Government and Politics in Southeast Asia 2012: Malaysia

20 responses to “Government and Politics in Southeast Asia 2012: Malaysia”

  1. สุวิจักขณ์ คีรีพัฒนานนท์ says :

    http://www.youtube.com/results?search_query=%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%83%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4+%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%A2&oq=%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%83%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4+%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%A2&gs_l=youtube.3…2829.12169.0.12418.19.17.1.1.1.0.160.1573.14j3.17.0…0.0…1ac.1.sOte_RV9fGM

    ธงและเพลงชาติมาเลเซีย

    ธงชาติมาเลเซีย หรือที่มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งคือ “ ยาลูร์ เกมิลัง ซึ่ง มีความหมายว่า ธงริ้วแห่งเกียรติศักดิ์ มีลักษณะเป็นธงพื้นสีแดงสลับสีขาวรวม 14 แถบ แต่ละแถบมีความกว้างเท่ากัน ที่มุมธงด้านคันธงมีรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีน้ำเงิน ภายในบรรจุเครื่องหมายพระจันทร์เสี้ยวและดาว 14 แฉก ที่มีชื่อว่า “บินตัง เปอร์เซกูตัน” หรือ “ดาราสหพันธ์” โดยในแต่ละสัญลักษณ์หรือสีต่าง ๆ บนธงที่ปรากฏอยู่นั้นประกอบด้วยนัยความหมายต่าง ๆ ที่สำคัญ โดยริ้วสีขาวและสีแดงทั้ง 14 ริ้วบนธงชาตินั้นถูกสร้างหรือคิดขึ้นมาโดยให้มีขนาดเท่ากันทุกสีทุกริ้วเพื่อแสดงให้เห็นถึงความเสมอภาคของรัฐสมาชิกทั้ง 13 รัฐรวมถึงอีกหนึ่งที่คือ รัฐบาลกลาง ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ในส่วนดาว 14 แฉกนั้นให้นัยความหมายถึงเอกภาพบนรัฐทั้ง 13 รัฐนั้นทั้งหมด ส่วนของพระจันทร์เสี้ยวนั้นชี้ให้เห็นถึงศาสนาอิสลามซึ่งเป็นศาสนาประจำชาติของมาเลเซีย ในส่วนของสีเหลืองบนพระจันทร์เสี้ยวหรือตาว 14 แฉกหรือดาราสัมพันธ์นั้นเป็นสีแห่ง ยังดี เปอร์ตวน อากง หรือผู้เป็นประมุขแห่งสหพันธรัฐและสุดท้ายคือ สีน้ำเงินซึ่งให้ความหมายถึงความสามัคคีกลมเกลียวของชาวมาเลเซีย

    โดยธงชาติของมาเลเซียนั้นตามประวัติศาสตร์ของธงชาตินั้นได้มีการใช้ธงชาติมาก่อนหน้านี้ 2 แบบ โดยที่แบบแรกคือ ธงชาติสหภาพมาลายา โดยที่มีริ้วสีขาว แดง เหลือง ดำ เรียงจากบนลงล่าง โดยที่ตรงกลางมีตราเสือเผ่นบนพื้นวงกลม ซึ่งธงนี้ได้ถูกใช้เป็นสเหมือนธงชาติของมาเลเซียในสมัยที่ถูกสหราชอาณาจักรควบคุมดูแลอยู่ โดยธงนี้จะถูกใช้ชักธงขึ้นควบคู่กับธงชาติสหราชอาณาจักร ในปีพ.ศ.2493 ในสมัยนั้นมาเลเซียนั้นเป็นสหพันธรัฐมาลายา ได้มีการเปลี่ยนแปลงธงชาติ โดยทำการเปลี่ยนมาเป็นรูปแบบที่คล้ายปัจจุบันมีข้อแตกต่างที่สำคัญกับแบบปัจจุบันอยู่ 2 ประการ คือ ริ้วบนธงชาตินั้นมีเพียง 11 แถบและดาวแฉกนั้นมีเพียง 11 แฉก โดยมีนัยความหมายเพื่อแทนรัฐทั้ง 11 รัฐของมาเลเซียในขณะนั้น โดยธงนี้ถูกใช้ชักขึ้นเสาควบคู่กับธงสหราชอาณาจักรในปี พ.ศ.2493 และใช้เป็นธงชาติเอกราชในปี พ.ศ.2500 และสุดท้ายคือเปลี่ยนแปลงมาเป็นแบบปัจจุบันโดยเพิ่มแถบริ้วสีและดาวแฉกให้มีทั้งหมด 14 สี 14 แฉกตามลำดับ เพื่อแสดงให้เห็นถึงรัฐทั้ง 14 รัฐ โดยเป็นเพราะมาเลเซียได้รับรัฐ 3 รัฐซาบาห์ รัฐซาราวักและรัฐสิงคโปร์ เข้าร่วมในสหพันธ์ ถึงแม้ภายหลังรัฐสิงคโปร์จะแยกออกมาเป็นประเทศแล้วตี่ธงชาตินั้นยังคงเหมือนเดิม โดยที่นำเอารัฐบาลกลางมาเพิ่มเป็นหนึ่งใน 14 รัฐโดยยึดเป็นฐานะรัฐบาลกลาง โดยนำมาแทนที่รัฐสิงคโปร์ ธงชาติจึงยังคงเป็นเช่นนี้มาจนปัจจุบัน

    ในส่วนของนัยความหมายของธงชาตินั้นดังที่ได้กล่าวมาแล้วในส่วนนี้จะนำมาพิจารณาถึงความสำคัญในนัยความหมายหรือสิ่งที่ธงชาติต้องการสื่อสารออกมา โดยเริ่มจากริ้วสีบนธงชาติทั้ง 14 ริ้วที่มีขนาดความกว้างเท่ากันก่อน โดยในส่วนนี้จะชี้ให้เห็นถึงลักษณะของความเป็นสหพันธรัฐที่มีรัฐย่อย ๆ แยกออกมาและรวมถึงรัฐบาลกลางอีกหนึ่งแห่ง โดยที่ในที่นี้ในการสร้างให้ริ้วสีของธงมีขนาดเท่ากันนั้นแสดงให้เห็นถึงการที่ให้รัฐทุกรัฐและรัฐบาลกลางนั้นต่างมีความสำคัญและฐานะที่เท่าเทียมกัน ในส่วนต่อมาคือพระจันทร์เสี้ยวซึ่งพระจันทร์เสี้ยวนั้นแสดงให้เห็นถึงศาสนาอิสลามซึ่งนับว่าเป็นศาสนาประจำชาติ ซึ่งนับว่าเหมือนกับเป็นหนึ่งในสถาบันหนึ่งที่สำคัญของประเทศมาเลเซียอีกทั้งยังบ่งบอกให้เห็นว่าศาสนาอิสลามนั้นเป็นศาสนาที่สำคัญและเป็นศาสนาประจำชาติ ในส่วนของดาว 14 แฉกนั้นแสดงให้เห็นถึงความเป็นเอกภาพของแต่ละรัฐ ในส่วนของสีเหลืองบนพระจันทร์เสี้ยวและดาว 14 แฉกนั้นเป็นสีที่แทนองค์ราชาของประเทศมาเลเซียที่มีสืบต่อกันมาอย่างยาวนานและให้ความสำคัญต่อองค์ราชา ในส่วนของสีน้ำเงินนั้นที่ต้องเรื่องของความสามัคคีของชาวมาเลเซียนั้นอาจกล่าวว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่ต้องการของชาวมาเลเซียเนื่องด้วยแต่ละรัฐนั้นมีความแตกต่างกันในบางเรื่องเป็นพื้นฐานอยู่แล้วในเรื่องความสามัคคีจึงเป็นเรื่องหนึ่งที่สำคัญที่ถูกปลูกฝัง

    เพลงชาติ

    แผ่นดินของข้าคือผืนดินถิ่นเกิด
    ผองประชาพำนักด้วยรักสามัคคี ก้าวหน้า
    จงประสพสุขล้วนขอพระเจ้าทรงอำนวยพร
    ขอองค์ราชาทรงปกครองแผ่นดินโดยธรรม
    จงประสพสุขล้วนขอพระเจ้าทรงอำนวยพร
    ขอองค์ราชาทรงปกครองแผ่นดินโดยธรรม

    เพลงชาติของสหพันธรัฐมาเลเซียหรืออีชื่อหนึ่งคือ “เนการากู แปลว่า “แผ่นดินของข้า” เพลงนี้ได้รับเลือกให้เป็นเพลงชาติมาเลเชียเมื่อสหพันธรัฐมาลายาได้รับเอกราชจากสหราชอาณาจักรในปี พ.ศ. 2500 โดยทำนองเพลงนี้เดิมใช้เป็นเพลงสรรเสริญประจำรัฐเประ ซึ่งเพลงนี้ได้หยิบยืมทำนองมาจากเพลงฝรั่งเศสที่มีชื่อว่า “ลา โรซาลี” (La Rosalie) อีกชั้นหนึ่ง

    เพลงชาติมาเลเซียในส่วนของท่วงทำนองหากทำการพิจารณาโดยปราศจากการคำนึงถึงเนื้อหาของเพลงนั้นเมื่อฟังแล้วทำให้เกิดความรู้สึกรักชาติขึ้น มีความรู้สึกเป็นพวกพ้องเหมือนร้องเพลงประจำบ้านหรือเพลงประจำคณะที่จะทำให้มีความรู้สึกสามัคคีเป็นผองเดียวกัน ซึ่งนับว่าเป็นการแต่งเพลงขึ้นมาอย่างสอดคล้องกับลักษณะของประเทศที่มีลักษณะเป็นสหพันธรัฐ ซึ่งเพลงนี้อาจทำให้เกิดความรู้สึกร่วมจากคนที่อยู่ในรัฐต่าง ๆ มากขึ้นและมีความกลมเกลียวกันในความเป็นชาติความเป็นชาวมาเลเซียมากขึ้น

    เพลงชาติมาเลเซียนั้นหรือเพลงเนการากูนี้จากความหมายที่เป็นภาษาไทยดังที่ได้แสดงให้เห็นในส่วนก่อนหน้านี้ จะเห็นได้ว่าเนื้อหาส่วนใหญ่ของเพลงนั้นจะเน้นมุ่งไปที่เรื่องความสามัคคีของชาวมาเลเซียและเน้นเรื่องความสำคัญที่องค์ราชา ซึ่งจากที่กล่าวมาแล้วอาจเนื่องด้วยประเทศมาเลเซียนั้นมีลักษณะเป็นประเทศสหพันธรัฐจึงมีการเน้นสำคัญที่เรื่องความสามัคคีของชาวมาเลเซียเป็นสำคัญเพราะการที่แบ่งแยกออกเป็นรัฐ ๆ นั้นอาจทำให้ไม่สามารถเกิดเอกภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการที่ประเทศมาเลเซียมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขจึงให้ความสำคัญอีกส่วนหนึ่งไปที่องค์กษัตริย์ให้เห็นถึงความสำคัญในการคงอยู่ขององค์กษัตริย์อีกทั้งยังเป็นการปลูกฝังความคิดความเชื่อในการเทิดทูนและเคารพองค์กษัตริย์อีกด้วยและยังมีนัยที่เน้นถึงความสำคัญของศาสนาอิสลามซึ่งสังเกตุได้จากเน้อหาของเพลงที่จะมีการถึงขอพระเจ้าอำนวยพรอยู่เสมอซึ่งถือว่าเป็นการใส่สถาบันสำคัญหนึ่งของประเทศลงไปในเพลงชาติ

    จากที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นได้ว่าทั้งเพลงและธงชาตินั้นต่างมีการสอดแทรกนัยความหมายในเรื่องเดียวกันหรือคล้าย ๆ กัน โดยที่จากที่เห็นจะมีเรื่ององค์ราชา ศาสนาอิสลามและความสามัคคีของชาวมาเลเซียที่อยู่ในต่างรัฐกันให้มีความสามัคคีกลมเกลียวและรู้สึกในความเป็นชาติร่วมกัน

    อ้างอิง

    http://th.wikipedia.org/wiki/ธงชาติมาเลเซีย
    http://th.wikipedia.org/wiki/รายฃื่อธงในประเทศมาเลเซีย
    http://th.wikipedia.org/wiki/เนการากู

    นาย สุวิจักขณ์ คีรีพัฒนานนท์ 534 10623 24

  2. Akesyan says :

    นายเอกลักษณ์ ไชยภูมี

    524 10600 24

    นิสิตปริญญาตรี ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    การเมืองของชนชั้นนำแบบเครือญาติในมาเลเซีย

    ในบรรดาประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์นั้น มาเลเซียจัดได้ว่าเป็นประเทศหนึ่งที่ตำแหน่งผู้นำประเทศนั้นมีลักษณะเป็น “ทรัพย์สมบัติประจำตระกูลใดตระกูลหนึ่ง” อย่างชัดเจน กล่าวคือ การที่ตำแหน่งผู้นำประเทศ หรือ นายกรัฐมนตรีแห่งมาเลเซียนั้นมีลักษณะเป็นทรัพย์สินส่วนบุคคล หรือ ของตระกูลนั้นก็เป็นเพราะว่า บุคคลที่เข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมืองในฐานะนายกรัฐมนตรีนั้นมาจากกลุ่มชนชั้นนำเพียงไม่กี่ตระกูลของพรรคอัมโนแห่งมาเลเซีย มิหนำซ้ำยังมีลักษณะของสายสัมพันธ์ในรูปแบบของ บิดา – บุตร ของบุคคลที่ขึ้นมามีอำนาจในมาเลเซียหลายต่อหลายครั้งอย่างเป็นที่ประจักษ์ชัด

    กล่าวคือตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของมาเลเซียนั้นมักตกอยู่ในเงื้อมือของสองตระกูลนักการเมืองใหญ่แห่งพรรคอัมโน อันได้แก่ตระกูลราซัค และมหาเธร์ ซึ่งเป็นสองตระกูลที่สถาปนาการเมืองแบบเครือญาติให้หยั่งรากลึกลงในการเมืองของมาเลเซีย โดยกระบวนการนั้นมักเกิดขึ้นในรูปแบบที่มีลักษณะคล้าย ๆ กัน คือ การสนับสนุนให้บุคคลใกล้ชิดในครอบครัวซึ่งส่วนมากจะเป็นบุตรชายให้เข้ามาดำรงตำแหน่งหนึ่งในสิบตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลของพรรคอัมโน โดยนายกรัฐมนตรีอัมดุล ราซัค ฮุสเซน นั้นได้จัดวางลูกชาย (นาจิบ) ไว้ในตำแหน่งสำคัญ ก่อนที่จะให้น้องเขยคือนายฮุสเซน ออนขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อจากเขา และภายใต้การสนับสนุนจากนายกรัฐมนตรีมหาเธร์ (คนที่4) นายนาจิบ ราซัค ลูกชายของราซัค ฮุสเซนก็ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี (คนที่ 6) ในปี ค.ศ. 2009 ๗นกระทั่งถึงปัจจุบัน

    การเข้ามากุมบังเหียนรัฐนาวามาเลเซียของนายนาจิบ ราซัคนั้นหาได้เป็นที่แปลกใจของชาวมาเลเซียแต่อย่างใด เพราะดังที่ได้กล่าวไว้ในข้างต้นแล้วว่านายนาจิบได้ถูกราซัคผู้พ่อวางตัวให้ขึ้นมาดำรงตำแหน่งนี้ตั้งแต่เมื่อแรกแล้ว และเมื่อเขาขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของมาเลเซียแล้ว นายนาจิบได้จัดวางลูกพี่ลูกน้องของเขาให้ขึ้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย อีกทั้งยังได้ส่งน้องชายคนเล็ฏ คือนายนาเซอ อับดุล ราซัคให้ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารของธนาคารภูมิบุตร ซึ่งเป็นธนาคารที่มีขนาดใหญ่เป็นอับดับสองของมาเลเซีย นอกจากนี้เขายังได้แต่งตั้งลูกชายของมหาเธร์ให้เข้ามาดำรงตำแหน่งสำคัญในครม. และปลดคนของอดีตนายกฯอับดุลลาออกจากตำแหน่งสำคัญ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงสายสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกันระหว่างสองตระกูลใหญ่ คือราซัค-มหาเธร์

    จะเห็นได้ว่าการเมืองในลักษณะแบบเครือญาติของมาเลเซียนั้นนอกจากจะมีการสืบทอดอำนาจจากบิดาไปสู่บุตรในรูปแบบธรรมดาแล้ว ก็ยังประกอบไปด้วยการสร้างสถาบันของเครือข่ายญาติพี่น้องในโครงสร้างอำนาจรัฐด้วยการไปยึดกุมโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างธนาคาร และตำแหน่งสำคัญในพรรคอัมโนจนหมดสิ้น เพื่อที่จะเป็นหลักประกันในความมั่นคงของขั้วอำนาจที่เกิดขึ้นระหว่างสองตระกูลใหญ่ คือ ตระกูลราซัค กับ ตระกูลมหาเธร์นั่นเอง นอกจากนี้ยังมีกระแสข่าวอีกว่า มีความเป็นไปได้อย่างสูงที่เมื่อนายนาจิบราซัคลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้วเขาอาจจะให้การสนับสนุนลูกชายของอดีตนายกมหาเธร์ คือ นายMukhriz Mahathir ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อจากเขา ดังเช่นที่อดีตนายกมหาเธร์เคยได้ให้การสนับสนุนนายราซัคให้ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทนนายอับดุลลามาแล้วในปี ค.ศง 2009 นั่นเอง การเกิดภาพซ้ำ หรือ เดฌาวูทางการเมืองมาเลเซียเช่นนี้เองจึงทำให้กล่าวได้ว่า การเมืองมาเลเซียนั้นยังคงถูกครอบงำด้วยการเมืองแบบเครือญาติที่หยั่งรากลึกลงไปในสังคมมาเลเซีย โดยเฉพาะในมิติด้านการเมืองดังที่ได้กล่าวไปทั้งหมดในข้างต้น

  3. THIPAKORN BUASOONTORN says :

    บัตรประชาชนมาเลเซีย

    ประเด็นที่สำคัญในเรื่องของบัตรระชาชนมาเลเซีย คือ ในช่วงไม่กี่ที่ผ่านมารัฐบาลมาเลเซียถูกสอบสวนในเรื่องการออกบัตรประชาชนผิดกฎหมายให้กับคนหลบหนีเข้าเมืองชาวต่างชาติ เพื่อแลกกับการได้คะแนนเสียงที่ได้จากสิทธิการเลือกตั้งผ่านบัตรประชาชนให้กับพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง คือ พรรครัฐบาลผสม (บีเอ็น) เนื่องจากตลอด 10 ปีที่ผ่านมาพรรคนี้มีคะแนนนิยมเสื่อมถอยลงตลอดและอาจจะไม่สามารถรักษาฐานเสียงได้ เรื่องนี้จึงเป็นที่ถูกกล่าวถึงอย่างมากทั้งในประเทศและต่างประเทศถึงประเด็นดังกล่าว โดยข้อสังเกตถึงความผิดปกติอยู่ที่ รัฐซาบาห์ของมาเลเซียซึ่งเต็มไปด้วยป่าและมีขนาดพอ ๆกับไอร์แลนด์ มีผู้อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นจากราว 600,000 คนในปี 1970 เป็นกว่า 3 ล้านคนในปัจจุบัน ซึ่งเร็วกว่าอัตราเฉลี่ยทั้งประเทศกว่าเท่าตัว ซึ่งในเรื่องนี้เองทำให้พรรคฝ่ายค้านมาเลเซียโจมตีว่า พลเมืองราว 700,000 คนในรัฐซาบาห์อาจเป็นผู้หลบหนีเข้าเมืองที่ได้บัตรประจำตัวประชาชนโดยผิดกฎหมาย และจากประวัติก็พบว่า รัฐแห่งนี้เป็นฐานเสียงที่สำคัญของพรรค บีเอ็น มาตั้งแต่กลางทศวรรษ 1990 จึงมีมูลเหตุแห่งความน่าสงสัยในการกระทำของพรรค BN ผ่านบัตรประชาชนในฐานะเครื่องมือรักษาฐานเสียงโดยมิชอบธรรม

    ในส่วนที่สองเป็นเรื่องสัญชาติกับบัตรประชาชนที่เป็นประเด็นระหว่างไทยกับมาเลเซีย คือการเป็นบุคคลถือสองสัญชาติในมาเลเซียในปัจจุบันไม่สามารถกระทำได้เหมือนในอดีต ดังนั้นการจะถือบัตรประชาชา 2 ใบ 2 สัญชาติ ย่อมไม่สามารถกระทำได้ ทำให้เกิดปัญหากับประชากรในพื้นที่นั้นในเรื่องของผลประโยชน์ที่เคยได้รับจากการถือสองสัญชาติ และทำให้ต้องเลือกสัญชาติและการถือครองบัตรประชาชนเพียงใบเดียวเท่านั้นตามกฎหมายของทางมาเลเซียที่ออกมา คือ มาเลเซียให้สัญชาติตามหลักดินแดน ดังนั้นผู้ที่เสียประโยชน์ส่วนใหญ่จึงเลือกจะถือสัญชาติใดสัญชาติหนึ่ง แล้วปลอมแปลงบัตรประชาชน เพื่อใช้ในการหางานหรือใช้สิทธิต่าง ๆ ของอีกประเทศหนึ่งไปด้วย ทำให้เกิดปัญหาเรื่องการกระทำผิดกฎหมายในรูปแบบต่าง ๆ มากมาย การลักลอบขนย้ายสิ่งผิดกฎหมาย และการทำงานผิดกฎหมายแรงงาน เป็นต้น

    อีกประเด็น คือ การเรียกร้องของกลุ่มมาเลย์เชื้อสายสยามถูกระบุในบัตรประชาชนว่าเป็นสัญชาติไทย ทั้ง ๆ ที่กลุ่มคนเหล่านั้นเป็นเผ่าพื้นเมืองและระบุว่าขึ้นกับมาเลย์ ซึ่งในบัตรประชาชนมีการระบุสถานะเชื้อสายไทยในบัตรประชาชน ทำให้ถูกเข้าใจผิดว่าคนกลุ่มนี้มาจากประเทศไทย ทางเราจึงมีนโยบายให้ประชาชนที่มีเชื้อสายสยามสามารถเปลี่ยนจากสถานะเชื้อ สายในบัตรประชาชนจากไทยเป็นสยามได้ เพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิด และจากความคิดของเจ้าหน้ารับผิดชอบดูแลเรื่องนี้ที่ว่า “ไม่สามารถให้สัญญาว่าจะคลี่คลายปัญหาที่เกิดในชุมชนชาวมาเลย์เชื้อสายสยาม ได้ทุกปัญหา แต่เราจะพยายามอย่างถึงที่สุดที่จะให้สังคมของชาวมาเลย์ทุกเชื้อสายอยู่กัน อย่างสงบสุข” สะท้อนถึงการประนีประนอมกันอย่างมากระหว่างมาเลย์แต่ละเชื้อสาย และถูกรัฐทำให้รวมเป็นเอกภาพเพื่อการขับเคลื่อนตัวรัฐต่อไป

    แหล่งที่มา :
    http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9560000009089
    http://prp.trf.or.th/ContentView.aspx?id=13&page=3
    http://www.publicpostonline.com/main/content.php?page=sub&category=5&id=255

  4. นุชประภา โมกข์ศาสตร์ says :

    มหาเธร์ บิน โมฮัมหมัด บุรุษเหล็กแห่งมาเลเซีย

    มหาเธร์ บิน โมฮัมหมัด เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 4 ของมาเลเซียนับแต่ปี พ.ศ. 2524 จนเกษียณอายุในปี พ.ศ. 2546 โดยครองตำแหน่งนี้นานถึง 22 ปี ซึ่งทำให้เขาเป็นหนึ่งในผู้นำเอเชียที่มีอายุการทำงานยาวนานที่สุดและทรงอิทธิพลที่สุด

    มหาเธร์ โมฮัมหมัด (Mahathir Mohamad) เกิดในเมืองอะลอร์ซตาร์ รัฐเคดะห์ ของมาเลเซีย ในวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ.2468 และเข้าร่วมพรรคอัมโน : UMNO (United Malays National Organization) ที่ก่อตั้งขึ้น ในปี พ.ศ.2489 และสามารถดึงดูด ความสนใจ ของผู้คนได้ จากการเขียนบทความ เชิงวิจารณ์ ที่เกี่ยวกับราชาธิปไตย และปลดปล่อยสตรี ให้เป็นอิสระ

    เส้นทางอำนาจ ที่มหาเธร์ได้เข้าสู่ แวดวงการเมือง อย่างจริงจังนั้น คงเป็น ในช่วงปี พ.ศ.2507 ในฐานะของสมาชิกรัฐสภา จากพรรคอัมโน แต่ต่อมา ในปี พ.ศ.2512 เขาก็ถูกขับออกจากพรรค หลังจากที่โจมตี นายกรัฐมนตรีตุนกู อับดุลระห์มัน (Tunku Abdul Rahman) ในจดหมายเปิดผนึก ฐานละเลยชุมชน ชาวมาเลย์พื้นเมือง

    จากนั้น บนเส้นทางสายการเมือง เขาได้นำเสนอ แนวคิดชาตินิยม โดยเขียนหนังสือ ที่ชื่อว่า “เดอะ มาเลย์ ดีเล็มม่า” (The Malay Dilemma) ซึ่งได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ กันอย่างแพร่หลาย และงานเขียนดังกล่าว ยังมีอิทธิพลต่อชาวมาเลเซีย ให้หันมาต่อต้าน ชาติตะวันตก ที่จะเข้ามามีอิทธิพล หรือกดขี่ชาวมาเลเซียอีกด้วย โดยแนวคิดของเขา ได้สอดรับกับแนวคิด ของคณะผู้นำ พรรคอัมโนรุ่นใหม่ ทำให้เขาได้กลับ เข้ามาเป็นสมาชิก ของพรรคอัมโน อีกครั้ง ต่อมาในปี พ.ศ.2517 มหาเธร์ได้รับการเลือกตั้ง เข้ามาเป็นสมาชิกรัฐสภา และได้รับการแต่งตั้ง ให้เป็นรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งภายในระยะเวลา เพียง 4 ปี เขาได้เป็น รองหัวหน้าพรรค และในปี พ.ศ.2524 เขาได้เป็นนายกรัฐมนตรี

    ตำแหน่ง บริหารในระดับสูง ของมหาเธร์ เขาได้ปรับเปลี่ยน โครงสร้างเศรษฐกิจ ของประเทศ จากเดิม ที่มุ่งเน้น การส่งออก ยางพารา และดีบุก ซึ่งเป็นสินค้าขั้นพื้นฐาน ปรับเปลี่ยนมาเป็น สินค้าอุตสาหกรรม ที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้มากกว่า เช่น การผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้า เหล็กกล้า และรถยนต์ จนได้รับการขนานนามว่า “เสือตัวหนึ่งในเอเชีย”
    นอกจากนี้ เขายังรับเอาเสื้อคลุมของโฆษก สำหรับเอเชียใหม่ หรือ New Asia โดยสนับสนุน คุณค่าต่าง ๆ ของเอเชีย และมาเลเซีย วิพากษ์วิจารณ์ ทวิมาตรฐาน หรือ Double Standard ต่าง ๆ ของชาติตะวันตก และได้สมัครพรรคพวก ในหมู่ประเทศกำลังพัฒนา และประเทศที่ไม่ใช่ตะวันตก เข้าเป็นแนวร่วม

    มหาเธร์ ยังได้สร้างชนชั้นกลาง ชาวมาเลย์ขึ้น หรือแม้แต่อภิมหาเศรษฐี โดยอาศัยการอุปถัมภ์ ของรัฐบาล ตลอดจนนโยบาย การเลือกปฏิบัติเชิงบวกต่าง ๆ ในการจ้างงาน และการศึกษา ระดับที่สูงขึ้น โครงการที่มองเห็น ได้ถูกสร้างขึ้นมา เพื่อกระตุ้นความรู้สึก ภาคภูมิใจ ของประชาชนก็คือ ตึกที่สูงที่สุดในโลก “พีโทรนาส” (Pretronas Twin Towers) และ “นิคมอุตสาหกรรม มัลติมีเดีย ซูเปอร์ คอร์ริดอร์” (Multimedia Super Corridor) ที่ตั้งใจ จะให้เป็นคู่แข่งของ “ซิลิคอน แวลลี่ย์” (Sillicon Valley) ของแคลิฟอร์เนีย
    แต่กระนั้นมหาเธร์ ก็มีเมตตาธรรมน้อย ต่อผู้ที่ต่อต้านเขา ทั้งผู้ที่อยู่ในตำแหน่ง คนก่อนอย่าง “นายอันวาร์ อิบราฮีม” (Anwar Ibrahim) และตัวนายอันวาร์เอง ก็อยู่ในตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี ได้เพียง 5 ปี เท่านั้น จากนั้น ในปี พ.ศ.2530 การท้าทาย ต่อภาวะผู้นำของมหาเธร์ นำไปสู่การกักขัง ผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์เขาครั้งใหญ่ ภายใต้พระราชบัญญัติ ความมั่นคงภายใน และการสั่งปลด บรรดาผู้พิพากษา ที่เขาลงความเห็นว่าแทรกแซงมากเกินไป

    ดร. มหาเธร์ บิน โมฮัมหมัด เป็นนายกรัฐมนตรีที่สร้างความมั่นคงและแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ โดยได้พัฒนาประเทศมาเลเซียให้เจริญรุดหน้าอย่างรวดเร็ว ด้วยความรู้ความสามารถอันสูงยิ่งและวิสัยทัศน์กว้างไกล ผลงานสำคัญ คือการผลักดันระบบModernization และสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้ฐานะและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้นอย่างมาก รวมทั้งได้สนับสนุนการจัดตั้งอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายใต้ชื่อ“โปรตอน” อันเป็นก้าวหนึ่งที่ทำให้ประเทศมาเลเซียพัฒนาเข้าสู่ความเป็นประเทศอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว

    แหล่งที่มา

    http://www.biography.com/people/mahathir-mohamad-9395417
    http://en.wikipedia.org/wiki/Mahathir_Mohamad

  5. ถลัชนันท์ เอ่งฉ้วน says :

    ฟุตบอลกับประเด็นทางการเมือง : ประเทศมาเลเซีย

    ในระดับฟุตบอลทีมชาติ มาเลเซียเคยได้เข้าร่วมโอลิมปิกที่มิวนิก ในปี 1972 และมีฉายาที่สื่อไทยนิยมเรียกกันว่า “เสือเหลือง” ซึ่งความสัมพันธ์ไทยกับมาเลเซียในแง่ฟุตบอล กล่าวคือ สำหรับทีมชาติไทยและทีมชาติมาเลเซียนั้นถือเป็นคู่ปรับมานาน โดยการพบกันของไทยกับมาเลเซียในอดีตที่ผ่าน จากการพบกัน 85 นัดจากทุกรายการ ทีมชาติไทยชนะได้เพียงแค่ 24 นัด, เสมอ 26 นัด ส่วนที่เหลือ มาเลเซียชนะ 35 นัด ส่วนการยิงประตู ทีมไทยยิงได้ 116 ประตู ขณะที่มาเลเซียยิงได้ 128 ประตู ซึ่งจะเห็นได้ว่ามาเลเซียก็ยังมีสถิติที่เหนือกว่าไทย อาจด้วยฟุตบอลที่เล่นกันอย่างเป็นระบบ มีวิทยาศาสตร์กีฬาเข้ามาช่วย

    ส่วนในระดับลีกช่วง 20 ปีที่ผ่านมา (1989 – 1993) นับได้ว่าวงการฟุตบอลมาเลเซียเป็นช่วงที่ได้รับความนิยมเร็วและสูงมากเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านในอาเซียน มีภาพของแฟนบอลที่แห่ไปชมฟุตบอลทีมของรัฐตัวเองอย่างท่วมท้น และยังมีการเข้าร่วมของนักเตะไทย เช่น ปิยพงษ์ ผิวอ่อน, วิฑูรย์ กิจมงคลศักดิ์, อรรถพล บุษปาคม ในสโมสรปาหงในลีกมาเลเซียช่วงนั้นด้วย

    หลังจากนั้นฟุตบอลลีกมาเลก็ได้เปลี่ยนจาก Semi Pro League เป็น M League (1994 -2003) และเป็น Malaysian Super League จนถึงปัจจุบัน ซึ่งโครงสร้างลีกของมาเลเซียจะมี 3 ระดับคือ 1) ลีกสูงสุด Malaysian Super League 14 ทีม 2) Malaysian Premier League 12 ทีม 3) National Leagueหรือ Malaysian FAM cup 8 ทีม โดยทั้ง 3 ลีกมีการเลื่อนชั้นและตกชั้น นอกจากนี้ยังมีฟุตบอล FA Cup ด้วย จะเห็นได้ว่าฟุตบอลลีกของมาเลเซียเอื้อต่อการระบบฟุตบอลอาชีพ คือ ทีมฟุตบอลจะเป็นทีมของรัฐต่างๆกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ โดยบางรัฐมีทีมฟุตบอลมากกว่า 1 ทีม เช่น รัฐยะโฮร์ เป็นต้น

    ในปี 2008 สมาคมฟุตบอลมาเลเซียได้มีการยกเลิกการจ้างผู้เล่นต่างชาติทุกคนในลีก โดยให้เหตุผลว่าเพื่อเป็นการส่งเสริมและให้โอกาสนักฟุตบอลภายในประเทศอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการประสบปัญหาสัญญาจ้างนักเตะที่คลุมเครือ ไม่เป็นธรรม และมีการเอาเปรียบเกี่ยวกับค่าตอบแทน รวมทั้งมีการไม่จ่ายเงินให้กับนักเตะโดยเฉพาะนักเตะที่มาจากแอฟริกา ซึ่งเป็นสาเหตุให้วงการฟุตบอลมาเลเซียขาดนักเตะฝีเท้าดี นำมาซึ่งการขาดแรงจูงใจจาก Sponsor และแฟนบอล อีกสาเหตุหนึ่งที่เคยทำให้ความนิยมฟุตบอลลดลงคือ การพนันฟุตบอลที่ทำให้เกิดการล้มบอลขึ้น ทำให้วงการฟุตบอลมาเลเซียช่วงหนึ่งเสื่อมลงบ้าง เห็นได้จากในปี 2008 จำนวนผู้เข้าชม Super League มีจำนวน 6,914 คน ต่อ 1 นัด (ผ่านเกณฑ์ AFC) และมีเพียงทีมใหญ่ๆ 2-3 ทีมที่คนดู 10,000 คนขึ้นไป ซึ่งปกติแล้ว Super League จะมีคนเข้าชมกว่าหมื่นคนเกือบทุกนัด อย่างไรก็ตามฟุตบอลมาเลเซียก็ได้กลับมาเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมอีกครั้งในช่วงซีเกมส์ครั้งล่าสุด

    และในส่วนของผู้สนับสนุน Sponsor ที่ปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของสมาคมฟุตบอลมาเลเซียได้แก่ Astro บริษัทโทรทัศน์ดาวเทียม, Astro Arena ช่องโทรทัศน์, SHARP บริษัทอิเล็กทรอนิกส์ของญี่ปุ่น, 100 PLUS (Carbonated Isotonic Sport drink)และในส่วนของทีมชาติคือ TM (Telekom Malaysia) บริษัทสื่อสารที่ใหญ่ที่สุดในมาเลเซียและ Nike บริษัทอุปกรณ์กีฬา ซึ่งจะเห็นได้ว่าการเข้ามาเป็น sponsor ทำให้ฟุตบอลกลายเป็นสินค้าหนึ่งในระบบทุนนิยม

    ที่มา:
    http://topicstock.pantip.com/supachalasai/topicstock/2010/08/S9564799/S9564799.html
    http://www.fam.org.my/
    http://www.thaipost.net/x-cite-kidz/081212/66284

    นางสาวถลัชนันท์ เอ่งฉ้วน

    5341020024

  6. จิตตราพร เลิศศิริ says :

    มาเลเซีย

    1.อิทธิพลของมหาอำนาจในช่วงการก่อร่างสร้างชาติ

    1.1 อิทธิพลจากจีนและอินเดีย

    มาเลเซียมีบทบาทความสำคัญเนื่องมาจากปัจจัยทางภูมิศาสตร์ ทำให้มาเลเซียหรือในขณะนั้นคืออาณาจักรมะละกา กลายเป็นเมืองท่าและศูนย์การค้าที่สำคัญ เพราะอาณาจักรมะละกาตั้งอยู่ระหว่างสองอาณาจักรสำคัญในขณะนั้นนั่นคืออินเดียและจีน ทำให้มะละกาได้รับอิทธิพลจากจีนและอินเดียไปโดยปริยาย มีการติดต่อค้าขายระหว่างกันรวมถึงมีการอพยพของผู้คนจากจีนและอินเดียเข้าสู่มะละกาด้วย สิ่งเหล่านี้ทำให้มะละกา จีนและอินเดียมีความเชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่น แต่อย่างไรก็ตามมะละกาได้รับอิทธิพลจากจีนน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับอินเดีย อาจเนื่องมาจากลักษณะธรรมชาติที่แตกต่างกันของทั้งสองประเทศ กล่าวคือคนจีนไม่ใคร่จะชอบเดินทางด้วยเรือเพื่อสำรวจทางทะเลเป็นระยะเวลานานๆแตกต่างจากชาวอินเดีย ทำให้อารยธรรมอินเดียมีผลอย่างมากต่ออาณาจักรมะละกาในหลากหลายด้าน ทั้งทางด้านศาสนา วัฒนธรรมวิถีชีวิตความเป็นอยู่ตลอดจนแนวคิดต่างๆ แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่มะละกาได้รับจากอินเดียคืออิทธิพลด้านศาสนา (ศาสนาอิสลาม) สาเหตุที่มะละกาเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลามนั้นก็เพื่อให้ตนได้รับสิทธิพิเศษด้านความคุ้มครองจากอินเดีย รวมถึงประโยชน์ทางการค้าจากบรรดาอาณาจักรต่างๆที่ตั้งอยู่ตามชายฝั่งตอนเหนือของเกาะสุมาตรา นอกจากนี้การเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลามของมะละกายังเป็นไปเพื่อให้พ้นจากอิทธิพลของอาณาจักรอยุธยาและมัชปาหิต

    ในช่วงแรกนี้เราจะพบว่าประเทศต่างๆในเอเชียมีแนวความคิดที่แตกต่างชาติตะวันตกคือ การขยายอำนาจอิทธิพลของตนนั้นจะไม่ได้กระทำผ่านการใช้กำลังทางทหาร แต่จะใช้ Soft power ผ่านทางระบบการค้า การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมในระดับประชาชน ตลอดจนอิทธิพลทางศาสนาเข้ามาช่วย ลักษณะเด่นของมะละกาในช่วงนี้คือการที่มะละกาใช้การ balance of power ในรูปแบบที่แตกต่างจากในปัจจุบันที่มีกรอบความคิดเรื่องรัฐชาติเข้ามาครอบงำ กล่าวคือ การรักษาดุลอำนาจในสมัยก่อนจะเป็นไปในรูปแบบของเมืองสองฝ่ายฟ้า ที่ยอมรับเอาอิทธิพลของมหาอำนาจทั้งสองเข้ามาในรัฐตน เพื่อป้องกันมหาอำนาจอื่นๆเข้ามาแทรกแซง ในกรณีของมะละกานั้นถึงแม้มะละกาจะได้รับอิทธิพลจากทั้งอินเดียและจีน แต่ก็จะสังเกตเห็นได้ว่าจีนนั้นสนใจแค่ผลประโยชน์ทางการค้าที่มีร่วมกับมะละกา ทำให้อิทธิพลของอินเดียในมะละกามีมากกว่าจีน มะละกาซึ่งรู้ตัวว่าเป็นรัฐเล็กที่ง่ายต่อการถูกคุกคามจากรัฐมหาอำนาจในขณะนั้น เช่น สยาม มัชปาหิต จึงพยายามปรับตัวให้เข้ากับอินเดียเพื่ออาศัยอิทธิพลของอินเดียในการปกป้องตนเองจากมหาอำนาจชาติอื่นๆ

    1.2 อิทธิพลจากอาณานิคมตะวันตก: โปรตุเกส ฮอลันดาและอังกฤษ

    มะลากาดำรงความรุ่งเรืองอยู่ได้ประมาณร้อยปีเศษก็ตกอยู่ในการปกครองของโปรตุเกส (โปรตุเกสยึดเมืองมะละกาได้ในปีค.ศ.1511) ซึ่งโปรตุเกสนี้อาจถือได้ว่าเป็นประเทศแรกที่ทำให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างยุโรปกับเอเชีย การปกครองของโปรตุเกสที่มีต่อมะละกาก็ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าผลประโยชน์ทางการค้า โดยเฉพาะสินค้าท้องถิ่นอย่างพริกไทย ทองคำและงาช้าง นอกจากนี้โปรตุเกสยังได้ทำการผูกขาดทางการค้า ขยายอิทธิพลเหนือช่องแคบมะละกา นั่นทำให้โปรตุเกสมีอำนาจในการควบคุมเส้นทางการเดินเรือด้วย การเปลี่ยนแปลงใหม่ๆเริ่มเกิดขึ้นพร้อมๆกับการเข้ามาของชาวฮอลันดาที่ต้องการยึดบทบาทพ่อค้าคนกลางจากโปรตุเกสในการค้าขายเครื่องเทศ ประกอบกับความอ่อนแอของโปรตุเกสที่เริ่มเกิดขึ้นเนื่องจากต้องแบ่งกำลังคนไปควบคุมศูนย์การค้าหลายจุด เกิดปัญหาการคดโกงในหมู่ข้าราชการชั้นนำ ทำให้ฮอลันดาสามารถปิดล้อมมะละกาและยึดเอามะละกาจากโปรตุเกสได้ในที่สุด เมื่อยึดมะละกาจากโปรตุเกสได้ ฮอลันดาก็สามารถผูกขาดทางการค้าเครื่องเทศได้ในที่สุด

    ช่วงนั้นนั่นเอง อังกฤษก็ได้เริ่มขยายอิทธิพลเข้ามาในดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยเริ่มขยายอิทธิพลจากอินเดียเข้าสู่เกาะปีนัง ด้วยการขอเช่าเกาะปีนังจากสุลต่านที่ไทรบุรีในค.ศ.1786 เพื่อใช้เป็นท่าเรือ ต่อมาอังกฤษได้ขยายขอบเขตอิทธิพลของตนให้เพิ่มมากขึ้นด้วยการขอเช่าเกาะสิงค์โปร์จากสุลต่านแห่งยะโฮห์ ทำให้อังกฤษยึดครองดินแดนในคาบสมุทรมลายูตั้งแต่เคดาห์ลงไปจนถึงสิงคโปร์ได้สำเร็จในปีค.ศ.1824 การปกครองของอังกฤษนี้สร้างความไม่พอใจให้กับชาวพื้นเมืองเดิมจนเกิดเป็นพลังชาตินิยมที่ต้องการเรียกร้องเอกราชให้ตนเอง ความคิดนี้ของชาวมลายูถูกสนับสนุนให้น้ำหนักมากขึ้นเมื่อญี่ปุ่นสามารถเอาชนะอังกฤษได้ ญี่ปุ่นทำให้ชาวมลายูตระหนักว่าอังกฤษไม่ได้เป็นอาณานิคมที่น่ากลัวอย่างที่คาดคิด (ถึงกระนั้นชาวมาเลย์เองก็ไม่ได้ยินดีกับการตกอยู่ภายใต้การปกครองของญี่ปุ่น มีการรวมตัวกันของชาวมลายูจำนวนหนึ่งภายใต้ชื่อ กองทัพต่อต้านญี่ปุ่นของประชาชนมลายู: MPAJA) อย่างไรก็ตามญี่ปุ่นหมดบทบาทลงไปพร้อมๆกับการปิดฉากสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ญี่ปุ่นเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ อังกฤษกลับมามีบทบาทอีกครั้ง ก่อนที่จะมอบเอกราชให้แก่มาเลเซียในปี 1957 จากนั้นได้มีการก่อตั้งสหพันธรัฐมาเลเซีย (Federation of Malaysia) ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มของดินแดนที่ประกอบด้วย สหพันธรัฐมลายา สิงคโปร์ ซาราวัค และซาบาห์ (บอร์เนียวเหนือ) เข้าด้วยกัน แต่จากปัญหาความขัดแย้งทางด้านเชื้อชาติและศาสนา ทำให้สิงคโปร์แยกตัวออกจากสหพันธรัฐมลายาในปี 1965

    สำหรับประวัติศาสตร์ช่วงก่อนการได้เอกราชของมาเลเซียนี้จะเห็นได้ว่า อิทธิพลของลัทธิล่าอาณานิคมอันเป็นผลลัพธ์จากการปฎิวัติอุตสาหกรรมนั้นได้แพร่ขยายมาถึงภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รัฐมหาอำนาจต่างๆทั้งอังกฤษ โปรตุเกส หรือฮอลันดาต่างต้องการที่จะแย่งชิงการผูกขาดทางการค้าทางด้านตลาดเครื่องเทศที่จะสามารถก่อให้เกิดผลประโยชน์แห่งชาติมูลค่ามหาศาล ไม่เพียงแต่จะได้ผลประโยชน์ทางการค้าเท่านั้น แต่ประเทศที่ได้ครอบครองดินแดนอาณานิคมมากย่อมส่งผลต่ออิทธิพลความเป็นเจ้าและเกียรติภูมิของประเทศด้วย สิ่งที่ชาติตะวันตกเน้นใช้ในช่วงนี้คือการใช้กำลังทางการทหารเข้าจัดการกับปัญหาต่างๆ ซึ่งแตกต่างกับในปัจจุบันที่การขยายอำนาจด้วยการใช้กำลังไม่ได้เป็นที่ยอมรับ ข้าพเจ้าจะขอยกข้อความของ Thucydides ที่กล่าวไว้ว่า “The strong do what they can and the weak suffer what they must.” คำกล่าวนี้สามารถอธิบายสภาพของเมืองอาณานิคมต่างๆได้ดี ถึงสภาวะที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เมื่อรัฐของตนมีศักยภาพทางการทหารที่อ่อนแอกว่า บริบทสังคมในช่วงนี้จึงทำให้รัฐมหาอำนาจต่างๆต้องเร่งล่าอาณานิคมเพื่อเสริมศักยภาพทางเศรษฐกิจให้แข็งแกร่ง ก่อนที่จะแปรศักยภาพทางเศรษฐกิจไปสู่ศักยภาพทางการทหารอีกทีหนึ่ง

    2.อิทธิพลของมหาอำนาจที่มีต่อมาเลเซียในปัจจุบัน

    หากจะกล่าวถึงมหาอำนาจที่มีอิทธิพลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คงไม่อาจหนีพ้นประเทศจีนไปได้ ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับมาเลเซียนั้น ในปัจจุบันปัญหาที่มีร่วมกันและเป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสนใจคงหนีไม่พ้นประเด็นเรื่องปัญหาหมู่เกาะในทะเลจีนใต้ โดยทั้งมาเลเซียและจีนต่างอ้างกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะสแปรตลี่ทั้งคู่ เกาะสแปรตลีย์เป็นหมู่เกาะที่ไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ แต่สาเหตุที่สองชาติต่างอ้างกรรมสิทธิ์เหนือดินแดนดังกล่าวเนื่องมาจากเหตุผลทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจการประมงและธุรกิจพลังงาน อย่างไรก็ตามถึงแม้จะมีปัญหาด้านความมั่นคงทางดินแดนระหว่างกัน แต่มาเลเซียและจีนก็ยังคงมีความสัมพันธ์อันดีในทางเศรษฐกิจต่อกันอันเนื่องมาจากมีตัวแปรสำคัญในการเชื่อมความสัมพันธ์นั่นคือชาวจีน หรือคนเชื้อสายจีนในมาเลเซียที่ส่วนใหญ่แล้วจะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของมาเลเซียมาโดยตลอด ถึงแม้จะถูกลิดรอนสิทธิบางประการตามนโยบายภูมิบุตรก็ตาม สิ่งที่ต้องติดตามในความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศคือ ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจะมีส่วนช่วยในการบรรเทาอิทธิพลความขัดแย้งกันในประเด็นทางด้านข้อพิพาททางดินแดนหรือไม่ เพราะถ้าหากตัดประเด็นข้อพิพาททางดินแดนในทะเลจีนใต้ออก ก็นับว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเป็นไปด้วยดี โดยมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเป็นตัวเชื่อม จุดเด่นประการหนึ่งระหว่างความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศนี้คือ ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจไม่ค่อยได้รับผลกระทบจากปัญหาทางการเมืองหรือปัญหาความมั่นคงมากนัก

    หากเปรียบเทียบความสัมพันธ์ของมาเลเซียกับมหาอำนาจอีกชาติหนึ่งอย่างสหรัฐอเมริกา ก็ต้องนับว่ามาเลเซียมีความสัมพันธ์กับจีนที่พัฒนาไปได้รวดเร็วมากกว่า ทั้งที่ทั้งสองประเทศ(มาเลเซีย-สหรัฐฯ) ไม่ได้มีปัญหาขัดแย้งด้านอุดมการณ์ในช่วงสงครามเย็น จนทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศหยุดชะงักไปเหมือนอย่างความสัมพันธ์ระหว่างจีน-มาเลเซีย อย่างไรก็ตามเราอาจจะได้เห็นความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่พัฒนามากขึ้นระหว่างสหรัฐ-มาเลเซียผ่านโครงการ TPP (หุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิก)

    ปัจจุบันเราจะพบว่าบริบทความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจะดำเนินอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ มาเลเซียเองก็เช่นกันด้วยศักยภาพทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างสูงและพร้อมจะพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว ประกอบกับความเป็นชาตินิยมที่มีอยู่ค่อนข้างสูงในมาเลเซีย อาจเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างมาเลเซียกับสหรัฐฯพัฒนาไปได้อย่างไม่รวดเร็ว มาเลเซียเองพยายามที่จะพึ่งตนเองให้ได้มากที่สุด ลดการพึ่งพิงชาติตะวันตกอย่างสหรัฐเพื่อลดการเข้ามามีอิทธิพลของชาติตะวันตก อาจกล่าวได้ว่าประเทศมาเลเซียเองคงได้บทเรียนจากการแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจในช่วง 1997 ที่ปฎิเสธแนวคิดของตะวันตกอย่าง IMF, WB แต่พยายามแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจด้วยแนวทางของตัวเองจนสามารถฟื้นตัวได้เร็วกว่าประเทศที่รับเอาแนวคิดเสรีนิยมทางเศรษฐกิจของตะวันตกมาใช้ การที่มาเลเซียเป็นชาติที่ไม่ต้องอาศัยการพึ่งพิงชาติอื่นมากประกอบกับศักยภาพในการพัฒนาเศรษฐกิจของตนเอง อาจทำให้มาเลเซียมีบทบาทที่สำคัญมากขึ้นในภูมิภาค

    เอกสารอ้างอิง
    N.J.Ryan. The making of modern Malaysia and Singapore. (Oxford University Press, 1969)

    Wikipedia, Malaysia, Wikipedia.com, http://en.wikipedia.org/wiki/Malaysia (accessed on Feb 20, 2013)

  7. พีรภัทร มีแสง 5441045824 says :

    .
    วิเคราะห์การเลือกตั้งในมาเลเซีย

    เสถียรภาพของพรรครัฐบาลมาเลเซียหรือพรรคพันธมิตรเเห่งชาติ (Umnoes)ที่ผูกขาดการปกครองประเทศมาอย่างยาวนานตั้งเเต่การได้รับเอกราชเมื่อปี 2500 เริ่มจะสั่นคลอน เมื่อความไม่พอใจของประชาชนเริ่มมีมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความขัดเเย้งทางชนชาติก็ดี หรือทางการเมืองก็ดี ซึ่งเริ่มชัดเจนมากขึ้นเเต่การเลือกตั้งปี 2551 และเชื่อกันว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไปในปี 2556 จะชี้ชะตาพรรครัฐบาลและการเมืองของมาเลเซียเลยทีเดียว
    มาเลเซียปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา มีประมุขแห่งรัฐมีตำแหน่งเป็นพระราชาธิบดี วุฒิสภา(Dewan Negara) ประกอบด้วยสมาชิก 70 คน มีวาระ 3 ปี ซึ่งล้วนมาจากการเเต่งตั้งทั้งสิ้น กล่าวคือ สมาชิกจำนวน 26 คน ได้รับเลือกโดยสภานิติบัญญัติเเห่งรัฐ(State Legislatures) โดยรัฐละ 2 คน เเละ สมาชิกอีก 44 คน เป็น สมาชิกที่ได้รับการแต่งตั้งจากพระราชาธิบดีโดยคำแนะนำของนายกรัฐมนตรี ซึ่งในจำนวนสมาชิกเหล่านี้ ส่วนหนึ่งมาจากชนกลุ่มน้อยในประเทศมาเลเซีย

    สภาผู้แทนราษฎร(Dewan Rakyat) มาจากการเลือกตั้งเขตละ 1 คน จำนวน 222 ที่นั่งผลการเลือกตั้งในปี 2551 พรรคร่วมรัฐบาล นำโดย พรรค UMNO (United Malays National Organization) ได้ที่นั่งในสภาไป 137 ที่นั่ง จากทั้งหมด 222 ที่นั่ง ส่วนี่นั่งที่เหลือเป็นของพรรคฝ่่ายค้านซึ่งใช้ชื่อว่า Barisan Alternatif หรือ กลุ่มพันธมิตรทางเลือก ที่มีพรรคเกออาดิลัน (People’s Justice Party or KeADILan) ของอดีตรองนายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม อยู่ด้วย ซึ่งในครั้งนี้พรรครัฐบาลได้คะแนนเสียงน้อยกว่า 62 เปอร์เซ็นต์ หรือในอีกทางหนึ่งคือพรรคฝ่ายค้านได้ที่นั่งในรัฐสภากว่า 1 ใน 3 เลยทีเดียว สาเหตุที่ทำให้คะเเนนนิยมของฝ่ายรัฐบาลลดลงอาจเกิดจาก 3 ประเด็น ดังต่อไปนี้

    ประเด็นเเรก คือ รัฐที่จัดการเลือกตั้งที่ไม่เป็นธรรมและไม่เป็นกลางเเก่ทุกฝ่าย เเต่เอื้อประโยชน์ให้แก่พรรคของตัวเอง ได้เเก่ ประการเเรก คือ รัฐไม่จัดสรรโอกาสในการเข้าถึงสื่อให้เเก่พรรคอื่นนอกเหนือจากพรรครัฐบาลและพันธมิตรอย่างเท่าเทียมกัน เพราะกลไกของสื่อต่างๆส่วนใหญ่อยู่ในการครอบครองของรัฐ หรือ อาจจะแฝงตัวอยู่ในรูปการถือครองหุ้นส่วนใหญ่โดยพรรคการเมือง อย่างไรก็ดี การปิดกั้นการเสรีภาพทางสื่อมวลชนเช่นนี้ มิอาจทำได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกแล้วในยุคนี้ ฝ่ายค้านและประชาชนใช้สื่อทางเลือกจำพวกโซเชียลมีเดียในการเคลื่อนไหวทางการเมืองเเทน ประการที่สอง มีการโกงการเลือกตั้ง คือ บัตรเลือกตั้งมีข้อบกพร่อง มีรายชื่อบุคคลที่เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งผีหรือบัตรผี กล่าวคือ บัญชีผู้มีสิทธิในการเลือกตั้งนั้นไม่มีการทำให้เป็นปัจจุบัน ประการที่สามคือ ที่มาของ คณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นข้อถกเถียง เพราะคลุมเคลือและไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน กล่าวคือ คณะกรรมการการเลือกตั้งมาจากกาเเต่งตั้งของประมุขเเห่งรัฐ ซึ่งถึงแม้รัฐธรรมนูญจะไม่ได้กำหนดให้ต้องปรึกษานายกรัฐมนตรี เเต่กษัตริย์ก็ไม่สามารถตัดสินใจได้ด้วยตนเองเช่นกัน ฉะนั้น จึงเป็นเรื่องง่ายที่คณะกรรมการจะอยู่ภายใต้อิทธิพลของรัฐบาลซึ่งมีอำนาจผูกขาดมาช้านาน

    ประเด็นที่สองคือ พรรครัฐบาลในฐานะรัฐใช้อำนาจของกฎหมายในการกำจัดศัตรูทางการเมือง กฎหมายความมั่นคงภายในหรือ ISA law ที่เป็นผลพวงจากการต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์มาลายา ในสมัยสงครามเย็น กฎหมายฉบับนี้ที่เเทนที่จะถูกยกเลิกไปก็กลับถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการกำจัดศัตรูทางการเมืองของรัฐบาล ผู้ถูกจับส่วนใหญ่เป็นแกนนำพรรคอิสลามเเห่งชาติมาเลเซีย หรือ พรรคPAS ที่เป็นฝ่ายค้าน นอกจากนี้ ยังมีกรณีนายอันวาร์ อิบรอฮิม ซึ่งถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง ถูกจับด้วยข้อหาความผิดทางเพศ และการทุจริต คอรัปชั่น

    ประเด็นที่สามคือ นโยบายภูมิบุตร รัฐบาลดำเนินนโยบายให้โอกาสเอื้อประโยชน์ต่อคนเชื้อสายมลายูไม่ว่าจะเป็นด้านการเมือง  เศรษฐกิจและสังคม มากกว่า กลุ่มชาวจีนหรืออินเดีย ซึ่งทำให้กลุ่มชาวจีนหรืออินเดีย ไม่พอใจเป็นอย่างมาก เพราะ พวกเขาเป็นคนรุ่นที่ 3 ที่ 4 ที่เกิดในประเทศมาเลเซียเเละรู้สึกว่าตนเป็นคนมาเลเซีย ดังนั้น พวกเขาควรได้รับสิทธิเท่าเทียมกับผู้อื่น ในประเด็นนี้สะท้อนในการเลือกตั้งปี 2551 ชาวมาเลเซียเชื้อสายจีน ปฏิเสธในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้แก่พรรคชาวมาเลเชื้อสายจีน(Malaysian Chinese Association-MCA) เช่นเดียวกับ ชาวมาเลเชื้อสายอินเดียที่ปฏิเสธไม่เลือก พรรคชาวมาเลเซียเชื้อสายอินเดีย (Malaysian Indian Congress-MIC  ) ซึ่งทั้งสองพรรคเป็นพรรคร่วมรัฐบาล และหันไปเลือก พรรคกิจประชาธิปไตย  ( DAP ) และ สนับสนุนพรรคของนายอันวาร์ แทน ตามลำดับ

    ถึงแม้พรรครัฐบาลจะใช้ความเหนือกว่าในฐานะรัฐ ในการเทกวาดนโยบายประชานิยมก่อนการเลือกตั้งที่จะถึงในเดือนมิถุนานี้ โดยการตั้งงบไว้กว่า 2.29 ล้านล้านบาท ไม่ว่าจะเป็นการเเจกโบนัสข้าราชการ เพิ่มเบี้ยเลี้ยงทหาร ลดภาษี เเจกเงินครัวเรือนและนักศึกษา หรือคืนเงิน 1,88 บาทเมื่อซื้อสมาร์ทโฟน เเต่ก็ไม่แน่ว่าจะสามารถทัดทานและกดทับความขัดเเย้งที่ฝั่งรากลึกที่เป็นอยู่ได้

    เอกสารอ้างอิง
    http://www.tnews.co.th/html/news/48680/การเลือกตั้งปี-2556-ของมาเลเซีย-(-1).html
    http://www.tnews.co.th/html/news/48843/การเลือกตั้งปี2556-ของมาเลเซีย-(2).html
    http://www.tnews.co.th/html/news/49017/การเลือกตั้งปี-2556-ของมาเลเซีย-(-3-).html
    http://www.tnews.co.th/html/news/49340/การเลือกตั้งปี-2556-ของมาเลเซีย-(-4-).html
    http://www.tnews.co.th/html/news/49478/การเลือกตั้งปี-2556-ของมาเลเซีย-(-5).html
    http://www.oknation.net/blog/print.php?id=233357
    http://prachatai.com/journal/2012/09/42892

    พีรภัทร มีเเสง 5441045824
    ภาควิชาการปกครอง ชั้นปีที่2

  8. นางสาววุฒิณี ทองแก้ว 5341057224 says :

    บทบาทของผู้หญิงใน มาเลเซีย
    เนื่องรัฐธรรมนูญให้อำนาจรัฐต่าง ๆ เป็นฝ่ายดูแลออกกฎหมายเกือบทั้งหมด เกี่ยวกับกิจการศาสนาอิสลามเช่น กฎหมายมรดก การหมั้น การแต่งงาน ที่ห้ามแต่งงานกับคนต่างศาสนา จึงเป็นเหตุให้หญิงมลายูจะต้องมีจิตสำนึกในการแต่งกายตามประเพณี โดยเฉพาะผู้หญิงวัยผู้ใหญ่จะสวมฮิญาบถึงร้อยละ ๗๐ และจำกัดให้ผู้หญิงมีบทบาทในที่สาธารณะน้อยลง เพราะถือว่าหน้าที่แรกคือการเป็นภรรยา และมารดาเท่านั้น
    ปัญหาทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับเพศหญิง ปัญหาการค้ามนุษย์ในมาเลเซียซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิงและยังไม่มีนโยบายและกฎหมายให้ความคุ้มครองผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ ผู้เสียหายไปขอความช่วยเหลือกลับถูกจับและกักขังในความผิดฐานเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่ของรัฐยังไม่มีความรู้ความเข้าใจในการปฏิบัติต่อผู้เสียหาย ยังไม่มีบ้านพักโดยเฉพาะสำหรับผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์สำหรับต่างชาติ แต่ปัจจุบันมีการให้ความร่วมมือในการให้ความช่วยเหลือผู้หญิงและเด็กจากสถานประกอบการในประเทศสิงคโปร์และมาเลเซีย ทั้งสองประเทศมีข้อตกลงร่วมกัน ให้มีมาตรการในการคัดแยกผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ในสถานกักกันและเรือนจำทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค และการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้เสียหาย ให้ความรู้ความเข้าใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ให้คำนึงถึงสิทธิมนุษยชน และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้เสียหาย เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผู้เสียหายจะไม่ถูกปฏิบัติเช่นอาชญากร สนับสนุนและส่งเสริมองค์กรและหน่วยงานในพื้นที่ที่ให้ความช่วยเหลือผู้เสียหายในด้านที่พักอาศัย ด้านกฎหมาย และการประสานงานส่งกลับภูมิลำเนาอย่างปลอดภัยและมีศักดิ์ศรี ให้ความช่วยเหลือด้านค่าใช้จ่ายในการส่งกลับภูมิลำเนาแก่ผู้เสียหาย โดยไม่ให้เป็นภาระของผู้เสียหายและครอบครัว นอกจากนี้ยัง สนับสนุนและส่งเสริมความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งจากภาครัฐและเอกชน ในการกำหนดขอบข่ายของปัญหา ยุทธศาสตร์ในการป้องกัน และการแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศต้นทางและปลายทาง อีกด้วย
    ในด้านการศึกษาผู้หญิงในปัจจุบันเข้าถึงการศึกษาได้มากกว่าเมื่อก่อน นอกจากนี้รัฐบาลมาเลยังมีส่วนในการสนับสนุนการสร้างมหาลัยสตรีอาเซียน ซึ่งจะอำนวยความสะดวกต่อผู้หญิงในการศึกษามากขึ้นอีกด้วย

    ที่มา
    http://www.internationalpolicydigest.org/2012/06/26/womens-rights-in-malaysia/ women’s right in Malaysia
    http://www.oknation.net/blog/hotcourses-thailand/2013/02/05/entry-2 มาเลเซียสร้างมหาลัยสตรีอาเซียน
    kyotoreview.cseas.kyoto-u.ac.jp/issue/issue4/article 378.doc สตรีอิสลามและกฎหมาย

    นางสาววุฒิณี ทองแก้ว 5341057224

  9. THEME THANAPRAT GONGSAB says :

    สายการบินแห่งชาติมาเลเซีย
    1.1 ชื่อสายการบิน : Malaysia Airlines
    1.2 ตราประจำสายการบิน :
    1.3 คำขวัญประจำสายการบิน : Journeys Are Made by the People You Travel With
    2. การแต่งกายพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน

    การแต่งกายของพนักงานต้อนรับหญิง บนเครื่องบินของสายการบิน Malaysia Airlines นั้นดัดแปลงมาจากชุดประจำชาติมาเลเซีย ซึ่งเป็นแบบเดียวกับชุดประจำชาติของบรูไน คือ บาจูกุรุง (Baju Kurung)

    เงื่อนไขที่ทำให้ ชุดปรพจำชาติของมาเลเซียและบรูไน มีความเหมือนกัน คือการนับถือศาสนาอิสลามเหมือนกัน ชุดประจำชาติทั้งสองประเทศนั้นนั้น เป็นชุดประกอบพิธีกรรมทางศาสนาอิสลาม

  10. ณัชชารีย์ ทิศาสมบูรณ์สิน 531017124 says :

    ชาตินิยมในมาเลเซีย
    ประเทศมาเลเซียตั้งอยู่บนแหลมมลายู และส่วนหนึ่งของเกาะบอร์เนียว บริเวณนี้เป็นศูนย์กลางทางการค้ามาตั้งแต่สมัยโบราณ เป็นแหล่งค้าเครื่องเทศ รังนก ไม้กฤษณา ดีบุกและอื่น ๆ จึงไม่แปลกเลยที่บริเวณนี้จะเป็นแหล่งรวมของชาติพันธุ์ที่หลากหลาย ส่วนหนึ่งเป็นชาวพื้นเมืองที่อยู่มาตั้งแต่ยุคหิน และอีกส่วนหนึ่งเป็นพวกที่อพยพมาทีหลังตามการค้าที่เติบโตขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคอาณานิคมของชาติตะวันตก ที่เข้ามามากที่สุดคือจีน และอินเดีย(โดยมากมากับบริษัทอีสต์ อินเดียของอังกฤษ)

    ในส่วนของการเมืองการปกครองของมลายูนั้นมีสุลต่านเป็นศูนย์กลางของอำนาจ แต่อำนาจของสุลต่างก็ลดลงมากในช่วงที่ตกเป็นอาณานิคม อย่างไรก็ตามเมื่ออังกฤษให้เอกราชกับรัฐในมลายู สุลต่านก็ยังคงมีอำนาจทางการเมืองแม้ว่าจะน้อยลงกว่าเดิม และมีชนชั้นนำกลุ่มใหม่เข้ามาแบ่งส่วนอำนาจก็ตาม

    มาเลเซียภายหลังได้รับเอกราชปกครองในรูปแบบของสหพันธรัฐที่ยึดเอาแบบแผนและโครงสร้างทางการเมืองการปกครองส่วนใหญ่มาจากอังกฤษ มีประมุขที่มาจากสุลต่านของ 9 รัฐคือ ยะโฮร์ ตรังกานู ปะหัง สลังงอร์ เกดะห์ กลันตัน เนกรีเซมบีลัน เประ และปะลิส โดยการเลือกสุลต่านนี้จะหมุนเวียนไปทีละรัฐ การเมืองของมาเลเซียนั้นค่อนข้างจะให้ความสำคัญแต่เชื้อชาติมลายู ภายใต้กรอบสำนึกที่ว่าชาวมลายูเป็นผู้มาอยู่ก่อน เป็นเจ้าของพื้นที่ ขระที่ชาติพันธุ์อื่น ๆเป็นผู้เข้ามาทีหลัง ไม่ควรจะมีสิทธิเท่าเทียมหรือเหนือกว่าชนพื้นเมือง อย่างไรก็ดีในความเป็นรัฐต่าง ๆ ก็มีค่านิยมในรัฐเป็นของตัวเอง กล่าวคือมีความรู้สึก “ต่าง” อยู่กลาย ๆ ในความเป็นมลายูเหมือนกัน แม้แต่ในด้านภาษา ที่ในแต่ละรัฐแม้จะเป็นภาษามลายูเหมือนกันแต่ก็มีความต่างกันในรายละเอียด (คล้ายกับกรณีภาษามาเลยเซียกับภาษาอินโดนีเซีย)

    รัฐบาลมาเลเซียจึงมีความจำเป็นที่จะต้องสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในชาติ คือสร้าง “ชาติมาเลเซีย” ขึ้นแทนความเป็น มลายู จีน หรืออินเดีย การสร้างชาตินิยมขึ้นมาใหม่นี้ทำได้ไม่ง่ายนัก แต่ก็ไม่ถึงกับทำไม่ได้เลย ทั้งนี้เพราะแนวคิดของรัฐสมัยใหม่นั้นแพร่หลายและเป็นตระหนักรู้ของประชาชน ความรู้สึกเป็นชุมชนเดียวกันของคนต่างชาติพันธุ์จึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างไม่ขัดต่อสำนึกทางชาติพันธุ์

    ชาตินิยมในมาเลเซียเป็นชาตินิยมที่อาจแบ่งได้เป็นสองแบบคือชาตินิยมที่เกิดจากสำนึกทางชาติพันธุ์ ภาษา ประเพณี กับชาตินิยมที่ถูกสร้างขึ้นภายใต้บริบทของสังคมสมัยใหม่ และความเป็นรัฐสมัยใหม่ ชาตินิยมมาเลเซียไม่ได้อิงกับบันทึกทางประวัติศาตร์เท่าใดนัก ทั้งนี้เพราะไม่มีหลักฐาน หรือสัญลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ที่เด่นพอจะเป็นตัวแทนของความเป็นชาติอันยาวนานได้ (ไม่เหมือนกัมพูชาที่มีนครวัดเป็นสัญลักษณ์)

    อ้างอิง
    วิทย์ บัณฑิตกุล. มาเลเซีย. พิมพ์ครั้งที่2. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์สถาพรบุ๊คส์, 2555.
    “Malaysia – wikipedia”.[ออนไลน์].เข้าถึงได้จาก:http://en.wikipedia.org/wiki/Malaysia. 2556.
    “BBC News – Malaysia Profile – overview”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://www.bbc.co.uk/news/world-asia-pacific-15391762. 2556.
    “Timeline of Malaysia”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://www.malaysia-trulyasia.com/tourism/history_malaysia.htm. 2556.

  11. นายวิชชวัฒน์ รอดรัตษะ 5441060124 says :

    นายวิชชวัฒน์ รอดรัตษะ 5441060124

    เสรีภาพสื่อนักหนังสือพิมพ์มาเลเซีย

    สื่อในมาเลเซียนั้นกำลังอยู่ในขั้นวิกฤตซึ่ง ถูกลิดลอนเสรีภาพจากรัฐบาลมาเลเซีย เป็นประเทศในภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ที่ไม่ได้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง และเป็นประเทศที่ประชาคมนานาชาติแสดงความกังวลเรื่องการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกและเสรีภาพในการชุมนุมของประชาชนมาโดยตลอด แม้ในปี 2011 จะมีการประกาศยกเลิกกฎหมายความมั่นคงภายใน (Internal Security Act) ซึ่งประกาศใช้มาตั้งแต่มาเลเซียประกาศเอกราชจากอังกฤษในปี 1957 แต่กฎหมายที่ออกมาบังคับใช้แทนอย่างกฎหมายว่าด้วยการคุกคามความมั่นคง (Security Offences (Special Measures) 2012 Act หรือ SOSMA) ก็ไม่สามารถเป็นหลักประกันว่าเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนชาวมาเลเซียจะได้รับการคุ้มครองแต่อย่างใด โดยเฉพาะการใช้คำคลุมเครือและสามารถตีความได้กว้างขวาง อย่างเช่นการให้ความหมายการ “คุกคามความมั่นคงของรัฐ” ว่า “การกระทำที่เป็นผลร้ายต่อการความมั่นคงของชาติและความปลอดภัยของสาธารณะ”การใช้คำในลักษณะนี้ทำให้ง่ายต่อการตีความเพื่อจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของฝ่ายตรงข้าม

    การที่ประเทศมาเลเซียมีการเมืองที่คอยควบคุมสื่อ ถือเป็นอุปสรรคที่สำคัญที่ทำให้นักหนังสือพิมพ์ต้องประสบกับความยากลำบากในการทำงาน ซึ่งต้องคอยระมัดระวังไม่ให้ทำการเสนอสื่อแล้วเข้าข่ายผิดกฎหมาย

    แหล่งอ้างอิง

    http://www.mediainsideout.net/world/2012/10/67
    http://www.jpthai.org/content/view/301/9/
    http://prachatai.com/journal/2008/06/16963

  12. รุ่งทิวา เงินปัน says :

    พรรครัฐบาลมาเลเซีย

    มาเลเซียเป็นประเทศสหพันธรัฐที่ประกอบด้วย 13 รัฐทำให้ระบบพรรครัฐบาลจึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับระบบสุลต่านที่เรียกว่าระบบ Yang di-Pertuan Agong (YDPA) ที่ทำหน้าที่เป็นกษัตริย์ปกครองรัฐ ซึ่งจะทำการเลือกทุก 5 ปี จากสุลต่าน 9 คนของรับในมาเลเซีย ส่วนอีก 4 รัฐที่ไม่มีกษัตริย์ก็จะใช้กฏหมายโดยรัฐบาล ซึ่งเลือกตามลำดับอาวุโส และจะทำงานตามคำแนะนำของนายกรัฐมนตรี

    มาเลเซียมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาลสหพันธรัฐและเป็นมุขมนตรีแห่งรัฐ และเป็นหัวหน้ารัฐบาลแห่งรัฐ ซึ่งนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันคือนายนาจิบ ราซัก ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจาก Yang di-Pertuan Agong (YDPA) ซึ่งมาจากพรรค UMNO

    พรรครัฐบาลของมาเลเซียคือ พรรค UMNO (United Malays National Organisation) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มแนวร่วมชาติ Barison Nasional (BN) ซึ่งประกอบไปด้วยพรรคการเมืองที่ประกอบไปด้วยสามพรรคใหญ่ที่เกี่ยวกับเชื้อชาติและศาสนาได้แก่พรรค United Malays National Organization (UMNO), the Malaysian Chinese Association (MCA), และ the Malaysian Indian Congress (MIC)

    การบริหารงานของพรรครัฐบาลมาเลเซียนั้น มีนโยบายบริหารประเทศเน้นชาตินิยม แต่ไม่รุนแรง มีการสนับสนุนให้ชาวมาเลเซียเข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารงานทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง แต่ในขณะนี้พรรครัฐบาลของมาเลเซียกำลังประสบปัญญาในการที่ประชาชนที่สนับสนุนฝ่ายค้าน ทำให้พรรครัฐบาลมีคะแนนตกต่ำอยู่ในขณะนี้นั่นเอง และการที่จะมีการเลือกตั้งครั้งใหม่เร็วๆนี้ก็ยิ่งทำให้พรรครัฐบาลปัจจุบันเกิดอาการเครียด ก็คงต้องมาลุ้นต่อไปว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าพรรครัฐบาล UMNO จะยังสามารถอยู่ในตำแหน่งได้หรือไม่

    เอกสารอ้างอิง
    http://www.malaysia.gov.my/EN/Main/MsianGov/YangDiPertuanAgong/Pages/YangdiPertuanAgong.aspx
    http://www.apecthai.org/apec/th/profile1.php?continentid=2&country=m9
    http://en.wikipedia.org/wiki/Barisan_Nasional
    http://aseansummit.police7.go.th/index.php?option=com_content&task=view&id=29&Itemid=52

    รุ่งทิวา เงินปัน 5341051424

  13. วัชราพร คงศิริปัญญา says :

    ระบบการศึกษาของประเทศมาเลเซียจะมีการบริหารจากส่วนกลาง ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลกลางโดยจะมีกระทรวงศึกษาธิการรับผิดชอบในการดำเนินนโยบายและจัดการการศึกษาในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และกระทรวงอุดมศึกษาดูแลในระดับสูง

    โดยโรงเรียนในระดับประถมศึกษาของมาเลเซียนั้นจะแบ่งได้เป็น ๒ ประเภทคือ โรงเรียนที่ใช้ภาษามลายูในการสอน และโรงเรียนที่ใช้ภาษาทมิฬหรือภาษาจีนในการสอน(มักจะเป็นโรงเรียนเอกชน) ทั้งนี้เป็นเพราะว่าประเทศมาเลเซียนั้นมีความหลากหลายทางด้านเชื้อชาติ อันประกอบไปด้วยชาวมาเลย์-มาเลย์ ชาวมาเลย์เชื้อสายจีนและชาวมาเลย์เชื้อสายอินเดีย รัฐจึงมีความจำเป็นที่จะต้องจัดการด้านการศึกษาในระดับต้นนี้ให้รองรับแก่ประชาชนทุกกลุ่มชาติพันธุ์ มีอยู่ช่วงหนึ่งที่โรงเรียนของรัฐเริ่มมีแนวโน้มจะเป็นโรงเรียน “อิสลามศึกษา” เนื่องจากว่านักเรียนส่วนใหญ่เป็นมุสลิม ครูเองก็เป็นมุสลิมพร้อมกับความเคร่งศาสนาในตัวของผู้ปกครองชาวมุสลิม จึงส่งผลให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางชาติพันธุ์ในโรงเรียนของรัฐขึ้น

    รัฐบาลของมาเลเซียนั้นมีความต้องการที่จะพัฒนาการศึกษาของประเทศเพื่อจะทำให้มาเลเซียกลายเป็นศูนย์กลางด้านการศึกษาของภูมิภาค และด้วยการที่ประเทศมาเลเซียมีความพร้อมและมาตรฐานทางการศึกษาที่ดีพร้อมกับมีค่าใช้จ่ายในการศึกษาที่ไม่แพงและค่าครองชีพถูก จึงเป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้มีนักศึกษาต่างชาติกว่า ๑๐๐ ประเทศเข้ามาศึกษาที่มาเลเซียเป็นจำนวนมาก

    อ้างอิง

    EducatePark. ๒๕๕๖, ระบบการศึกษามาเลเซีย. http://www.educatepark.com/malaysia/education-php/.

    MyFirstBrain. ๒๕๔๗, จับชีพจรการศึกษาเพื่อนบ้านมาเลเซีย. http://www.myfirstbrain.com/teacher_view.aspx?ID=23929.

    International Education Promotion. Malaysia. http://www.studyinter.com/Malaysia.html

    นางสาววัชราพร คงศิริปัญญา

    ๕๓๔๑๒๕๔๕๒๔

  14. kaimukpearl says :

    มาเลเซีย…นโยบายภูมิบุตร ชัดเจนเรื่องศาสนา

    ประเทศมาเลเซียเป็นหนึ่งประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีประชากรนับถือศาสนาอิสลามจำนวนมากถึงร้อยละ 55 ของประชากรทั้งหมด[ ]และในรัฐธรรมนูญได้ระบุไว้ว่าศาสนาอิสลามเป็นศาสนาประจำชาติ แต่ทั้งนี้ประเทศมาเลเซียเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติอย่างมาก มีทั้งคนมาเลย์ คนจีน และคนอินเดีย ความหลากหลายนี้ก็ไม่เป็นอุปสรรคใดต่อการปกครองของมาเลเซียเลย ประเทศมาเลเซียเป็นประเทศแรกๆในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ศาสนาอิสลามเข้ามา ซึ่งเข้ามาทางอาณาจักรมะละกา ดังนั้นวัฒนธรรมต่างๆของชาวมาเลย์จึงเกิดจากการปลูกฝังจากศาสนาอิสลาม ศาสนาอิสลามในมาเลเซียยังคงมีอิทธิพลอยู่ในประเทศ แต่ด้วยความหลากหลายทางเชื้อชาติในประเทศนั้นทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำกันในประเทศที่ชาวจีนที่เข้ามาทำการค้าขายมีเศรษฐกิจดีกว่าชาวมาเลย์ที่อยู่เดิม ด้วยเหตุนี้เอง นาย ตนกู อับดุล เราะห์มาน ผู้ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีขณะนั้น[ ] จึงคิดรึเริ่มนโยบายภูมิบุตร เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ชาวมาเลย์เชื้อชาติมาเลย์โดยเฉพาะ
    นโยบายภูมิบุตรเป็นนโยบายที่ให้สิทธิพิเศษแก่ชาวมาเลย์ที่นับศาสนาอิสลาม จะได้รับเงินอุดหนุนในเรื่องของการศึกษา สาธารณสุข แต่งงาน คลอดบุตร ไปจนถึงงานศพ นโยบายนี้ได้ให้สิทธิพิเศษแก่ชาวมาเลย์มุสลิมมากจนเกิดไปทำให้เกิดปัญหาใหม่ขึ้นนั่นคือเกิดความไม่เท่าเทียมกันในสังคมอีกครั้งแต่เป็นในรูปแบบของรัฐสนับสนุนให้เกิดความไม่เท่าเทียม เกิดชนขั้นอภิสิทธิ์ มีการนำนโยบายไปใช้อย่างไม่ถูกวัตถุประสงค์ของนโยบายเช่น การเล่นพรรคเล่นพวกกันในระบบราชการของชาวมาเลย์มุสลิม เป็นต้น[ ] และสุดท้ายในยุครัฐบาลยุคหลังๆเป็นต้นมาได้มีข้อเสนอจากฝ่ายค้านหลายครั้งว่าจะยกเลิกนโยบายนี้หากพวกเขาได้รับเลือกจากการเลือกตั้ง หรือแม้กระทั่งนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่ต้องการชูนโยบายการรวมชาติใหม่ที่นายกนาจิบ ราซักเองได้เล็งเห็นถึงการรวมกันให้เป็นเอกภาพของมาเลเซียนั้นมีหนทางอื่น นโยบายที่ถูกชูขึ้นมาใหม่คือ วัน มาเลย์[ ]ที่จัดทำเพื่อประชาสัมพันธ์แนวคิดความเป็นเอกภาพของประเทศมาเลเซียขึ้น โดยมุ่งเน้นที่เจ้าหน้าที่ของรัฐทำให้เกิดความกลมกลืนและสอดคล้องกันในความเป็นเอกภาพของชาติ, ส่งเสริมเอกลักษณ์ของชาติพันธุ์และขันติธรรม แต่ก็ได้มีข้อโต้แย้งหลายข้อจากอีกฝ่ายที่คิดว่ารัฐบาลชุดนี้จะไม่ได้ปฏิบัติตามนโยบายอย่างจริงจัง ซึ่งการประกาศนโยบายนี้ของนายกนาจิบ ราซัก นั้นไม่ได้ประกาศยกเลิกนโยบายภูมิบุตรอย่างเป็นทางการ จึงทำให้หลายๆคนไม่เชื่อว่าเขาต้องการที่จะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างแท้จริง
    ถึงแม้ว่าประเทศมาเลเซียจะเป็นประเทศที่มีศาสนาอิสลามเป็นศาสนาประจำชาติแต่ด้วยความหลากหลายทางเชื้อชาติทำให้รัฐบาลมาเลเซียเองต้องตระหนักถึงการทำให้เป็นหนึ่งเดียวกันของคนในชาติ ในยุคแรกๆของการพัฒนามาเลเซียพ่อค้าชาวจีนที่เพิ่งเข้ามาลงหลักปักฐานทำการค้ากันจนร่ำรวยและเบียดเบียนชาวมาเลย์ดั่งเดิมจนทำให้รัฐบาลต้องมีนโยบายที่คอยปกป้องคนที่อยู่ในพื้นที่เดิมของเขา การให้สิทธิพิเศษต่างๆนั้นอาจจะเป็นกลยุทธ์หนึ่งที่เป็นการช่วยดำรงศาสนาอิสลามให้คงอยู่เป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ของประเทศ แต่เมื่อเวลาผ่านไปสิทธิพิเศษเหล่านี้ถูกใช้อย่างผิดทางและประชาธิปไตยเริ่มเข้ามามากขึ้นคนทุกคนย่อมมีความเท่าเทียมกันดังนั้นนโยบายนี้ควรที่จะถูกยกเลิกหรือมีการปรับเปลี่ยนอะไรบางอย่างไรเพื่อสร้างความเท่าเทียม ซึ่งจะนำมาซึ่งความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของประเทศได้
    ดูเหมือนว่าในกรณีของประเทศมาเลเซียนั้นศาสนาจะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในระยะแรกๆของการรวมชาติแต่เมื่อการค้าขายเข้ามามีคนเชื้อชาติหลากหลายหลั่งเข้ามาในประเทศทำให้การยอมรับเพียงศาสนาเดียวคงจะไม่ได้อีกต่อไป การรวมชาติหรือการทำให้เป็นหนึ่งโดยใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือนั้นใช้ไม่ได้อีกต่อไปแต่ก็ต้องรักษาความเป็นชาติอิสลามไว้ด้วยจึงทำให้เกิดนโยบายที่เอื้อประโยชน์แก่ชาวมาเลย์มุสลิมและยังต้องมีการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเชื้อชาติอื่นด้วยนโยบายบางอย่างที่เอื้อแก่พวกเขาเช่นกัน

    ที่มา
    http://www.oknation.net/blog/print.php?id=288885
    http://terasphere.exteen.com/20100831/entry
    https://www.google.co.th/url?sa=t&rct=j&q=&esrc=s&source=web&cd=4&cad=rja&ved=0CEcQFjAD&url=http%3A%2F%2Fimages.jrrat.multiply.multiplycontent.com

    นางสาวธนพร คงชัย 534 10251 24

  15. PRANCHALEE KEEREEWET says :

    คำอธิบายประวัติศาสตร์ชาติมาเลเซีย

    จากการศึกษาแนวทางการบันทึกและเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่เป็นทางการของมาเลเซียพบว่า ประวัติศาสตร์ชาติมาเลเซียได้แบ่งช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์ไว้ 3 ยุค คือ ยุคที่ประวัติศาสตร์ของมาเลเซียถูกจารึกในฐานะส่วนหนึ่งของมลายู ยุคที่มาเลเซียอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ และยุคที่มาเลเซียได้รับเอกราชจนถึงปัจจุบัน เอกสารทางประวัติศาสตร์ของมาเลเซียมีปรากฏให้เห็นอยู่มากแต่มักจะปะปนอยู่ในงานเขียนมากมายที่กล่าวถึง มลายู อารยธรรมมลายู หรือในงานเขียนประเภทลำดับพัฒนาการด้านประวัติศาสตร์ชุมชนของชาวมาเลย์เสียมากด้วยเช่นกัน

    มาเลเซียตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันได้เป็นที่รู้จักและยอมรับของชาวอเมริกันและยุโรปในฐานะตัวแทนในการทำความรู้จักและเข้าใจประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของประเทศในอนุภูมิเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มาเลเซียเป็นประเทศที่ได้รับอิทธิพลทางความคิดและวัฒนธรรมจากทั้งอินเดียและจีนทำให้บางยุคอิทธิพลจากทั้งสองโดดเด่นมากในการสร้างชาติของมาเลเซีย ลักษณะพิเศษที่ได้สร้างความแตกต่างให้มาเลเซียกับประเทศอื่นคือ ความได้เปรียบทางภูมิรัฐศาสตร์ของมาเลเซียเองซึ่งมีสถานะที่เป็นจุดศูนย์กลางที่การเดินเรือค้าขายที่ทุกประเทศที่ต้องการค้าขายจำเป็นต้องผ่าน มาเลเซียจึงเป็นรัฐที่สำคัญ เป็นที่รู้จักและอยู่ในเส้นทางเดินเรือ ด้วยเหตุนี้มาเลเซียจึงเข้าสู่พื้นที่ประวัติศาสตร์ในฐานะตัวแทนบอกเล่าประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างแนบเนียน ทั้งที่หากพิจารณาให้ลึกซึ้งแล้วจะพบว่า ประวัติศาสตร์ของมาเลเซียมิได้มีความแปลกใหม่หรือความน่าสนใจในการวิเคราะห์การสร้างคำอธิบายประวัติศาสตร์ของชาติมากไปกว่าประเทศอื่นๆในอนุภูมิภาคนี้แต่อย่างใดเลย

    ประวัติศาสตร์ชาติมาเลเซียที่น่าสนใจคือ ช่วงการบันทึกประวัติศาสตร์ของชาติภายหลังจากที่มาเลเซียได้รับเอกราชนั้น (หลังค.ศ.1969) มาเลเซียเกิดหลายกลุ่มทางความคิดที่แตกต่างหลากหลายในด้านการเมือง การก่อร่างสร้างตัวของมาเลเซียทำให้เกิดการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองในรูปแบบใหม่ทั้งหมด ในด้านวิชาการหากจำเพาะเจาะจงลงไปที่การบันทึกประวัติศาสตร์ของชาติ มาเลเซียมีแนวทางที่แตกต่างออกไปจากเดิมกล่าวคือ ก่อนยุคสมัยใหม่เอกสารทางประวัติศาสตร์จำนวนมากที่เขียนขึ้นโดยนักรัฐศาสตร์และนักสังคมวิทยาขาวมาเลเซียถูกพับเก็บไม่ให้ได้ตีพิมพ์เผยแพร่เนื่องจากมีข้อจำกัดในการวิจารณ์แผนพัฒนาเศรษฐกิจแบบใหม่ของมาเลเซีย(New Economic Policy – NEP) แต่ในปัจจุบันนี้ประวัติศาสตร์นิพนธ์ของมาเลเซียกลับปรากฏให้เห็นความคิดที่แตกต่างและไม่สอดคล้องกับการสร้างประวัติศาสตร์ชาติให้มีลักษณะชาตินิยมแบบในอดีตกล่าวคือ การส่งเสริมชาวมลายูตามลัทธิภูมิบุตร (Bumiputerism) ที่จะให้มี สถานภาพพิเศษและเข้าครอบงำทางการเมืองอย่างเด็ดขาดจนนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างชาติพันธุ์ เริ่มถูกเรียกร้องให้มีการบันทึกเหตุการณ์นั้นลงในหน้ากระดาษประวัติศาสตร์ชาติมาเลเซีย และการพัฒนาการทางเศรษฐกิจที่รัฐพยายามนำเอานโยบายเศรษฐกิจใหม่ (New Economic Policy – NEP) มาใช้ลดช่องว่างทางเศรษฐกิจระหว่างชาวมลายูกับชาวจีนซึ่งได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักได้ แนวทางการดำเนินนโยบายต่างๆเหล่านี้ได้ส่งผลให้แนวทางในการเขียนเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของชาติมาเลเซียเปิดกว้างให้ชนชาติเข้าไปมีบทบาทในการพัฒนาชาติมากยิ่งขึ้นโดยการรวมเอากลุ่มชาติที่แตกต่างมากขึ้น

    อ้างอิง

    บาร์บารา วัตสัน อันดายา และ ลีอานาร์ด วาย. อันดายา. 2549. ประวัติศาสตร์มาเลเซีย A History of Malasia. กรุงเทพฯ : มูลนิธิโตโยต้า
    ประเทศไทย
    http://www.economist.com/node/21558619?zid=309&ah=80dcf288b8561b012f603b9fd9577f0e;

    ปราญชลี คีรีเวช 5341036024

  16. Jakraparkt says :

    จักรภาค ทวยหาญรักษา 524 10010 24

    Internet ในมาเลซีย

    ตั้งแต่ในปี 1998 ที่รัฐบาลมาเลเซีย ได้สัญญาว่าจะไม่ทำการเซ็นเซอร์พื้นที่ในโลกอินเตอร์เน็ตในทศวรรษข้างหน้าได้ทำให้เกิดบทเรียนทางการเมืองที่สำคัญแก่ผู้ปกครองประเทศ จากการที่ การสูญเสีย voter confidence ในการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2008 โดยประชาชนขาดความเห็นพ้องและมีความคิดเห็นทางการเมืองที่หลากหลายมากขึ้น ซึ่งผลนี้ก็สัมพัทธ์โดยตรงกับผลพวงแห่งการไม่เซ็นเซอร์อินเตอร์เน็ต ทำให้ปัจจุบันรัฐบาลได้กลับมาพยายามที่จะทำการควบคุมโลกอินเตอร์เน็ตอย่างเข้มข้นขึ้นด้วยเทคนิควิธีคัดกรองสมัยใหม่ เพื่อป้องกันการเกิด cyber dissidents ในอนาคต
    อินเตอร์เน็ตในมาเลเซียได้ถูกวางโครงสร้างพื้นฐานเอาไว้ตั้งแต่ปี 1996 จากนโยบายตามคอนเซ็ปต์รัฐที่มุ่งมั่นจะพัฒนา (Developmentalist State) ถึงขนาดที่ได้ลงโครงสร้างใยแก้วนำแสง (fiber-optics) ไว้เผื่อรองรับล่วงหน้าเทคโนโลยีเครือข่ายในอนาคต ในช่วงก่อนปี 2010 โครงสร้างพื้นฐานของ Broadband Internet ได้เกิน 50% ของทั้งครัวเรือนในประเทศ และเป็นรองสิงค์โปร์เพียงประเทศเดียว อีกทั้งเทคโนโลยี WiMax ยังได้ริเริ่มให้มีการพัฒนาตั้งแต่ช่วงนั้น
    กรอบทางกฎหมาย
    แม้ว่า the Malaysian federal constitution จะให้หลักประกันเสรีภาพทางการพูดอยู่บ้าง แต่ในทางรัฐธรรมนูญปฏิบัติรัฐสภาได้จำกัดสิทธิด้วยการชึคำว่า ตราบเท่าที่ “จำเป็นหรือเหมาะสม” ด้วยเหตุผลสาธารณะและความมั่นคงของชาติ 30
    มีการรายงานว่าในช่วงหลังรัฐบาลมาเลเซียเริ่มทั่จะให้ความสนใจหาความร่วมมือจากบาริษัทพัฒนาซอฟท์แวร์เพื่อสร้างระบบ Internet filter โดยจะเริ่มต้นที่เว็บ pornography และbloggers ที่ชอบพูดถึงเรื่อง racial sentiments
    โดยสรุปมาเลเซียได้พยายามขยายขอบเขตการควบคุมในทุกช่องทางสื่อโดยเฉพาะในออินเตอร์เน็ต โดยระบบได้ถูกพัฒนาให้มีความซับซ้อนด้วยการผสมผสานระหว่างเทคนิควิธีที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ หรือทางตางและทางอ้อม เริ่มจากการปรับปรุงกฎหมายให้เข้มงวดขึ้น การเข้าไปแข่งขันในการป้อนข้อมูลให้กับเว็บไซต์อิสระ และสิ่งที่เป็นปัจจัยของแนวโน้มที่เริ่มเข้มงวดต่อบรรดาบล็อกเกอร์ก็มาจากปัจจัยที่พิสูจน์ไปแล้ว คือ
    1.China has emerged as a model for controlling Internet content without sacrificing foreign investment interest.
    2.The 2008 Malaysian elections unequivocally materialized’s concerns over the destabilizing effect of cyber dissentients. Notably, the relatively tepid public response to 2010 official announcements of a governmental task force to scour the Internet may indicate a growing resignation to pervasive state monitoring and surveillance of the Internet in Malaysia.
    ———————————————————–
    -Point 7, Multimedia Super Corridor Bill of Guarantees, 1999.
    -“Gov’t Mulls China-Style Net Censorship, ” Malaysiakini, August 6, 2009, http://www.malaysiakini.com/news/110048 .
    – “No Plan to Filter Internet, Says Rais, ” Malaysiakini, August 12, 2009, http://www.malaysiakini.com/news/110397 .
    -“Brickbats Hurled at Move to Control Online Media, ” Malaysiakini, January 26, 2011, http://www.malaysiakini.com/news/154520 .

  17. เอกพงศ์ มีสุข says :

    กลุ่มทุนพลังงานในมาเลเซีย

    มาเลเซียเป็นตลาดพลังงานที่สำคัญของโลกเพราะมีปริมาณสำรองของก๊าซธรรมชาติสูง ถึง 75 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต และส่งออกน้ำมันมากกว่า 260,000 บาร์เรลต่อวัน กลุ่มทุนของมาเลเซียมีทั้งกลุ่มทุนที่รัฐบาลลงทุนเอง อย่าง บริษัท ปิโตรนาส และกลุ่มทุนจากภาคนอก เช่น บริษัท ปตท. ของไทย กลุ่มทุนตะวันตก เช่น ExxonMobil , shell เป็นต้น

    แต่ในมุมที่ว่ามาเลเซียซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมันจำนวนมากกำลังจะกลายมาเป็นผู้นำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ใช้ในประเทศทั้งหมดภายในปี 2557 เพราะหากคำนวณจากวิธีการกลั่นน้ำมันของบริษัทพลังงานของรัฐปิโตรนาส จะพบว่า ปริมาณน้ำมันดิบในมาเลเซียน่าจะหมดไปในอีก 22 ปี ส่วนปริมาณก๊าซธรรมชาติคาดว่าจะมีใช้ไปอีก 39 ปี

    กล่าวคือ แม้ดูเหมือนว่าปริมาณเชื้อเพลิงสำรองยังมีใช้เพียงพอ อีกหลายสิบปีจากนี้ แต่มาเลเซียได้เริ่มนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติบางส่วนเพื่อตอบสนองความต้องการภายในประเทศแล้ว พร้อมบอกว่า ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่บริษัทปิโตรนาสส่งออก ขึ้นอยู่กับราคาในตลาดโลก แต่ราคาน้ำมันของตลาดในประเทศจะขายราคาถูกกว่า เพราะรัฐบาลมาเลเซียอุดหนุนราคาน้ำมันอย่างมาก โดยปีนี้คาดว่ารัฐบาลต้องจ่ายเงินอุดหนุนราคาน้ำมันสูงถึง 4 หมื่น 5 พันล้านริงกิต หรือราว 44,800 ล้านบาท เนื่องจากราคาน้ำมันตลาดโลกพุ่งสูง ราคาเชื้อเพลิงเป็นปัญหาหนักอกในมาเลเซีย หลังจากปีที่แล้ว รัฐบาลประกาศขึ้นราคาน้ำมัน สร้างความไม่พอใจให้กับประชาชน และมีผลให้รัฐบาลแพ้การเลือกตั้งที่ผ่านมาอย่างยับเยิน เพราะฝ่ายค้านหาเสียง ชูประเด็นลดราคาน้ำมัน จะเห็นได้ว่าประเด็นน้ำมันของมาเลย์นั้นเป็นปัญหาที่สืบเนื่องและสอดคล้องกับบทบาททางการเมืองเป็นอย่างมาก

    เอกพงศ์ มีสุข 524 10594 24

  18. ณัฐณิชา เชาวลิต says :

    มาเลเซียเป็นอีกหนึ่งประเทศในภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ที่ไม่เคยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง และเป็นประเทศที่ประชาคมนานาชาติแสดงความกังวลเรื่องการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกและเสรีภาพในการชุมนุมของประชาชนมาโดยตลอด เดิมในปี 2007 สื่อมักถูกคุกคามด้วยการ ข่มขู่สื่อ และการใช้กฎหมู่ และมีประเด็นที่อ่อนไหวในเรื่องของศาสนาอย่างมาก รวมถึงการกล่าวพาดพิงถึงรัฐบาล ถือเป็นเรื่องธรรมดา ของสื่อมาเลเซียที่จะไม่เสรีแม้ว่าในปี 2011 จะมีการประกาศยกเลิกกฎหมายความมั่นคงภายใน (Internal Security Act) ซึ่งประกาศใช้มาตั้งแต่มาเลเซียประกาศเอกราชจากอังกฤษในปี 1957 แต่กฎหมายที่ออกมาบังคับใช้แทนอย่างกฎหมายว่าด้วยการคุกคามความมั่นคง (Security Offences Special Measures) 2012 Act หรือ SOSMA) ก็ไม่สามารถเป็นหลักประกันว่าเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนชาวมาเลเซียจะได้รับการคุ้มครองแต่อย่างใด โดยเฉพาะการใช้คำคลุมเครือและสามารถตีความได้กว้างขวาง อย่างเช่นการให้ความหมายการ “คุกคามความมั่นคงของรัฐ” ว่า “การกระทำที่เป็นผลร้ายต่อการความมั่นคงของชาติและความปลอดภัยของสาธารณะ” การใช้คำในลักษณะนี้ทำให้ง่ายต่อการตีความเพื่อจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลมลายูมุสลิมที่อยู่ในอำนาจมายาวนานถึง 55 ปี โดยเฉพาะกลุ่มรณรงค์ให้มีการแก้ไขกฎหมายเลือกตั้งที่ใช้ชื่อว่า Bersih (สะอาด) และการบังคับใช้มาตรา 114A ในกฎหมายหลักฐาน (1950) ที่เพิ่งมีการแก้ไขล่าสุดในปี 2012 ถือเป็นการละเมิดเสรีภาพออนไลน์อย่างร้ายแรงด้วยข้อกำหนดของกฎหมายที่สามารถเอาผิดได้ตั้งแต่ผู้ดูแลเว็บไซต์, บรรณาธิการเว็บไซต์, ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต ไปจนถึงเจ้าของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ กฎหมายที่สำคัญและมักถูกนำมาใช้บ่อยคือ กฎหมายวามลับทางราชการ และ กฎหมายความมั่นคงภายใน นอกจากฝ่ายภาครัฐที่มีบทบาทในการควบคุมแล้ว มาเลเยยังมีบทบาทของกลุ่มเคร่งศาสนา ซึ่งจะคอยควบคุมและมีบทบาทในการเซ็นเซอร์ สาวนมากจะเป็นภาพลามกอนาจารบนอินเตอร์เน็ต

  19. น.ส. จิตอนงค์ สารภีเพ็ชร 5241003224 says :

    บทบาททหารในมาเลเซีย
    กองทัพมาเลเซียมีการพัฒนาในช่วงหนึ่งทศวรรษอย่างรวดเร็ว การพัฒนาของกองทัพมีการผันแปรตามการพัฒนาเศรษฐกิจ กองทัพที่มีบทบาทในการป้องกันประเทศคือ กองทัพเรือและอากาศ
    ในครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20ระหว่างที่ยังเป็นรัฐอารักขาของอังกฤษ กองทัพมาเลเซียถือกำเนิดมาจากการก่อตัวของกำลังท้องถิ่น ช่วงการปลดแอกในปี 1957 กองทัพมาลายาและกองกำลังของเครือจักรภพได้ถูกว่าจ้างจากการก่อความไม่สงบจากกลุ่มคอมมิวนิสต์ที่ได้รับการสนับสนุนจากจีน จากการปลดแอกของมาลายา ทำให้ความไม่สงบในพื้นที่ลดลง จนกระทั่งปี 1960 ชิน เผง หัวหน้าคอมมิวนิสต์มาลายาได้สั่งยุติการสู้รบ
    หลังจากวิกฤติการณ์มาลายา 3 ปี เกิดการรวมตัวระหว่างมาลายา สิงคโปร์ ซาราวัก และบอร์เหนียวเหนือ ได้ถูกรวมเป็นสหพันธรัฐมาเลเซีย การรวมตัวนี้ได้ถูกต่อต้านทางการทหารอย่างหนักจากประธานาธิบดีอินโดนีเซียนายซูการ์โน จากการเผชิญหน้าในป่าของเกาะบอร์เนียว กองทัพมาเลเซียได้รับความช่วยเหลือจากเครือจักรภพแห่งชาติ
    หลังจากการปราบปรามขบวนการก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ มาเลเซียได้ปรับบทบาทของกองทัพจากการปราบปรามความไม่สงบมามีบทบาทสำคัญในภูมิภาค ได้ส่งกองกำลังไปร่วมกับกองรักษาสันติภาพ ถือว่ามีบทบาทสำคัญในกลุ่มประเทศอิสลามเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีความมั่นคงทางการเมือง ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ แต่ปัญหาชนกลุ่มน้อยยังคงเป็นปัญหาอยู่ ทำให้เกิดการสนับสนุนการพัฒนากองทัพครั้งยิ่งใหญ่เพื่อเป็นการรับประกันอำนาจอธิปไตย

  20. THYP P. BHAVABHUTANON NA MAHASARAKARM says :

    การเซ็นเซอร์และการแบนภาพยนตร์ในประเทศมาเลเซีย

    ในประเทศมาเลเซีย ภาพยนตร์ถือว่าเปรียบเสมือนเป็นแขนข้างหนึ่งของรัฐบาลเลยก็ว่าได้ ในการเป็นเครื่องมือควบคุมและแสดงออกของรัฐบาล ดังนั้นการผลิตภาพยนตร์จึงต้องทำไปในแนวเดียวกันกับความต้องการของรัฐบาล หากพบว่าภาพยนตร์เรื่องใดมีเนื้อหาที่ขัดต่อนโยบายของรัฐบาลจะถูกนำมาพิจารณาตรวจสอบผ่านระบบเซ็นเซอร์ภาพยนตร์หรือห้ามออกฉายรัฐบาลมีความสามารถในการควบคุมความบันเทิงทุกรูปแบบที่จะออกสู่ประชาชนผ่านการตัดสินใจของรัฐบาลว่าสามารถหรือไม่สามารถออกฉายได้อย่างเบ็ดเสร็จ การควบคุมอย่างต่อเนื่องในรูปแบบของการเซ็นเซอร์ภาพยนตร์กลายเป็นที่นิยมมากขึ้นในแหลมมลายู การถ่ายทำภาพยนตร์และผู้จัดจำหน่ายจะต้องใช้ใบอนุญาตและได้รับการอนุมัติภาพยนตร์ก่อนที่จะบันทึกในขณะที่ผู้ผลิตภาพยนตร์ต่างประเทศที่จำเป็นต้องใช้การอนุมัติก่อนการถ่ายทำภาพยนตร์ เช่นกัน แนวทางทั่วไปในการทำงานของการเซ็นเซอร์ภาพยนตร์ในมาเลเซียอยู่ภายใต้อำนาจของกระทรวงมหาดไทย โดยยึดแนวทางพื้นฐานในการควบคุมไม่ให้มีฉากที่เกี่ยวกับ ศาสนา วัฒนธรรม และ ศีลธรรม อันจะกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ระบบการจัดเรทสำหรับภาพยนตร์ที่แสดงในโรงภาพยนตร์มาเลเซียได้ถูกนำมาใช้ในปี 1996 โดยระบบการจัดเรทสำหรับภาพยนตร์ มีการจัดเรทดังนี้ U (“General Audiences”) / P13 (“Parental Guidance 13”) / 18SG (“Graphic Violence and Horror/Terror”) / 18SX (“Sexual Content”) / 18PA (“Strong Religious or Political Elements”) (Rarely used.) / 18PL (“Various” The majority of the 18+) เป็นที่ทราบกันดีว่าผู้ประกอบการ2โรงภาพยนตร์หลักในประเทศมาเลเซีย โรงภาพยนตร์ Golden Screen และ โรงภาพยนตร์ Tanjung Golden Village จะเข้มงวดในการฉายภาพยนตร์ตามระบบจัดเรทคนดู รวมทั้งเข้มงวดในการตรวจผู้ชม ซึ่งจะต้องมีอายุตั้งแต่18ปีขึ้นไปถึงจะได้รับอนุญาตชมภาพยนตร์ ต่อมาในปี1994 ภาพยนตร์ที่เข้าข่ายการฉากที่เกี่ยวกับ ศาสนา วัฒนธรรม และ ศีลธรรม บางเรื่องถูกเซ็นเซอร์น้อยลงและได้รับอนุญาตให้ฉายในโรงภาพยนตร์ท้องถิ่นแต่ภาพยนตร์ที่ถูกเซ็นเซอร์หรือตัดทอนบางฉากออกนั้นไม่ได้รับอนุญาติให้ออกจำหน่ายในรูปแบบซีดีและดีวีดีสู่ตลาดของมาเลเซีย จนกระทั่งในปี2010แนวทางการเซ็นเซอร์ภาพยนตร์ก็ได้ถูกลดความเข้มงวดลง ส่วนภาพยนตร์ที่ถูกจัดให้ระงับห้ามฉายหรือโดนแบนโดยคณะกรรมการเซ็นเซอร์ภาพยนตร์ของมาเลเซียจะถูกตรวจคัดกรอง ห้ามขายครอบครองการ และจัดจำหน่าย การหรือแม้กระทั่งการที่ภาคเอกชนเป็นเจ้าของถือเป็นสิ่งต้องห้ามและบังคับใช้อย่างเคร่งครัด หากฝ่าฝืนจะถูกลงโทษอย่างรุนแรงและถูกปรับหรือจำคุกเป็นเวลา5 ปี แม้ว่าในปี 2011 จะมีการประกาศยกเลิกกฎหมายความมั่นคงภายใน (Internal Security Act) ซึ่งประกาศใช้มาตั้งแต่มาเลเซียประกาศเอกราชจากอังกฤษในปี 1957 แต่กฎหมายที่ออกมาบังคับใช้แทนอย่างกฎหมายว่าด้วยการคุกคามความมั่นคง (Security Offences (Special Measures) 2012 Act หรือ SOSMA) ก็ไม่สามารถเป็นหลักประกันว่าเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนชาวมาเลเซียจะได้รับการคุ้มครองแต่อย่างใด โดยเฉพาะการใช้คำคลุมเครือและสามารถตีความได้กว้างขวาง อย่างเช่นการให้ความหมายการ “คุกคามความมั่นคงของรัฐ” ว่า “การกระทำที่เป็นผลร้ายต่อการความมั่นคงของชาติและความปลอดภัยของสาธารณะ” การใช้คำในลักษณะนี้ทำให้ง่ายต่อการตีความเพื่อจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลมลายูมุสลิมที่อยู่ในอำนาจมายาวนานถึง 55 ปี ประวัติศาสตร์การเซ็นเซอร์ภาพยนตร์ของประเทศมาเลเซียเติบโตพร้อมกับประวัติศาสตร์ภายในประเทศที่ถูกผูกโยงเข้ากับการสร้างชาติผ่านการนิยามบทบาทและตัวตนของคนในชาติด้วยบรรทัดฐานใหม่ซึ่งเป็นผลมาจากความต้องการประสานการแตกแยกภายในชาติในช่วงที่ตกเป็นประเทศอาณานิคมอังกฤษอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้มาเลเซียนิยามคำว่าชาติและตัวตนผ่านศาสนา และศีลธรรมเพื่อกำกับเสถียรภาพของโครงสร้างทางวัฒนธรรมซึ่งมีความแตกต่างหลากหลายทางชาติพันธุ์ให้ดำรงอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข การเซ็นเซอร์จึงเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมเสถียรภาพของรัฐภายใต้การกำกับควบคุมของรัฐบาล แต่ในอีกแง่หนึ่งการเซ็นเซอร์ก็ถูกมองว่าเป็นตัวสร้างความขัดแย้งภายในเช่นกันจากการเรียกร้องเสรีภาพในการแสดงออกของสื่อ ซึ่งการปิดกั้นการรรับรู้ของสื่อเพราะกลัวกระทบต่อความเป็นชาตินั้นถือว่าม่ใช่ความหมายที่แท้จริงของคำว่าชาติในตัวมันเอง แต่ปัจจุบันระบบการเซ็นเซอร์ในมาเลเซียก็ยังคงถูกควบคุมต่อไป

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: