติล้วนต้องการที่จะเข้าลงทุนในพม่า ซึ่งอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ โดยไอเอชเอส โกลบอล อินไซท์ บริษัทด้านการวิจัย ได้จัดให้พม่าติดอยู่ใน 1 ใน 5 ประเทศที่มีศักยภาพอันโดดเด่นที่สุดของโลก ในเรื่องการสำรวจและผลิต น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ นายราจีฟ บิสวาส นักเศรษฐศาสตร์ไอเอชเอส แสดงความเห็นว่า บริษัทน้ำมันจากชาติตะวันตก ล้วนแสดงความสนใจที่จะเข้าร่วมในการประมูลบ่อน้ำมันดังกล่าว โดยในปัจจุบัน พม่าประเทศผู้ส่งออกก๊าซธรรมชาติใหญ่สุดเป็นอันดับ 14 ของโลก ถือเป็นจุดหมายปลายทางที่บริษัทน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ “ตื่นเต้น” อย่างมาก เพราะที่ผ่านมา การคว่ำบาตรได้จำกัดการเข้าลงทุนเพื่อสำรวจหาน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติในประเทศนี้

    ประเด็นที่น่าสนใจ คือ บารัก โอบามา เปิดไฟเขียวให้นักธุรกิจอเมริกาเข้าไปลงทุน แต่ก็ “ห่วงกังวลต่อการความโปร่งใสในสภาพแวดล้อมของการลงทุนในพม่าและบทบาทของกองทัพในด้านเศรษฐกิจ” ด้วยเหตุนี้ สหรัฐจะยังคงห้ามการลงทุนในบริษัทที่กระทรวงกลาโหมและกองทัพพม่าเป็นเจ้าของต่อไป ให้บริษัทสหรัฐเข้าไปลงทุนทำธุรกิจในพม่า รวมถึงในภาคน้ำมันและก๊าซ โดยเฉพาะการลงทุนในบริษัท เมียนมาร์ออยล์แอนด์ก๊าซเอนเตอร์ไพรซ์ (MOGE) ของทางการพม่า ซึ่งนางอองซาน ซูจี เคยกล่าวเตือนไว้ เรียกร้องบริษัทต่างชาติหลีกเลี่ยงการทำธุรกิจกับบริษัทของรัฐที่ไม่มีความโปร่งใสแห่งนี้ กล่าวคือ มุมหนึ่งทุกประเทศอยากเข้าไปลงทุนเนื่องด้วยทรัพยากรที่มีจำนวนมาก แต่กลัวคนอื่นก็เอาไป แต่ก็กลัวความไม่โปร่งใสที่อาจเกิดขึ้น และสำคัญที่ผมคิดว่า อองซาน ซูจี กลัว คือ รายได้ที่พม่าได้รับมาจากธุรกิจน้ำมันมันจะยิ่งเพิ่มความเข้มแข็งให้แก่รัฐบาลทหารพม่ายิ่งขึ้น หรือ ยิ่งทำให้รัฐบาลทหารพม่าบริหารประเทศให้ไปในแนวทางเสรีประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น เพราะอยู่ในโลกการค้าการลงทุน ก็คงต้องรอดูต่อไป

    เอกพงศ์ มีสุข 524 10594 24

  19. น.ส. จิตอนงค์ สารภีเพ็ชร 5241003224 says :

    บทบาททหารในการเมืองพม่า
    บทบาทกองทัพพม่าจุดกำเนิดเริ่มต้นมาจากการต่อสู้เรียกร้องเอกราชและสงครามโลกครั้งที่ 2 สงครามครั้งนี้เองถือเป็นการวางรากฐานของกองทัพสมัยใหม่ในช่วงหลังยุคอาณานิคม กองทัพพม่ามีระยะเวลาเปลี่ยนแปลง 3 ช่วง ช่วงแรก หลังจากได้รับเอกราชปี 1948ถือเป็นช่วงวางรากฐานของกองทัพหลังยุคอาณานิคม มีการต่อสู้ระหว่างชาวพม่าและชนกลุ่มน้อยและการแยกตัวปกครองตนเองของชนกลุ่มน้อย ช่วงสอง หลังการยึดอำนาจทางการเมืองของนายพลเนวิน 1962 โดยใช้นโยบาย “สังคมนิยมแบบพม่า”และการใช้นโยบายแยกตัวออกจากประชาคมโลก ถือเป็นช่วงที่กองทัพมีบทบาทโดยเป็นผู้ควบคุมและการใช้กำลัง ช่วงสาม เป็นช่วงแห่งการยึดอำนาจทางการเมือง อีกครั้งในปี 1988 กลุ่มเรียกตัวเองว่า “สภารักษาความสงบเรียบร้อยแห่งรัฐ”หรือสลอร์ค ในปัจจุบันจากการเปิดประเทศของพม่าอาจจะก่อให้เกิด ช่วงที่สี่ ถึงบทบาทหน้าที่ของรัฐบาลทหารว่าตนจะยืนอยู่บนพื้นที่ทางการเมืองได้มากน้อยเพียงใด ถือเป็นยุคที่สำคัญต่อช่วงเปลี่ยนแปลงของกองทัพในการรักษาอำนาจตน
    ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาหลังจากรัฐบาลทหารคุมอำนาจทางการเมืองได้ พวกเขาไม่จำเป็นที่จะต้องเปิดระบบการเมือง เพราะอำนาจรวมศูนย์อยู่ที่ทหาร การเข้าแทรกแซงของทหารในพม่าเกิดจาก
    ความแตกแยกในหมู่ผู้นำทางทหารในระดับสูง ยิ่งปกครองนานเท่าใดความแตกแยกในกองทัพก็มากขึ้นเท่านั้น จากกระแสโลกาภิวัตน์นำพามาซึ่งความคิดแบบหัวก้าวหน้า นำมาสู่การต่อสู้ความคิดทางการเมืองระหว่างทหารกลุ่มอำนาจนิยม (hardliner) และกลุ่มแนวคิดปฏิรูป (softliner) เมื่อความคิดแบบเสรีนิยมเกิดขึ้นในระบบอำนาจนิยม ย่อมมีการต่อสู้เพื่อนำมาสู่การปลดปล่อย ให้ระบบการเมืองเปิดและประชาชนมีเสรีภาพ
    แรงกดดันจากต่างประเทศ จากการปิดประเทศทั้งระดับรัฐและระดับปัจเจกบุคคล แต่ไม่สามารถต้านทานกระแสโลกาภิวัตน์ของการไหลเข้า-ออกของสินค้า ทุน และคนได้ โดยเฉพาะของเถื่อนเป็นตัวสะท้อนการเสื่อมลงของการปิดกั้น และนโยบายการแยกตัวอย่างโดดเดี่ยวไม่สามารถต้านทานกระแสโลกได้ ที่สำคัญการที่ผู้นำทางการเมืองของพม่ามีฐานะทางเศรษฐกิจที่ดีเนื่องจากการกอบโกยผลเศรษฐกิจจากระบบทุนนิยม
    การประนีประนอมระหว่างผู้นำทหารกับผู้นำพลเรือนในการจัดระเบียบการเมืองใหม่ แสดงให้เห็นถึงความแตกแยกของผู้นำ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการทำให้ระบอบการเมืองมีความเป็นเสรีนิยมมากขึ้น แต่อำนาจทหารยังคงมีอยู่ ในขณะที่ภาคประชาสังคมยังอ่อนแออยู่เนื่องจากยังไม่มีโครงสร้างและพื้นที่รองรับที่เพียงพอ
    การคำนวณทางการเมือง ระหว่างผลได้ผลเสีย มองว่าการเปิดระบบการเมืองนำมาซึ่งความไม่มั่นคงของอำนาจของตน การปรากฏของทหารฝ่ายปฏิรูปของพม่าไม่มีอย่างชัดเจน จะเห็นในรูปแบบพลเรือนมากกว่า หากพม่ายังคงปกครองด้วยระบอบอำนาจนิยมอยู่ พม่าต้องเข้าพึ่งพาจีน แต่การสนับสนุนจากจีนอาจจะไม่มีประสิทธิภาพมากนักเพราะความสามารถทางเทคโนโลยีต่ำกว่าตะวันตก นอกจากนี้พม่ายังมีปัญหาชนกลุ่มน้อยทำให้การบริหารงานของรัฐบาลกลางไม่มีประสิทธิภาพ นำมาสู่ปัญหาความมั่นคงภายใน
    การควบคุมการเมือง ฝ่ายปฏิรูปมองว่าแม้ว่ารัฐบาลทหารจะเปิดประเทศมากขึ้น แต่กระนั้นกองทัพยังสามารถควบคุมอำนาจทางการเมืองได้ เพราะบทบาทหน้าที่ของกองทัพถูกกำหนดในรัฐธรรมนูญ การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ทหารจะกำหนดบทบาทและอำนาจของตนไว้อย่างไรในรัฐธรรมนูญ เพื่อให้กองทัพรู้สึกมั่นใจว่าตนสามารถควบคุมอำนาจได้อยู่
    ประชาธิปไตยของพม่ายังอยู่ในหนทางที่ยาวไกล จากปัญหาการเรียกร้องอิสรภาพของชนกลุ่มน้อยด้วย ทำให้ปัญหาทางการเมืองของพม่าสลับซับซ้อนไปด้วย เป็นการยากที่กองทัพจะให้มีการแบ่งแยกดินแดน เมื่อระบบอำนาจนิยมยังคงสามารถรวบรวมความเป็นหนึ่งเดียวได้อยู่ ระบบนี้อาจจะไม่จางหายไป อาจจะปรับรูปแบบประชาธิปไตยเป็นแบบเฉพาะของพม่าเองก็ได้
    ความท้าทายของกองทัพพม่าคือ ปริมาณและคุณภาพ แม้ว่าจะเป็นกองทัพขนาดใหญ่เป็นอันดับสองรองจากเวียดนามก็ตาม รวมถึงการเปลี่ยนแปลงภายในกองทัพหากนายพลเนวินเสียชีวิต หรือการแตกหักของผู้นำทหาร จะนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงการเมืองการปกครองของพม่าอย่างไรในอนาคต เป้นที่น่าจับตามองต่อไป

  20. THYP P. BHAVABHUTANON NA MAHASARAKARM says :

    การเซ็นเซอร์และการแบนภาพยนตร์ในประเทศพม่า

    การเซ็นเซอร์ในประเทศพม่า เป็นนโยบายของรัฐบาลในการควบคุมและกำกับดูแลข้อมูลบางอย่างโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านศาสนา ชาติพันธุ์ การเมืองและศีลธรรม เป็นที่รู้กันว่าพม่าใช้ระบอบเผด็จการทหารปกครองประเทศมาเป็นเวลานานเสรีภาพในการพูดจึงไม่รับประกันตามกฎหมาย ซึ่งกฎหมายยุคอาณานิคมมีลักษณะควบคุมสื่อมวลชนและข้อมูลอย่างต่อเนื่องเพื่อที่จะใช้ จนกระทั่งสิงหาคม 2012 สิ่งพิมพ์ (รวมบทความในหนังสือพิมพ์, การ์ตูน, โฆษณา, และภาพประกอบ) ทุกช่องก่อนการออกอากาศต้องได้รับการตรวจสอบข้อเท็จจริงและการอนุมัติโดยกกองทะเบียนคัดกรองสื่อ (PSRB) ของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ พม่าในฐานะประเทศที่ถูกปกครองภายใต้ระบอบเผด็จการทหารและประชาชนต้องเผชิญความทุกข์ยากจากการกดขี่เสรีภาพมาอย่างยาวนาน อย่างไรก็ตาม ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในพม่าหลังการเลือกตั้งในปี 2010 ทำให้ประชาคมโลกอดตื่นเต้นยินดีไปกับประชาชนชาวพม่าไม่ได้ สถานการณ์สื่อและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในพม่าพัฒนาขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะการยกเลิกการบล็อกเว็บไซต์ต่างประเทศเช่น BBC, Voice of America, The Democratic Voice of Burma (DVB) และ Youtube รวมถึงการเปิดกว้างมากขึ้นในประเด็นเสรีภาพสื่อ ตั้งแต่ปี 2010-2012 พม่าปฏิรูปการเมืองอย่างมีนัยสำคัญเป็นคือเริ่มเปิดประเทศและผ่อนปรนนโยบายการเซ็นเซอร์ในเดือนสิงหาคม 2012 โดยกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศลดความเข้มงวดที่องค์กรสื่อสิ่งพิมพ์ส่งเอกสารไปยังรัฐบาลก่อนที่จะตีพิมพ์ลง เห็นได้จากการที่ยกเลิกกฎหมายควบคุมสื่อโดยตรงในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการยกเลิกกฎหมายการควบคุมสื่อโดยตรงจะเป็นก้าวสำคัญในการรับรองเสรีภาพในการแสดงออกในพม่า แต่หนทางไปสู่การเป็นประเทศเสรียังคงเป็นเส้นทางที่ยาวไกลสำหรับประชาชนและสื่อมวลชนในพม่า เอกชนยังไม่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ สื่อมวลชนบางส่วนยังคงอยู่ในสถานะนักโทษการเมือง สื่อมวลชนผู้มีอิสรภาพเลือกที่จะเซ็นเซอร์ตัวเองเพื่อความปลอดภัย กฎหมายการดำเนินการทางอิเล็กทรอนิกส์ยังคงกำหนดโทษไว้สูงถึง 15 ปีสำหรับผู้ที่รับหรือส่งข้อมูลที่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติ ปฏิเสธไม่ได้ว่าพม่ากำลังเดินหน้าไปในทิศทางที่น่าประทับใจ แต่เราต้องไม่หลงลืมแก่นแกนสำคัญของเสรีภาพในการแสดงออก นั่นคือเสรีภาพและอิสรภาพของประชาชน เดิมเต็งเส่งบอกว่านโยบายปฏิรูปสื่อเป็นโยบายหนึ่งของการปฏิรูปประเทศพม่าซึ่งเป็นเกือบ5ทศวรรษที่ผ่านมาองค์กรสื่อในพม่าต้องส่งเนื้อหาของพวกเขาไปยังคณะกรรมการเซ็นเซอร์ก่อนที่จะตีพิมพ์ ต่อมาข้อจำกัดนี้ได้รับการยกเลิกไป แต่เมื่อไม่นานมานี้เต็งเส่งกลับอนุมัติร่างพรบ.ที่มีการควบคุมสื่อและห้ามวิจารณ์รัฐบาลอันมีบทลงโทษอย่างรุนแรงโดยไม่ถามความเห็นจากประชาชน ซึ่งฝ่ายที่ออกมาคัดค้านและวิพากษ์เต็งเส่งคือบก.อิระวดี หนังสือพิมพ์ออนไลน์ที่แสดงถึงจุดยืนในเสรีภาพของสื่อที่แท้จริงในพม่า

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: