Government and Politics in Southeast Asia 2012: East Timor

17 responses to “Government and Politics in Southeast Asia 2012: East Timor”

  1. นุชประภา โมกข์ศาสตร์ says :

    ผู้ทรงอิทธิพลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศติมอร์ ตะวันออก

    นิโคเลา โดส เรส โลบาโต (Nicolau dos Reis Lobato)

    เป็นนักการเมืองและวีรบุรุษของติมอร์ ตะวันออก มีชีวิตอยู่ในช่วง 1946-1978 เขาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของอีส ติมอร์ในปี 1975 เป็นผู้นำของฟราติลิน เป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังการต่อสู้กับอาณานิคม
    ใน พ.ศ. 2521 นิโคเลา โดส เรส โลบาโต ผู้นำกลุ่มถูกฆ่าโดยทหารอินโดนีเซีย ต่อมาได้มีการตั้งกองทหารที่เป็นสาขาของกลุ่มต่อสู้แบบกองโจรเพื่อต่อต้านทหารอินโดนีเซีย ทีเรียกว่า แนวร่วมปฏิวัติเพื่อเอกราชติมอร์ตะวันออก (Revolutionary Front for an Independent East Timor) หรือ FRETILIN

    และด้วยเหตุนี้ นิโคเลา โดส เรส โลบาโต (Nicolau dos Reis Lobato) จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของประเทศติมอร์ตะวันออก ชื่อของเขาถูกนำไปตั้งเป็นชื่อสนามบินนานาชาติเพื่อเป็นเกียรติต่อการต่อสู้ปลดแอกอีส ติมอร์จากการเป็นเมืองขึ้นของโปรตุเกสและกลุ่มที่ได้จัดตั้งนั้นสามารถทำให้อีส ติมอร์ได้รับอิสรภาพจากอินโดนีเซียในเวลาต่อมา ชื่อของเขาจึงเป็นหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลที่ถูกจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ของประเทศ

    ดร. โฮเซ รามอส – ฮอร์ตา นายกรัฐมนตรีคนที่ 2 ของ East Timor

    เกิดวันที่ 26 ธันวาคม ค.ศ. 1949 ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีประเทศติมอร์ เลสเต ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2007 ถึง 20 พฤษภาคม 2012 เขาเป็นผู้จัดตั้งและอดีตสมาชิกของคณะปฏิวัติเพื่ออิสรภาพของ อีส ติมอร์ (the Revolutionary Front for an Independent East Timor) หรือ FRETILIN หลังติมอร์ เลสเต ได้รับอิสรภาพจากอินโดนีเซียเมื่อปี 2002 ดร. โฮเซ รามอส – ฮอร์ตา ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศคนแรก จนกระทั่งได้ลาออกจากตำแหน่งนี้ในปี 2006 หลังเกิดเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมือง และเมื่อปี 2008 ที่ผ่านมาเขารอดตายจากแผนลอบสังหารมาอย่างหวุดหวิด ปัจจุบัน ดร. โฮเซ รามอส – ฮอร์ตา เป็นตัวแทนแห่งสหประชาชาติและประธานสำนักงานเพื่อการสร้างสันติภาพแห่งสหประชาชาติใน Guinea-Bissau …..the United Nations’ special Representative and Head of the United Nations Integrated Peacebuilding Office in Guinea-Bissau (UNIOGBIS)

    เมื่อไม่นานมานี้ ดร. โฮเซ รามอส – ฮอร์ตา ได้ลงสมัครเลือกตั้งประธานาธิบดีต่ออีกหนึ่งสมัย ผลคะแนนเบื้องต้นของศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีของติมอร์ตะวันออกระบุว่า ประธานาธิบดีโฮเซ่ รามอส-ฮอร์ต้า ประสบความพ่ายแพ้ หมดสิทธิกลับมานั่งเก้าอี้ผู้นำอีกสมัย และอดเข้าไปแข่งขันในรอบสอง โดยผลการเลือกตั้งรอบแรกระบุว่า จะต้องมีการแข่งขันในรอบชิงดำระหว่างนายฟรานซิสโก”ลู โอโล” กูเตอร์เรส จากพรรคเฟรติลิน กับนายทาอูร์ มาตัน รูอัค อดีตหัวหน้ากองโจร ซึ่งเป็นฝ่ายค้านทั้งคู่ เนื่องจากทั้งสองทำคะแนนได้สูงสุดเป็นอันดับ 1 และ 2 แต่ไม่มีใครทำคะแนนชนะคู่แข่งได้อย่างเด็ดขาด ส่วนประธานาธิบดีรามอส-ฮอร์ต้า ตามมาเป็นอันดับ 3 ขณะที่ การนับผลคะแนนผ่านพ้นไปแล้วกว่าร้อยละ70

    นอกจากนี้ ดร. โฮเซ รามอส-ฮอร์ตา (Dr. Jose Ramos-Horta) ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์-เลสเต (President of the Democratic Republic of Timor-Leste) เข้าเยี่ยมคารวะและหารือกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในโอกาสเดินทางเยือนไทยระหว่างวันที่ 28-30 เมษายน 2553 ณ ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล 28เมษายน 2553

    http://www.thejakartapost.com/news/2009/09/08/nicolau-lobato-another-timor-leste-specter.html
    http://en.wikipedia.org/wiki/Jose_Ramos-Horta
    http://timor-leste.gov.tl/?p=3&lang=en

  2. Akesyan says :

    นายเอกลักษณ์ ไชยภูมี

    524 10600 24

    นิสิตปริญญาตรี ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    การเมืองของชนชั้นนำแบบเครือญาติในติมอร์ตะวันออก

    แม้ติมอร์เลสเต หรือ ติมอร์ตะวันออก (TL) จะเป็นประเทศใหม่ที่เพิ่งถือกำเนิดมาได้เพียงสิบกว่าปีเท่านั้น แต่การเมืองของติมอร์ตะวันออกก็หาได้ปราศจากมิติของการเมืองแบบเครือญาติ หรือ nepotism ที่ปรากฏให้เห็นอยู่ทั่วไปในภูมิภาคแต่อย่างใด เพราะหลังจากที่ TL ได้ประกาศเอกราชแล้วก็มีเงินทุนมากมายจากต่างประเทศ อาทิ ออสเตรีเลียที่หวังจะช่วยเข้ามาโอบอุ้ม TL ด้วยการสนับสนุนทางการเงินเพื่อขจัดปัญหาการคอร์รัปชั่นเพื่อสร้างประชาธิปไตยให้หยั่งรากลงไปใน TL ให้จงได้ ทว่าผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการสนับสนุนเงินทุนจากต่างประเทศที่มีต่อ TL กลับส่งผลในทางตรงกันข้าม หากพิจารณาจากสถิติของ MCC (Millenium Challenge Corporation) จะพบว่าติมอร์เป็นประเทศที่มีอันดับของการคอร์รัปชันที่อยู่ในเขตสีแดง (มีการคอร์รัปชันในระดับที่จัดว่าสูง)

    ล่าสุดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของ TL ไล่โยกย้ายข้าราชของกระทรวงไปยังตำแหน่งอื่นเพื่อเปิดทางให้แก่ญาติของเขาได้เข้ามาทำหน้าที่แทน ตลอดจนภาพลักษณ์ของตำรวจ TL ที่เป็นที่รู้กันทั่วไปว่า การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจนั้นยืนอยู่บนระบบเครือญาติ และบบอุปถัมภ์ ซึ่งหลายต่อหลายครั้งก็มีการก้าวก่ายเข้าไปถึงการแต่งตั้งตุลาการ ดังเช่นในปี ค.ศ. 2009 รองอัยการ นาย Ivo Jorge Valente ได้ลาออกจากตำแหน่งเพื่อเป็นการประท้วงรัฐบาล หลังจากที่มีการแต่งตั้งนาย Paulo dos Remedios ซึ่งมีความสัมพันธ์กับฝ่ายการเมืองเข้ามาเป็นรองอัยการ นอกจากนี้อดีตประธานาธิบดีของติมอร์คือ นาย José Ramos Horta ได้แต่งตั้งอดีตภรรยาเข้ามาทำงานในสำนักงานอัยการสูงสุดพร้อม ๆ กับแต่งตั้งให้ที่ปรึกษาทางกฎหมายเข้ามาดำรงตำแหน่งอัยการของ TL อีกด้วย ซึ่งทำให้ชาวติมอร์ต่างวิพากษ์วิจารณ์การกระทำดังกล่าวว่าเป็นการกระทำที่ขัดกับหลักการแบ่งแยกอำนาจ (separation of powers) เพราะฝ่ายบริหารได้ก้าวล่วงเข้ามามีบทบาทก้าวก่ายฝ่ายตุลาการอย่างมีนัยยะสำคัญของการใช้อำนาจ

    ในขณะที่นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของ TL นาย Xanana Gusmão ก็ได้รับแรงกดดันจากประชาชนให้ลาออกจากตำแหน่งหลังจากที่เขาได้เซ็นสัญญาที่มีมูลค่าหลายล้านดอลลาร์สหรัฐฯกับบริษัทที่มีลูกสาวของเขาเป็นผู้ถือหุ้น ตลอดจนสนับสนุนเงินให้แก่ธุรกิจส่งออกข้าวมูลค่าหลายสิบล้านดอลลาร์สหรัฐฯแก่บริษัทที่ลูกสะไภ้ของนาย Xanana Gusmão เป็นผู้ถือหุ้นด้วยเช่นกัน การกระทำดังกล่าวได้ทำให้ฝ่ายค้านได้นำมาเป็นประเด็นในการโจมตีรัฐบาลอย่างหนัก ตลอดจนกล่าวหาว่าเป็นการสมรู้ร่วมคิดกันในเครือญาติเพื่อทำการฉ้อราษฎร์บังหลวงประเทศชาติที่ซึ่งประชากรส่วนใหญ่ของประเทศมีรายได้ต่ำกว่าวันละห้าสิบห้าเซนต์ ซึ่งปัญหาดังกล่าวีน้ได้นำไปสู่ความแตกแยกในคณะรัฐมนตรี และสั่นคลอนความมั่นคงรัฐบาลของนาย Xanana Gusmão เป็นอย่างมาก

    เช่นเดียวกันกับประเทศอินโดนีเซียที่ประสบกับปัญหาที่เรียกว่า “KKN” หรือที่เป็นที่รู้จักกันในฐานะของลักษณะอันไม่พึงประสงค์สามประการ อันประกอบด้วย Korupsi, Kolusi dan Nepotisme ที่แปลเป็นภาษาอังกฤษว่า corruption, collusion and nepotism ประเทศ TL ซึ่งตกอยู่ภายใต้การปกครองของอินโดนีเซียมาหลายปีนบว่าได้รับมรดกของวัฒนธรรมทางการเมืองดังกล่าวที่เกิดขึ้นในอินโดนีเซียมาไม่มากก็น้อย ดังแสดงให้เห็นจากการที่คณะกรรมาธิการต่อต้านคอร์รัปชันของ TL ที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นได้มีการออกแถลงการณ์เกี่ยวกับการประกาศสงครามกับคอร์รัปชัน โดยมีเนื้อหาหลายส่วนที่อ้างอิงปัญหาที่เกี่ยวกับ KKN ซึ่งชาว TL มองว่าเป็นปัญหาทางการเมืองของพวกเขาด้วยเช่นกัน

  3. THIPAKORN BUASOONTORN says :

    บัตรประชาชน ติมอร์ตะวันออก

    บัตรประชาชนของติมอร์ตะวันออกพึ่งจะมีไม่นานมานี้โดยที่ได้ทำการจัดซื้อจัดจ้างบริษัทออกแบบและทำบัตรประชาชนในประเทศอินโดนีเซียเข้ามาดูแล โดยรูปแบบของบัตรและสิทธิประโยชน์ของบัตรให้มีเพิ่มมากขึ้น ซึ่งในสมัยติมอร์ได้รับเอกราชใหม่ ๆ ยังไม่มีการระบุหรือการทำบัตรประชาชนทำให้การทำงานในระบบภาครัฐมีปัญหาในการทุจริตและการสวมสิทธิเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเป็นการใช้การระบุตัวบุคคลด้วยการดูจากบันทึกลายเซ็นเพียงอย่างเดียวเท่านั้น โดยที่รัฐบาลของติมอร์ประกาศเป็นวาระเร่งด่วนในปี 2010 ที่จะต้องมีการแก้ไขฐานข้อมูลประชากรและพนักงานของรัฐใหม่ทั้งหมด โดยที่คณะกรรมการข้าราชการสาธารณะของทางติมอร์ตะวันออกจะทำการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับข้อมูลพื้นฐานเพื่อที่จะใช้ในการบริการประชาชนทั้งประเทศ โดยจุดนี้ทางรัฐติมอร์ตะวันออกมีวัตถุประสงค์เพื่อง่ายขึ้นสำหรับระบบที่จะกำหนดเงินบำนาญและเงินอุดหนุนที่จะเป็นบริการที่จะจัดให้กับประชาชนและข้าราชการของระเทศ และอำนวยความสะดวกในการเข้าทำงานในสถานที่ราชการ สถานที่ของรัฐ เพื่อทำให้การระบุตัวนั้นเป็นไปอย่างถูกต้องและตรวจสอบง่าย

    ปัจจุบันมีบัตรประจำตัว ที่จะต้องได้รับการตรวจสอบให้ถูกต้องและข้อมูลที่อัพเดท และมีการตรวจสอบบัตรเพื่อติดตามข้อมูลการเลือกตั้ง และการบริการสาธารณระแก่ประชาชนทุก ๆ 5 ปี ว่ามีการปฏิบัติงานที่ผ่านมาอย่างไรบ้าง และได้รับสิทธิอะไรบ้างในรอบ 5 ปี
    ด้วยบัตรประชาชนนี้ยังจะต้องไปขอทำการลงทะเบียนสำหรับใช้เป็นข้อมูลทางอาชญากรรมของตำรวจด้วย ทั้งนี้จะต้องใช้บัตรประชาชน (สำหรับประชาชนในประเทศ) หรือพาสปอร์ต (สำหรับชาวต่างชาติ) ในการขอหลักฐานและการรับรองการพำนักถาวรในประเทศติมอร์ตะวันออกกับทางตำรวจ โดนข้อมูลนี้จะใช้เป็นเครื่องรับรองในการพำนักร่วมกับกระทรวงยุติธรรมเพื่อใช้ในการติดต่อเรื่องคดีความ และกระทรวงการต่างประทศเพื่อใช้ในการติดต่อนายจ้างที่อยู่ข้ามชาติ หรือติดต่อสถานกงสุลของบุคคลนั้นอย่างรวดเร็วเมื่อเกิดเหตุการณ์บางอย่างภายในประเทศ

    ทั้งนี้ยังมีประเด็นเรื่องการระบุสถานะ New Citizens ให้กับชาวติมอร์ตะวันออกที่อพยพไปในช่วงเหตุการณ์ไม่สงบในบ้านเมืองไปอยู่ประเทศอินโดนีเซีย แล้วกลับมาพำนักอยู่ที่ติมอร์ตะวันออก และสถานะดังกล่าวทำให้ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์เท่ากับ Temporary Citizens อย่างที่คนเหล่านี้ควรจะได้รับ ซึ่งเรื่องนี้เองการแก้ปัญหาของทางภาครัฐดูเหมือนจะยังไม่ให้ความใส่ใจกับขอเรียกร้องเหล่านี้ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความเสี่ยงทำให้เกิดความรุนแรงในสังคมที่เกิดจากการเลือกปฏิบัติ ซึ่งเรื่องนี้ทาง NGOs หลายกลุ่มกำลังหาทางในการช่วยเหลือคนกลุ่มนี้ และแก้ปัญหาอยู่ ทั้งในเรื่องการพักในอสังหาริมทรัพย์ หรือการได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลที่คนเหล่านี้สมควรจะได้รับ

    แหล่งอ้างอิง
    http://timor-leste.gov.tl/?p=3704&n=1&lang=en
    http://easttimorlegal.blogspot.com/2009/02/indonesian-company-wins-east-timor-id.html

    ทิพากร บัวสุนทร 53410222 24

  4. สุวิจักขณ์ คีรีพัฒนานนท์ says :

    ธงและเพลงชาติประเทศติมอร์-เลสเต

    ธงชาติของสาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์-เลสเต ประกาศใช้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2545 โดยรัฐบาลติมอร์ตะวันออก เมื่อสาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์-เลสเตได้รับเอกราชจากอินโดนีเซีย ลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีแดง ทางซ้ายมือเป็นรูปสามเหลี่ยมสีเหลือง ทับด้วยรูปสามเหลี่ยมสีดำ ภายในรูปสามเหลี่ยมสีดำมีรูปดาว 5 แฉกเวียนไปทางซ้าย

    ในส่วนของนัยความหมายที่สอดแทรกผ่านสัญลักษณ์และสีต่าง ๆ บนธงชาติของประเทศนี้นั้นอาจกล่าวได้เลยว่าเป็นเรื่องที่สะท้อนจากประวัติศาสตร์การสร้างชาติอย่างชัดเจนเริ่มต้นด้วยนัยความหมายของรูปสามเหลี่ยมสีดำ หมายถึง ความมืดมนในสมัยที่ตกเป็นอาณานิคม ปลายลูกศรสีทอง หมายถึง รอยแผลจากการถูกครอบครอง สีแดง หมายถึง การหลั่งเลือดเพื่อให้ได้มาซึ่งเอกราช ดาวสีขาวเป็นสัญลักษณ์ของสันติภาพ ซึ่งจากนัยความหมายในแต่ละส่วนที่กล่าวมานั้นจะเห็นได้ว่าเป็นนัยความหมายที่สะท้อนประวัติศาสตร์ประเทศและสามารถปลูกฝังความรู้สึกและการสำนึกในความยากลำบากในการสร้างชาติขึ้นมาต่อชาวติมอร์ได้เป็นอย่างดี ซึ่งประวัติในการสร้างชาติของติมอร์นั้นนับว่าเป็นเรื่องยากลำบากและเลวร้ายมากเนื่องด้วยติมอร์นั้นตกอยู่ในมือของประเทศอื่น ๆ มากว่า 400 ปี และในช่วงปี ค.ศ.1975 จนกระทั่งได้รับเอกราชนั้นชาวติมอร์ได้สูญเสียชีวิตไปกว่า 200,000 คน ซึ่งนับว่าเป็นจำนวน 1 ใน 3 ของประเทศติมอร์ ซึ่งด้วยปัจจัยต่าง ๆ ที่กล่าวมานี้ทำให้ลักษณะของธงชาติของติมอร์จึงออกมาในลักษณะของการสะท้อนภาพการต่อสู้และการสร้างชาติในอดีต

    เพลงชาติ

    Fatherland, fatherland, East Timor our Nation
    Glory to the people and to the heroes of our liberation
    Fatherland, fatherland, East Timor our Nation
    Glory to the people and to the heroes of our liberation
    We vanquish colonialism, we cry:
    Down with imperialism!
    Free land, free people,
    No, no to exploitation.
    Let us go forward, united, firm and determined
    In the struggle against imperialism,
    The enemy of people, until final victory,
    Onward to revolution.

    เพลงชาติของสาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์-เลสเตนี้มีชื่อว่า Patria ซึ่งมีชื่อเป็นภาษาโปรตุเกส หรือที่มีความหมายว่า Fatherland หรือ ปิตุภูมิ โดยเพลงชาติเพลงนี้ได้ถูกนำมาใช้ร้องเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2518 ซึ่งเป็นช่วงที่ติมอร์ได้ประกาศตนเป็นเอกราชจากโปรตุเกสแต่ยังมิถูกอินโดนีเซียเข้ายึดครองในวันที่ 7 ธันวาคม ปีเดียวกัน จนเมื่อติมอร์ประกาศเอกราชจากอินโดนีเซียในวันที่ 20 พฤษภาคม 2545 เพลงนี้จึงได้นำกลับมาร้องอีกครั้งและถูกใช้เป็นเพลงชาติอย่างเป็นทางการ ในส่วนของเพลงชาติติมอร์นั้นยังไม่มีเนื้อร้องหรือคำร้องที่เป็นภาษา Tetum ซึ่งเป็นภาษาพื้นเมืองของชาวติมอร์ มีแต่เพียงคำร้องที่เป็นภาษาโปรตุเกสเนื่องด้วยผู้แต่ทำนองและผู้ประพันธ์คำร้องเป็นชาวโปรตุเกส

    ในส่วนของท่วงทำนองและดนตรีนั้นจากที่กล่าวไปแล้วว่าไม่มีเนื้อเพลงที่เป็นภาษาพื้นเมืองมีแต่ภาษาโปรตุเกสในส่วนของท่วงทำนองดนตรีประกอบจึงเป็นไปในลักษณะของตะวันตกฟังแล้วเหมือนดนตรีเพลงชาติของทางชาติฝังตะวันตกอาจเนื่องด้วยผู้ประพันธ์เป็นชาวโปรตุเกสจึงเป็นเช่นนี้

    ในส่วนของเนื้อหาเพลงนั้นมีนัยความหมายในลักษณะของเรื่องการต่อสู้กับผู้ที่เข้ามายึดครองประเทศเพื่อให้ได้เอกราชมาและในบางส่วนมีการพูดถึงการปฏิวัติหรือปฏิรูปประเทศและที่สำคัญมีการกล่าวสรรเสริญวีรบุรุษที่ต่อสู้เพื่อชาติ ซึ่งจากทั้งหมดทั้งมวลนี้เป็นการใช้เพลงชาติในการสะท้อนประวัติศาสตร์การสร้างชาติเช่นเดียวกันกับที่สะท้อนออกมาในธงชาติและปลูกฝังความรักชาติและความสำนึกในความเป็นชาติและรักชาติ

    ในส่วนของทั้งเพลงชาติและธงชาตินั้นนับว่าในเรื่องของนัยความหมายนั้นเป็นไปในลักษณะความสัมพันธ์ที่เป็นไปด้วยกัน มีลักษณะการสะท้อนนัยความหมายในเรื่องและลักษณะเดียวกัน เพราะฉะนั้นการปลูกฝังเรื่องราวต่าง ๆ จึงอาจจะสามารถทำได้ดีกว่าในบางประเทศที่ธงและเพลงชาติมีการให้นัยความหมายและความสอดคล้องที่ไม่ค่อยมีความสัมพันธ์เท่าไรนัก

    อ้างอิง

    http://th.wikipedia.org/wiki/ธงชาติติมอร์ตะวันออก

    http://www.9ddn.com/home/index.php?option=com_content&view=article&id=15:-timorleste&catid=5:2011-03-05-07-01-41&Itemid=1

    http://www.iseehistory.com/index.php?lay=boardshow&ac=webboard_show&WBntype=5&No=1317764

    นาย สุวิจักขณ์ คีรีพัฒนานนท์ 534 10623 24

  5. จิตตราพร เลิศศิริ says :

    ประเทศ ติมอร์ตะวันออก (East Timor)

    1.ประวัติศาสตร์การก่อร่างสร้างชาติกับอิทธิพลของประเทศมหาอำนาจ

    เส้นทางก่อนที่ติมอร์จะได้เอกราชนั้น อาจกล่าวได้ว่ายากลำบากกว่าประเทศอื่นๆในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายเท่า กล่าวคือติมอร์ฯต้องผ่านระบบอาณานิคมของโปรตุเกสที่ปกครองยาวนานกว่า 400 ปี ตามด้วยการตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของประเทศญี่ปุ่นอีก 3 ปี ปิดท้ายด้วยการยึดครองของอินโดนีเซียอีกกว่า 24 ปี สิ่งที่ทำให้การสร้างชาติของคนติมอร์ฯโดดเด่นกว่าคนชาติอื่นๆในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือ การดึงเอาคริสต์ศาสนา นิกายโรมันคาทอลิกมาเป็นส่วนหนึ่งของพลังในการสร้างชาติติมอร์ หรือถ้าอิงตามทฤษฎีของเบน แอนเดอร์สันนั่นก็คือการสร้างชุมชนจินตกรรมขึ้นมาโดยใช้รากฐานจากศาสนา อิงจากสถิติอย่างเป็นทางการว่า ก่อนการบุกเข้ายึดครองของอินโดนีเซียนั้นมีคนติมอร์ที่นับถือศาสนาคริสต์เพียงร้อยละ 17 นั่นคือช่วงเวลายาวนานที่โปรตุเกสปกครองกว่า 400 ปีนั้น คนติมอร์ที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ก็ต่างคนต่างอยู่ ไม่ได้มีจิตสำนึกร่วมกันของความเป็นแต่อย่างใด แต่ภายหลังจากการเข้ายึดครองของอินโดนีเซียเพียง 24 ปี ได้ทำให้ชาวติมอร์กว่าร้อยละ 90 นับถือศาสนาคริสต์ จึงอาจกล่าวได้ว่าศาสนาคริสต์เองได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ความเป็นชาติของคนติมอร์

    1.1 ติมอร์ตะวันออกภายใต้ระบบอาณานิคมของโปรตุเกส

    ในอดีตนั้น เกาะติมอร์เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการค้าในภูมิภาคที่มีศูนย์กลางทางการเมืองที่ฝั่งตะวันออกของเกาะชวาและเกาะเซเลเบส (สุลาเวสี) โดยเป็นจุดเชื่อมโยงการค้าระหว่างจีนกับอินเดียเข้าด้วยกัน สิ่งที่ทำให้ติมอร์มีบทบาทสำคัญในเครือข่ายการค้าคือการที่ติมอร์มีไม้จันทน์ ซึ่งเป็นไม้หอมที่ราคาแพงซึ่งติมอร์มีไม้จันทน์อยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ มีหลักฐานปรากฏว่าช่วงศตวรรษที่ 17 และ 18 มีความพยายามของโปรตุเกสที่จะรวบอำนาจและครอบงำชาวติมอร์ โปรตุเกสพยายามรุกรานติมอร์อย่างหนักเพื่อจุดประสงค์ในการควบคุมการค้าภายในเกาะติมอร์จนประสบความสำเร็จในที่สุด อย่างไรก็ตามก็เกิดการแย่งชิงพื้นที่บริเวณเกาะติมอร์ระหว่างชาวดัตช์กับชาวโปรตุเกส เกิดการต่อสู้ที่รุนแรงขึ้นโดยการต่อสู้ในครั้งนั้นเป็นที่รับรู้กันในชื่อของสมรภูมิเปนฟูอี (Battle of Penfui) ผลของสมรภูมินี้ได้ทำให้ติมอร์ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนคือ ดัชต์ครอบครองติมอร์ในแถบดินแดนฝั่งตะวันตกและโปรตุเกสครอบครองติมอร์ในดินแดนฝั่งตะวันออก

    การเข้ามามาของโปรตุเกสได้ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างทางสังคมของติมอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสืบทอดอำนาจในสังคมติมอร์ ความพยายามของโปรตุเกสในการพยายามทำลายระบบการปกครองเดิมอาจสามารถพิจารณาได้จากนโยบายที่คณะกรรมาธิการหลวงแห่งโปรตุเกสมีต่อติมอร์นั่นคือ การทำลายระบบแลกเปลี่ยนระหว่างเครือญาติในท้องถิ่นและการสร้างรากฐานสำหรับเศรษฐกิจที่เป็นระบบระเบียบเพื่อผลประโยชน์ที่จะได้จากประเทศอาณานิคม ผลจากนโยบายของโปรตุเกสทำให้เกิดการผสมผสานของการเมือง 2 ระบบอันได้แก่ การเมืองแบบอาณานิคมและแบบท้องถิ่น อย่างไรก็ตามจากทั้งสองระบบนี้ไม่ได้ลงรอยกันมากเท่าไรนัก

    1.2 ติมอร์ตะวันออกภายใต้การรุกรานและการยึดครองของประเทศญี่ปุ่น

    จากสภาวะภายในประเทศโปรตุเกสเองที่ประสบกับปัญหาเศรษฐกิจซบเซาจากความตกต่ำทางเศรษฐกิจโลกและผลพวงจากภาวะสงคราม ทำให้โปรตุเกสไม่ได้ให้ความช่วยเหลือแก่ติมอร์มากเท่าไรนัก ทำให้เมื่อสงครามแปซิฟิกเกิดขึ้น ญี่ปุ่นซึ่งทราบว่าฝ่ายสัมพันธมิตรต้องการใช้ติมอร์เป็นฐานในการปกป้องประเทศออสเตรเลีย ทำให้ญี่ปุ่นตัดสินใจจู่โจมและบุกเข้ากรุงดิลี ญี่ปุ่นปกครองติมอร์กว่า 3 ปีและสังหารชาวติมอร์ไปกว่า 3000 คน จนกระทั่งญี่ปุ่นพ่ายแพ้สงครามยกทัพกลับออกไปจากติมอร์ฯ อย่างไรก็ตามสิ่งที่ญี่ปุ่นได้ทิ้งไว้ให้กับชาวติมอร์ฯคือ การปลุกกระแสความเป็นชาตินิยมให้กลับมาอีกครั้งหนึ่ง

    1.3 ติมอร์ฯภายใต้การปกครองของอินโดนีเซีย

    ติมอร์ตะวันออกกลับมาเป็นของโปรตุเกสอีกครั้งภายหลังจากที่ญี่ปุ่นถอนทัพกลับไป แต่จากสถานการณ์ภายในประเทศโปรตุเกสเองที่เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองอย่างกะทันหัน นั่นคือการปฎิวัติดอกคาร์เนชั่นที่เปลี่ยนจากระบอบทหารนิยมไปสู่ระบอบประชาธิปไตย ทำให้ระบบจักรวรรดิโปรตุเกสล่มสลายลงในปี 1974 การเปลี่ยนแปลงภายในโปรตุเกสในครั้งนี้ได้ส่งผลต่อติมอร์ฯคือ ทำให้ติมอร์ได้เอกราชในปี 1975 อย่างไรก็ตาม การให้เอกราชแก่ติมอร์ในครั้งนี้เป็นการให้เอกราชแบบที่ไม่ได้มีการเตรียมการไว้ล่วงหน้า ทำให้ไม่มีแผนรองรับสิ่งนี้ทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งขึ้นภายในหมู่ผู้นำของติมอร์ฯ กล่าวคือในกลุ่มผู้นำแล้วได้แยกออกเป็นสองแนวทางระหว่างแนวทางประชาธิปไตย ภายใต้ชื่อพรรคสหภาพประชาธิปไตยติมอร์ (Timorese Democratic Union Party:UDT) และแนวทางคอมมิวนิสต์ ภายใต้ชื่อ พรรคแนวร่วมปฏิวัติเพื่อเอกราชติมอร์ตะวันออก (Revolutionary Front for an Independent East Timor: FRETILIN) ต่อมาในวันที่ 11 สิงหาคม 1975 พรรค UDP ได้ทำการรัฐประหารในกรุงดิลียึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลโปรตุเกส พรรคเฟรติลินจึงใช้กำลังต่อต้านการทำรัฐประหารและเกิดเป็นสงครามการเมือง ซึ่งในที่สุดพรรค UDP พ่ายแพ้หลบหนีเข้าไปลี้ภัยอยู่ในดินแดนติมอร์ตะวันตกของอินโดนีเซีย ต่อมาในปลายเดือนกันยายน 1975 รัฐบาลอินโดนีเซียเริ่มส่งกำลังทหารเข้ามาในดินแดนติมอร์ตะวันออก โดยอ้างเหตุผลว่าเพื่อเป็นการต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ การกระทำของอินโดนีเซียจึงได้รับการสนับสนุนจากชาติตะวันตกที่ในขณะนั้นกำลังตกอยู่ภายใต้กรอบความคิดของลัทธิโดมิโน่และต้องการสกัดกั้นอิทธิพลของระบอบคอมมิวนิสต์

    อินโดนีเซียได้ถือโอกาสผนวกเอาติมอร์ฯเป็นจังหวัดหนึ่งของตน แต่ถูกคัดค้านจากชาวติมอร์ตะวันออกที่มีกระแสชาตินิยมอย่างแรงกล้า ทำให้รัฐบาลอินโดนีเซียตัดสินใจใช้ความรุนแรงเข้าปราบปรามประชาชนชาวติมอร์ฯ จนมีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ทางการประมาณว่ามีชาวติมอร์ตะวันออกเสียชีวิตจากการปราบปรามของกองทัพอินโดนีเซีย และจากความอดอยากในระหว่างช่วง 24 ปีที่อินโดนีเซียยึดครองดินแดนติมอร์ตะวันออกประมาณ 100,000 – 250,000 คน อย่างไรก็ตามรัฐบาลอินโดนีเซียก็พยายามซื้อใจชาวติมอร์ฯด้วยการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคต่างๆ รวมถึงการให้ความช่วยเหลือทางด้านเศรษฐกิจแต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ จนกระทั่งเกิดกรณีอื้อฉาวในการสังหารหมู่ ทำให้กรณีของติมอร์ฯได้รับความสนใจจากนานาชาติ บีบให้ในที่สุดแล้วอินโดนีเซียจำต้องให้เอกราชแก่ติมอร์ฯ เมื่อรัฐบาลอินโดนีเซียยินยอมให้ชาวติมอร์ฯ ลงประชามติเพื่อแยกตัวเป็นเอกราชจากอินโดนีเซีย ในวันที่ 30 สิงหาคม 2542 ประชาชนชาวติมอร์ฯกว่าร้อยละ 80 ออกเสียงสนับสนุนการแยกตัวเป็นเอกราช จึงก่อให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงในติมอร์ตะวันออกโดยกลุ่มกองกำลัง militia ที่นิยมอินโดนีเซีย สหประชาชาติได้ตัดสินใจจัดตั้งกองกำลังนานาชาติ (International Force in East Timor; INTERFET) ที่นำโดยออสเตรเลียเข้าไปรักษาสันติภาพในติมอร์ตะวันออก ก่อนที่จะสามารถประกาศเอกราชในวันที่ 20 พฤษภาคม 2545

    จากเส้นทางการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งเอกราชของติมอร์ฯนี้ อาจอธิบายภายใต้กรอบของทฤษฎีสัจนิยมแบบใหม่ได้คือ การที่โปรตุเกสพยายามปกครองติมอร์ฯเป็นไปเพื่อการรักษาผลประโยชน์สูงสุดของประเทศตนเอง นั่นคือการขยายฐานการตลาด การหาวัตถุดิบ รวมถึงความต้องการแสดงความยิ่งใหญ่ภายใต้บริบทของลัทธิการล่าอาณานิคม การที่โปรตุเกสเข้าปกครองติมอร์ฯนี้จึงจำเป็นที่จะต้องมีการปรับเปลี่ยนระบอบการปกครอง ตลอดจนบริบททางสังคมของชาวติมอร์ฯเพื่อให้เอื้อต่อการตักตวงผลประโยชน์ แต่อย่างไรก็ตามโปรตุเกสก็ไม่ได้ปกครองชาวติมอร์ฯด้วยความรุนแรง ทำให้การเกิดกระแสต่อต้านยังไม่มากพอที่จะกระตุ้นให้ชาวติมอร์เกิดการรวมตัวกันจนกลายเป็นพลังที่เข้มแข็งได้ดังเช่นในกรณีของอินโดนีเซีย ที่ปกครองติมอร์ด้วยความรุนแรงทำให้เกิดการลุกฮือขึ้นของชาวติมอร์เพื่อต่อต้านอินโดนีเซีย ในกรณีของอินโดนีเซียนั้นอาจมองได้ว่าอินโดนีเซียต้องการผนวกเอาติมอร์เป็นส่วนหนึ่งของประเทศทั้งนี้นอกจากผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจแล้ว ยังเป็นเรื่องของภาพลักษณ์ ความภูมิใจและอิทธิพลของประเทศ การที่มีพื้นที่และประชากรมากขึ้นจะช่วยเพิ่มบทบาทของอินโดนีเซียในเวทีการเมืองระดับประเทศ สิ่งที่อินโดนีเซียใช้ในการขยายอิทธิพลของตนในติมอร์คือบทบาททางการทหารหรือ Hard power ซึ่งทำให้การยึดครองของอินโดนีเซียขาดความชอบธรรม จากบริบททางสังคมโลกในปัจจุบันที่อำนาจทางการทหารไม่ได้รับความยอมรับอีกต่อไป

    2.บทบาทของมหาอำนาจภายหลังการได้เอกราชของติมอร์ตะวันออก

    ปกติแล้วประเทศมหาอำนาจที่มีอิทธิพลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เรามักจะเห็นชื่อของจีนเข้ามาเอี่ยวด้วยอยู่เสมอ แต่ในกรณีของติมอร์ตะวันออกกลับไม่พบบทบาทของจีน แต่มีตัวละครใหม่ที่ก้าวมามีบทบาทแทนจีน นั่นก็คือประเทศออสเตรเลีย ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของออสเตรเลียอยู่ติดกับติมอร์ รวมทั้งการมีผลประโยชน์ร่วมกันบริเวณ Timor gap ที่อุดมสมบูรณ์เต็มไปด้วยน้ำมันและแก๊สธรรมชาติ

    บทบาทของออสเตรเลียที่โดดเด่นในติมอร์ฯ อาจสรุปได้เป็นประเด็นหลักๆดังนี้
    1.Oil disputes เป็นเรื่องของผลประโยชน์ทางน้ำมันและแก๊สธรรมชาติ การอนุมัติสัมปทานให้ออสเตรเลียขุดเจาะน้ำมันและปิโตรเลียม โดยติมอร์และออสเตรเลียได้ลงนามในสนธิสัญญาร่วมกันถึงสามฉบับได้แก่ Treaty on Certain Maritime Arrangement in the Timor sea, Timor Sea Treaty และ International Unitization Agreement for Greater Sunrise
    2. Military Engagement ออสเตรเลียเป็นกำลังสำคัญในการส่งทหารเข้าไปช่วยดูแลความสงบเรียบร้อยในติมอร์
    3.การให้เงินช่วยเหลือทางเศรษฐกิจแก่ติมอร์ตะวันออก เป็นเงินกว่า 140 ล้านเหรียญสหรัฐ

    เราอาจพิจารณาบทบาทของออสเตรเลียในการเข้ามามีอิทธิพลต่อติมอร์ภายใต้มุมมองแบบสัจนิยมได้คือ การที่ออสเตรเลียพยายามให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจซึ่งจัดได้ว่าเป็นการพยายามใช้ Soft-power ในรูปแบบหนึ่ง รวมถึงการใช้อำนาจทางการทหารแต่เป็นไปในบริบทที่ได้รับความชอบธรรมจากนานาชาติ ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ติมอร์ฯเลี่ยงไม่ได้ที่จะได้รับอิทธิพลจากออสเตรเลีย ทั้งนี้อาจเห็นได้จากผลประโยชน์ที่ออสเตรเลียจะได้รับจากติมอร์ในรูปของน้ำมันและแก๊สธรรมชาติ รวมถึงการลงทุนร่วมในการขุดเจาะน้ำมันในอนาคต นอกจากจะได้ผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจแล้ว สิ่งที่ออสเตรเลียจะได้รับจากการส่งทหารเข้าไปปฏิบัติการในฐานะ UN Peacekeeping นี้ ยังทำให้เกียรติภูมิของออสเตรเลียในเวทีระดับโลกมีสูงขึ้น และทำให้ออสเตรเลียได้รับการยอมรับและถูกพิจารณาในฐานะประเทศมหาอำนาจที่เข้ามามีอิทธิพลในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก สิ่งนี้จะส่งผลในการเจรจาหรือตกลงทางการค้าต่างๆผ่าน IOs กล่าวคือจะทำให้ออสเตรเลียมีบทบาทในการเจรจาต่อรองมากขึ้นนั่นเอง

    เอกสารอ้างอิง
    Birmingham, John ‘A time for war: Australia as military power’ Quarterly essay 20 2005, pp. 1-64.
    John G.Talyor. Indonesia’s Forgotten War: the hidden story of East Timor (London, Zed Books.1994)
    Wikipedia, Australia–East Timor relations, Wikipedia.com, http://en.wikipedia.org/wiki/Australia%E2%80%93East_Timor_relations (accessed on Feb 04, 2013)

  6. ถลัชนันท์ เอ่งฉ้วน says :

    ฟุตบอลกับประเด็นทางการเมือง: ติมอร์ตะวันออก

    ฟุตบอลถือเป็นกีฬาหนึ่งที่ได้รับความนิยมในติมอร์ตะวันออกนอกจากกีฬาทางน้ำแล้ว โดยมีทีมชาติคือฟุตบอลทีมชาติติมอร์ตะวันออก มีฉายาว่า The Rising Sun ถูกตั้งขึ้นในช่วงอาณานิคมโปรตุเกสปกครองประเทศ และมีการจัดตั้งสมาคมฟุตบอลขึ้นอย่างเป็นทางการหลังจากที่ได้รับอิสรภาพจากอินโดนีเซียมาสองปี (2002) โดยการแข่งขันที่ผ่านมาไม่ค่อยประสบความสำเร็จนัก อย่างไรก็ตามในปี 2012 ที่ผ่านมาทีมชาติติมอร์ตะวันออกสามารถเอาชนะกัมพูชาได้เป็นนัดแรก และต่อมาเอาชนะลาวได้ ซึ่งหัวหน้าทีมฝึกสอนได้ออกมาประกาศว่าชัยชนะนี้สำหรับชาวติมอร์ “This is a win for the people of Timor Leste” ซึ่งถือเป็นชัยชนะที่สำคัญของติมอร์ เนื่องด้วยเป็นทีมที่ด้อยที่สุดในอาเซียน และระดับโลก กอปรกับโอกาสในการพัฒนาที่มีน้อยมากของทีม ทั้งทรัพยากรทุน รวมถึงปัจจัยของการเฟ้นหานักเตะที่มีความสามารถ และยังมีความสำคัญต่อประชากรติมอร์ที่มีความหลากหลายทางด้านชาติพันธุ์ มีลักษณะความเป็นอยู่อาศัยที่ต่างคนต่างอยู่ และร้อยละ 70 ของประชากรจะเป็นคนยากจน ซึ่งคนยากจนเหล่านี้ให้ความสนใจกับกีฬาฟุตบอล ทำให้ชัยชนะของชาวติมอร์ที่ถึงแม้ไม่ได้สำคัญหรือยิ่งใหญ่ในความรู้สึกของคนทั่วไป กลับมีความสำคัญต่อพวกเขา อย่างน้อยก็ได้สร้างแรงบันดาลใจในการเปลี่ยนแปลงความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นได้

    สำหรับฟุตบอลลีกมีระบบลีกเก่าคือ Super Liga Timorense เป็นลีกสูงสุด และลีกรองลงมาคือ Timorense Liga Pre อย่างไรก็ตามในปัจจุบันได้มีการเล่นในลีก Taça Digicel ซึ่งเป็นลีกระดับเดียว โดยชื่อลีกที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้เนื่องจากได้รับการสนับสนุนจากบริษัทโทรคมนาคม Digicel ซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติ Ireland ซึ่งจะมีทีมในลีก 14 ทีมจาก 13 เขตการปกครอง นั่นคือ เขตเลาเตง เขตเบาเกา เขตวีเกเก เขตมานาตูโต เขตดิลี เขตไอเลอู เขตมานูฟาอี เขตลีกีซา เขตเอร์เมรา เขตไอนารา เขตโบโบนาโร เขตโกวา-ลีมา และเขตโอเอกูซี ซึ่งจะถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มคือ กลุ่ม A จะเป็นทีม Dili Leste, Aileu, Viqueque และ Covalima กลุ่ม B ได้แก่ Oecussi, Bobonaru, Lautem, Manufahi และ Baucau ส่วนกลุ่ม C คือ Dili Oeste, Liquiça, Ainaro, Manatuto และ ermera

    จากข้างต้นเราจะเห็นได้ว่า อาณานิคมได้ทิ้ง/สร้าง? ร่องรอยของกีฬาฟุตบอลให้กับชาวติมอร์ไว้สืบสานและสร้างความยิ่งใหญ่ต่อไป เราจะเห็นว่าชัยชนะสองครั้งที่ฟุตบอลทีมชาติติมอร์ตะวันออกได้รับมีลักษณะที่อ้างอิงกับความเป็นชาติ เหตุผลที่ทราบกันดีว่า ทีมชาติย่อมผูกติดกับความเป็นชาติอยู่แล้ว ดังนั้นชัยชนะของทีมฟุตบอลของชาติก็ถือเป็นชัยชนะของคนทั้งชาติด้วย (?) อย่างไรก็ตามการอ้างอิงถึงความเป็นชาติในชัยชนะสำหรับชาวติมอร์แล้วนั้นคงจะมีอะไรที่มากไปกว่านั้น นั่นหมายถึงการเป็นโอกาสใหม่ๆ หรืออาจเปลี่ยนความคิด เปิดโลกทัศน์หรือเป็นแรงผลักดันให้กับกลุ่มคนที่สนใจกีฬา คือกลุ่มคนจนกว่า 70 เปอร์เซนให้โอกาสกับตัวเอง ทั้งนี้เรายังสังเกตได้ว่าการเข้ามาเป็นสปอนเซอร์ของบริษัทดิจิเซลสัญชาติไอร์แลนด์ในติมอร์นั้นยังหมายถึงการใช้ความเป็นติมอร์ (ฟุตบอลติมอร์ลีก = local league ) กล่าวคือเสมือนกับการซื้อสินค้าชิ้นหนึ่งของติมอร์ไว้เพื่อสร้างความมั่นคงและหากำไรคืนให้ตัวเองในทางหนึ่งด้วย ในขณะเดียวกันชาวติมอร์ได้รับประโยชน์อะไรบ้างจากการเข้ามาเป็นสปอนเซอร์ของบริษัทต่างชาติ อย่างน้อยก็คือการได้รับชมฟุตบอลที่มีแนวโน้มจะพัฒนามากขึ้นต่อไป นั่นหมายถึงโอกาสการเสพชัยชนะของติมอร์ย่อมมีแนวโน้มที่มากขึ้นด้วย

    ที่มา

    http://easttimorlegal.blogspot.com/2010/04/timor-lestes-first-local-league.html

    นางสาวถลัชนันท์ เอ่งฉ้วน

    5341020024

  7. พีรภัทร มีแสง 5441045824 says :

    การเลือกต้ังใน ติมอร์-เลสเต

    ประเทศติมอร์ตะวันออกหรือสาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์-เลสเตเป็นประเทศใหม่ที่ได้รับเอกราชในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เเม้จะหลุดจากอาณานิคมของปะเทศโปรตุเกสไปเเล้วตั้งเเต่ปี1975 เเต่ก็ถูกผนวกเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของอินโดนิเซียอีก เเละเมื่อเเยกตัวเป็นเอกราชจากอินโดนีเซียในปี1999 ก็ยังมิวายเกิดความรุนเเรงมากมายในประเทศเสียอีก เราจึงจะเห็นประวัติศาสตร์ของ การต่อสู้ดิ้นร้น การนองเลือดมากมายในติมอร์-เลสเต หลังได้รับเอกราชแล้ว ติมอร์-เลสเตก็ยังต้องการความช่วยเหลือมหาอำนาจฝ่ายต่างๆ เช่น สหประชาชาติ เพ่ือสร้างเสถียรภาพทางการเมืองภายในประเทศ

    ติมอร์-เลสเตปกครองในระบอบประชาธิปไตย โดยมีประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้ง 2 รอบ(Two-Round system) มีวาระ5 ปี ติมอร์-เลสเตมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีมาเเล้วทั้งหมดตั้งเเต่ได้รับเอกราช เพียง 3 ครั้ง ในปี 2002 ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีคือ Xanana Gusmão ในปี2007 ประธานาธิบดีคือ José Ramos-Horta ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก Xanana Gusmãoที่ไม่ต้องการลงเลือกตั้งอีกครั้ง อย่างไรก็ดี หนึ่งวันก่อน การหาเสียงจะเริ่มในวันที่ 23 มีนาคมก็เกิดความรุนเเรงในเมืองดิลี ของเด็กวัยรุ่นสองเเกงค์ ซึ่งมีผู้เสียชีวิต สองคน ขณะที่ในวันเลือกตั้งก็มีการพบ บัตรเลือกตั้งจำนวนหนึี่งในคูหา ก่อนที่คูหาจะเปิดเสียอีก ในการเลือกตั้งรอบแรกของครั้งนี้ José Ramos-Horta ได้คะแนนเพียง 21.81% ซึ่งแพ้ Francisco Guterres ผู้สมัครอีกคนหนึ่งซึ่งได้คะแนนเสียง 27.89 % ถึงแม้การนับคะแนนในครั้งนี้จะมีปัญหาและผู้สมัครหลายนเรียกร้องให้เกิดการลงคะแนนใหม่ก็ตาม อย่างไรก็ดี ในการเลือกตั้งรอบที่สอง Horta ก็ชนะและได้รับคะแนนไปถึง 69.18% ในการเลือกตั้งปี 2012 Horta ได้ลงสมัครอีกครั้งเเต่ก็เเพ้ตั้งเเต่การเลือกตั้งรอบแรกไป โดยผู้ที่ได้รับเลือกตั้งคือTaur Matan Ruak อดีตผู้นำกองทัพ FALINTIL-Forças de Defesa de Timor-Leste ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก Xanana Gusmão ที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่ และผู้นำพรรคNational Congress for Timorese Reconstruction, (CNRT) จึงอาจสรุปอย่างง่ายๆได้ว่า Gusmao ยังมีอิทธิพลอยู่มากต่อการเลือกตั้งประธานาธิบดี ซึ่งแน่นอนว่าเหตที่Gusmao สนับสนุน Ruak เพราะเพื่อค้kนอำาจกับพรรค FRETILIN พรรคใหญ่อันดับหนึ่งในรัฐสภาที่ส่ง Frrancisco Guterres ลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดี

    ส่วนการเลือกตั้งสมาชิกสภาเเห่งชาติ(Parlamento Nacional) ของติมอร์-เลสเต ใช้ระบบสัดส่วน ประเทศเป็นหนึ่งเขต เพิ่งมีการเลือกตั้้งเพียง 3 ครั้งเช่นกัน ในปี2001
    ผ่านการศึกษาการเลือกตั้ง อาจกล่าวได้ว่าติมอร์-เลสเตได้เดินมาถูกทางแล้วในการจรรโลงประชาธิปไตย ในรอบ10 ปีผู้นำยังคงใช้การเลือกตั้งอยู่ในการสร้างความชอบธรรมในเข้าสู่อำนาจในการปกครอง หรืออาจด้วยปัจจัยที่ต้องหวังพึ่งความช่วยเหลือจากนานาประเทศ และกองทัพของติมอร์-เลสเตเองก็ไม่เข้มแข็งนัก จึงยังไม่มีการทำรัฐประหารเกิดขึ้น อย่างไรก็ดี เราก็มิอาจละเลยความรุนเเรงที่มีอย่างเเพร่หลายมากในประเทศ ซึ่งไม่แน่อาจมีผลต่อการเลือกตั้งได้เช่นกันเพียงเเต่ผู้เขียนไม่ได้ศึกษาถึง มีตัวอย่างให้เห็น เช่น การลอบยิง José Ramos-Horta ในสมัยที่เขาเป็นประธานาธิบดี

    อ้างอิง
    http://www.taiwannews.com.tw/etn/news_content.php?id=415529
    http://en.wikipedia.org/wiki/East_Timorese_presidential_election,_2012
    http://en.wikipedia.org/wiki/East_Timor

    พีรภัทร มีแสง 5441045824
    ภาควิชาการปกครอง ชั้นปีที่2

  8. น.ส.ณัฐณิชา เชาวลิต says :

    เสรีภาพของสื่อในติมอร์ ตะวันออก
    เสรีภาพของสื่อในติมอร์ คงมีเสถียรภาพในปี 2012 เนื่องมาจากการสนับสนุน ส่วนใหญ่ของประมวลกฎหมายฉบับใหม่ในปี 2009 ซึ่งลดโทษหมิ่นประมาทลง เสรีภาพของสื่อ และการแสดงออก ได้รับการป้องกันภายใต้บทที่ 40 และ 41 ของรัฐธรรมนูญ มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับ ร่างกฎหมายสื่อ ทั้ง 5 ฉบับ ซึ่งถูกเสนอโดยแผนการพัฒนาของสหประชาชาติ องค์กรสื่อ ติมอร์ ได้ถกเถียงในเรื่องกฎหมายซึ่งถูกเสนอนี้อาจเป็นการยับยั้งเสรีภาพของนักหนังสือพิมพ์ ซึ่งในทางกลุ่มทนายเสรีภาพของสื่อ ที่ตั้งอยู่ ณ กรุงลอนดอน ได้ยกรูปแบบในด้านดี ของกฎหมายเกล่านั้น เช่น บทบัญญัติการให้อำนาจสภาสื่อในการประนีประนอมในกรณีหมิ่นประมาท อย่างไรก็ตามสภานี้ยังอาจจะให้สิทธิในการรับ นักหนังสือพิมพ์ และองค์กรข่าว สำหรับโทษใน มาตราที่ 19 ซึ่งเรียกว่า คำนิยามที่กำกวม ในกรณีที่ไม่สามารถแก้ไม่ได้ด้วยสภาสื่อ เรื่องนั้นจะถูกส่งไปยัง ศาล
    วัฒนธรรมในการเคารพสำหรับการปกครองเป็นลำดับขั้นนั้นยังคงมีอยู่ใน ผู้ทำข่าวของติมอร์ตะวันออก และข่าวส่วนใหญ่นั้นถูกรายงาน Dili (เมืองหลวง)
    อย่างไรก็ตาม นักข่าวสามารถรายงานข่าวได้อย่างอิสระ และมีเพียงบางกรณีเท่านั้นที่นักข่างถูกคุกคาม ในเดือน พฤษภาคม 2010 กองกำลังตำรวจแห่งชาติ ได้ตอสู้กับ Joao da Silva นักหนังสือพิมพ์จาก Diario National เมื่อเขาได้ถ่ายภาพของที่ทำการรัฐบาล ในเดือนสิงหาคม Jose Belo
    หนังสือพิมพ์ รายสัปดาห์ และรายวันอีก 3 ฉบับ ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการในติมอร์ตะวันออก และฉบับอื่นๆอีกมากมายก็มีกระจายกันทั่วไป การแพร่กระจายของข่าวสารอยู่ในวงแคบและหยุดชะงัก ด้วยกำลังการซื้อที่ต่ำ และการขาดการจำแนกแจกจ่าย ไปยังนอกเมืองหลวง หลังจากที่ติมอร์ได้รับอิสรภาพในปี 2002 โรงงานสื่อเปลี่ยนเป็นการปกครองโดยสื่อวิทยุสาธารณะและ โทรทัศน์ สถานีวิทยุสื่อสารจำนวนมาก ขึ้นอยู่กับกองทุนระหว่างประเทศมีบทบาทสำคัญในพื้นที่สวนมวลชน เช่นกัน เนื่องมาจากสหพันธ์สื่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีมากกว่า 15 สถานีเครือข่ายวิทยุในประเทศ

    น.ส.ณัฐณิชา เชาวลิต
    5441014324

  9. นางสาววุฒิณี ทองแก้ว 5341057224 says :

    ในอดีตความรุนแรงทางการเมืองต่อผู้หญิงในติมอร์ตะวันออกนั้นเกิดขึ้นซ้ำซ้อน ตัวอย่างเรื่องราว
    จากติมอร์ตะวันออก นากาแลนด์ รัฐฉาน ถึงรัฐกระเหรี่ยง สะท้อนภาพ “ความรุนแรงทางการเมือง” ที่กระทบและกระทำต่อเพศหญิง ขณะที่สงคราม ความขัดแย้งทางการเมืองได้ลดทอนพื้นที่ของการดำเนินชีวิต การทำมาหากินตามปกติ และความสงบสุขของคนทุกเพศวัย สงคราม และความขัดแย้งทางการเมืองได้ถ่างพื้นที่ความรุนแรงที่ผู้หญิงถูกกระทำให้กว้างขึ้น การข่มขืนผู้หญิงในพื้นทีที่มีการสู้รบ หรือพื้นที่ที่มีความขัดแย้งทางการเมืองนั้น เป็นประวัติศาสตร์ของความรุนแรงทางการเมืองต่อผู้หญิงที่เกิดขึ้นเกือบทุกแห่งในโลก หากมีเพียงไม่กี่เรื่องราวที่ได้รับการบันทึกไว้ หรือกลายเป็นประเด็นที่อยู่ในความสนใจของสาธารณชน ที่มีการพูดถึงอย่างกว้างขวาง ความรุนแรงที่ต่อเนื่องซ้ำซ้อน เหยื่อที่ถูกข่มขืน แม้จะขมขื่นเพียงใดกับการต้องอุ้มท้อง พวกเธอไม่มีสิทธิลิขิตชีวิตตัวเอง เนื่องด้วยสังคมติมอร์ตะวันออกเป็นสังคมที่ไม่อนุญาตให้มีการทำแท้ง ร้อยละ 85 ของประชากร 8 แสนคนในติมอร์ตะวันออกเป็นคาทอลิก
    ความรุนแรงทางการเมืองต่อผู้หญิงอีกด้านหนึ่ง คือนโยบายทางสังคมของรัฐบาลอินโดนิเซียต่อปัญหาในติมอร์ตะวันออก คือ การบังคับฉีดยาคุมกำเนิดให้ผู้หญิงชาวติมอร์ตะวันออก เพื่อควบคุมเผ่าพันธ์ประชากรในติมอร์ตะวันออกไม่ให้เพิ่มขึ้น

  10. นายวิชชวัฒน์ รอดรัตษะ 5441060124 says :

    นายวิชชวัฒน์ รอดรัตษะ 5441060124

    เสรีภาพนักหนังสือพิมพ์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์-เลสเต

    สาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์-เลสเต
    ติมอร์ตะวันออก ได้ขอเข้าร่วมเป็นสมาชิกลำดับที่ 11 ของกลุ่มประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน ซึ่งในขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของสมาชิกอาเซียน ว่าจะรับรองหรือไม่ ติมอร์ตะวันออกได้ลงประชามติแยกตัวเป็นเอกราชจากอินโดนีเซียในวันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2542

    ติมอร์ตะวันออกเป็นเอกราชอย่างแท้จริงในแง่ของกฎหมายเท่านั้น แต่หากพิจารณาจากระดับการพึ่งพิงของรัฐบาลที่มีต่อต่างชาติแล้ว ติมอร์ฯดูจะยังไม่เป็นเอกราช 100% ทั้งนี้ คือยังต้องพึ่งพิงต่างชาติในระดับสูงและในเกือบทุกๆเรื่อง แม้กระทั่งวันนี้ ยังไม่มีทีท่าเลยว่าจะสามารถช่วยเหลือตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ กล่าวคือ รัฐบาลยังคงพึ่งพาเงินบริจาคจากต่างประเทศถึงร้อยละ 80 ในการนำมาใช้หมุนเวียนในระบบ บริษัทต่างชาติ คาดการว่าการลงทุนในด้านการสื่อสารมวลชนของติมอร์ตะวันออก ชาวต่างชาติน่าจะเป็นผู้ลงทุนเป็นส่วนใหญ่ โดยที่มีรัฐบาลเป็นผู้ให้การสนับสนุน พบได้จากรายงายของ SEAPA ประจำปี 2012 ติมอร์ตะวันออกได้การออกกฎหมายเพื่อรับรองเสรีภาพในการแสดงออกและเสรีภาพสื่อ แต่ปัญหาความยากจนที่ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศไม่มีโอกาสเข้าถึงสื่อ

    แหล่งอ้างอิง
    สุภาค์พรรณ ตั้งตรงไพโรจน์ ลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2547 หน้า 6
    พิมพ์สิริ เพชรน้ำรอบ แอบมองเพื่อนบ้าน (2) : สื่อและเสรีภาพในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้http://mediainsideout.net/world/2012/11/70

  11. ณัชชารีย์ ทิศาสมบูรณ์สิน 531017124 says :

    ชาตินิยมในติมอร์-เลสเต

    ติมอร์ตะวันออกเป็นหนึ่งในเมืองท่าที่ทำการค้าขายกับจีนและอินเดีย และเคยเป็นประเทศอาณานิคมของโปรตุเกส เมื่อโปรตุเกสถอนตัวออกจากติมอร์ตะวันออก ดินแดนแห่งนี้จึงเป็นเอกราชแต่ไม่มีการปกครองที่แน่นอน เนื่องจากโปรตุเกสถอนกำลังออกไปโดยไม่มีการวางระบบการปกครองให้ติมอร์ตะวันออก อินโดนีเซียจึงเข้ายึดเอาติมอร์ตะวันออกเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ คือเป็นจังหวัดที่ 27 ของอินโดนีเซีย การเข้ายึดติมอร์-เลสเตในครั้งนี้สร้างความไม่พอใจให้กับติมอร์-เลสเต เกิดการต่อสู้เรียกร้องเอกราชจากอินโดนีเซีย มีการชุมนุมหลายครั้ง และบ่อยครั้งที่เกิดความรุนแรง ในนที่สุดสหประชาชาติจึงจัดตั้งกองกำลังนานาชาติ (International Force in East Timor – INTERFET) เมื่อ 15 กันยายน 2542 เพื่อส่งเข้าไปรักษาสันติภาพในติมอร์ตะวันออก ติมอร์-เลสเตได้รับเอกราชอย่างเป็นทางการในวันที่ 20 พฤษภาคม ค.ศ.2002

    ด้วยความที่เป็นรัฐใหม่รัฐบาลติมอร์-เลสเตจึงต้องเผชิญกับความท้าทายในการสร้างความเป็นชาติ และรักษาเสถียรภาพทางการเมือง ทั้งนี้ยังปรากฏว่ามีการแข่งขันเพื่อแย่งชิงอำนาจทางการเมืองอยู่เนือง ๆ

    จากประวัติศาสตร์ของติมอร์-เลสเต ทำให้เห็นว่าติมอร์ตะวันออกมีประวัติศาสตร์เป็นของตัวเอง ไม่รวมไปกับอินโดนีเซีย การตกเป็นอาณานิคม ปัจจัยทางภูมิศาสตร์ และการอพยพเข้ามาของต่างชาติ ได้สร้างเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมให้แก่ติมอร์-เลสเต ประชาชนในติมอร์เลสเตจึงมีสำนึกของความเป็นพวกเดียวกัน และความรู้สึกไม่ใช่พวกเดียวกันกับชาวอินโดนีเซีย เมื่อถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอินโดนีเซียจึงมีการประท้วงต่อต้าน อย่างไรก็ตามสำนึกความเป็นชาติเดียวกันเพียงเท่านี้ยังไม่เพียงพอสำหรับการสร้างชาติของติมอร์-เลสเต รัฐบาลยังจำเป็นต้องพัฒนารัฐและสร้างความเป็นชาติในดินแดนของตนต่อไป

    อ้างอิง
    “BBC News – East Timor Profile – overview”.[ออนไลน์].เข้าถึงได้จาก: http://www.bbc.co.uk/news/world-asia-pacific-14919009. 2556.
    “East Timor- Wikipedia”.[ออนไลน์].เข้าถึงได้จาก: http://en.wikipedia.org/wiki/East_Timor. 2556.
    “ประเทศสาธารณะรัฐประชาธิปไตยติมอร์-เลสเต”.[ออนไลน์].เข้าถึงได้จาก: http://www.apecthai.org/apec/th/profile1.php?continentid=2&country=t4&name=%CA%D2%B8%D2%C3%B3%C3%D1%B0%BB%C3%D0%AA%D2%B8%D4%BB%E4%B5%C2%B5%D4%C1%CD%C3%EC-%E0%C5%CA%E0%B5#การเมืองการปกครอง. 2556.

  12. รุ่งทิวา เงินปัน says :

    พรรครัฐบาลติมอร์ตะวันออก

    การปกครองของติมอร์ตะวันออกเป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยโดยมีประมุขแห่งรัฐเป็นประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งโดยเสียงส่วนใหญ่ ซึ่งมีบทบาทเป็นในทางสัญลักษณ์ของประเทศถึงแม้ว่าจะมีสิทธิในการยับยั้งกฎหมายบางอย่างได้ ประธานาธิบดีคนปัจจุบันคือ Taur Matan Ruak ซึ่งประธานาธิบดีจะมีหน้าที่แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีด้วย และมีวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี

    พรรครัฐบาลของติมอร์ตะวันออกในปัจจุบันเป็นพรรครัฐบาลผสมซึ่งประกอบไปด้วยพรรครัฐบาลติมอร์หรือพรรค CNRT รวมกับพรรคเดโมเครติกและ พรรคเฟรนเต รีฟอร์ม ซึ่งทำให้มีจำนวนที่นั่งในสภาถึง 40 ที่นั่ง

    นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของติมอร์ตะวันออกคือนายXanana Gusmao ที่ในอดีตเขาเคยเป็นประธานาธิบดีคนแรกของติมอร์และเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 4 ของประเทศ และมีวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปีเช่นเดียวกัน

    เนื่องจากการเมืองของติมอร์ที่ยังไม่นิ่งและมีปัญหาภายใน รวมทั้งการถูกรุกรานจากประเทศอื่นจึงทำให้สหประชาชาติต้องเข้ามาดูแลโดยการส่ง UNMISET มาคอยให้การสนับสนุนการดำเนินงานด้านต่างๆและให้เกิดความสงบเรียบร้อย

    จากการที่ติมอร์ตะวันออกเป็นประเทศใหม่จึงทำให้การเมืองยังไม่นิ่งมากนัก และพรรครัฐบาลก็มีความขัดแย้งภายในบ้าง แต่จากการที่สหประชาชาติได้เข้ามาดูแลก็ได้ทำให้การเมืองและประเทศมีความสงบเรียบร้อย และทำให้การทำงานของพรรครัฐบาลที่แม้จะเป็นพรรครัฐบาลผสมนั้นสามารถดำเนินงานต่อไปได้

    เอกสารอ้างอิง
    http://en.wikipedia.org/wiki/Politics_of_East_Timor
    http://www.mcot.net/site/content?id=50220ce80b01dac4090007df#.UTybX9a8AWk
    http://en.wikipedia.org/wiki/Xanana_Gusm%C3%A3o

    รุ่งทิวา เงินปัน 5341051424

  13. PRANCHALEE KEEREEWET says :

    คำอธิบายประวัติศาสตร์ : ติมอร์ตะวันออก

    การศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอดีตได้ละเลยดินแดนเล็กๆผืนหนึ่งไป เพราะการให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์กับรัฐที่เป็นรัฐชาตินั้นได้ทำให้ติมอร์ตะวันออกไม่เป็นที่สนใจของนักประวัติศาสตร์และนักรัฐศาสตร์แนวศึกษาประวัติศาสตร์ที่ใช้ในการสร้างรัฐ ในความตระหนักของคนทั่วไป “ติมอร์” จึงเป็นเพียงชื่อของดินแดนเล็กๆหรือหมู่เกาะเครื่องเทศเท่านั้น ประวัติศาสตร์ของชาติติมอร์ตะวันออกในอดีตคือ ก่อนที่ได้รับเอกราชและแยกออกจากประเทศอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ เป็นประวัติศาสตร์ที่ถูกเขียนขึ้นและถูกอิทธิพลของอินโดนีเซียครอบงำมาโดยตลอด อินโดนีเซียมีบทบาทอย่างมากทั้งในการปกปิด ละเลยและกีดกันการตรวจสอบในเรื่องชุดความจริงและตรรกะเหตุผลในประวัติศาสตร์ชาติติมอร์ตะวันออก

    ติมอร์ตะวันออกเพิ่งจะกลายเป็นที่รู้จักและได้รับความสนใจจากนานาประเทศเมื่อเกิดความรุนแรงจนลุกลามเป็นสงครามระหว่างรัฐกับอินโดนีเซีย ติมอร์ตะวันออกได้รับความเห็นอกเห็นใจในทันทีที่ประเด็นดังกล่าวถูกแพร่กระจายไปทั่วโลก แม้ว่าจะเป็นดินแดนเกิดใหม่ในทางการบันทึกประวัติศาสตร์ แต่แนวทางการเขียนประวัติศาสตร์ชาติติมอร์ตะวันออกทำให้พบว่า ติมอร์ตะวันออกสร้างตัวตนของประเทศตนเองในฐานะรัฐเล็กๆที่มีความเข้มแข็ง กล้าหาญและสามัคคีเพียงพอที่จะเป็นรัฐ หากแต่อินโดนีเซียกลับรังแกติมอร์ฯอย่างรุนแรงซ้ำๆโดยไม่ละอายตัวเองต่อสายตาชาวโลก ประวัติศาสตร์ของติมอร์ฯจึงเป็นการบันทึกประวัติศาสตร์ชาติที่บรรจุชุดความคิดเรื่องศัตรูเอาไว้อย่างชัดเจน ซึ่งศัตรูตัวฉกาจเพียงหนึ่งเดียวของติมอร์ย่อมต้องเป็นอินโดนีเซียอย่างแน่นอน อินโดนีเซียมีส่วนช่วยในการเล่าประวัติศาสตร์ชาติติมอร์ฯโดยได้รับบทผู้ขัดขวางการสร้างชาติและการปกครองตนเองของชาวติมอร์ฯซึ่งกระทำการต่างๆเพื่อขัดขวางอย่างโหดร้ายและไร้เหตุผล
    แม้ช่วงเวลาที่ติมอร์ตะวันออกเกิดเป็นประเทศใหม่จะเป็นช่วงเวลาของยุคสมัยใหม่ (Modern time) แล้ว แต่การบันทึกประวัติศาสตร์ของชาติของติมอร์ก็ไม่ได้แตกต่างไปจากประเทศที่มีการบันทึกประวัติศาสตร์อย่างยาวนานประเทศอื่นๆเท่าใดนัก อาจเนื่องด้วยประเทศในอนุภูมิภาคนี้มีความต้องการสร้างชาติโดยการสร้างศัตรูจนกระทั่งต้องครอบงำความคิดของคนในชาติด้วยการป้อนข้อมูลทางประวัติศาสตร์ชาติในชุดที่ตนเองสร้างขึ้นเท่านั้น

    ความต้องการสร้างชาติโดยบันทึกประวัติศาสตร์ที่มีความรุนแรงมากเช่นติมอร์สร้างผลกระทบที่เห็นได้ชัดในปัจจุบันคือ ชาวติมอร์ไม่อาจยอมรับเรื่องราวในอดีตได้เลย
    ตัวอย่างที่ดีในประเด็นเรื่องการนำประวัติศาสตร์มาใช้ในการสร้างชาติของติมอร์ฯคือ การตอกย้ำความโหดร้ายของทหารอินโดนีเซียที่กระทำต่อชาวติมอร์ฯเช่น การสังหารหมู่เด็กๆที่ลอสปากอส วิเกเก ไอนาโร และชูมาไล ทั้งที่ผู้เสียชีวิตเหล่านั้นเป็นเด็กซึ่งบริสุทธิ์ต่อความชั่วร้ายในการแย่งชิงผลประโยชน์ทางการเมือง อีกทั้งกรณีการทำลายล้างผลาญแหล่งเพาะปลูก พืชพันธ์ธัญญาหาร และแหล่งกักตุนอาหารจนสิ้นซากของทหารอินโดนีเซีย ทำให้เมื่อสงครามยุติลง ประชาชนผู้ประสบภาวะขาดแคลนอาหารมีจำนวนมาก การสงครามที่อินโดนีเซียเริ่มต้นก่อไฟขึ้นและสุมเชื้อเพลิงอย่างไม่หยุดหย่อนได้ทำให้ประชาชนชาวติมอร์เป็นผู้ถูกกระทำ ได้รับความเจ็บปวดและทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสจากการได้รับโรคภัยไข้เจ็บจากการสงคราม ถูกข่มเหงรังแกอย่างไร้มนุษยธรรม อีกทั้งยังถูกทำให้ขาดอิสรภาพจากการกระทำต่างๆที่ทำอย่างตามอำเภอใจภารกิจทำลายล้างชุดใหญ่ของอินโดนีเซียอีกด้วย

    อ้างอิง
    http://easttimorgovernment.com/history.htm;
    http://asianhistory.about.com/od/timorlesteeasttimor/p/ProfEastTimor.htm

    ปราญชลี คีรีเวช 5341036024

  14. kaimukpearl says :

    ศาสนาคริสต์ในประเทศติมอร์ตะวันออก

    ตามรัฐธรรมนูญของประเทศติมอร์ตะวันออกนั้นให้อิสระในการนับถือศาสนาและรัฐจะต้องเคารพในสิทธิส่วนบุคคลเหล่านั้นด้วย ประเทศติมอร์ตะวันออกนั้นประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกซึ่งคิดเป็นร้อยละ 96ของประชากรทั้งหมด ศาสนาคริสต์นั้นเข้ามาพร้อมกับการล่าอาณานิคมของโปรตุเกสที่เข้ามาเพื่อแสวงหาทรัพยากร ด้วยเหตุนี้จึงใช้ศาสนาคริสต์เป็นเครื่องมือในการควบคุมประชาชนในประเทศติมอร์ตะวันออก เมื่อเวลาผ่านไปศาสนานี้ยังคงอยู่กับชาวติมอร์ตะวันออก

    บทบาทของศาสนาคริสต์กับการเมืองในประเทศ ศาสนจักรได้เข้ามามีบทบาทในการเคลื่อนไหวทางการเมืองโดยมี พระสังฆราชคาร์ลอส เฟลีเป ฮีเมเนส เบโล ที่มีบทบาทสำคัญในการเมืองของประเทศติมอร์เพราะท่านเป็นนักเคลื่อนไหวที่ต่อต้านความโหดร้ายทารุณที่เกิดจากการกระทำของรัฐ เช่น การสังหารหมู่กราราสและท่านยังประณามการทำร้ายร่างกายทุกรูปแบบที่รัฐกระทำจนเกิดไป ซึ่งช่วงเวลานั้นจะมีศาสนจักรอย่างเดียวที่สามารถเป็นกระบอกเสียงเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับคนในชาติได้ เนื่องจากศาสนจักรนั้นมีการติดต่อกันอย่างสากล ท่านจึงทำการเขียนจดหมายไปยังประธานาธิบดีแห่งประเทศโปรตุเกสเพื่อเรียกร้องขอมติจากยูเอ็นในเรื่องอนาคตของติมอร์ตะวันออก ท่านได้กระทำการหลายอย่างเพื่อให้เกิดสันติภาพขึ้นในติมอร์ตะวันออกจนท่านได้รับรางวัลโนเบลสาขา สันติภาพ และเมื่อมาถึงวันที่ติมอร์ได้รับเอกราชท่านก็ขอเลิกยุ่งเกี่ยวกับการเมืองและได้รับแต่งตั้งให้เป็นธรรมทูตต่อไป จะเห็นได้ว่าการเข้ามาของศาสนาคริสต์ในตอนแรกนั้นคือเครื่องมือของชาติตะวันตกเพื่อใช้ควบคุมประเทศอาณานิคมได้ แต่เวลาต่อมา ศาสนาคริสต์ก็ยังคงยุ่งเกี่ยวกับการเมืองติมอร์ในแง่ของการให้ความช่วยเหลือเพื่อเรียกร้องสิทธิ เสรีภาพให้แก่ประชาชน ซึ่งในแง่นี้ศาสนากลายมาเป็นเครื่องมือในการช่วยเหลือประชาชน

    ที่มา
    http://en.wikipedia.org/wiki/Religion_in_East_Timor#Political_influence
    http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%95%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81#.E0.B8.A8.E0.B8.B2.E0.B8.AA.E0.B8.99.E0.B8.B2
    http://maha-arai.blogspot.com/2011/06/blog-post_9655.html

    นางสาวธนพร คงชัย 534 10251 24

  15. เอกพงศ์ มีสุข says :

    กลุ่มทุนพลังงานในติมอร์-เลสเต

    ทรัพยากรประเภทน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติในติมอร์ ซึ่งอยู่ระหว่างติมอร์-เลสเตกับออสเตรเลีย มีจำนวนมาก อย่างไรก็ดี ธุรกิจเหล่านี้ยังจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาและการสนับสนุนด้านการเงินจากนักลงทุนภายนอกอยู่มาก เนื่องจากติมอร์-เลสเตยังขาดเงินทุน และชาวติมอร์-เลสเตยังขาดทักษะในการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ กอปรกับในปัจจุบันมีอัตราผู้ว่างงานสูงประมาณร้อยละ 80 รัฐบาลติมอร์เลยคาดหวังว่า หากเปิดให้ทุนต่างชาติเข้ามาลงทุน ก็จะสร้างงานให้แก่คนชาติด้วย ปัจจุบันมีบริษัท เชฟรอน ของสหรรัฐอเมริกาเข้าไปรับสัมปทาน ในรอยต่อติมอร์-เลสเตกับออสเตรเลีย ดังกล่าว แต่เป็นสัดส่วนไม่มาก เพราะมุมหนึ่ง รัฐบาลก็เกรงกลัวมาหากทรัพยากรของประเทศตนหมดไปอาจจะเกิดความสับสนในอนาคตได้

    ผนวกกับปัญหาที่บริษัทเหล่านี้เกิดขึ้นมักสร้างปัญหาให้ชาวบ้านดังที่เกิดในอินโดนีเซีย ที่การขุดเจาะก๊าซธรรมชาติบนดินของบริษัทลาปินโด (PT Lapindo Brantas) ทำให้เกิดโคลนร้อนและแก๊ซที่ปะทุขึ้นมาจากดินซึ่งท่วมบ้านเรือนต่างๆ เป็นภูเขาไฟโคลนซึ่งปะทุขึ้นตั้งแต่ปี 2549 และไม่มีทีท่าว่าจะหยุดจนถึงทุกวันนี้ คาดกันว่าโคลนร้อนจะยังคงปะทุออกมาจากใต้ดินไปอีก 30 ปี ประมาณว่าโคลนร้อนที่พุ่งออกมาแต่ละวันในขณะนี้มีปริมาณหนึ่งแสนลูกบาศก์เมตรต่อวัน หรือในฟิลิปปินส์ ก็เผชิญปัญหาคล้ายๆกัน โดยเฉพาะการขุดเจาะน้ำมันจากบริษัทเชฟรอนเช่นกัน ตอนนี้ได้สร้างความเสียหายให้แก่ระบบนิเวศชายฝั่งเป็นอย่างยิ่ง รวมถึงโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีอยู่มากแล้วก็ยังจะสร้างเพิ่มอีกมากมาย
    จึงเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่รัฐบาลติมอร์ยังลังเลใจ เพราะหากเกิดปัญหาดังกล่าวก็จำเป็นที่จะต้องใช้เงินทุนในการแก้ปัญหามาก

    ติมอร์พยายามร่วมมือกับกลุ่ม Oil Watch หรือการจับตาน้ำมัน หมายถึงการเฝ้าระวังกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการ ขุดเจาะ หรือกิจกรรมอื่นที่ต่อเนื่องกับน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และเชื้อเพลิงฟอสซิล ของนักพัฒนาองค์กรเอกชนในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะถ้าติมอร์มีความจำเป็นต้องเปิดกว้างให้กลุ่มทุนเข้ามาลงทุนในธุรกิจน้ำมันเพิ่ม กลุ่มดังกล่าวจึงเป็นอีกตาไว้สอดส่องไม่ให้เกิดปัญหา

    เอกพงศ์ มีสุข 524 10594 24

  16. น.ส. จิตอนงค์ สารภีเพ็ชร 5241003224 says :

    ติมอร์-เลสเต้
    จากประชามติ กว่า 78.57% ที่ต้องการแยกเป็นเอกราช กองทัพอินโดนีเซียไม่ยอมรับในผลประชามติ จึงจ้างกองกำลังกึ่งทหารให้ก่อความไม่สงบทำร้ายและเผาบ้านเรือนประชาชน จากเหตุการณ์ความรุนแรงนี้ทำให้สหประชาชาติต้องเข้าแทรกแซงเพื่อรักษาความมั่นคงภายใต้โครงการ ( United Nations Assistance Mission in East Timar : UNAMET) โดยการส่งกำลังรักษาสันติภาพประชาชาติและสนับสนุนการเลือกตั้งให้เร็วที่สุด โครงการสหประชาชาตินี้มอบหมายให้ออสเตรเลียเป็นแกนนำ
    การได้มาซึ่งเอกราชของติมอร์-เลสเต้ ต้องผ่านการสู้รบภายในประเทศเป็นเวลานับร้อยปีนับตั้งแต่การยึดครองของโปรตุเกส และอินโดนีเซียโดยการบุกยึดโดยอ้างว่าเป็นการป้องกันภัยคอมมิวนิสต์ ติมอร์ได้ตกเป็นเหยื่อของกองทัพอินโดนีเซีย ขบวนการชาตินิยม “เฟรติลิน” พรรคการเมืองของติมอร์ตะวันออก นำโดยโฮเซ่ รามอส ฮอร์ตา และกองกำลัง “ฟาลินติล” ปีกกองกำลังนำโดย ซานาน่า กุสเมา ต่อมาเป็นประธานาธิบดีคนแรกและเป็นผู้บัญชาการกองกำลังด้วย การประกาศเอกราช เข้าสู่ช่วงหน่ออ่อนประชาธิปไตยอย่างช้าๆ ภายใต้การพัฒนาทางการเมืองนี้ ยังเผชิญกับการแบ่งขั้วอำนาจทางการเมืองที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน ความแตกต่างทางเชื้อชาติ ศาสนา แนวคิดที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา และปัญหาทางเศรษฐกิจที่ยังคงพึ่งพิงเงินทุนและความช่วยเหลือจากต่างประเทศอยู่ เป็นที่น่าจับตามองว่าประธานาธิบดีคนปัจจุบัน นายทาอูร์ มาตัน อูรัค ของติมอร์ปัจจุบันเป็นอดีตผู้บังคับบัญชาทหาร จะสามารถแก้ไขปัญหาได้มากน้อยเพียงใด การเข้ามามีบทบาททางการเมืองของทหารในช่วงระยะการสร้างประเทศถือเป็นจุดสำคัญเป็นอย่างมากในระยะยาวต่อการกุมบังเหียนประเทศ และจะทำให้เกิดจิตสำนึกในความสำคัญของบทบาททหารในการแก้ไขปัญหาและนำพาประชาธิปไตยไปสู่เป้าหมายทางการเมืองเช่นนี้
    สิ่งที่ประสบความสำเร็จอย่างหนึ่งคือ การไม่เกิดขึ้นของรัฐประหารในรอบสิบปีที่ผ่านมา แม้จะพยายามหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ ประชาชนตื่นตัวเรื่องการเมือง รวมถึงบรรยากาศทางการเมืองมีความประนีประนอม มีการเจรจาต่อรองและการเลือกตั้งที่มีพลัง ปัจจัยภายนอกที่สำคัญอีกประการคือ การพัฒนาประชาธิปไตยของอินโดนีเซีย โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญ 1999 ได้จำกัดสิทธิทางการเมืองของทหาร แม้ทั้งสองประเทศจะมีอดีตที่โหดร้ายต่อกัน แต่ทั้งสองประเทศให้ความสำคัญกับการเยียวยาและสมานฉันท์บาดแผลในอดีต
    อย่างไรก็ตาม กองทัพต่างชาติยังคงมีบทบาทสำคัญในการรักษาเสถียรภาพของติมอร์-เลสเต โดยเฉพาะวิกฤตการณ์ทางการเมือง 2006 เกิดจากนายทหาร 600 นายถูกปลดออกประจำการเนื่องจากหนีทัพ ทำให้เกิดการชุมนุมเกิดการต่อสู้ระหว่างทหารที่สนับสนุนรัฐบาลกับทหารฟาลินติล เหตุผลเบื้องหลังมองว่า เกิดจากการกระจายกองทุนน้ำมัน และการจัดการไม่ดีระหว่างกองทัพและตำรวจ ความขัดแย้งย่อมแสดงถึงปัญหาความขัดแย้งภายในกองทัพ
    การจรรโลงประชาธิปไตยในติมอร์-เลสเต้ จะเป็นดำเนินต่อไปเช่นไรภายใต้ปัญหาความขัดแย้งทั้งภายในและภายนอกประเทศเช่นนี้ และภายใต้การนำของประธานาธิบดีคนใหม่ ผู้ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งอดีตผู้บังคับบัญชาทหาร จะทำให้รากวัฒนธรรมการปกครองของทหารฝังลึกในระบบการเมืองติมอรื-เลสเต้หรือไม่

  17. THYP P. BHAVABHUTANON NA MAHASARAKARM says :

    การเซ็นเซอร์และการแบนภาพยนตร์ในประเทศติมอร์ตะวันออก

    เนื่องจากเป็นประเทศที่เพิ่งแยกตัวออกมาได้ไม่นานจึงไม่ค่อยมีข้อมูลเกี่ยวกับด้านภาพยนตร์และการเซ็นเซอร์หรือตรวจสอบเนื้อหาของภาพยนตร์เสียเท่าไหร่ ติมอร์ตะวันออกมีการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจของสิทธิมนุษยชนที่ไม่รุนแรงและความรับผิดชอบต่อการปกครองด้วยกฎหมาย เพื่อช่วยส่งเสริมเสรีภาพของสื่อ แต่อย่างไรก็ดี ติมอร์ตะวันออกแม้จะเป็นประเทศที่เพิ่งแยกตัวออกมาเมื่อไม่นานมานี้ แต่กลับมีอัตราเสรีภาพ ด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองสูงที่สุดในภูมิภาค โดยเฉพาะการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษยชนต่างๆ รายงายของ SEAPA ประจำปี 2012 ชี้ว่าความท้าทายของติมอร์ตะวันออกคือการออกกฎหมายเพื่อรับรองเสรีภาพในการแสดงออกและเสรีภาพสื่อ และปัญหาความยากจนที่ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศไม่มีโอกาสเข้าถึงสื่อ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: