Government and Politics in Southeast Asia 2012: Philippines

20 responses to “Government and Politics in Southeast Asia 2012: Philippines”

  1. นุชประภา โมกข์ศาสตร์ says :

    เฟอร์ดินาน มาร์กอส ประธานาธิบดีคนที่ 10 ของฟิลิปปินส์

    เฟอร์ดินาน มาร์กอส ได้รับการขนานนามว่าเป็นประธานาธิบดีรูปหล่อ ฉลาดและเป็นนักวางแผนทำการคอรัปชั่นมากมายอย่างยากจับได้ยาก มีภาพลักษณ์แบบที่เป็นจอมเผด็จการ หรือกล่าวว่าเป็นประธานาธิบดี ขวัญใจคนจน (รากหญ้า grass roots )
    ระบบที่ใช้ปกครองฟิลิปปินส์ในขณะนั้นเรียกว่า ระบอบมากอส ทรราชย์ชื่อดังระดับโลก ที่สำคัญเฟอร์ดินาน มาร์กอสยังเป็นเผด็จการที่ดำรงตำแหน่งยาวนานถึง 20 ปี 1966-1986

    พฤติกรรม
    -ใช้ความเป็นนักกฎหมายเล่นแร่แปรธาตุ สร้างสถานการณ์ ประกาศกฎอัยการศึก
    คุมอำนาจทางทหารไว้ในมือ จำกัดสิทธิสื่อสารมวลชน สถาปนาตนเองมีอำนาจสูงสุด
    -ตระกูลมาร์กอสและบริวารผูกขาดอำนาจทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ มั่งคั่งร่ำรวย ในขณะที่ประเทศ
    เป็นหนี้เป็นสิน ประชาชนยากจน
    -สังหาร นาย Benigno Aquino นักการเมืองฝ่ายตรงข้าม ที่ตีแผ่ความเลวร้ายของมาร์กอส
    -ทำให้ประชาชนในประเทศเป็นหนี้เป็นจำนวนมาก ด้วยโครงการปฎิรูปเศรษฐกิจรากหญ้า
    -ให้ผลประโยชน์แก่นายทหารในกองทัพ กรณีนาฬิกาโรเล็กซ์ จำนวน 12 เรือน
    -คอรัปชั่นไปถึง 4 แสนล้านบาท ขนทองแท่งใส่กระเป๋าเดินทางติดตัวไปถึง 24 ใบ
    ชีวิตในบั้นปลายของผู้นำจอมเผด็จการ
    -ถูกประชาชนขับออกนอกประเทศ ลี้ภัยการเมือง ยังต่างประเทศ พำนักอยู่ที่ฮาวาย สหรัฐอเมริกาหลังจากนั้น 3 ปีก็เสียชีวิต

    ในระหว่างที่เข้ามาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี
    มาร์กอสอ้างว่า ประชาชนเลือกเขามาอย่างท่วมท้น แต่ก็โกงกินบ้านเมืองอย่างไร้ยางอายเพราะมีอำนาจล้นฟ้า สร้างเครือข่ายรอบตัวอย่างน่ากลัว ครอบครัวของตัวเองมีบารมีคับบ้านคับเมือง, ภรรยาชื่ออีเมลดา สามารถสั่งงานด้านการเมืองแทนสามีได้อย่างน่าหวาดหวั่น คนรอบข้างคอยบอกมาร์กอสว่า “ท่านเก่งที่สุดแล้ว, ไม่มีใครมาแทนท่านได้”

    การชุมนุมของประชาชนคนฟิลิปปินส์เรือนหมื่นขยายเป็นแสนและเป็นล้านในที่สุด ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่าเป็น People Power หรือ the Philippine Revolution of 1986 เป็นการรวมตัวของประชาชนผู้มองไม่เห็นหนทางว่าจะยับยั้งไม่ให้ผู้นำเผด็จการที่อ้างเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน มากินบ้านโกงเมืองได้อย่างไร จึงต้องใช้วิธีรวมตัวกันอย่างอหิงสาเพื่อขับไล่ผู้นำอันไม่พึงประสงค์
    การชุมนุมที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า EDSA (ชื่อถนนสายหลักกลางกรุงมะนิลาที่เป็นที่ชุมนุมของประชาชนผู้อึดอัดและงุ่นง่าน) Revolution ยืดเยื้อถึง 4 วัน

    ด้านหนึ่ง ประชาชนตะโกนพร้อม ๆ กันให้ “มาร์กอส…ออกไป”
    อีกด้านหนึ่งคนใกล้ชิดมาร์กอส ระดมประชาชนอีกส่วนหนึ่ง ตะโกน “มาร์กอส, มาร์กอสสู้ๆ” ขณะที่ผู้นำเผด็จการโกงการเลือกตั้งครั้งล่าสุด พยายามจะทำพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งอีกสมัยหนึ่ง
    ผู้นำศาสนาและผู้นำทหารเข้าร่วมกับนักศึกษา อาจารย์มหาวิทยาลัย นักธุรกิจและชนชั้นกลางเข้าร่วมต่อต้าน และเรียกร้องให้มาร์กอสลงจากตำแหน่ง
    มาร์กอสประกาศแข็งกร้าว ยืนยันว่าประชาชนส่วนใหญ่อยู่ข้างหลังเขา เมินเสียเถิดที่เขาจะลาออก เพราะเขาสั่งทหารได้ สั่งตำรวจได้ สั่งส.ส.ในสภาได้ สั่งได้แม้กระทั่งอัยการและผู้พิพากษา…
    แต่เสียงประชาชนดังก้องกังวานไปทั่วประเทศแล้ว มาร์กอสไม่ฟังใครที่แนะนำให้เขาก้าวลงด้วยความสมัครใจ
    เมื่อเขาไม่เชื่อคนฟิลิปปินส์เอง มาร์กอสโทรศัพท์ไปหาวุฒิสมาชิกอเมริกันที่เคยเป็นเพื่อนสนิทคนหนึ่งที่วอชิงตันชื่อพอล ลาซัลท์ ซึ่งแนะนำเขาผ่านทางโทรศัพท์ด้วยประโยคที่ยังจารึกในประวัติศาสตร์ว่า
    “Cut and cut cleanly…”
    หากแปลเป็นภาษาไทยก็ต้องบอกว่า “ตัด…ตัด…ให้ขาดเถิด” หรืออีกนัยหนึ่งก็คือให้กระโดดลงจากตำแหน่งโดยปราศจากเงื่อนไข
    มาร์กอสอึ้งไปพักใหญ่ บ่ายวันเดียวกันนั้น มาร์กอสคุยกับรัฐมนตรีกลาโหม ฮวน เอนริเล ขอให้ทางทหารช่วยให้เขาและครอบครัวออกนอกประเทศอย่างปลอดภัย

    เวลา 3 ทุ่มของวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 1986 มาร์กอสกับเมียและลูกๆ ขึ้นเฮลิคอปเตอร์มะกัน 4 ลำบินไปสู่สนามบินคลาก ก่อนที่จะมุ่งสู่เกาะกวม และท้ายสุดไปลงที่เกาะฮาวายเพื่อลี้ภัยทางการเมือง กระบวนการยึดทรัพย์ที่มาร์กอสและครอบครัวปล้นไปจากประเทศชาติด้วยวิธีแยบยลแบบศรีธนญชัย ก็เริ่มขึ้นอย่างกะทันหัน เพราะประชาชนต้อง “คิดบัญชี” กับเผด็จการผู้ทำร้ายประเทศชาติอย่างไม่มีข้อให้อภัยได้
    นักข่าวชาวอเมริกันพูดทั้งท้ายเกี่ยวกับการปฏิวัติโค่นล้มจอมเผด็จการมากอสออกอากาศหลังรายงานสถานการณ์ในฟิลิปปินส์เอาไว้ว่า
    “พวกเราคนอเมริกันมักจะคิดว่าเราสอนคนฟิลิปปินส์ให้รู้จักเนื้อแท้แห่งประชาธิปไตย แต่คืนนี้คนฟิลิปปินส์พิสูจน์แล้วว่าพวกเขากำลังสอนชาวโลกทั้งมวลว่าประชาธิปไตยคืออะไรในภาคปฏิบัติกันแน่….”

    ภาพลักษณ์การขึ้นมาทรงอิทธิพลของเฟอร์ดินาน มาร์กอส

    เป็นผู้นำมาจากการเลือกตั้ง อ้างว่าประชาชนส่วนใหญ่ต้องการเขา
    ผู้นำถูกกล่าวหาว่าไร้จริยธรรม และมีผลประโยชน์ทับซ้อนมหาศาล
    ประชาชนทนภาวะการโกงกินบ้านเมืองอย่างกว้างขวางไม่ได้ ทนเห็นการไร้จริยธรรมในผู้นำไม่ไหวอีกต่อไป

    มาร์กอส ประกาศเลือกตั้งใหม่ เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 1986 ฝ่ายค้านส่ง คอราซอน อคิโน เข้าแข่ง เธอคือภรรยาของผู้นำฝ่ายค้าน เบนิกโน อคิโน ซึ่งถูกลอบสังหารที่สนามบินมะนิลา เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 1983 อันเป็นวันที่กลับจากการลี้ภัยการเมืองที่อเมริกา 3 ปี เพราะอำนาจมืดของมาร์กอส

    การเลือกตั้งครั้งนั้นโกงกินกันมหาศาล เพราะมาร์กอส กุมกลไกรัฐ คณะกรรมการเลือกตั้ง (COMELEC) ก็กลายเป็นเครื่องมือของรัฐ ประกาศให้มาร์กอส ชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนเฉียดฉิว…10,807,197 ต่อ 9,291,761 แต่องค์กรกลางที่เฝ้าติดตามผลการเลือกตั้งประกาศว่ามาร์กอส ชนะอคิโน เพียงแค่ 7,835,070 ต่อ 7,053,068 หรือแค่เจ็ดแสนกว่าเสียงเท่านั้น คณะผู้นำศาสนาออกแถลงการณ์ประณามการโกงคะแนนเลือกตั้งและวุฒิสภาสหรัฐ ก็ลงมติให้ไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งเช่นกัน

    การปฏิวัติประชาชนเพื่อโค่นเผด็จการผู้มีอำนาจเกือบเบ็ดเสร็จในประเทศ เริ่มด้วยการรวมตัวของประชาชนผู้สิ้นหวังใน “ระบอบมาร์กอส” ที่ปล่อยให้วงศ์วานว่านเครือใช้อำนาจรัฐเข้าไปทำมาหากินอย่างโจ๋งครึ่ม เป็นผู้นำไร้จริยธรรม

    แม้ว่ารัฐธรรมนูญฟิลิปปินส์ ตอนนั้นจะกำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีได้ไม่เกิน 2 สมัยๆ ละ 4 ปี แต่มาร์กอสก็หาทางแก้กฎหมายจนตัวเองสามารถดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดของประเทศได้ยาวนานถึง 20 ปี (ด้วยการประกาศภาวะฉุกเฉิน, ระงับการใช้รัฐธรรมนูญเก่า, ให้เนติบริกรของตัวเองเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ ให้สอดคล้องกับความต้องการของท่านผู้นำ) ก่อนที่ประชาชนจะรวมตัวกันเป็น People Power เพื่อขับไล่ออกจากตำแหน่งและให้กับลี้ภัยต่างประเทศจนไม่มีแผ่นดินอยู่
    มาร์กอส กุมอำนาจการเมืองเบ็ดเสร็จด้วยการใช้เงินทุ่มซื้อเสียงในการเลือกตั้งอย่างมหาศาล

    มาร์กอส มีความสามารถเป็นพิเศษในการ “ปั่น” ความเห็นชาวบ้าน,สร้างภาพด้วยการเอาเงินภาษีประชาชนแจกเงินไม่อั้น,เป็นยอดนักบริหารให้เกิดการโกงกินอย่างไร้เทียมทาน, ใช้กลเม็ดแยบยลทั้งด้านกฎหมายและช่องว่างของระเบียบ เพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับตัวเองและครอบครัวของตน

    มาร์กอส บริหารประเทศเหมือนสโมสรส่วนตัว สามารถควบคุมกองทัพ, สภา, ศาล, ข้าราชการประจำ, สื่อมวลชน และธุรกิจผูกขาดยักษ์ๆ ของประเทศทั้งหมด
    มาร์กอสและ “พรรคพวก” สร้างความร่ำรวยให้กับกลุ่มของตัวเองอย่างมหาศาล ขณะที่ประเทศชาติและคนนอกสังกัดของมาร์กอส ยากจนลง
    หลังการเลือกตั้งวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 1986 อคิโนเสนอ “แผนต่อต้านแบบอหิงสาเจ็ดข้อ” เพื่อเชิญชวนประชาชนมาประท้วงเผด็จการ

    แผนต่อสู้เผด็จการโกงกินนี้รวมถึงการหยุดงานอาทิตย์ละหนึ่งวัน และคว่ำบาตรไม่ใช้บริการของธนาคาร, ร้านรวงและหนังสือพิมพ์ของมาร์กอส และคนรอบข้างมาร์กอสทั้งหลายทั้งปวง เธอประกาศให้ชาวบ้านที่มาชุมนุมว่า “หากยักษ์ใหญ่โกลีเอี๊ยดไม่ยอมลงจากตำแหน่ง, เราก็จะใช้ความอดทนมุ่งมั่นและสามัคคีของประชาชน เพื่อกระตุ้นให้การต่อสู้อย่างสงบของเราดำเนินไปอย่างไม่หยุดยั้ง…ไม่ชนะ, เราไม่เลิก…” นั่นคือจุดเริ่มต้นของขบวนการสู้กับเผด็จการมาร์กอสแล้ว

    เมื่อประชาชนมารวมตัวกันเป็นจำนวนมาก เพื่อแสดงความไม่พอใจกับเผด็จการ, คอร์รัปชันและการขาดจริยธรรมอย่างรุนแรง กองทัพก็เริ่มพิจารณาจุดยืนของตัวเองที่จะต้องเข้าข้างประชาชน ไม่ใช่เป็นเครื่องมือของนักการเมืองคลั่งอำนาจและทุจริต

    ภาพการต่อสู้ของ ‘พลังประชาชน’ ในฟิลิปปินส์เมื่อ 27 ปีก่อน ยังคงติดตราตรึงใจผู้คนทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นภาพแม่ชีคุกเข่าสวดมนตร์หน้ารถถัง หรือภาพชาวบ้านที่มีแต่มือเปล่าพยายามเข็นรถทหารออกไปจากพื้นที่ชุมนุม ถึงแม้ว่าความกล้าหาญที่แสดงออกมา ได้ช่วยอำพรางความกลัวของหลายคน ณ จุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์ของฟิลิปปินส์ตอนนั้น

    เกือบสามทศวรรษหลังจากผู้นำทรราช เฟอร์ดินันด์ มาร์กอส ถูกขับไล่ ฟิลิปปินส์กลายเป็นประเทศประชาธิปไตยที่ไร้กฎเกณฑ์ ซ้ำมีปัญหาเกาะกินจากความยากจน การคอร์รัปชั่น และความรุนแรง

    ไม่ว่าดินแดนที่เคยตกเป็นอาณานิคมของสเปนและอเมริกาแห่งนี้จะยังคงมีปัญหามากมายแค่ไหนก็ตาม มรดกแห่งการต่อสู้ของ “พลังประชาชน” อันเป็นขบวนการรากหญ้าที่เคลื่อนไหวอย่างสันติและสามารถโค่นอำนาจมาร์กอสสำเร็จ หลังจากถูกกดขี่มาหลายปีนั้น ก็ยังคงเป็นแหล่งที่มาของความภาคภูมิใจและอัตลักษณ์ของฟิลิปปินส์อยู่นั่นเอง

    นางคอราซอน อคิโน

    หากนางคอราซอน อาคิโนอยู่ในระบบการเมืองไทย คงต้องให้ฉายาว่า “เสาหลักประชาธิปไตย” หรือไม่ก็ “สตรีเหล็กแห่งฟิลิปปินส์

    คอราซอน อาคีโน มีชื่อเต็มว่า Maria Corazon “Cory” Sumulong Cojuangco Aquino เกิดเมื่อวันที่ 25 มกราคม ค.ศ. 1933 และเสียชีวิตเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ค.ศ. 2009 เป็นประธานาธิบดีคนที่ 11 ของฟิลิปปินส์ และได้รับฉายานามในประเทศฟิลิปปินส์ว่า “มารดาแห่งประชาธิปไตย” (Mother of Democracy) เธอทำหน้าที่เป็นประธานาธิบดีในช่วงปี ค.ศ. 1986 ถึงปี ค.ศ. 1992 จัดเป็นประธานาธิบดีหญิงคนแรกของประเทศฟิลิปปินส์ และเป็นประธานาธิบดีหญิงคนแรกของเอเซีย

    เธอกล่าวถึงตนเองว่าเป็นแม่บ้านธรรมดา (Plain housewife) อาคีโนแต่งงานกับวุฒิสมาชิกชื่อเบนิญโญ อาคิโน ( Senator Benigno Aquino, Jr) ซึ่งมีชีวิตในช่วงปี ค.ศ. 1932 และเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1983 วุฒิสมาชิกอาคิโนผู้สามีจัดเป็นนักการเมืองที่บทบาทสูง โดยเป็นผู้ต่อต้านระบอบเผด็จการประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์คอส (Ferdinand Marcos) แต่หลังจากสามีของเธอเสียชีวิตด้วยการถูกลอบสังหารในขณะที่เดินทางกลับจากลี้ภัยในสหรัฐอเมริกาในวันที่ 21 สิงหาคม ค.ศ. 1983 นางอาคิโนไม่มีประสบการณ์ทางการเมืองใดๆมาก่อนหน้านี้ แต่เพราะแรงกดดันที่หลายฝ่ายจะให้เธอเป็นผู้นำในการต่อสู้กับเผด็จการมาร์คอส โดยให้เป็นผู้นำฝ่ายต่อต้านทั้งหมด ในการลงสนามเลือกตั้งประธานาธิบดีปี ค.ศ. 1986 เป็นการจัดเลือกตั้งอย่างเร่งรีบ (1986 snap presidential elections) หลังจากนั้น มาร์คอสได้ประกาศชัยชนะท่ามกลางการรายงานผลการเลือกตั้งที่มีการโกงอย่างกว้างขวาง ในช่วงหลังจากนั้นได้เกิดการเดินขบวนต่อต้านโดยประชาชนที่เรียกว่า “การปฏิวัติโดยอำนาจประชาชน” (People Power Revolution) นางอาคิโนได้รับการสถาปนาเป็นประธานาธิบดีอย่างสันติ โดยไม่เสียเลือดเนื้อ ส่วนเผด็จการมาร์คอสและครอบครัวต้องอพยพลี้ภัยไปอยู่ในฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกา

    การดำรงตำแหน่งของนางอาคิโนเป็นการฟื้นฟูประชาธิปไตยใหม่ขึ้นในประเทศฟิลิปปินส์ โดยการมีรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งจำกัดอำนาจประธานาธิบดีให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงสมัยเดียว การมีระบบรัฐสภาแบบสองสภา (Bicameral) การฟื้นฟูสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่ได้ถูกจำกัดสิทธิไปในช่วงที่มาร์คอสครองอำนาจ รัฐบาลของนางอาคิโนได้ถูกทำรัฐประหารหลายครั้งโดยฝ่ายทหารและฝ่ายขวาที่สูญเสียอำนาจ แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ ในอีกด้านหนึ่งคือความไม่สงบที่เกิดจากกบฏมุสลิมแบ่งแยกดินแดง การประท้วงจากกลุ่มคนที่ได้รับความเดือดร้อน ในช่วงที่นางดำรงตำแหน่งการเมืองดูเหมือนไม่มั่นคง เศรษฐกิจมีการพัฒนาไปอย่างตะกุกตะกัก แต่การที่นางได้คงทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์จนถึงวาระสุดท้าย เท่ากับเป็นการปูฐานประชาธิปไตยใหม่ให้กับประเทศฟิลิปปินส์อีกครั้ง

    นางอาคีโนได้ป่วยเป็นมะเร็งในลำไส้ (colon cancer) และเสียชีวิตไปอย่างสงบในวันที่ 1 สิงหาคม ค.ศ. 2009

    อ้างอิง http://inwesnarat.com/natureconcern/Philippines/
    อ้างอิง http://www.youtube.com/watch?v=phmEyTiULco
    อ้างอิง http://pracob.blogspot.com/2009/08/corazon-aquino.html

  2. Akesyan says :

    นายเอกลักษณ์ ไชยภูมี

    524 10600 24

    นิสิตปริญญาตรี ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    การเมืองของชนชั้นนำแบบเครือญาติในฟิลิปปินส์

    ประเทศฟิลิปปินส์นับได้ว่าเป็นหนึ่งในประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีทั้งระดับการคอร์รัปชั่นที่สูงที่สุดในภูมิภาค ตลอดจนปรากฏลักษณะของการเมืองแบบเครือญาติ หรือที่เรียกกันว่า “ราชวงศ์ทางการเมือง” (political dynasty) อันปรากฏอยู่ในการเมืองที่เป็นทางการทั้งในระดับท้องถิ่น และระดับชาติที่เรียกได้ว่าชัดเจนมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ตัวอย่างที่ปรากฎต่อสายของสาธารณะชนมากที่สุดประการหนึ่งก็คือการสืบทอดอำนาจทางการเมืองในตำแหน่งประธานาธิบดีของฟิลิปปินส์ ที่ปรากฏขึ้นหลายต่อหลายครั้ง ล่าสุดประธานาธิบดีคนปัจจุบันของฟิลิปปินส์ นาย Benigno Aquino III ซึ่งมาจากหนึ่งในตระกูลชนชั้นนำของฟิลิปปินส์ คือ ตระกูล Aquino ปู่ทวดของเขาเคยดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรของฟิลิปปินส์ ในขณะที่พ่อแม่ของเขาก็เป็นถึงอดีตประธานาธิบดี (Corazon Aquino) และวุฒิสมาชิกของฟิลิปปินส์ (Benigno “Ninoy” Aquino) ตัวอย่างดังกล่าวหาได้ปรากฏเฉพาะตะรกูล Aquino ไม่ เพราะอดีตประธานาธิบดีของฟิลิปปินส์อย่าง Gloria Macapagal-Arroyo ซึ่งเป็นตัวแทนของตระกูล Macapagal ซึ่งบิดาของเธอนาย Diosdado Macapagal ก็เคยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของฟิลิปปินส์มาก่อน แม้แต่อดีตประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ที่มีชื่อเสียง (ในทางที่ไม่ดี) อย่าง อดีตประธานาธิบดีเฟอดินาน มาร์คอสที่แม้จะไม่เคยมีบิดามารดาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของฟิลิปปินส์มาก่อน และหลังจากที่เขาเข้ามาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีก็ได้ประกาศกร้าวถึงการทำลายล้างระบบเครือญาติ และการคอร์รัปชันในฟิลิปปินส์ให้หมดสิ้นไป แต่เป็นที่ทราบโดยทั่วกันว่า หลังจากที่มาร์คอสเข้าบริหารประเทศกลับทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่เขาได้ประกาศไว้ หนำซ้ำสมัยของมาร์คอสยังเป็นยุคสมัยหนึ่งของฟิลิปปินส์ที่มีการแต่งตั้งเครือญาติของผู้นำประเทศเข้ามาดำรงตำแหน่งทั้งตำแหน่งทางการเมือง และตำแหน่งในระบบราชการ ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของฟิลิปปินส์

    ปัญหาเกี่ยวกับระบบเครือญาตินั้นฝังรากลึก และเป็นปัญหาที่สำคัญมากสำหรับฟิลิปปินส์ถึงขนาดที่มีการระบุไว้ในรัฐธรรมนูญมาตราที่ 2 ส่วนที่ 26 ของฟิลิปปินส์ไว้ว่า “The state shall guarantee equal access to opportunities for public service, and prohibit political dynasties as may be define by law.” ซึ่งแสดงให้เห็นถถึงการตระหนักถึงความสำคัญที่เกิดขึ้นจากปัญหาของระบบเครือญาติในฟิลิปปินส์ ทว่าแม้รัฐธรรมนูญจะได้มีการห้ามการกระทำที่เข้าข่ายระบบพวกพ้อง หรื อระบบเครือญาติเอาไว้ แต่ในทางปฏิบัติกลับยังคงพบว่าระบบเครือญาติก็ยังคงปรากฎให้เห็นอยู่ในการเมืองฟิลิปปินส์ที่เป็นทางการอยู่จนกระทั่งทุกวันนี้ ถึงขนาดที่มีนักวิชาการหลายท่านพยายามศึกษาจำนวนชนชั้นนำจากตระกูลต่าง ๆ ที่เข้ามามีบทบาทในฟิลิปปินส์ ซึ่งพบว่ามีทั้งสิ้น 101 ตระกูลใหญ่ ๆ อันประกอบไปด้วย 1 Aranan Royal Families2 Abad Family (Batanes)3 Abalos Family (Mandaluyong City)4 Abaya Family (Cavite)5 Ablan Family (Ilocos Norte)6 Acosta Family (Bukidnon)7 Aguilar(-Villar) Family (Las Piñas City & Muntinlupa City)8 Albano Family (Isabela)9 Alcala Family (Quezon)10 Alfelor Family (Camarines Sur)11 Almario Family (Davao Oriental)12 (Alonto-Adiong Family) ==(Lanao del Sur and Lanao del Norte)13 Angara Family (Aurora)14 Aquino Family (Sorsogon & Agusan del Sur (CARAGA))15 Arroyo Family (Negros Occidental)16 Asistio Family (Caloocan City)17 Barzaga Family (Cavite)18 Bernabe Family (Parañaque City)19 Binay Family (Makati City)20 Cantimbuhan Family (Cavite)21 Cayetano Family (Taguig)22 Cerilles Family (Zamboanga del Sur)23 Cojuangco(-Aquino) Family (Tarlac)24 Crisologo Family (Ilocos Sur)25 Cua Family (Quirino)26 Cuenco Family (Cebu)27 Datumanong Family (Maguindanao)28 Del Mar Family (Cebu)29 Dimaporo Family (Lanao del Norte, Lanao del Sur)30 Dominguez Family31 Duavit Family (Rizal)32 Dumlao Family (Nueva Vizcaya)33 (Iloilo)34 Dy Family (Isabela)35 Echiverri Family (Caloocan City)36 Enrile Family (Cagayan)37 Ecleo Family (Dinagat Islands)38 Escudero Family (Sorsogon)39 Estrada Family (San Juan City)40 Fajardo Family (Nueva Ecija / Cavite / Rizal / Manila / Pampanga / Bulacan / Quezon)41 Fua Family (Siquijor)42 Fuentebella Family (Camarines Sur/negros)43 Gaces Family (Southern Leyte)44 Galicia Family (Davao Region)45 Garcia Family (Davao City)46 Garin Family (Iloilo)47 Gatchalian Family (Valenzuela City)48 Gomez Family (Laguna)49 Gordon Family (Zambales)50 Gregorio Family (Cavite)51 Imperial Family (Albay)52 Jaen Family (Leganes,Iloilo)53 Jalandoni Jover Family (Iloilo City)54 Jalosjos Family (Zamboanga del Norte, Zamboanga Sibugay)55 Joson Family (Nueva Ecija)56 Lacson Family (Negros Occidental, Manila)57 Lapus Family (Tarlac)58 Laurel Family (Batangas)59 Lim Family (Southern Leyte)60 Lim Family (Palawan)61 Lobregat Family (Zamboanga City)62 Lopez Family (Iloilo)63 Lucero/Caparroso Family (Northern Samar/Zamboanga del Sur)64 Lim Family (Jimenez, Misamis Occidental)65 (Lucman Family (Lanao del Sur)66 Magsaysay Family (National)/ZAMBALES/La Union/Batangas/Makati City/Quezon City/Manila City/Bulacan)67 Maliksi Family (Cavite)68 Manrique Family (Boac, Marinduque)69 Marcos Family (Ilocos Norte)70 Mangudadatu Family (Sultan Kudarat, Maguindanao )71 Macapagal Family (Pampanga)72 Masigan Family (Isabela)73 Mendiola/Siojo/Mercado Family (Bulacan, Pampanga, Mindoro, Samar)74 Mitra Family (Palawan)75 Nepomuceno Family (Pampanga)76 Ortega Family (La Union/Negros Oriental)77 Osmeña Family (Cebu)78 Plaza Family (Agusan del Sur, Agusan del Norte, Cagayan)79 Pinili Family ( Dumaguete City, Bais City and Negros Oriental)80 Rama Family (Cebu)81 Ramos Family (Pangasinan)82 Recto Family (Batangas)83 Remulla Family (Cavite)84 Revilla Family (Cavite)85 Reyes Family (Marinduque)86 Reyes Family (Palawan)87 Roco Family (Camarines Sur)88 Romualdez/ Lopez Family (Leyte)89 Roxas Family (Capiz)90 Santillan Family (Batangas, Cavite, Manila, Antique, Albay, Pampanga)91 Sandoval Family (Palawan, Navotas)92 Sarmiento Family (Buenavista, Marinduque)93 Singson Family (Ilocos Sur)94 Sinsuat Family (Maguindanao)95 Suarez Family (Quezon)96 Sumulong Family (Rizal)97 Espinosa/Martinez Family (Cebu/Masbate)98 Tañada Family (Quezon)99 Ty Family (Surigao del Sur)100 Villarreal Family101 Zubiri Family (Bukidnon) (ที่มา https://en.wikipedia.org/wiki/List_of_political_families_in_the_Philippines)

  3. THIPAKORN BUASOONTORN says :

    บัตรประชาชน ฟิลิปปินส์
    ก่อนหน้าปี 2001 ฟิลิปปินส์ไม่ได้มีบัตรประจำตัวประชาชนที่เป็นทางการ แต่มีบัตรที่เรียกว่า ID Multi-Purpose Unified (UMID) ซึ่งเป็นบัตรประจำตัวที่ไว้สำหรับเข้าถึงบริการสาธารณะเท่านั้น ซึ่งคนที่มีบัตรนี้จะสามารถทำกิจกรรมกับหน่วยงานภาครัฐได้ดังต่อไปนี้ คือ หน่วยงานประกันสังคม สวัสดิการข้าราชการและประกันข้าราชการ ระบบบริการด้านสุขภาพและสาธารณสุข และสุดท้ายคือหน่วยงานด้านการลงทุนและอสังหาริมทรัพย์

    ซึ่งการดำเนินธุรกรรมและกิจกรรมที่เกิดขึ้นในฟิลิปปินส์ ทางรัฐบาลจะไม่ได้แบ่งความเป็นชาติตนกำเนิดฟิลิปปินส์เหมือนกับในบางประเทศ แต่จะกำหนดผู้ที่มีสิทธิที่จะเข้าถึงบริการและการทำธุรกรรมของรัฐได้ โดยระบุไว้ว่าเอกสารทางราชการที่ออกให้ทั้งหมดสามารถได้รับการยินยอมจากรัฐให้สามารถทำธุรกรรมทางการเงิน หรืออย่างอื่นได้ โดยที่เอกสารที่ใช้กันบ่อยครั้งแทนบัตรประชาชน คือ พาสปอร์ต ใบขับขี่ ใบอนุญาตพกพาอาวุธปืน บัตรประกันสังคมใหม่ (UMID-SSS Card) และบัตรประกันสุขภาพ(UMID-GSIS card) โดยที่ทางการฟิลิปปินส์แนะนำว่า “หากจะต้องการติดต่อการทำธุรกรรมทางด้านการเงินกับรัฐ ขอให้มีเอกสารดังกล่าวอย่างน้อย 2 ชิ้นขึ้นไป เพื่อความสะดวกในการตรวจสอบด้วย”

    สำหรับชาวต่างชาติที่ต้องการเข้ามาพำนักในประเทศฟิลิปปินส์ ทางภาครัฐได้มีการกำหนดให้ชาวต่างชาติจำเป็นต้องมีบัตรประจำตัวที่เรียกว่า I-card ที่ออกโดยหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองของประเทศ เพื่อป้องกันปัญหาเรื่องการถูกจับกุมข้อเป็นคนต่างด้าวและลักลอบเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายเรื่องคนเข้าเมืองใหม่ของประเทศฟิลิปปินส์เพื่อการตรวจสอบที่ง่ายขึ้นของทางภาครัฐ และเป็นการจัดการปัญหาเรื่องแรงงานต่างด้าว ปัญหาอาชญากรรมในตัวประเทศด้วย ซึ่งทางภาครัฐได้ประกาศสิทธิของ I-card บางประเภทไว้ให้ทำธุรกรรมทางเงินกับทางภาครัฐได้ และอนุญาตให้สามารถเช่ารถจากสำนักงานการขนส่งทางบกของทางรัฐได้ ซึ่งสิทธินี้ถูกประกาศใช้ในกรุงมะนิลาเท่านั้น และจะใช้ได้หลังจากการตรวจสอบการสมัครทั้งหมดเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งบัตร I-card นี้จะมีฐานข้อมูลเก็บไว้หน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองเพื่อใช้ในการเรียกดูฐานข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและเชื่อมต่อกับหน่วยงานบริการสาธารณะของรัฐทั้งหมดอีกด้วย

    หลังจากปี 2001 เป็นต้นมา ทางสภาของฟิลิปปินส์ได้ออกกฎหมาย NICS- National Identification Card System 2001 ขึ้นมาเพื่อบังคับใช้ให้มีบัตรประชาชนเพื่อใช้ในการติดต่อราชการเป็นเอกภาพมากยิ่งขึ้น โดยมีการกำหนดสิทธิประโยชน์ที่เกิดจากการใช้บัตรดังต่อไปนี้ คือ สามารถไปรับบริการหรือติดต่องานบริการสาธารณะของรัฐได้ทุกสถานที่ ใช้ร่วมกับการใช้บัตร UMID ที่กล่าวมาแล้วในข้างต้นได้ทั้งหมด นำไปแสดงเพื่อจ่ายภาษีบุคคล เป็นเอกสารที่ต้องใช้ในการสมัครเข้าศึกษาต่อในโรงเรียน วิทยาลัย หรือมหาวิทยาลัยไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือว่าภาคเอกชน ใช้ในการตรวจสอบตัวตน อายุ และที่อยู่ของผู้ถือบัตรของทางภาครัฐ และงานธุรกรรมอื่น ๆ ที่กระทรวงยุติธรรมของทางฟิลิปปินส์จะกำหนดให้ต้องใช้ NIC เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการตรวจสอบของรัฐ

    แหล่งอ้างอิง
    http://en.wikipedia.org/wiki/List_of_national_identity_card_policies_by_country

    http://www.affordablecebu.com/load/philippine_government/top_28_valid_id_39_s_required_in_the_philippines/5-1-0-109

    http://www.immigrationmatters.co.uk/foreigners-living-in-the-philippines-must-apply-for-an-id-card.html

    Act of National ID Card System of Philippines PDF

    ทิพากร บัวสุนทร 534 10222 24

  4. จิตตราพร เลิศศิริ says :

    ประเทศฟิลิปปินส์
    1.ช่วงประวัติศาสตร์การก่อร่างสร้างประเทศของฟิลิปปินส์อาจแบ่งได้เป็นสามช่วงดังนี้
    1.1 ฟิลิปปินส์ก่อนการยึดครองของสเปน
    เดิมนั้นฟิลิปปินส์ปกครองในรูปแบบของชนเผ่า โดยมีลักษณะการปกครองที่เรียกว่า บารังไก(Barangay) ซึ่งเป็นการปกครองแบบหมู่บ้าน มีดาตู (Datu) เป็นผู้ปกครอง การปกครองในรูปแบบบารังไกนี้จะมีการแบ่งชนชั้นในการปกครองด้วย กล่าวคือแยกเป็น ชนชั้นปกครอง เสรีชน ชาวนาและทาส บารังไกเป็นรูปแบบการปกครองแบบเผด็จการจึงทำให้ประชาชนไม่พอใจ เมื่อสเปนรุกรานการรวบรวมประชาชนให้ต่อต้านการรุกรานจึงไม่ประสบความสำเร็จ
    1.2 สเปนเข้าครอบครองหมู่เกาะฟิลิปปินส์
    การเข้าปกครองฟิลิปปินส์ของสเปนนี้เป็นผลมาจากลัทธิล่าอาณานิคมและการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่ทำให้สเปนต้องการวัตถุดิบและตลาด ดังนั้นสเปนจึงพยายามวางโครงสร้างการปกครองฟิลิปปินส์ให้เอื้อผลประโยชน์ให้แก่ตนสูงสุด โดยแบ่งเป็น
    1.ชนชั้นสูง ได้แก่ ชาวสเปนผู้ทำหน้าที่ปกครองและผูกขาดการรับราชการ
    2.ชนชั้นกลาง ได้แก่ พวกลูกครึ่งชาวสเปน มีสิทธิเข้ารับราชการได้ คนกลุ่มนี้ต่อมากลายเป็นกำลังสำคัญในการเผยแพร่ลัทธิชาตินิยมและกอบกู้เอกราชของฟิลิปปินส์ในเวลาต่อมา
    3.ชนชั้นล่าง ได้แก่ ชาวพื้นเมืองซึ่งถึงแม้จะเป็นผู้ที่อยู่มาก่อนแต่ก็มีสถานภาพเป็นแค่ผู้เช่าที่ดินเท่านั้น ไม่มีบทบาทใดๆทางสังคม สเปนเรียกคนกลุ่มนี้ว่าอินดิโอ (Indio)
    นอกจากนี้ชาวสเปนยังนำระบบโปโล (Polo System) ซึ่งเป็นระบบเกณฑ์แรงงานมาให้ในการแสวงหาผลประโยชน์จากชาวพ้นเมืองได้สะดวกมากขึ้น การทำงานของระบบนี้คือ คนพื้นเมืองทุกคนยกเว้นหัวหน้าเผ่าและลูกชายคนแรกของหัวหน้าเผ่าต้องทำงานให้กับทางราชการ ไม่เพียงแค่ระบบเกณฑ์แรงงานเท่านั้น แต่สเปนยังใช้ระบบบันดาลา (Vandala System) ที่เป็นระบบผูกขาดการค้า บังคับซื้อสินค้าจากชาวพื้นเมืองในราคาต่ำเพื่อเพิ่งผลกำไรให้ตนอีกด้วย นอกจากนั้นสเปนยังได้เผยแพร่คริสต์ศาสนานิกายโรแมนคาทอลิก ทำให้อิทธิพลของศาสนาคริสต์แฝงรากลึกอยู่ในฟิลิปปินส์ ประเพณีบางอย่างของศาสนาเช่นการมีพ่อแม่อุปถัมภ์จึงมีส่วนในการทำให้สังคมฟิลิปปินส์กลายเป็นระบบสังคมภายใต้ระบอบอุปถัมภ์จนถึงปัจจุบัน
    การเข้ามาของสเปนนั้นนอกจากจะมีวัตถุประสงค์ในด้านการค้าแล้ว ยังมีวัตถุประสงค์ในการเผยแพร่ศาสนาคริสต์เป็นสำคัญด้วย สเปนเผยแพร่ศาสนาคริสต์โดยพยายามไม่ให้ขัดแย้งกับความเชื่อเดิมโดยโยงเอาความเชื่อเดิมของชาวพื้นเมืองเข้ากับคริสต์ศาสนา สเปนใช้ศาสนาในการปกครองและขยายอำนาจในฟิลิปปินส์ตั้งแต่ค.ศ.1565 และใช้เวลากว่า 8 ทศวรรษในการขยายอำนาจทางศาสนา (Hispanization) ทำให้ประชาชนกว่าร้อยละ 80 เปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์ การที่สเปนใช้อิทธิพลของศาสนาคริสต์ทำให้สามารถขยายอำนาจการปกครองเข้าไปครอบครองเกาะต่างๆของฟิลิปปินส์ได้เกือบทั้งหมด ทั้งนี้อาจแบ่งช่วงเวลาที่สเปนปกครองฟิลิปปินส์ออกเป็นสามระยะ คือ
    ระยะแรก เริ่มเมื่อสเปนเข้าปกครองฟิลิปปินส์ในปี 1565 ระบบการปกครองที่สเปนใช้คือการปกครองแบบศักดินา แบ่งการปกครองออกเป็นเขตหรือเรียกว่าระบบเอ็นโคเมียนดา (Encomienda) ผลของระบบการปกครองเช่นนี้ทำให้ชาวฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่ไม่มีที่ดินเป็นของตัวเอง มีเพียงไม่กี่ตระกูลใหญ่ที่ได้ครอบครองที่ดิน
    ระยะสอง สเปนได้ดินแดนทั้งหมดในหมู่เกาะฟิลิปปินส์ (1598-1821)
    ระยะสาม สเปนนำวิธีการปกครองแบบรวมศูนย์เข้าสู่มะนิลามาใช้ โดยแบ่งการปกครองออกเป็นจังหวัด แต่ละจังหวัดแบ่งเป็นเมือง (Pueblo) แต่ละเมืองประกอบด้วยหมู่บ้าน (Barangay)
    อย่างไรก็ตามจากการปกครองแบบแบ่งชนชั้นของสเปนได้สร้างความไม่พอใจให้แก่ชาวฟิลิปปินส์ ทำให้เกิดการรวมกลุ่มเพื่อต่อต้านสเปน และทำสำเร็จในวันที่ 12 มิถุนายน 1898 โดยนายพลเอมิลิโอ อากินัลโด และประกาศจัดตั้งสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ขึ้น แต่สเปนก็ยังคงไม่ยอมรับ จนกระทั่งในปี 1898 สหรัฐฯจมเรือสเปนในอ่าวมะนิลา ส่งผลทางอ้อมให้สหรัฐอเมริกาได้ปกครองฟิลิปปินส์
    1.3 การเข้าปกครองฟิลิปปินส์ของสหรัฐอเมริกา
    สาเหตุที่ทำให้สหรัฐฯได้เข้าปกครองฟิลิปปินส์สืบเนื่องมาจากปัญหาคิวบา ที่ส่งผลให้เกิดสงครามระหว่างสเปนและสหรัฐฯ สหรัฐฯได้รับความช่วยเหลือจากขบวนการชาตินิยมซึ่งนพโดยนายพลอากินัลโด ทำให้สามารถโจมตีกองทัพเรือสเปนในฟิลิปปินส์ได้สำเร็จ โดยสหรัฐฯให้สัญญากับขบวนการชาตินิยมว่าจะให้ฟิลิปปินส์ตั้งรัฐบาลปกครองตนเอง อย่างไรก็ตามเมื่อสเปนถอนตัวออกไป สหรัฐฯซึ่งต้องการจะปกครองฟิลิปปินส์ได้ทำให้การเตรียมจัดตั้งรัฐบาลของนายพลอากินัลโดชะงักลง
    สหรัฐฯเข้าปกครองฟิลิปปินส์ตามสนธิสัญญาปารีส 1898 และอ้างว่าตนจำเป็นต้องปกครองฟิลิปปินส์เพื่อไม่ให้ฟิลิปปินส์ตกเป็นของชาติมหาอำนาจอื่นๆ ในขณะเดียวกันก็ไม่ยอมให้เอกราชแก่ฟิลิปปินส์โดยกล่าวว่าฟิลิปปินส์ยังด้อยพัฒนาในทุกด้านโดยเฉพาะด้านการเมืองและการศึกษา อย่างไรก็ตามช่วงที่สหรัฐฯปกครองฟิลิปปินส์ก็ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญหลายอย่างที่มีผลกระทบต่อฟิลิปปินส์ในระยะยาว เช่นการเคลื่อนไหวทางสังคม เศรษฐกิจและการเมืองที่ทำให้เกิดชนชั้นกลางและชนชั้นปัญญาชนขึ้น การปกครองของสหรัฐอเมริกาได้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆในฟิลิปปินส์ดังนี้
    ด้านสังคม เกิดการให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนมากกว่าที่สมัยสเปนปกครอง มีการยกฐานะของสตรีให้สูงขึ้น จัดระบบการศึกษาที่ทันสมัย ทางด้านเศรษฐกิจ เกิดการปรับปรุงแผนเศรษฐกิจ ปรับปรุงธนาคารทางการเกษตรและอุตสาหกรรม ขยายการค้าต่างประเทศและควบคุมภาษีของฟิลิปปินส์ให้รัดกุมขึ้น เปิดการค้าเสรีระหว่างสหรัฐฯและฟิลิปปินส์ จุดนี้ทำให้ฟิลิปปินส์มีรายได้เข้าประเทศจำนวนมากแต่ข้อเสียคือต้องพึ่งพิงสหรัฐฯ มากเกินไป สำหรับทางด้านการเมือง สหรัฐฯได้ออก Philippine Act ฝึกให้ประชาชนรู้จักระบบประชาธิปไตย ตั้งสภานิติบัญญัติ และจัดตั้งระบบพรรคการเมือง เมื่อสหรัฐพัฒนาฟิลิปปินส์ไปได้ระยะหนึ่ง ประกอบกับกระแสเรียกร้องของชาวฟิลิปปินส์ที่ต้องการได้รับเอกราชโดยเร็ว สหรัฐจึงได้ร่างรัฐธรรมนูญมอบเอกราชให้แก่ฟิลิปปินส์ในวันที่ 14 พฤษภาคม 1935

    2.อิทธิพลของมหาอำนาจที่มีต่อฟิลิปปินส์ในช่วงเวลาปัจจุบัน
    สำหรับปัจจุบันประเด็นที่เป็นที่ถกเถียงกันมากประเด็นหนึ่งคือกรณีข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ ข้าพเจ้าจะขอวิเคราะห์ประเด็นนี้ในแง่ของความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับฟิลิปปินส์และบทบาทของสหรัฐอเมริกา อาจมองได้ว่าดินแดนทะเลจีนใต้ได้ถูกใช้เป็นพื้นที่ที่มหาอำนาจแย่งชิงกันสร้างเขตอิทธิพลของตน สำหรับประเทศฟิลิปปินส์เองแล้วมีความสัมพันธ์กับสหรัฐฯตั้งแต่ในสมัยยุคสงครามเย็น โดยดำรงสถานะเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในยุทธศาสตร์การปิดล้อม (Containment strategy) ซึ่งเป็นหลักสำคัญในการดำเนินนโยบายต่างประเทศสมัยสงครามเย็นเพื่อจำกัดอิทธิพลของคอมมิวนิสต์ แต่อย่างไรก็ตามความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศก็ค่อยๆจางลง เมื่อสหรัฐประกาศถอนตัวจากสงครามเวียดนาม (Nixon Doctrine) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการลดทอนบทบาทของสหรัฐฯในดินแดนอุษาคเนย์ ฟิลิปปินส์จึงได้ดำเนินนโยบายที่เป็นอิสระจากสหรัฐอเมริกามากขึ้น อย่างไรก็ตามภายหลังจากเหตุการณ์ 11 กันยายน สหรัฐฯได้หันมาให้ความสนใจแก่ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกครั้ง โดยมีนโยบายที่ชัดเจนในเรื่องของการต้านการก้าวขึ้นมาเป็นพี่ใหญ่ของจีนในภูมิภาคนี้และครองความเป็นเจ้า
    สำหรับดินแดนทะเลจีนใต้ที่เป็นปัญหาในปัจจุบันมีความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ำมันธรรมชาติและแก๊ส โดยเฉพาะหมู่เกาะพาราเซลและสแปรตลีย์ นอกจากนั้นยังมีความสำคัญทางด้านจุดยุทธศาสตร์และการค้าระหว่างประเทศในฐานะเส้นทางการเดินเรือและช่องทางลำเลียงพลังงานที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก จึงทำให้ประเทศต่างๆพยายามอ้างกรรมสิทธิ์ในการครอบครองดินแดนแห่งนี้ สำหรับสหรัฐฯแล้ว ข้อพิพาทในดินแดนทะเลจีนใต้เป็นเหมือนใบเบิกทางสำคัญในการกลับเข้ามามีอิทธิพลในดินแดนเอชียตะวันออกเฉียงใต้อีกครั้ง เพราะสหรัฐกับฟิลิปปินส์เคยทำสนธิสัญญาการป้องกันประเทศร่วมกันในปี 1951 ซึ่งสนธิสัญญาฉบับนี้ยังคงมีผลกำหนดใช้จนถึงปัจจุบัน ขณะเดียวกันจีนก็มองว่าการเข้ามามีส่วนร่วมของสหรัฐจะทำให้ปัญหาต่างๆเลวร้ายและสลับซับซ้อนขึ้น
    จากปัญหาพิพาททะเลจีนใต้ระหว่างจีนกับฟิลิปปินส์และบทบาทของสหรัฐฯในการตอบสนองต่อความขัดแย้งดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงการแย่งชิงแผ่ขยายเขตอิทธิพลของรัฐมหาอำนาจ คือ จีนและสหรัฐฯในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยสหรัฐฯและฐานะรัฐมหาอำนาจภายนอกมีผลประโยชน์ร่วมกับรัฐเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เป็นคู่พิพาทในความขัดแย้งซึ่งสถานการณ์จะเป็นอย่างไรคงต้องจับตาดูต่อไปในอนาคต

    เอกสารอ้างอิง
    1. http://en.wikipedia.org/wiki/Philippines
    2. Values in Philippine Culture and Education by Manuel B. Dy

    จิตตราพร เลิศศิริ 534 12064 24

  5. สุวิจักขณ์ คีรีพัฒนานนท์ says :

    ธงและเพลงชาติฟิลิปปินส์

    ธงชาติฟิลิปปินส์ได้โบกสะบัดอย่างเป็นทางการระหว่างพิธีประกาศเอกราชฟิลิปปินส์ในวันที่ 12 มิถุนายน ค.ศ. 1898 ที่เมืองคาวิต จังหวัดคาวีเต อย่างไรก็ดี บทความหนึ่งในหนังสือพิมพ์มะนิลาไทมส์ ได้กล่าวถึงการยืนยันในตำราประวัติศาสตร์หลายฉบับและการจัดพิธีรำลึกในหลายคราว ซึ่งระบุว่าธงชาติได้โบกสะบัดครั้งแรกในวันที่ 28 พฤษภาคม ค.ศ. 1898 ที่อาลาปัน เมืองอีมุส จังหวัดคาวิเต ทั้งนี้ โดยอ้างถึงคำสั่งประธานาธิบดีเลขที่ 374 ซึ่งตราโดยประธานาธิบดี ดิออสดาโด มากาปากัล เมื่อวันที่ 6 มีนาคม ค.ศ. 1965เนื้อความในบทความดังกล่าวได้พยายามอ้างว่าบันทึกทางประวัติศาสตร์บ่งชี้ถึงการแสดงธงชาติฟิลิปปินส์ครั้งแรกว่าเกิดขึ้นในเมืองคาวิเต ซิตี เมื่อนายพลอากีนัลโดได้แสดงธงนี้ขึ้นระหว่างการสู้รบครั้งแรกในการปฏิวัติฟิลิปปินส์

    ในส่วนของนัยความหมายบนผืนธงชาตินั้น จากเอกสารของทางราชการฟิลิปปินส์ ได้ระบุความหมายของสัญลักษณ์ในธงชาติไว้ว่า สามเหลี่ยมสีขาวเป็นเครื่องหมายแทนความเสมอภาคและภราดรภาพ พื้นสีน้ำเงินหมายถึงสันติภาพ สัจจะ และความยุติธรรม และพื้นสีแดงหมายถึงความรักชาติและความมีคุณค่า รูปดวงอาทิตย์มีรัศมีแป็ดแฉกหมายถึงแปดจังหวัดแรกของประเทศ อันได้แก่ จังหวัดบาตังกาส, จังหวัดบูลาคัน, จังหวัดคาวิเต, จังหวัดลากูนา, จังหวัดมะนิลา, จังหวัดนูเอวา เอคิยา, จังหวัดปัมปังกา และจังหวัดตาร์ลัค ซึ่งพยายามเรียกร้องเอกราชจากสเปนและฝ่ายสเปนได้บังคับใช้กฎอัยการศึกในพื้นที่เหล่านั้นเมื่อเริ่มเหตุการณ์การปฏิวัติฟิลิปปินส์ในปีค.ศ. 1896 ดาวสามดวงหมายถึงการแบ่งพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ของประเทศออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ๆ ได้แก่ เกาะลูซอน เกาะมินดาเนา และหมู่เกาะวิสายัน ในส่วนนี้จึงมองว่านัยความหมายต่าง ๆ แสดงให้เห็นถึงความต้องการปลูกฝังให้เกิดความรักชาติและความเป็นชาติขึ้นในชาวฟิลิปปินส์ โดยผ่านปัจจัยในการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากปัจจัยทางการต่อสู้เพื่อเอกราชตลอดระยะเวลาในอดีตของฟิลิปปินส์

    อย่างไรก็ตาม ในคำประกาศเอกราชของฟิลิปปินส์ ค.ศ. 1898 ได้นิยามความหมายของธงชาติต่างไปจากปัจจุบัน โดยระบุว่าสีขาวเป็นสัญลักษณ์แทนสมาคมคาติปูนัน (Katipunan) ซึ่งเป็นสมาคมลับที่ต่อต้านการปกครองของจักรวรรดินิยมสเปน สำหรับสีแดงและสีน้ำเงินกำหนดขึ้นจากสีของธงชาติสหรัฐอเมริกาเพื่อแสดงออกถึงความซาบซึ้งที่สหรัฐอเมริกาให้ความคุ้มครองชาวฟิลิปปินส์ในการต่อต้านสเปนในช่วงการปฏิวัติฟิลิปปินส์ ส่วนดาวสามดวงในธง ในคำประกาศเอกราชได้กล่าวว่าดาวดวงหนึ่งในสามดวงนั้นหมายถึงเกาะปานาย ไม่ใช่หมู่เกาะวิสายัน

    ธงชาติของฟิลิปปินส์นั้นมีประเด็นที่น่าสนใจอยู่ประเด็นหนึ่งคือ ธงชาตินี้ได้ถูกนำไปใช้เป็นธงสัญลักษณ์การทำสงครามหรือใช้ในสภาวะสงคราม ซึ่งนับว่าแปลกมากหากพิจารณากับประเทศอื่นที่มักใช้ธงอีกผืนที่ไม่ใช่ธงชาติเป็นธงสงครามแต่ของฟิลิปปินส์ใช้ธงนี้เพียงแต่ทำการสลับแถบสีแดงและน้ำเงิน ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลกมาก โดยจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาของฟิลิปปินส์ในเรื่องของธงชาตินั้นนับว่ามีการเปลี่ยนแปลงบ่อยมากแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงในส่วนเล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งไม่ต่างจากเดิมที่เปลี่ยนแปลงในแต่ละครั้งมากนัก ซึ่งในการเปลี่ยนแปลงนั้นอาจกล่าวได้ว่าล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นในปัจจัยของเรื่องการต่อสู้เพื่อเอกราชจากชาวต่างชาติและเป็นไปในปัจจัยของการต่อสู้ต่าง ๆ ทั้งการเปลี่ยนแปลงสัญลักษณ์บนธง การสลับสีบนธงเพื่อแสดงถึงความเป็นธงสงคราม

    เพลงชาติ

    O beloved land,
    Pearl of the Orient,
    A fiery spirit art thou
    Coming from the sun.

    Land of our affection,
    Cradle of bravery,
    To the conquerors
    Thou shall never fall.

    Through thy skies, air, meadows,
    Seas and mountains,
    Widespread is the heartbeat
    For eternal freedom.

    Thy dear flag symbolizes
    Brilliance and victory;
    Its radiant sun and stars
    Will always be our guiding light.

    In thee, land of joy and affection,
    Sweet life in thine embrace.
    Though heaven will it be too, if thou art oppressed
    To die because of thee.

    เพลงชาติฟิลิปปินส์หรืออีกชื่อหนึ่งคือ เพลงลูปังฮินิรัง ทำนองประพันธ์ขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1898 โดย จูเลียน เฟลิเป เนื้อร้องฉบับนี้ได้ปรับมาจากบทกวีภาษาสเปนชื่อ “ฟีลีปีนัส” (“Filipinas”) ซึ่งประพันธ์โดยโฆเซ ปาลมา (José Palma) เมื่อ ค.ศ. 1899

    ทางด้านของความเป็นมาหรือประวัติของเพลงนี้นั้นเดิมทีแล้วเพลงลูปังฮินิรังเป็นเพลงที่เกิดขึ้นเฉพาะเหตุการณ์ เพราะเพลงนี้ได้ถูกนำมาใช้ในฐานะเพลงชาติในช่วงที่ฟิลิปปินส์เป็นอิสระจากสเปนในระยะเวลาสั้น ๆ แต่ไม่ปรากฏว่ามีเนื้อร้องแต่อย่างใด และได้บรรเลงเฉพาะในพิธีประกาศเอกราชเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน ค.ศ. 1898 เท่านั้น เมื่อสหรัฐอเมริกาเข้าครอบครองฟิลิปปินส์ต่อจากสเปน รัฐบาลอาณานิคมของสหรัฐอเมริกาได้บัญญัติออกกฎหมายเรื่องธงชาติซึ่งได้สั่งห้ามมีการบรรเลงเพลงนี้ กระทั่งถึงปี ค.ศ. 1919 กฎหมายดังกล่าวจึงถูกยกเลิก เพลงนี้จึงได้รับการแปลเนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษ และได้รับรองจากกฎหมายอย่างเป็นทางการในชื่อเพลง “Philippine Hymn” (เพลงสรรเสริญฟิลิปปินส์) บทเพลงนี้ต่อมาได้มีการแปลออกเป็นภาษาตากาล็อกในช่วงคริสต์ทศวรรษที่ 1940 หลายสำนวน ต่อมาในปี ค.ศ. 1956 จึงได้เริ่มใช้บทร้องฉบับภาษาฟิลิปิโนหรือภาษาตากาล็อกแบบมาตรฐาน (มีการปรับแก้ใน ค.ศ. 1960) เป็นบทร้องเพลงชาติสืบมาจนถึงปัจจุบัน

    บทร้องของเพลงชาติฉบับภาษาสเปน ตากาล็อก/ฟิลิปิโน และภาษาอังกฤษต่อไปนี้ ล้วนเป็นบทร้องที่มีสถานะอย่างเป็นทางการในแต่ละช่วงของประวัติศาสตร์ อย่างไรก็ตาม มีเพียงบทร้องฉบับภาษาฟิลิปิโนฉบับล่าสุดและเป็นฉบับที่ใช้ในปัจจุบันเท่านั้นที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการตามกฎหมาย กฎหมายว่าด้วยธงชาติและสัญลักษณ์ของประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งตราไว้ ณ วันที่ 12 กุมภาพันธ์ค.ศ. 1998 ระบุไว้ชัดว่า “เพลงชาติต้องถูกขับร้องด้วยภาษาฟิลิปิโนอยู่เสมอไม่ว่าจะอยู่ภายในหรือภายนอกประเทศ” และบัญญัติโทษปรับและจำคุกสำหรับผู้ที่ล่วงละเมิดกำกับไว้ด้วย

    ทางด้านท่วงทำนองเพลงชาตินั้นอาจกล่าวได้ว่าลักษณะมีความคล้ายคลึงกับเพลงที่ทหารใช้บรรเลงเวลาทำการรบในสมัยโบราณที่มีการเดินเรียงแถวกันมาแล้วผลัดกันยิงปืนฝ่ายละชุด หรืออาจกล่าวได้ว่าลักษณะเพลงนี้มีลักษณะเป็นเพลงมาร์ชมีลักษณะเป็นเพลงที่ให้ความรู้สึกกระตือรือร้นขึ้น โดยที่เพลงนี้ยังให้ความรู้สึกที่มีความสุขอีกด้วย ซึ่งหากทำการพิจารณาเนื้อหาเพลงนี้จากคำแปลภาษาอังกฤษจะพบว่าเพลงนี้มีความพยายามที่จะสอดแทรกนัยความหมายสำคัญอยู่ 2 ประการ โดยจะเป็นไปในเรื่องของความรักแผ่นดินรักประเทศอันเป็นที่รักและชัยชนะในการต่อสู้ผ่านสิ่งเลวร้ายต่าง ๆ ของประเทศหรือการสร้างประเทศ ซึ่งทั้ง 2 เรื่องนี้เป็นนัยความหมายที่สำคัญต่อชาวฟิลิปปินส์เพราะเนื่องด้วยภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ก่อนที่จะมามีเอกราชเป็นของตัวเองนั้นล้วนแล้วแต่ผ่านเรื่องร้าย ๆ การต่อสู้ต่าง ๆ อย่างมากมายเพราะฉะนั้นการกล่าวถึงชัยชนะในการต่อสู้และการรักชาติจึงเป็นเรื่องที่ปกติกับชาติที่มีภูมิหลังการสร้างชาติเช่นนี้

    ในเรื่องของความสัมพันธ์ในนัยความหมายของธงและเพลงชาตินั้นนับว่ามีประเด็นที่มีความสัมพันธ์และสอดคล้องกัน ซึ่งเนื้อหาของทั้ง 2 สิ่งนี้ต่างเป็นการแสดงให้เห็นถึงชัยชนะของประเทศที่สามารถได้เอกราชคืนมาได้ในที่สุดหรือประกาศให้รู้ถึงเอกราชของตนและความรักชาติของชาวฟิลิปปินส์ ซึ่งประเด็นดังกล่าวนี้เชื่อว่าเป็นเรื่องที่สามารถนำมาใช้สร้างแนวคิดหรือปลูกฝังความรู้สึกให้กับชาวฟิลิปปินส์ในเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี โดยเชื่อว่าเรื่องนี้จะสามารถสร้างความรู้สึกให้กับชาวฟิลิปปินส์ได้อย่างไม่มากก็น้อยในระดับหนึ่ง

    อ้างอิง

    http://th.wikipedia.org/wiki/ธงชาติฟิลิปปินส์

    http://th.wikipedia.org/wiki/ลูปังฮินิรัง

    นาย สุวิจักขณ์ คีรีพัฒนานนท์ 534 10623 24

  6. PRANCHALEE KEEREEWET says :

    สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ : คำอธิบายประวัติศาสตร์ของชาติ

    จากที่สาธารณรัฐฟิลิปปินส์มีความแตกต่างและหลากหลายทางชาติพันธุ์ ทั้งชาติพันธุ์มองโกเลีย อินโดนีเซีย มาเลย์ จีน อาหรับ อินเดีย อเมริกัน สเปนฯลฯ ประกอบกับที่รัฐบาลได้ประกาศให้ภาษาฟิลิปิโนเป็นภาษาราชการ และภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง จะเห็นได้ทั้งสองปัจจัยที่ได้กล่าวมาข้างต้นมีผลมีต่อการการบันทึกประวัติศาสตร์ของชาติฟิลิปปินส์คือ ประวัติศาสตร์ชาติฟิลิปปินส์ถูกจัดทำขึ้นโดยมีความโน้มเอียงไปในทางที่สร้างชาติจากอัตลักษณ์และเรื่องเล่าในอดีตจากมุมมองของกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีประชากรมากในปริมาณที่มากกว่ากลุ่มชาติพันธุ์ที่มีจำนวนประชากรน้อยกว่าอย่างมาก เพราะด้วยการมองเรื่องราวในอดีตที่แตกต่างกันมากตามความคิด ความเชื่อ และผลประโยชน์ของแต่ละเชื้อชาติ ทำให้การบันทึกประวัติศาสตร์ชาติไม่อาจรวบรวมเอาทุกเรื่องราวในอดีตจากทุกมุมมองมาใส่รวมกันไว้ได้ทั้งหมด ประวัติศาสตร์หลายๆกระแสในฟิลิปปินส์บางส่วนอาจคล้าย บางส่วนอาจขัดแย้งกัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ฟิลิปปินส์จะต้องพยายามเลือกมุมมองหนึ่งมาสร้างคำอธิบายประวัติศาสตร์ที่เป็นทางการได้และในการเลือกนั้นก็จะต้องทำให้เรื่องราวบางเรื่องถูกทำให้ลืมและเลือนไปจากประวัติศาสตร์ฟิลิปปินส์

    ฟิลิปปินส์ในช่วงเวลาก่อนที่ประเทศผู้ล่าอาณานิคมจะเข้ามาปกครองและพัฒนานั้น มีการปกครองแบบง่ายๆคือ การปกครองแบบชนเผ่า เนื่องจากไม่ได้มีการสถาปนาการปกครองในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งอย่างเป็นทางการ แต่ด้วยสภาพภูมิประเทศที่เป็นหมู่เกาะของฟิลิปปินส์เองทำให้ในเวลาต่อมาผู้คนชาติต่างๆก็ได้เข้ามาทำการค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าและติดต่อสัมพันธ์กับฟิลิปปินส์มากมายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในความสัมพันธ์จากการติดต่อกับต่างประเทศ ฟิลิปปินส์มักเสียเปรียบในการสัมพันธ์ด้วยอยู่เสมอเช่น สเปนเมื่อติดต่อกับฟิลิปปินส์ได้ไม่นานก็ได้เข้าครอบครองหมู่เกาะฟิลิปปินส์ทั้งหมด สหรัฐอเมริกาเข้ามาปกครองแทนที่เมื่อสเปนเมื่อสามารถขับไล่สเปนให้ออกไปจากฟิลิปปินส์ได้

    ประเด็นที่น่าสนใจของคำอธิบายประวัติศาสตร์ของชาติฟิลิปปินส์คือ มูลเหตุของการเลือกมุมมองทางประวัติศาสตร์ชาติและความสำคัญของประวัติศาสตร์ชาติในกระแสรองของประเทศในสายตาของประชาชนในประเทศฟิลิปปินส์ เนื่องจากการเมืองการปกครองในฟิลิปปินส์อยู่ในช่วงเวลาของการถูกปกครองโดยชาวต่างชาติเสียมาก จึงเป็นระยะเวลาที่ยาวนานที่ประวัติศาสตร์ของฟิลิปปินส์ถูกหล่อหลอมกล่อมเกลาให้มีคำอธิบายทางประวัติศาสตร์ชาติเพื่อสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาติจากการสร้างศัตรู เพราะในความเป็นจริงแล้วคนในประเทศฟิลิปปินส์ใช้เวลาในการสร้างชาติไปกับการดิ้นรนต่อสู้เพื่อให้หลุดพ้นทั้งจากการปกครองของต่างชาติและการปกครองแบบเผด็จการและการคอรัปชั่นภายในชาติอย่างยาวนาน

    ฟิลิปปินส์เลือกที่จะอธิบายเรื่องราวทางประวัติศาสตร์โดยเน้นเนื้อหาในการต่อสู้ซึ่งอธิบายว่า สเปนทำให้การปกครองมีความซ้ำซ้อนกันกับอำนาจของศาสนจักร มีการบิดเบือนหลักคำสอนเพราะมุ่งเอาศาสนาบังหน้าในการใช้อำนาจเข้ายึดครองฟิลิปปินส์ มีการกดขี่ชาวฟิลิปปินส์จนชาวฟิลิปปินส์ที่ไม่พอใจสเปนรวมตัวกันขึ้นเพื่อก่อการกบฏแต่ก็ถูกสเปนปราบปรามอย่างโหดร้ายรุนแรงจนมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ต่อมาในช่วงเวลาที่อเมริกาเข้าปกครองฟิลิปปินส์ ฟิลิปปินส์เลือกที่จะอธิบายประวัติศาสตร์ว่า แม้อเมริกาไม่ได้ต้องการปกครองฟิลิปปินส์หากแต่ได้เข้าปกครองฟิลิปปินส์เนื่องจากผลของการรบชนะสเปนเจ้าอาณานิคมเก่าของฟิลิปปินส์ แต่อเมริกาก็ไม่จริงใจที่จะมอบเอกราชให้กับชาวฟิลิปปินส์เพราะเมื่อได้เข้ามาปกครองฟิลิปปินส์แล้ว อเมริกาพบว่าตนเองสามารถใช้ประโยชน์จากฟิลิปปินส์ได้มาก เพราะฟิลิปปินส์มีความสำคัญในฐานะหมู่เกาะเส้นทางการค้าและการคมนาคม และยังเป็นเส้นทางเชในการเข้าสู่เอเชียตะวันออกอีกด้วย

    แต่แล้ว การเขียนประวัติศาสตร์ฟิลิปปินส์ที่มุ่งเน้นต่อต้านการปกครองจากต่างชาติจนเกินไปก็ส่งผลกระทบให้ฟิลิปปินส์ละเลยคุณูปการสำคัญที่ประเทศผู้ล่าอาณานิคมอย่างเช่น สเปนที่ได้สร้างระบบการศึกษา และระบบการถือครองที่ดินไว้ให้กับฟิลิปปินส์ หรือสหรัฐอเมริกาที่ได้สร้างแนวทางในการปกครองพื้นฐานและกล่อมเกลาวัฒนธรรมแบบประชาธิปไตยให้กับฟิลิปปินส์ ซึ่งในส่วนของสหรัฐอเมริกานี้อาจกล่าวได้ว่าเป็นทั้งอิทธิพลและแรงผลักดันหลักที่ทำให้ฟิลิปปินส์เกิดความพร้อมในการปกครองระบอบประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ มีการยกฐานะสตรีให้สูงขึ้น มีการทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจ ฯลฯ ได้ หากไม่มีประเทศผู้อาณานิคมกดดันและกล่อมเกลาการจัดการเมืองการปกครอง ฟิลิปปินส์อาจไม่ได้คงอยู่ในสถานภาพที่มั่นคงเช่นในปัจจุบันนี้ก็เป็นได้

    อ้างอิง

    วรางคณา นิพัทธ์สุขกิจ.2555. ฟิลิปปินส์ ประวัติศาสตร์แห่งการต่อสู้. กรุงเทพฯ :
    เมืองโบราณ.

    สีดา สอนศรี. 2551. ฟิลิปปินส์ : จากอดีตสู่ปัจจุบัน (ค.ศ. 1986 – 2006). กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์
    มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

    ปราญชลี คีรีเวช 5341036024

  7. ถลัชนันท์ เอ่งฉ้วน says :

    ฟุตบอลกับประเด็นการเมือง: ฟิลิปปินส์

    ถึงแม้กีฬาที่เป็นที่นิยมของชาวฟิลิปปินส์จะเป็นบาสเกตบอล อย่างไรก็ตามในปัจจุบันฟุตบอลก็มีแนวโน้มที่จะได้รับความนิยมอยู่ไม่น้อย เห็นได้จากความคาดหวังในชัยชนะของคนในประเทศที่มีต่อเกมที่ผ่านมาคือ FFA Suzuki cup 2012 ที่ทีมชาติฟิลิปปินส์ได้ผ่านเข้ารอบถึงรอบรองสุดท้าย นับได้ว่าเป็นผลงานที่ดีเมื่อเทียบกับผลงานที่ไม่ค่อยประสบผลสำเร็จที่ผ่านมา

    ฟุตบอลทีมชาติฟิลิปปินส์ หรือเป็นที่รู้จักกันว่า Azkals (Street Dogs) หรือ Tri Star อยู่ภายใต้การดูแลของสมาพันธ์ฟุตบอลฟิลิปปินส์ ซึ่งได้เซ็นสัญญาล่าสุดกับ PUMA ให้เป็นผู้ดูและเรื่องอุปกรณ์กีฬาของทีมชาติฟิลิปปินส์ในปัจจุบัน ซึ่งที่ผ่านมาได้มีผู้สนับสนุนทั้ง Adidas และ Mizuno เป็นต้น

    สำหรับฟุตบอลลีกของฟิลิปปินส์ เดิมจะเป็นฟิลิปปินส์พรีเมียลีกที่อยู่ภายใต้การจัดการของสมาพันธ์ฟุตบอลเช่นเดียวกับทีมชาติ อย่างไรก็ตามได้ถูกแทนที่ด้วย United Football League ที่อยู่ภายใต้การดูแลของ Football Alliance (FA) ซึ่งเป็นพันธมิตรกับ United Football Club Association (UFCA) ซึ่งแรกเริ่มมี 16 ทีมคือ Philippine Air Force, Kaya, Union Manila, Loyola Agila, Philippine Army, Philippine Navy, Green Archers United, Mendiola United, Global, Manila Nomads, Mama Africa FC, United South FC, Sunken Garden United, Manila Lions, Japan, และ Diliman ซึ่งในปัจจุบันเหลือเพียงแค่ 10 ทีมเท่านั้น

    โดยมีผู้สนับสนุนให้เกิด United football league เป็นบริษัทสัญชาติฟิลิปปินส์ ได้แก่ LBC Express Inc., Magma Inflatables, 2GO, Mutual Fund Management Corp., ATR Kim Eng, และ Orient Freight

    เห็นได้ว่ากีฬาฟุตบอลทั้งในระดับชาติและลีกสำหรับประเทศฟิลิปปินส์นั้นไม่ค่อยสำเร็จมากนัก อาจเนื่องจากความนิยมชมชอบของคนฟิลิปปินส์ยังคงติดอยู่กับกีฬาบาสเกตบอลทำให้ผู้สนับสนุน บริษัทเอกชน เงินทุน หรือแม้แต่การสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาลเป็นสัดส่วนที่น้อยอยู่ ซึ่งแนวโน้มความสำเร็จหรือผลการแข่งขันฟุบอลจากที่สังเกตได้จากทุกประเทศในอาเซียนมีแนวโน้มที่จะขึ้นอยู่กับเงินทุน รวมถึงความนิยมของมวลชนภายในประเทศเป็นปัจจัยหลัก ซึ่งเมื่อมาวิเคราะห์แล้วทั้งเงินทุนและความนิยมมักจะเป็นของคู่กันอย่างขาดกันเสียมิได้เช่นกัน กล่าวคือ ถ้าฟุตบอลไม่ได้รับความนิยมในประเทศนั้น เงินทุนที่หลั่งไหลไปย่อมน้อยเช่นกัน นอกจากนี้ฟุตบอลอาจจะไม่ใช่กีฬาตัวแทนของคนฟิลิปปินส์เพราะเมื่อนึกถึงคนฟิลิปปินส์ (ความชื่นชอบในกีฬา) ย่อมนึกถึงภาพของบาสเกตบอลที่มาก่อนฟุตบอล

    ที่มา
    http://www.uflphilippines.com.ph/

    ถลัชนันท์เอ่งฉ้วน
    5341020024

  8. พีรภัทร มีแสง 5441045824 says :

    การเลือกตั้งในฟิลิปปินส์

    หากเราพิจารณาเพียงเเต่โครงสร้างทางการเมืองจะพบได้ว่าฟิลิปปินส์มีความเป็นประชาธิปไตยสูงมาก การเลือกตัั้งหนึ่งครั้ง ทุกคนต้องเลือก ประธานาธิบดี 1 คน รองประธานาธิบดี 1 คน วุฒิสมาชิก 24 คน (การเลือกตั้งครั้งใหญ่) ส.ส. ในเขตของตน 1 คน Party List 1 กลุ่ม ผู้ว่าราชการ รองผู้ว่าราชการ นายกเทศมนตรี รองนายกเทศมนตรี หัวหน้าบารังไกและสมาชิกสภาจังหวัด สมาชิกสภาเทศบาลในท้องถิ่นของตนเองตำแหน่งละ 1 คน รวมประมาณ 35 ตำแหน่ง ซึ่งนี้ยังไม่รวม การหยั่งเสียง การทำประชามติ การิเริ่มกฎหมาย หรือ การถอดถอน 


    อย่างไรก็ดี การเมืองฟิลิปปินส์กลับอือฉาวไปด้วย การทุจริตคอรัปชั่น การซื้อสิทธิ์ขายเสียง กลุ่มอิทธิพลและการใช้ความรุนเเรงในการกำจัดศัตรูฝ่ายตรงข้าม ตัวอย่างเช่น การสังหารนายเบนนิโย่ อากีโน อย่างโฉ่งฉ่าง โครงสร้างทางการเมืองเเละพฤติกรรมทางการเมืองถึงกลับเดินทางสวนกัน หรือ บางทีการทำความเข้าใจการเมืองฟิลิปปินส์ เราอาจต้องกลับไปทำความเข้าใจประวัติศาสตร์การเป็นอาณานิคมของฟิลิปปินส์ด้วย เพราะฟิลิปปินส์อยู่ภายใต้สเปนเป็นเวลากว่า 300 ร้อยปี เเละสหรัฐอีกกว่า 50ปี จึงทำให้เกิดการผสมผสานกันระหว่างวัฒนธรรมอุปถัมภ์เเบบสมัยเก่าที่ได้รับจากสเปนและความเป็นสมัยจากสหรัฐอเมริกา

    
 ผมเห็นว่าเป็นสิ่งที่จะละเลยไม่ได้ที่จะกล่าวถึงเเนวคิดเหล่านี้เพื่อสร้างและทำความเข้าใจความไม่สอดคล้องกันระหว่างโครงสร้างการเมืองกับวัฒนธรรมการเมืองของฟิลิปปินส์ แนวคิดเเรกคือ เเนวคิดเเบบออโธดอกซ์(Orthodox framwork) หรือ เเนวคิดเชิงอุปถัมภ์ (The Pratron-client Model) อธิบายว่าพรรคการเมืองฟิลิปปินส์เป็นลักษณะโครงสร้างอุปถัมภ์โดยเฉพาะสังคมดั่งเดิมก่อนสเปนเข้ามา คือ ผู้มีสถานภาพสูงจะช่วยเหลือผู้มีสภาพตำ่กว่า ความผูกพันจึงมีลักษณะเป็นเเนวดิ่งระหว่างเจ้านายเเละบ่าว เเต่ความสัมพันธ์ในระบบอุปถัมภ์นี้ก็เป็นลักษณะการเเลกเปลี่ยนผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน แนวคิดต่อมาคือเเนวคิดสุลต่านท้องถิ่น (Local Sultanism) ขุนศึก หรือเจ้าพ่อท้องถิ่น(Mafianism) กล่าวว่า เเนวคิดอุปถัมภ์นั้นคับเเคบเกินไปในการอธิบายสังคมที่ทันสมัยขึ้น บารมีของผู้นำต่างหาก และการที่ผู้นำได้รับเลือกตั้งเป็นเวลานานๆนั้นหมายถึงว่าเขาได้ทำประโยชน์ให้ท้องถิ่นด้วย อีกทั้งยังทำให้เขาควบคุมและทำการผูกขาด เศรษฐกิจ การเมือง สังคม และการใช้ความรุนเเรงไว้ด้วย เเนวคิดนี้ใช้ในการอธิบายปรากฎการณ์การเลือกตั้งในท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี อีกเเนวคิดหนึ่งคือ เเนวคิดหัวรุนเเรง(The Radical Framwork) ซึ่งกล่าวว่า พรรคการเมืองในฟิลิปปินส์เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจของชนชั้นนำที่ต้องเเก่งแย่งชิงกัน หรือ การเมืองเป็นเกมส์ของชนชั้นนำเท่านั้น

    ประธานาธิบดี มาจากการเลือกตั้งโดยตรง มีวาระ 6 ปี เเละสามารถเป็นได้เพียงสมัยเดียวเท่านั้น อย่างไรก็ดี การเลือกตั้งในฟิลิปปินส์กลับกลายเป็นเหมือนอาณาบริเวณ (Political space) สำหรับกลุ่มชนชั้นนำ ที่มาเเข่งขันช่วงชิงตำเเหน่งและอำนาจกัน โดยตระกูลที่มั่งคั่งที่สุดก็ไปแข่งขันกันในระดับประเทศ ตระกูลที่มั่งคั่งรองลงมาก็เเข่งขันกันในระดับเทศบาลหรือรองลงมา เนื่องจากการเข้าสู่ระบบการเมืองเป็นกระบวนการที่ต้องใช้ค่าใช้จ่ายมหาศาล การเลือกตั้งมีค่าใช้จ่ายสูงมาก ในการเลือกตั้งประธานาธิบดี ผู้สมัครเเต่ะคนใช้ค่าใช้จ่ายสูงถึง 53 ล้านยูเอสดอลลาร์ ขณะที่ประชาชนมากกว่าครึ่งนึงของประเทศ มีรายได้เฉลี่ยน้อยกว่า 2 ยูเอสดอลลาร์ กล่าวคือ โอกาสทางการเมืองทั้งในระดับชาติ และระดับภูมิภาคนั้น จำกัดอยู่เฉพาะในกลุ่ม 4Gs เท่านั้น ซึ่งประกอบไปด้วย Gun คือ กลุ่มอิทธิพล มาเฟีย Gang คือ กลุ่มตระกูลทางการเมือง Gold คือ กลุ่มนายทุนที่รำ่รวย และ Glamour คือ กลุ่มดารา นักเเสดง นั้นยังหมายความอีกว่า ทุนในการเข้าสู่อำนาจ นอกนอกจาก ทุนที่เป็นตัวเงินแล้ว ยังมีทุนทางสังคม(Social capital)ด้วย ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายหรือชื่อเสียง ส่วนการเลือกตั้งที่ประชาชนทั่วไปมีโอกาสก็เเค่ การเลือกในระดับรองลงมาเช่น ผู้ว่าราชการจังหวัด นายกเทศมนตรี ซึ่งเป็นการเลือกตั้งเพื่อให้ได้มาซึ่งชื่อเสียงเกียรติยศ มากกว่า อำนาจรัฐหรือผลประโยชน์

    
 สภาสูง (Upper house) วุฒิสมาชิก 24 คน มาจากระบบการเลือกตั้งทั่วประเทศ(Elected at large) อยู่ในวาระ 6 ปี และไม่สามารถดำรงตำแหน่งได้เกิน 2 วาระติดต่อกัน เเต่มีการเลือกตั้งใหม่ทุก 3 ปี เฉพาะผู้ที่มีคะแนนอยู่ในอันดับที่ 13-24 เเม้จุดเเข็งคือความต่อเนื่องของการทำงานและความเป็นตัวเเทนของคนทั้งประเทศ เเต่การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาถูกมองว่าเป็นพื้นที่ในการหยั่งเสียงคะแนนความนิยมของตน หรือ สามารถทำนายได้ว่าใครมีโอกาสเป็นประธานาธิบดีในอนาคต เพราะ สมาชิกวุฒิสภา ประธานาธิบดี และรองประธานาธิบดี ต่างมาจากการเลือกตั้งเเบบเดียวกัน ตัวอย่าง ส.ว.ที่กลายมาเป็นประธานาธิบดี ได้แก่ เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส เเละกลอเรีย มาคาปากัล อาโรโย


    สภาล่าง(Lower house,House of Representative) มีสมาชิกทั้งหมด 250 คน แบ่งออกเป็น 2 ส่วนด้วยกัน คือ มาจากการเลือกต้ังเเบบแบ่งเขต และการเลือกตั้งระบบบัญชีรายชื่อ(Party list)ร้อยละ 20 ซึ่งเท่ากับ 50 คน ซึ่งระบบ Party list เปิดโอกาสให้กลุ่มหรือสาขาอาชีพ กลุ่มคนชายขอบ หรือกลุ่มผลประโยชน์ที่เสียเปรียบทางสังคม ได้เข้าสู่สภา โดยต้องได้รับ คะแนนอย่างน้อย 2 % จะได้ 1 ที่นั่ง, 4% ได้ 2 ที่นั่ง ซึ่งเเต่ละกลุ่มจะมีที่นั่งได้ไม่เกิน 3 ที่นั่ง อย่างไรก็ดี ผู้ทีี่ได้รับการเลือกตั้งในระบบนี้บางส่วนกลับเป็นกลุ่มที่มีสายสัมพันธ์กับนักการเมืองระดับชาติ อาทิเช่นกลุ่มเเรงงานชาวฟิลิปปินส์โพ้นทะเล (Overseas Filipino Worker) ที่เป็นผู้แทนกลุ่มเป็นเเรงงานจากกรุงโรม ประเทศอิตาลี ซึ่งแทนที่จะเป็นกรรมาชีพในต่างประเทศกลับกลายเป็นชนชั้นนำในต่างประเทศเสีย ซึ่งตรงข้ามกับเจตนารมณ์ของระเบียบนี้


    นอกจากนี้ ลักษณะเด่นสำคัญของการเมืองฟิลิปปินส์อีกอย่างหนึ่ง คือ กลไกการตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็น ประชาสังคม หรือพลังประชาชน ตัวอย่างสำคัญคือ ประชาชนรวมตัวกันเพื่อโค่นล้มประธานาธิบดีมาร์กอสและประธานาธิบดีเอสตราดา หรือที่เรียกว่า EDSA I และ EDSA II ตามลำดับ การตรวจสอบการเลือกตั้งก็มีองค์กรที่คอยตรวจสอบและควบคุมเช่นกัน ได้แก่ คณะกรรมกาธิการควบคุมการเลือกตั้ง(Commission on Election) หรือที่เรียกสั้นๆว่า คอมมิเลค คอมมิเลคนั้นจะถูกเสนอชื่อโดยประธานาธิบดี และผ่านคณะกรรมาธิการซึ่งมีทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน องค์กรนี้จะเป็นทั้งผู้ตรวจสอบและควบคุม ออกฎระเบียบการเลือกตั้งเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นกลางเเละเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย อย่างไรเสีย เคยมีการโกงการเลือกตั้งครั้งหนึ่งที่สำคัญ ในปี 1986 นางคอราซอน อากีโน ถูกมาร์กอสโกงการเลือกตั้งโดยการบังคับให้คอมิเลคเเก้คะเเนนเสียงและประกาศให้มาร์กอสเป็นผู้ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดี ถึงแม้คอมิเลคจะขัดขืนและประท้วงการสั่งการ เเละมี NAMFREL ช่วยประกาศผลรวมคะเเนนของตนว่านางอากีโนชนะ เเต่จะเห็นได้ว่าคอมมิเลคก็ไม่อาจหนีพ้นอิทธิพลทางการเมืองได้เช่นกัน NAMFREL นั้นเป็นเครือข่ายองค์กรประชาชนขนาดใหญ่ มีสมาชิกกว่า 500,000 คน ทั่วประเทศซึ่งร่วมสังเกตการณ์การเลือกตั้งร่วมกับคอมมิเลค

    ผมคิดว่าคงเป็นการคับเเคบเกินไปที่จะกล่าวว่าปัญหาการเลือกตั้งหรือปัญหาการเมืองทั้งหมดเป็นผลมาจากวัฒนธรรมอุปถัมภ์ที่ฝั่งรากลึกมานานในฟิลิปปินส์ หรือเเม้กระทั้งการอธิบายว่า เเม้ฟิลิปปินส์จะถือความเป็นพี่น้องเป็นหลัก เเต่เขาก็จะเลือกที่ความสามารถเเละผลงานด้วย กล่าวคือ จะใช้วิจารณญาณในการเลือกเพื่อนพ้อง พี่น้อง เครือญาติที่เก่งหรือดีที่สุด ผมคิดว่า การอธิบายโดยมิติทางวัฒนธรรมไม่ได้ช่วยในการทำความเข้าใจปัญหาการเมืองมากนัก ยังมีมิติไม่ว่าจะเป็นทางเศษฐกิจ ที่ฟิลิปปินส์ยังมีปัญหาความเหลื่อมลำ้สูง และมิติทางศาสนาที่มีผลต่อชีวิตการเมืองของคนที่นั้น เช่น เมื่อครั้ง ลูกของมาร์กอสลงสมัครตำแหน่งวุฒิสมาชิกในปี 1998 เขาได้ซื้อเสียงเป็นจำนวนมากที่สุด แต่ปรากฎว่าไม่ได้รับการเลือกตั้ง เนื่องมาจากศาสนจักรต่อต้าน



    เอกสารอ้างอิง
    
http://www.kpi.ac.th/kpith/pdf/ผลงาน/ผลงานวิจัย/การเมืองการปกครอง/รัฐสภาเปรียบเทียบ/ฟิลิปปินส์/ฟิลิปปินส์.pdf
    
สีดา สอนศรีและคณะ. (2547). การเลือกตั้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้: ศึกษาเฉพาะประเทศอินโดนิ เซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย. (พิมพ์ครั้งที่1).กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์เเห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

    พีรภัทร มีแสง 5441045824
    ภาควิชาการปกครอง ชั้นปีที่ 2

  9. นางสาววุฒิณี ทองแก้ว 5341057224 says :

    บทบาทของผู้หญิงในประเทศฟิลิปปินส์
    การมีส่วนร่วมทางการเมืองในปัจจุบันของผู้หญิงผู้หญิงทั่วฟิลิปปินส์ออกมาเดินขบวนตามท้อง
    ถนนในกรุงมะนิลา ในวันวาเลนไทน์นี้ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการยุติความรุนแรงต่อผู้หญิงที่จัดขึ้นทั่วโลก นักเรียนราว 5,000 คน แม่ชี และคนงานในโรงเรียน ร่วมกันเต้นในวันนี้ที่โรงเรียน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของโครงการยุติความรุนแรงต่อผู้หญิง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการวัน บิลเลี่ยน ไรส์ซิ่ง ขณะเดียวกันก็มีการจัดการเดินขบวนและเต้นรำตามท้องถนน มีหญิงชาวฟิลิปปินส์มาเข้าร่วมงานราว 2,000 คน ผู้จัดงานกล่าวว่า 1 ใน 3 ของผู้หญิงทั่วโลกเคยถูกทำร้ายร่างกายและเคยถูกทารุณกรรมทางเพศ ส่วนที่ฟิลิปปินส์เองก็มีคดีทำร้ายผู้หญิงเฉลี่ยวันละ 35 คดีซึ่งมี อีฟ เอนสเลอร์ ผู้เขียนบทละครเวทีเรื่อง เดอะวาจิน่า โมโนล็อค (The Vagina Monologues) เป็นผู้ริเริ่มก่อนตั้งโครงการดังกล่าว และในวันนี้จะมีผู้หญิงกว่า 1,000 ล้านคน จาก 202 ประเทศจะร่วมกันเต้น เพื่อเรียกร้องให้หยุดความรุนแรงต่อผู้หญิง
    ด้านการศึกษา ปัจจุบันฟิลลิปปินส์ก็มีการจัดตั้งมหาลัยเพื่อผู้หญิงซึ่งมีการสอนสายสามัญทั่วไปแต่จะอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้หญิง

    http://www.womenalliance.org/associate/wrmp.html women’s right movement of the philippines

  10. THEME THANAPRAT GONGSAB says :

    สายการบินแห่งชาติฟิลิปปินส์
    1.1 ชื่อสายการบิน : ฟิลิปปินส์แอร์ไลน์ (Philippine Airlines)
    1.2 ตราประจำสายการบิน :
    ตราประจำสายการบิน ฟิลิปปินส์แอร์ไลน์ นั้นเป็นตราที่ถูกดัดแปลงมาจากธงชาติของฟิลิปปินส์ โดยออกแบบให้เป็นรูปสามเหลี่ยม เพื่อสามารถประทับตราได้บริเวณหางเสือเครื่องบินได้อย่างสวยงาม
    2. การแต่งกายพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน

    การแต่งกายของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของสายการบิน PAL เป็นชุดแบบสากลนิยม

    ชุดพนักงานต้อนรับของสายการบิน Philippine Airlines เป็นชุดพนักงานต้อนรับสายการบินเดียว ที่เป็นชุดสากล ไม่แปลกที่ฟิลิปปินส์จะใช้ชุดสากล เพราะฟิลิปปินส์นั้นตกอยู่ในอาณานิคมของสเปนและอเมริกาเป็นเวลานาน หรืออาจกล่าวว่า เป็นอาณานิคมตั้งแต่ก่อสร้างชาติฟิลิปปินส์เลยก็ได้ วัฒนธรรมความเป็นชาติของฟิลิปปินส์จึงเป็นวัฒนธรรมของตะวันตก และอเมริกา ผสมสภาพสังคมที่เป็นชาวเกาะ ความแตกต่างทางวัฒนธรรมมากที่สุดในชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือ การนับถือศาสนาคริสต์ ซึ่งทำให้ชุดชวา ที่คล้ายกับชุดของศาสนาอิสลาม จึงไม่นิยมสวมใส่ในเก่าฟิลิปปินส์

  11. ณัชชารีย์ ทิศาสมบูรณ์สิน 531017124 says :

    ชาตินิยมในฟิลิปปินส์
    อาจกกล่าวฟิลิปปินส์เป็นดินแดนที่ตกเป็นประเทศอาณานิคมของชาติตะวันตกโดยที่มีแรงต่อต้านน้อยที่สุดในบรรดาประเทศอาณานิคมทั้งหลาย ทั้งนี้ก็เพราะเสปนเข้าครอบครองฟิลิปปินส์ในช่วงที่ฟิลิปปินส์ยังไม่มีพัฒนาการทางการเมืองที่เทียบเท่ากับระบอบราชาธิปไตย หรืออาณาจักร นอกจากนี้ฟิลิปปินส์ยังไม่มีความทรงจำของการถูกรุกรานจากชนชาติอื่นอย่างที่อาณาจักรอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ประสบ การเมืองการปกครองในฟิลิปปินส์ยังเป็นแบบเรียบง่ายที่ไม่ได้พัฒนาไปจากยุคหินใหม่มากนัก เมื่อเสปนเข้ามาในฟิลิปปินส์ก็ใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือในการเข้าถึงประชาชน คือให้ประชาชนในฟิลิปปินส์เข้ารีตคริสต์ศาสนา เป็นการยึดครองในระดับความเชื่อ ขณะที่ผู้นำการปกครองเดิมตลอดจนผุ้นำทางศาสนาที่ต่อต้านก็จะถูกจัดการโดยการใช้กำลังทหาร

    ในระยะแรกของอาณานิคมจึงไม่ปรากฏการต่อต้านหรือแนวคิดชาตินิยมขึ้นในฟิลิปปินส์ ชาวฟิลิปปินส์กลับมีความจงรักภักดีต่อชาวเสปนผู้เป็นนายด้วยซ้ำ เสปนใช้การสอนศาสนาครอบครองฟิลิปปินส์ ใช้แรงงาน และหาผลประโยชน์ทางการค้าจากฟิลิปปินส์ แต่ไม่ให้ชาวฟิลิปปินส์มีส่วนร่วมในการปกครอง ไม่มีการพัฒนาการศึกษา (ยกเว้นในส่วนโรงเรียนสอนศาสนา) กว่าชาวฟิลิปปินส์จะเริ่มมีชนชั้นปัญญาชนเป็นของตนเองก็หลังจากที่เสปนยอมให้ชนชาติอื่นเข้ามาดำเนินการทางเศรษฐกิจในฟิลิปปินส์ การเข้ามาของชนชาติอื่นเช่นจีนในครั้งนั้นได้เปิดโลกทัศน์ของฟิลิปปินส์ดั้งเดิมให้กว้างขึ้น พวกเขาเริ่มรู้สึกถึงความไม่เป็นธรรมในการปกครอง และเริ่มมีการเคลื่อนไหวต่อต้านขึ้นเป็นระยะ แต่ปรากฏชัดเจนในประมาณปี ค.ศ. 1872 ในกรณีของกบฏคาวิเต้

    ฟิลิปปินส์เริ่มมีปัญญาชนรุ่นใหม่ที่ได้รับการศึกษาอย่างตะวันตกเมื่อกลุ่มชนชั้นกลางในฟิลิปปินส์ (มักเป็นลูกปสมระหว่างชนพื้นเมืองและผู้เข้ามาใหม่) ออกไปศึกษาในต่างประเทศและกลับมา ปัญญาชนเหล่านี้เริ่มมีความตื่นตัวทางการเมือง เริ่มมีการวิพากษ์วิจารณ์ระบอบการปกครองที่ไม่เป็นธรรมของเสปน มีการสร้างกระแสชาตินิยมขึ้นในฟิลิปปินส์ เป็นชาตินิยมที่อิงกับพื้นชาติพันธุ์ และดินแดน

    ในขณะที่ฟิลิปปินส์เรียกร้องเอกราช เสปนที่พ่ายแพ้ต่อสหรัฐอเมริกาก็ยกฟิลิปปินส์ให้อยู่ในความดูแลของสหรัฐฯ สหรัฐฯยังไม่ให้เอกราชแก่ฟิลิปปินส์ในทันที แต่ทำการพัฒนาฟิลิปปินส์ในหลาย ๆ ด้าน เช่นการศึกษา สาธารสุข ระบอบการปกครอง เป็นต้น ทั้งนี้อาจเพราะสหรัฐฯต้องการมั่นใจว่าฟิลิปปินส์จะไม่เข้าสู่ระบอบสังคมนิยม

    ภายหลังจากได้เอกราชฟิลิปปินส์กลับต้องพจญกับการรุกรานในแบบของอาณานิคมอีกครั้งในสมัยสงครามโลกครั้งที่2 เมื่อญี่ปุ่นบุกเข้ายึดฟิลิปปินส์ เกิดขบวนการต่อต้านภายใต้ชื่อ ฮุคบาลาฮับ ที่ได้รับการสนับสนุนจากกคอมมิวนิสต์ในฟิลิปปินส์และสหรัฐฯ อย่างไรก็ดีขบวนการนี้ก็ถูกรัฐบาลฟิลิปปินส์กับสหรัฐฯปราบลงเมื่อหันไปนิยมนโยบายพรรคคอมมิวนิสต์

    สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจในฟิลิปปินส์ก็คือความหลากหลายของชนเผ่า แม้ว่าตามประวัติศาตร์ชาวฟิลิปปินส์จะเป็นผู้อพยพมาจากมาเลเซียและอินโดนีเซีย แต่เผ่าต่าง ๆ ในหมู่เกาะนี้ก็มีเอกลักษณ์ที่หลากหลายมาก ความรู้สึกเป็นชาวฟิลิปปินส์ หรือฟิลิปิโน ในช่วงแรกนั้นไม่มีอยู่ในสำนึกของชาวพื้นเมือง ฟิลิปิโนเป็นเพียงคำเรียกของเจ้าอาณานิคมเท่านั้น อย่างไรก็ดีพัฒนาการทางสังคม ภาษา และการเมืองในเวลาต่อมา ทำให้ชาวฟิลิปปินส์มีความรู้สึกเป็นชาติมากขึ้น เมื่อประกอบกับพื้นฐานทางความคิดที่ถูกสั่งสอนมาในระบอบการปกครองของเสปน เช่นความรักครอบครัว ความจงรักภักดี ทำให้ท้ายที่สุดความรู้สึกเป็นฟิลิปิโนก็เข้าถึงปัจเจกบุคคลในวงกว้าง ฟิลิปปินส์ไม่เพียงแต่มีชนเผ่าที่หลากหลายเท่านั้น ยังมีชาวจีน(ลูกครึ่งจีน) และชาวมุสลิมร่วมอยู่ด้วย

    โดยสรุปแล้วชาตินิยมในฟิลิปปินส์เป็นสิ่งที่เกิดจากชุดความคิดตะวันตกที่ประกอบเข้ากันได้กับสำนึกทางชาติพันธุ์และความเป็นพวกเดียวกันของต่างชาติพันธุ์ ชาวฟิลิปปินส์ไม่ได้ต่อรู้เรียกร้องความเป็นชาติที่เคยเป็น หากแต่พัฒนาการทางการเมืองและสังคมที่ชาติตะวันตกยื่นให้ฟิลิปปินส์ต่างหากที่สร้างความเป็นชาติขึ้นในฟิลิปปินส์

    อ้างอิง
    “ประเทศฟิลิปปินส์และสิงคโปร์”.[ออนไลน์].เข้าถึงได้จาก: http://studyasean.in.th/index.php/th/learning/m1/unit1/phillippines-singapore?showall=&limitstart= 2556.
    วาทิน ศานสติ์ สันติ. “ฟิลิปปินส์: ขบวนการชาตินิยมของชาวฟิลิปปินส์”.[ออนไลน์].เข้าถึงได้จาก: http://www.gotoknow.org/posts/309091. 2556.
    วิทย์ บัณฑิตกุล. สาธารณรัฐฟิลิปปินส์. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์สถาพรบุ๊คส์, 2555.
    สีดา สอนศรี. คู่มือประเทศฟิลิปปินส์. กรุงเทพมหานคร: โครงการอาณาบริเวณศึกษา 5 ภูมิภาค, 2545.
    “ฟิลิปปินส์สมัยต้น จนสิ้นสุดการปกครองของเสปน”.[ออนไลน์].เข้าถึงได้จาก: http://liknice.wordpress.com/2012/02/28/%E0%B8%9F%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%99-%E0%B8%88%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B9%89/. 2556.
    “Philippines – Wikipedia”.[ออนไลน์].เข้าถึงได้จาก:http://en.wikipedia.org/wiki/Philippines. 2556.

  12. รุ่งทิวา เงินปัน says :

    พรรครัฐบาลฟิลิปปินส์

    พรรครัฐบาลของฟิลิปปินส์ในปัจจุบันคือพรรคเสรีนิยม หรือLiberal Party เป็นการปกครองโดยประธานาธิบดีที่ทำหน้าที่เป็นประมุขแห่งรัฐ เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร และเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของกองทัพอีกด้วย

    ประธานาธิบดีคนปัจจุบันคือ Benigno Aquino III ที่ได้รับการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน มีวาระการดำรงตำแหน่ง 6 ปี และรองประธานาธิบดีของฟิลิปปินส์ก็มาจากการเลือกตั้งเช่นเดียวกับประธานาธิบดี มีวาระการดำรงตำแหน่ง 6 ปีเช่นเดียวกัน รองประธานาธิบดีคนปัจจุบันคือ Jejomar Binay ที่มาจากพรรค PDP ซึ่งหน้าที่ที่สำคัญของรองประธานาธิบดีคือ ถ้าประธานาธิบดีลาออกรองประธานาธิบดีจะมาทำหน้าที่แทน แต่จะไม่ได้รับการเสนอให้ไปเป็นสมาชิกของคณะรัฐมนตรีประธานาธิบดี และมีอำนาจไม่นอกเหนือจากรัฐธรรมนูญกล่าวไว้ คือไม่ได้มีอำนาจเท่ากับของประธานาธิบดี

    จะเห็นได้ว่าทั้งประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีต่างก็ต้องมาขากการเลือกตั้งทั้งสิ้น และทั้งสองตำแหน่งมาจากคนละพรรคโดยได้รับการคัดเลือกมาจากประชาชนทั้งคู่

    สำหรับประธานาธิบดีนั้นเนื่องจากมีการดำรงตำแหน่งเป็นทั้งผู้บริการและผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพ นั่นจึงทำให้อำนาจทั้งการบริหารและอำนาจทหารอยู่ในมือของประธานาธิบดีเพียงผู้เดียว และเขาสามารถแต่งตั้งบุคคลสำคัญให้ดำรงตำแหน่งต่างๆได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากฝ่ายใด นั่นทำให้ประธานาธิบดีกลายเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดภายในรัฐ

    ตำแหน่งประธานาธิบดีและพรรครัฐบาลในฟิลิปปินส์ไม่มีความต่อเนื่องในการบริหาร เนื่องจากมีการเปลี่ยนพรรครัฐบาลอยู่เสมอๆ ทำให้นโยบายต่างๆในการบริหารประเทศเปลี่ยนแปลงไปตามรัฐบาลนั้นๆ และการที่ประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีมาจาการเลือกตั้งทั้งคู่ และมาจากต่างพรรคการเมือง ซึ่งอาจจะทำให้เกิดปัญหาในการบริหารประเทศก็ได้ เพราะถ้าหากเกิดความขัดแย้งกันแล้วประธานาธิบดีที่มีอำนาจสูงสุดย่อมสามารถปลดรองประธานาธิบดีได้ นี่ก็อาจจะเป็นดาบสองคมของการมีประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งทั้งคู่

    เอกสารอ้างอิง
    http://www.spainexchange.com/guide/PH-government.htm
    http://en.wikipedia.org/wiki/Government_of_the_Philippines

    รุ่งทิวา เงินปัน 5341051424

  13. นายวิชชวัฒน์ รอดรัตษะ 5441060124 says :

    นายวิชชวัฒน์ รอดรัตษะ 5441060124

    เสรีภาพนักหนังสือพิมพ์ในประเทศฟิลิปปินส์

    ฟิลิปปินส์ตกเป็นอาณานิคมของ 2 ชาติ ตะวันตกอย่างสเปนและอเมริกา เกือบ 400 ปี จนกระทั้งได้ประกาศเอกราชอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2489 จึงทำให้ได้รับแนวคิดและวัฒนธรรมของชาวตะวันตกมาแบบแผนในการดำเนินชีวิต จนเรียกได้ว่าเป็นตัวกำหนดความเป็นไปในปัจจุบันของฟิลิปปินส์ก็ว่าได้ โดยเฉพาะการเมืองการปกครอง ที่เจ้าอาณานิคมได้วางรากฐานเอาไว้ให้อย่างดี ส่วนด้านสื่อมวลชนฟิลิปปินส์ค่อนข้างมีเสรีภาพ มากที่สุดในเอเชีย เพราะเสรีภาพของสื่อมวลชนที่นี่ ถูกรบกวน หรือ จำกัด น้อยที่สุด สื่อมวลชนที่นี่จะมีปัญหา อยู่ 2 ประการ คือ การถูกข่มขู่หรือถูกลอบสังหาร และ การถูกฟ้องร้องในข้อหาหมิ่นประมาท ส่วนกรณีที่มีการฟ้องร้องผู้สื่อข่าวจนถึงขั้นถูกตัดสินจำคุกนั้น โดยใช้กฎหมายการหมิ่นประมาททางอาญาเป็นอาวุธจัดการกับหนังสือพิมพ์เพียงการคุกคามด้วยการฟ้องร้องคดีอาญาก็มากเกินพอที่จะก่อให้เกิดผลที่น่าหวาดหวั่นต่อสื่อ ดังคำกล่าวของ Jose Manuel Diokno ทนายความด้านสิทธิมนุษยชนชาวฟิลิปปินส์ที่ว่า “กฎหมายอาญาได้รับการสนับสนุนโดยอำนาจรัฐ เมื่อนักข่าวถูกฟ้องร้องในคดีหมิ่นประมาททางอาญา รัฐนั้นแหละที่เป็นผู้ชี้นิ้วกล่าวหา

    ในบางครั้งสื่อยังถูกคุกคามจากอำนาจของรัฐ จากข้อมูล SEAPA (Southeast Asian Press Alliance) รายงานว่าสหภาพผู้สื่อข่าวฟิลิปปินส์แห่งชาติ ต้องเตรียมพร้อมเพื่อรับการตรวจสอบของหน่วยข่าวกรองของกองทัพฟิลิปปินส์ที่จัดให้สหภาพ รวมไปถึงศูนย์ข่าวสืบสวนของฟิลิปปินส์และอีกหลายหน่วยงานให้เป็นผู้ต้องสงสัยว่าอาจให้การสนับสนุนลัทธิคอมมิวนิสต์ และถือว่าเป็น” ศัตรูของชาติ” อีกด้วย

    แหล่งอ้างอิง

    ศราวุฒิ ประทุมราช. เสรีภาพของสื่อมวลชนเอเชีย ในรอบปี 2550 (ตอนที่ 3) http://www.jpthai.org/content/view/301/62/

    มองสื่อนอก #3: สื่อฟิลิปปินส์ กับ ความรุนแรงหลากชนิด
    http://prachatai.com/journal/2008/05/16848

  14. วัชราพร คงศิริปัญญา says :

    การบริหารจัดการด้านการศึกษา

    การศึกษาของฟิลิปปินส์เป็นการเรียนการสอนแบบสองภาษา ในระบบแบบเดิมการศึกษาระดับประถมศึกษาในโรงเรียนของรัฐจะใช้เวลา ๖ ปี โดยโรงเรียนเอกชนจะใช้เวลามากกว่าคือ ๗ ปี ส่วนในระดับมัธยมศึกษาจะใช้เวลาเพียง ๔ ปี ก็สามารถเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาได้เลย แต่ในปัจจุบันได้เปลี่ยนมาใช้ระบบ K-๑๒ ซึ่งระบบนี้ได้มีการนำมาใช้เมื่อเดือนกรกฎาคม ปีค.ศ.๒๐๑๒ และจะส่งผลให้การสอบเข้ามหาวิทยาลัยในช่วงปีค.ศ. ๒๐๑๖-๒๐๑๘ นี้ช้าลง

    การบริหารและควบคุมในระดับการศึกษาภาคบังคับจะอยู่ในความดูแลของแผนกการศึกษาวัฒนธรรมและกีฬา ส่วนการศึกษาระดับสูงจะเป็นส่วนรับผิดชอบของคณะกรรมาธิการอุดมศึกษา ทางรัฐบาลฟิลิปปินส์นั้นไม่อนุญาตให้ชาวต่างชาติเข้ามาศึกษาในประเทศในระดับของประถมศึกษา มัธยมศึกษาหรืออาชีวะ แต่มีข้อยกเว้นสำหรับบุคคลที่เข้ามาในฐานะครอบครัวนักการทูตหรือจำเป็นต้องติดตามบิดา มารดาเข้ามา โดยในปัจจุบันมีกฎห้ามไม่ให้มีจำนวนของนักศึกษาต่างชาติเกินร้อยละ ๑๐-๑๕ ของจำนวนนักศึกษาของแต่ละสถาบันนั้นๆ

    รัฐบาลฟิลิปปินส์ ได้มีการจัดสรรงบประมาณสำหรับด้านการศึกษาในปีที่ผ่านมาเป็นจำนวนเงิน ๕๖๐ ล้านเหรียญสหรัฐ และจากการที่มีผู้ให้ความสนใจเข้ามาศึกษาในฟิลิปปินส์เป็นจำนวนมากในแต่ละปีทางรัฐบาลฟิลิปปินส์จึงได้มีการสนับสนุนและจะพัฒนาให้ประเทศนั้นเป็น Education Center in Asia และเพื่อเป็นผู้นำด้านการศึกษาในภูมิภาคนี้ด้วย

    อ้างอิง

    สำนักงานข้าราชการพลเรือน.ระบบการศึกษาฟิลิปปินส์. http://www.ocsc.go.th/ocsc/th/index.php?option=com_content&view=article&id=2994&catid=519:2011-09-15-17-31-18

    Eduzones. ฟิลิปปินส์โวจะเป็นศูนย์การศึกษาในเอเชีย. http://blog.eduzones.com/inter/89144

    EastAsiaWatch. การปฏิรูปการศึกษาของฟิลิปปินส์. http://www.eastasiawatch.in.th/article.php?section=4&id=938.

    นางสาววัชราพร คงศิริปัญญา

    ๕๔๓๑๒๕๔๕๒๔

  15. Jakraparkt says :

    จักรภาค ทวยหาญรักษา 524 10010 24

    Internet ในฟิลิปปินส์

    อินเตอร์เน็ตได้เริ่มเข้าสู่ประเทศอย่างรวดเร็วในปี 1994 และถูกพัฒนาโดยใช้หลักการจัดการในยุคเริ่มต้นเช่นเดียวกับสหรัฐอเมริกา กฎหมายมีความยืดหยุ่นที่เอื้อให้ไม่ต้องใช้ผู้ให้บริการ (ISPs) เพียงไม่กี่เจ้า แต่อย่างไรก็ตามอุปสรรคที่ขัดขวางการเจริญเติบโต คือ การกระจายโครงสร้างพื้นฐานทางอินเตอร็เน็ตที่ไม่เท่าเทียมกัน จากการคอร์รัปชั่น ทำให้ตัวเลขการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตอยู่ที่ประมาณ 1/3 หรือ 33% ของประชากรในประเทศมาโดยตลอด ซึ่งถือว่ามากอยู่แล้ว

    โดยกว่าครึ่งของผู้ใช้งานมีคอมพิวเตอร์ส่วนตัวและสามารถเข้าถึงได้จากบ้านมากกว่าร้านอินเตอร์เน็ต และจุดเด่นที่สำคัญของฟิลิลปปินส์ คือ เว็บไซต์เชิงพาณิชย์ที่ได้รับ trust จากนานาประเทศในการแนะนำสินค้า รีวิวสินค้าและเป็นแหล่ง social media ที่สำคัญในการช่วยผู้ซื้อตัดสินใจ สะท้อนว่าพื้นที่ทางอินเตอร์เน็ตของฟิลิปปินส์ที่ไม่ค่อยได้รับการเซ็นเซอร์จากรัฐ และมีธรรมชาติของความเป็นอิสระสูงอยู่แล้ว ทำให้ถูกจัดอันดับให้อยู่ในประเทศที่ทรงอิทธิพลในเรื่อง Online Market

    ปัญหาล่าสุดที่ผ่านมาคือการผ่านกฎหมาย Cybercrime Prevention Act ในปี 2012 โดยรัฐบาล ถึงแม้จะมีวัตถุประสงค์เพื่อกำจัด Cybercrime ต่างๆ เป็นระดับการเซ็นเซอร์แบบ (some censorship) แต่เมื่อลงไปในเนื้อหาจะพบว่าขอบเขตของกฎหมายถือว่ากว้างเกินไป โดยที่มาวุฒิสภาที่ไม่เห็นด้วยท่านหนึ่ง บอกว่า “If you click ‘like,’ you can be sued, and if you share, you can also be sued,” “Even Mark Zuckerberg can be charged with cyber-libel,” โดยที่โทษสูงสุดคือการจำคุกกว่า 12 ปี

    ปัญหานี้ได้สร้างความไม่พอใจให้กับภาคประชาสังคมจนกระทั่ง มีกลุ่ม Hacker/Hacktivist จำนวนหนึ่งได้ร่วมมือกับ Hacker ระดับโลกที่ใช้นามแฝงว่า Anonymous ได้ทำการแฮ็คเข้าเว็บไซต์ที่มีต้นทางจากรัฐบาลและ agencies ที่เกี่ยวข้อง โดยใครก็ตามที่ผลักดันกฎหมาย Cybercrime Act นี้จะถูกแฮ็คอย่างพร้อมเพรียงกัน เรียกวันนั้นว่า “Bloody Monday” และได้มีคำแถลงการณ์ผ่าน Youtube โดยมีประโยคเด็ดที่ว่า
    “If speaking up against idiocy in government and unconstitutional amendments is a crime, then we are proud to be a cyber criminal.”
    ——————————————————-
    -Miguel A. L. Paraz: Developing a Viable Framework for Commercial Internet Operations in the Asia-Pacific Region: The Philippine Experience. ISOC, INET 1997
    -AGB Nielsen Philippines
    -Paul Tassi The Philippines Passes a Cybercrime Prevention Act that Makes SOPA Look Reasonable http://www.forbes.com/sites/insertcoin/2012/10/02/the-philippines-passes-the-cybercrime-prevention-act-that-makes-sopa-look-reasonable/
    -‘Bloody Monday’: Anonymous fights for Internet freedom in Philippines OCTOBER 2, 2012BY: MICHAEL STONE http://www.examiner.com/article/bloody-monday-anonymous-fights-for-internet-freedom-philippines

  16. kaimukpearl says :

    ประเทศฟิลิปปินส์

    ประเทศฟิลิปปินส์นั้นเป็นประเทศที่ตกอยู่ภายใต้ชาติตะวันตกเป็นเวลานานโดยสเปนได้เข้ามาควบคุมคนฟิลิปปินส์โดยใช้ศาสนาคริสต์เป็นตัวกลางในการควบคุม ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้ศาสนาคริสต์สามารถดำรงอยู่ได้อย่างยาวนานจนถึงปัจจุบันเพราะมีการตั้งรากฐานทางศาสนามาอย่างมั่นคง ประชากรส่วนใหญ่ในประเทศฟิลิปปินส์นั้นนับถือศาสนาคริสต์ซึ่งคิดเป็น ร้อยละ 92.5 ของชาวฟิลิปปินส์ทั้งหมดซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะนับถือนิกายโรมันคาทอลิก
    ศาสนาคริสต์เข้ามามีบทบาทสำคัญมากกับการเมืองในประเทศฟิลิปปินส์แต่ไม่ใช่ในฐานะเครื่องมือที่ใช้สร้างความชอบธรรม แต่ เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองในเรื่องของการเรียกร้องสิทธิประโยชน์หรือประท้วงเพื่อขับไล่คนที่โกงชาติบ้านเมือง หรือมีส่วนกำหนดผู้นำโดยศาสนจักรให้การสนับสนุน นอกจากศาสนจักรจะมีอิทธิพลต่อการเมืองในระดับชาติแล้ว ยังมีอิทธิพลกับคนในชาติด้วยเนื่องจากศาสนาคริสต์มีบทบาทต่อชีวิตประจำวันของชาวฟิลิปปินส์กว่า 80 %
    ในช่วงรัฐบาลเผด็จการมาร์กอส ศาสนจักรได้มีบทบาทสำคัญในการขับไล่โดยการเขียนจดหมายเพื่อให้ปล่อยฝ่ายค้านที่ถูกคุมขังและเรียกร้องให้ช่วยแก้ไขปัญหาความยากจนแก่ประชาชาในประเทศ และยังมีการโจมตีเรื่องการคอรัปชั่นของรัฐบาลอีกจากพลังทางด้านศาสนาที่เป็นหนึ่งในสถาบันที่ทรงอิทธิพลในประเทศฟิลิปปินส์นั้นเป็นเสียงหนึ่งที่ช่วยให้รัฐบาลเผด็จการมาร์กอสล่มสลายลง
    ในกรณีของประเทศฟิลิปปินส์นั้นจะเห็นได้ว่ามีการใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือในการควบคุมประเทศอาณานิคมโดยชาติตะวันตก จนทำให้ศาสนาคริสต์กลายมาเป็นหนึ่งในสถาบันที่สำคัญของประเทศฟิลิปปินส์และเข้าถึงชาวฟิลิปปินส์ในทุกที่ ดังนั้นศาสนาคริสต์จึงมีอิทธิพลมากต่อการใช้ชีวิตประจำวันของชาวฟิลิปปินส์ ซึ่งสิ่งนี้จะส่งผลไปสู่การเมืองด้วย

    ที่มา
    http://www.thaicadet.org/Religious/Christian_Social_Political.html
    http://th.wikipedia.org/wiki/ประเทศฟิลิปปินส์#.E0.B8.A8.E0.B8.B2.E0.B8.AA.E0.B8.99.E0.B8.B2
    http://inwesnarat.com/natureconcern/Philippines/

    นางสาวธนพร คงชัย 534 10251 24

  17. เอกพงศ์ มีสุข says :

    กลุ่มทุนพลังงานในฟิลิปปินส์

    ฟิลิปปินส์มีความต้องการซื้อเครื่องจักรในการผลิตกระแสไฟฟ้าขนาดเล็กเนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานด้านโครงข่ายการจ่ายกระแสไฟฟ้าของฟิลิปปินส์ไม่สมบูรณ์นัก กอปรกับสภาพภูมิประเทศที่เป็นเกาะแก่งทำให้โรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าในฟิลิปปินส์มีลักษณะเป็นโรงงานขนาดเล็กและตั้งอยู่ตามเกาะต่างๆ นอกจากนี้ ฟิลิปปินส์ประสบปัญหาขาดแคลนพลังงานไฟฟ้ามาเป็นระยะเวลานานเอกชนรายย่อยจึงขาดความศรัทธาในระบบการจ่ายไฟฟ้าของรัฐและหันมานิยมซื้อเครื่องปั่นไฟใช้ในกิจการด้วยตนเอง คำถามคือ ทั้งที่ฟิลิปปินส์ดูเป็นประเทศที่ดูเหมือนประชาธิปไตยจะก้าวล้ำกว่าใครในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะมีการวางรากฐานมาอย่างดีจากสหรัฐอเมริกา มีรัฐธรรมนูญที่ดี การมีส่วนร่วมของประชาชนก็เทียบเท่าการตื่นตัวของตะวันตก ทรัพยากรก็มาก แต่ทำไม่จึงไม่สามารถเป็นประเทศที่พัฒนาได้ คำถามหลักๆ อยู่ที่ว่าเป็นเพราะผู้นำของชาตินั้น ยังคอรัปชั่น เป็นตัวอย่างหนึ่งที่บอกได้ว่า ถึงแม้ประชาชนพร้อมสักเพียงใด แต่ชนชั้นนำยังไม่พร้อม ประเทศก็ไม่สามารถเดินหน้าได้ เพราะระยะหลังเราก็พบว่า การตื่นตัวของประชาชนในฟิลิปปินส์เริ่มน้อยลง อันเนื่องมาจากความเบื่อหน่ายของวัฏจักรเดิมๆ ที่ไม่ขับเคลื่อนให้ประเทศเจริญทีของผู้นำ

    ประเด็นที่น่าสนใจอีกอย่าง คือ ความขัดแย้งหมู่เกาะสแปรตลีย์ซึ่งมีทรัพยากรน้ำมันจำนวนมาก ของประเทศในภูมิภาคนี้เป็นปัญหาหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในทะเลจีนใต้ ซึ่งดูเหมือนว่าโอกาสที่จะทำความตกลงกันได้ในเรื่องของอธิปไตยเป็นไปได้ยาก เพราะประเทศที่อ้างกรรมสิทธิ์ต่างฝ่ายต่างอ้างว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเองด้วยเหตุผลที่เหมือนและต่างกัน และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามีการกระทบกระทั่งกันทางทหารระหว่างประเทศที่อ้างกรรมสิทธิ์หลายครั้ง ซึ่งปัญหานี้อาจเป็นจุดวาบไฟ(Flashpoint) ที่ทำให้เกิดการเผชิญหน้าจนถึงขั้นเกิดสงครามทางเรือและลุกลามไปในภูมิภาคจนยากที่จะแก้ไขได้ทุกขณะ ตัวอย่างของข้ออ้าง เช่น

    สาธารณรัฐประชาชนจีน อ้างเหตุผลทางประวัติศาสตร์ ซึ่งจีนอ้างว่าได้ค้นพบหมู่เกาะนี้ตั้งแต่สมัยโบราณเมื่อ 2000 กว่าปีมาแล้ว โดยในสมัยราชวงศ์ ฮั่น (Han Dynasty) ในศตวรรษที่ 2 ก่อนคริสตกาล และในปี ค.ศ. 1292 เรือสินค้าของจีนได้แล่นผ่านหมู่เกาะนี้ รวมทั้งมีหลักฐานปรากฏอยู่บนแผนที่โดยนักเดินเรือชาวจีนชื่อ Cheng Ho ได้พล๊อตตำบลที่เรือไว้ในระหว่างปี ค.ศ. 1425 และ ปี ค.ศ. 1430 หลังจากนั้น จีนได้อ้างว่าหมู่เกาะนี้อยู่ภายใต้การปกครองของจีน (Chinese Administration) ตั้งแต่ห้วงเวลานั้นเป็นต้นมา ปัจจุบัน จีนได้ขึ้นไปครอบครองและสร้างสิ่งปลูกสร้างบนเกาะ(โขดหิน) Fiery Cross Reef และ Mischief Reef

    ใต้หวัน อ้างเหตุผลทางประวัติศาสตร์เช่นเดียวกับจีน เนื่องจากสมัยก่อนมีจีนเดียว และใต้หวันยังอ้างว่าในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นได้มอบเกาะสแปรตลีย์ให้ใต้หวันดูแล(ขณะนั้นเรียกว่า จีนคณะชาติ) ปัจจุบันใต้หวันได้ประกาศครอบครองเกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของหมู่เกาะนี้ชื่อ เกาะ Ita Abu

    ฟิลิปปินส์ อ้างเหตุผลว่าเป็นผู้ค้นพบบางส่วนของหมู่เกาะนี้ และเหตุผลทางภูมิศาสตร์ เนื่องจาก หมู่เกาะนี้อยู่ใกล้ฟิลิปปินส์มากที่สุด ในปี ค.ศ. 1947 รัฐบาลฟิลิปปินส์ประกาศว่า เกาะต่างๆทีครอบครองโดยญี่ปุ่นสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นได้มอบให้ฟิลิปปินส์ และในระหว่างปี ค.ศ.1947 และ ค.ศ. 1956 นักสำรวจชาวฟิลิปปินส์ได้ค้นพบและครอบครองเกาะเล็กๆและโขดหินประมาณ 50 เกาะ และตั้งชื่อเป็น The Kalayaan หรือ Freedom land Group หลังจากนั้นเขาได้ขายสิทธิของเกาะเหล่านี้ให้รัฐบาลฟิลิปปินส์ ต่อมาในปี ค.ศ. 1972 รัฐบาลฟิลิปปินส์ได้ผนวกหมู่เกาะเหล่านี้ให้อยู่ในอาณาเขตทางทะเลของจังหวัดหนึ่งชื่อ Palawan จนถึงปัจจุบัน

    เวียดนาม อ้างเหตุผลทางประวัติศาสตร์เดียวกับ จีน และใต้หวัน แต่มีข้อสังเกตุคือ ก่อนสงครามเวียดนาม ในปี ค.ศ. 1956 เฉพาะเวียดนามใต้เท่านั้นที่อ้างกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะสแปรตลีย์ ส่วนเวียดนามเหนือได้ประกาศยอมรับว่า หมู่เกาะนี้เป็นของ จีน แต่หลังจากสงครามเวียดนาม ในปี ค.ศ. 1975 ซึ่งเวียดนามใต้ล่มสลาย ปัจจุบันเวียดนาม ก็คือเวียดนามเหนือเดิม เปลี่ยนจุดยืน และประกาศว่า สแปรตลีย์เป็นของเวียดนาม ต่อมาในปี ค.ศ. 1977 รัฐบาลเวียดนามได้ประกาศว่าหมู่เกาะสแปรตลีย์อยู่ในเขตเศรษฐกิจจำเพาะของตนเอง

    มาเลเซีย อ้างเหตุผลทางภูมิศาสตร์คือ มีพื้นที่บางส่วนทางใต้ของหมู่เกาะอยู่ในเขตไหล่ทวีปของรัฐซาราวัค (Sarawak) ซึ่งมาเลเซียไม่ได้อ้างกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะสแปรตลีย์ทั้งหมด โดยในพื้นที่ที่มาเลเซียประกาศครอบครองมีเพียงโขดหิน และเกาะขนาดเล็กที่ยังไม่ได้เรียกว่าเกาะแต่อย่างใด ในปี ค.ศ. 1983 รัฐบาลมาเลเซียได้สร้างรีสอร์ทและที่พักทหารบนเกาะ(โขหิน) Swallow Reef พร้อมกับส่งทหารขึ้นไปอยู่ประมาณ 70 คน ปัจจุบันที่แห่งนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนของบุคคลสำคัญในรัฐบาลมาเลเซีย

    บรูไน เหตุผลเช่นเดียวกับมาเลเซีย คือ อ้างว่าบางพื้นที่ของหมู่เกาะนี้อยู่ในเขตไหล่ทวีปของบรูไน แต่บรูไนยังไม่ได้ไปครอบครองเกาะใดเกาะหนึ่งแต่อย่างใด

    ประเด็นปัญหาดังกล่าว คงจะเถียงไม่จบเพราะต่างฝ่ายก็พยายามที่จะแย่งชิงกัน ผ่านมุมมองที่คิดว่าเหตุผลของตนเหนือกว่า ซึ่งดังกล่าวอาจสะท้อนลักษณะพฤติกรรมการเมืองของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในแง่ของเมื่อสู้แล้วก็ไม่ยอมใครเพื่อไม่อยากเสียหน้า ไม่อยากขอโทษใคร

    เอกพงศ์ มีสุข 524 10594 24

  18. ณัฐณิชา เชาวลิต says :

    แม้ว่ารัฐบาลฟิลิปปินส์จะมีชื่อเสียงในด้านดีเรื่องการเคารพสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองของประชาชน แต่การทำงานของสื่อมวลชนในฟิลิปปินส์ยังคงต้องเผชิญกับความรุนแรงเนื่องจากวัฒนธรรมไม่ต้องรับผิดในสังคมฟิลิปปินส์ ทำให้กลุ่มติดอาวุธหรือผู้มีอำนาจในระดับท้องถิ่นไม่ลังเลใจที่จะใช้วิธีรุนแรงกับสื่อมวลชน โดยเฉพาะการสังหารสื่อมวลชนพร้อมกันในคราวเดียวถึง 32 คนบนเกาะมินดาเนาในปี 2009 นอกจากนั้นความพยายามผลักดันกฎหมายเสรีภาพในข้อมูล (Freedom of Information Bill 2012) ให้ผ่านสภาผู้แทนราษฎรขององค์กรภาคประชาสังคมก็ดูจะไม่ประสบความสำเร็จเท่าใดนัก แม้ว่าตัวร่างกฎหมายจะผ่านวุฒิสภามาตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2012 ก็ตาม นอกจากนั้นกฎหมายอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ (Cybercrime law 2012) ที่เพิ่งผ่านสภานิติบัญญัติ ในเดือนกันยายน และมีผลบังคับใช้เมื่อต้นเดือนตุลาคม 2012 ก็ทำให้เกิดข้อถกเถียงในสังคมฟิลิปปินส์ว่ากฎหมายนี้ละเมิดเสรีภาพในการแสดงออกหรือไม่ โดยเฉพาะการกำหนดโทษสูงถึง 12 ปีสำหรับข้อหาหมิ่นประมาทผ่านระบบคอมพิวเตอร์ (จำกัดความ ‘หมิ่นประมาท’ โดยกฎหมายอาญาว่าการใส่ความเพื่อหมิ่นศักดิ์ศรีหรือความน่าเชื่อถือของผู้อื่น) โดยโทษอาญาหมิ่นประมาทนี้ หากกลุ่มสื่อมวลชนกลุ่มใดที่มีความพยายามออกมาเรียกร้องเพื่อแก้ไขกฎหมายฉบับนี้แล้ว จะได้รับข้อหารรวมถึงการคุกคามหลากชนิด กฎหมายอาญาหมิ่นประมาทนี้ถูกใช้โดยทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นการใช้โดยรัฐบาลการ หรือในส่วนของการปกครองท้องถิ่นเองก็ตาม ทำให้กฎหมายฉบับนี้กลายเป็นเครื่องมือที่สำคัญในสังคมประชาธิปไตยของฟิลิปปินส์ ผลของเหตุการณ์เช่นนี้ก็ทำให้นิตยสารรายสำคัญของฟิลิปปินส์ที่เปิดเผยข่าวอย่างตรงไปตรงมา อย่าง Newsbreak ต้องปิดตัวลงไป การคัดค้านฎหมายข้อนี้มีเสมอมา แม้ว่าจะไม่มีใครกล้าที่จะทำให้เป็นเรื่องใหญ่โต ล่าสุดศาลฎีกาฟิลิปปินส์ได้ออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวไม่ให้มีการบังคับใช้กฎหมายอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ หลังกลุ่มต่างๆ ส่งคำร้องไปยังศาลฎีกาถึง 15 รายว่ากฎหมายนี้ละเมิดเสรีภาพของประชาชนและขัดต่อรัฐธรรมนูญฟิลิปปินส์ แต่ก็เป็นเพียงแค่กรณีบางกรณีเท่านั้น ไม่รวมทุกชนิดของสื่อมวลชน

  19. น.ส. จิตอนงค์ สารภีเพ็ชร 5241003224 says :

    ฟิลิปปินส์
    ฟิลิปปินส์ได้รับวัฒนธรรมทางการเมืองจากตะวันตกมากที่สุดในภูมิภาคนี้จนเกิดการผสมระหว่างวัฒนธรรมพื้นเมือง วัฒนธรรมมุสลิม วัฒนธรรมสเปนและอเมริกัน และเป็นประเทศแรกในเอเชียในการประกาศสิทธิมนุษยชน แม้จะดูเหมือนว่าความเป็นประชาธิปไตยและการพัฒนาเศรษฐกิจจะดูมีเสถียรภาพและความมั่นคง จริงๆแล้วนั้นมีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสูงมากและมีขบวนการต่อต้านรัฐสูงมากอีกประเทศหนึ่ง
    ฝ่ายนิติบัญญัติของฟิลิปปินส์ร่วมกันผลักดันการป้องกันแทรกแซงทางการเมืองของทหาร โดยร่างกฎหมายสองฉบับเพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่ทหารได้รับแรงกดดันทางการเมือง มองว่าทหารเป็นองค์กรทางการเมืองต้องปฏิบัติตามกฎหมายไม่ว่าจะมีความเชื่อมโยงกับรัฐบาลหรือไม่ก็ตาม
    ในอดีตทหารมักมีความสัมพันธ์ทางการเมือง โดยเฉพาะยุคการเมืองแบบปิตาธิปไตยผลประโยชน์ตกอยู่ที่ผู้มีอำนาจ ระบบราชการอ่อนแอ เริ่มต้นในสมัยประธานาธิบดีมาร์กอส ใช้ระบบเผด็จการ เอื้อประโยชน์ต่อพวกพ้องจนทำให้เสถียรภาพทางเศรษฐกิจไม่มีประสิทธิภาพ วัฒนธรรมดังกล่าวเริ่มหยั่งรากใน AFP ในช่วงที่มีการประกาศกฎอัยการศึก (ค.ศ. 1972-1981) ภายใต้อดีตประธานาธิบดีเผด็จการอย่างเฟอร์ดินาน มาร์กอส เหตุการณความไม่สงบจากกลุ่มกองโจรคอมมิวนิสต์มีมากขึ้น ส่งผลให้ทหารเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น โดยต้องทำงานร่วมกับหน่วยงานการปกครองการท้องถิ่น เพราะฉะนั้นทหารของ AFP มีอิทธิพลอย่างมากในทุกระดับของสังคม
    หลังการล่มสลายระบบอำนาจนิยมของมาร์กอส จึงเริ่มเข้าสู่ยุคการพัฒนาทางการเมือง เกิดจากการแยกตัวของทหารฝ่ายปฏิรูป เกิดการประนีประนอมทางการเมืองระหว่างทหารปฏิรูปที่สนับสนุนชัยชนะของนางอาคีโน กับฝ่ายทหารที่สนับสนุนนายมาร์กอส ถึงกระนั้นการเมืองของฟิลิปปินส์เต็มไปด้วยระบบอุปถัมภ์ จำเป็นต้องพึ่งพิงและรับการสนับสนุนจากอิทธิพลท้องถิ่น ด้านมิติทางเศรษฐกิจสำคัญต่อฟิลิปปินส์ จากการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ไม่ทั่วถึงและการจัดสรรทรัพยากรของรัฐทำให้เกิดความยากจนเป็นจำนวนมาก ภายใต้ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมทำให้ปัญหามีความหลากหลายและซับซ้อนขึ้น กลไกอำนาจท้องถิ่นในฟิลิปปินส์จึงเกิดขึ้นโดยการสร้างสายสัมพันธ์กับรัฐบาลกลาง
    การจัดการความเหลื่อมล้ำในฟิลิปปินส์ ทหารถูกมองว่าไม่มีบทบาท และถูกผลักดันให้เกิดการปฏิรูปทหาร ขึ้น เพื่อป้องกันการแทรกแซงอำนาจทหารจึงร่างกฎหมายสองฉบับโดยฝ่ายการเมือง ในอดีตทหารถูกผูกโยงเข้าการเมืองจากการปราบปรามคอมมิวนิสต์ การทำภารกิจทำให้ต้องร่วมมือกับหน่วยงานท้องถิ่น ทำให้ทหารมีอิทธิพลในทุกระดับ
    ปัจจุบันทหารยังคงมีบทบาทเต็มที่ในการต่อสู้กับกลุ่มก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดนหลายกลุ่ม อาทิ อาบูซายาฟ ขบวนการอิสลามเพื่ออิสรภาพโมโร เป็นต้น สหรัฐฯยังคงให้ความช่วยเหลือทางทหารแก่ฟิลิปปินส์ต่อไป การแทรกแซงทหารของฟิลิปปินส์ยังคงดำรงอยู่ต่อไป ตราบใดที่ยังมีความขัดแย้งภายในจนนำมาสู่เสถียรภาพทางการเมืองเช่นนี้

  20. THYP P. BHAVABHUTANON NA MAHASARAKARM says :

    การเซ็นเซอร์และการแบนภาพยนตร์ในประเทศฟิลิปปินส์

    รัฐบาลฟิลิปปินส์จัดตั้งคณะกรรมการเซ็นเซอร์ภาพยนตร์ในปี 1912 ซึ่งดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งถูกแทนที่โดยคณะกรรมาธิการเซ็นเซอร์ภาพเคลื่อนไหวในปี 1929 ซึ่งปัจจุบันคือคณะกรรมาธิการการตรวจสอบและจัดหมวดหมู่ภาพยนตร์และโทรทัศน์ (MTRCB) โดยคณะกรรมาธิการดังกล่าวมาจากการแต่งตั้งของรัฐบาล ส่วนระบบการจัดเรทภาพยนตร์ก็เป็นเช่นเดียวกับระบบมาตราฐานทั่วไปที่ใช้ในประเทศสิงคโปร์ คือ G (General) – Suitable for all ages. Everyone is admitted. / PG (Parental Guidance) – Suitable for most but parents should guide their young. / PG13 (Parental Guidance Strongly Cautioned – Suitable for 13 And Above) / NC16 (No Children Under 16) – Nobody under age 16 is admitted. / M18 (Mature 18) – Nobody under age 18 is admitted. / R21 (Restricted 21) – Nobody under age 21 is admitted. /NAR (Not Allowed for all Ratings/Banned) คณะกรรมการ ในช่วงปี 1970 อดีตประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์มาร์กอสประกาศกฎอัยการศึกในท้ายที่สุดเพื่อปราบปรามเสรีภาพในการแสดงออกในฟิลิปปินส์ กระนั้นก็ยิ่งมีการท้าทายโดยการผลิตภาพยนตร์ยิ่งมีความรุนแรงและทางเพศท่ามกลางการเซ็นเซอร์ของรัฐบาล ผู้สร้างภาพยนตร์หลายคนแม้จะถูกตัดรอนด้านงบประมารการสร้างแต่พวกเขาก็ยังคงผลิตหนังที่มีเนื้อหาต่อต้านระบบเผด็จการของนายพลมากอส จนกระทั่งโรงภาพยนตร์หลายที่ถูกทำลายลงในปี1960 การต่อต้านมากอสผ่านภาพยนตร์อินดี้ได้เกิดขึ้นและเพิ่มมากขึ้นอีกเป็นเท่าตัว มากอสเปลี่ยนระบบการเมืองเสรีนิยมประชาธิปไตยมาเป็นรัฐบาลเผด็จการที่ใช้สื่อมวลชนในการเป็นกระบอกเสียงหรือเครื่องมือให้กับรัฐบาลของเขา โดยภาพยนตร์เป็นหนึ่งในองค์ประกอบสื่อที่สำคัญซึ่งรัฐบาลต้องการเข้ามาควบคุมเป็นอย่างมาก การควบคุมเนื้อหาภาพยนตร์โดยผู้สร้างต้องส่งเนื้อเรื่องทั้งหมดให้คณะกรรมการเซ็นเซอร์สำหรับภาพเคลื่อนไหว (BCMP) ตรวจสอบก่อนที่จะสร้างและยังมีการเก็บภาษีของหนังที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความเป็นอุดมการณ์ หรือการสร้างสังคมใหม่ รัฐบาลมากอสริดรอนเสรีภาพในการแสดงออกทางความคิดผ่านภาพยนตร์เป็นอย่างมาก แต่ในอีกแง่หนึ่งแม้จะมีการเซ็นเซอร์อย่างเคร่งครัด การแสวงหาผลประโยชน์ของภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับเพศและความรุนแรงบนหน้าจอยังคงยืนยันที่จะสร้างต่อแม้จะอยู่ภายใต้กฎอัยการศึกเนื่องจากหนังประเภทนี้ได้รับการบริโภคจากคนดูเป็นจำนวนมากยิ่งไปกว่านั้นคณะเซ็นเซอร์ยังอนุญาตให้ภาพยนตร์ที่มีฉากโป๊เปลือยสอดแทรกผ่านกองเซ็ฯเซอร์และสามารถออกอากาศได้ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากมีการคอรัปชั่นของกองเซ็นเซอร์ในการฮั๊วประโยชน์กับผู้สร้างภาพยนตร์ จึงเรียกได้ว่าภาพยนตร์ที่มีฉากเกี่ยวกับเพศและความรุนแรงเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้ให้ทั้งผู้ผลิตและกองเซ็นเซอร์ของรัฐบาล ในปัจจุบันแม้ว่ารัฐบาลฟิลิปปินส์จะมีชื่อเสียงในด้านดีเรื่องการเคารพสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองของประชาชน แต่การทำงานของสื่อมวลชนในฟิลิปปินส์ยังคงต้องเผชิญกับความรุนแรงเนื่องจากวัฒนธรรมไม่ต้องรับผิดในสังคมฟิลิปปินส์ ทำให้กลุ่มติดอาวุธหรือผู้มีอำนาจในระดับท้องถิ่นไม่ลังเลใจที่จะใช้วิธีรุนแรงกับสื่อมวลชน โดยเฉพาะการสังหารสื่อมวลชนพร้อมกันในคราวเดียวถึง 32 คนบนเกาะมินดาเนาในปี 2009 นอกจากนั้นความพยายามผลักดันกฎหมายเสรีภาพในข้อมูล (Freedom of Information Bill 2012) ให้ผ่านสภาผู้แทนราษฎรขององค์กรภาคประชาสังคมก็ดูจะไม่ประสบความสำเร็จเท่าใดนัก แม้ว่าตัวร่างกฎหมายจะผ่านวุฒิสภามาตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2012 ก็ตาม

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: