Government and Politics in Southeast Asia 2012: Laos

19 responses to “Government and Politics in Southeast Asia 2012: Laos”

  1. สุวิจักขณ์ คีรีพัฒนานนท์ says :

    ธงและเพลงชาติลาว

    ธงชาติของลาวนั้นอาจเรียกอีกชื่อหนึ่งได้ว่า “ธงวงเดือน” ใช้มาตั้งแต่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2518 ซึ่งเป็นวันสถาปนาประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มีลักษณะตามที่กำหนดไว้ใน รัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยที่ธงนี้เป็นหนึ่งในธงของประเทศที่ปกครองด้วยรัฐบาลคอมมิวนิสต์ ที่ไม่มีสัญลักษณ์รูปค้อนเคียวของขบวนการคอมมิวนิสต์สากล ซึ่งมีอยู่น้อยมาก โดยธงชาติลาวนั้นมีลักษณะเป็นพื้นธงสีคราม แถบสีแดงและวงเดือนสีขาวอยู่ตรงกลางผืนธง

    ธงชาติลาวนั้นตามประวัติศาสตร์นั้นพบว่าลาวนั้นมีธงชาติทั้งหมด 3 แบบรวมแบบในปัจจุบัน โดยที่ 2 รูปแบบแรกนั้นมีลักษณะคล้ายกัน ในที่นี้จะขอกล่าวถึงธงชาติลาวในแบบแรกก่อน โดยที่ธงชาติในแบบแรกนั้นเป็นธงชาติที่ใช้มาตั้งแต่สมัยพระราชอาณาจักรมีลักษณะเป็นธงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีแดง มีรูปช้างเอราวัณ 3 เศียรสีขาวยืนอยู่บนแท่น 5 ชั้นภายใต้พระมหาเศวตฉัตร 9 ชั้น ธงนี้ใช้เป็นธงชาติลาวในช่วงปี พ.ศ. 2495 ถึง พ.ศ. 2518 ปัจจุบันนี้ขบวนการลาวฝ่ายขวานิยมกษัตริย์ยังใช้เป็นสัญลักษณ์ของการเคลื่อนไหวเพื่อสร้างประชาธิปไตยในลาว และการคงอยู่ของรัฐบาลพระราชอาณาจักรลาวพลัดถิ่น โดยธงนี้ต่างมีการสอดแทรกนัยความหมายเช่นเดียวกันแต่ในที่นี้จะขอกล่าวถึงแต่นัยความหมายที่สำคัญของธงชาติที่มีความสัมพันธ์กับธงชาติในสมัยนี้และมีความสำคัญต่อความเป็นชาติลาวนั้นคือสีแดงบนผืนธงชาติลาวที่หมายถึงเลือดของชาวลาวในการต่อสู้และรูปช้างเอราวัณ 3 เศียรที่หมายถึงเอกภาพของลาวที่มาจากการรวมราชอาณาจักรล้านช้างลาวทั้ง 3 อาณาจักร ซึ่งนำมาสู่ความเป็นชาติลาว หลังจากนั้นธงชาติรูปแบบของลาวนั้นมีความเหมือนกับธงชาติแรกในทุกประการแต่มีการเพิ่มเติมรูปธงชาติเล็ก ๆ ของฝรั่งเศสเข้ามาในมุมซ้ายบนเพื่อแสดงความเป็นเจ้าอาณานิคมของฝรั่งเศสที่มีเหนือลาว

    ในส่วนของประวัติของธงชาติลาวในปัจจุบันนั้นต้องกล่าวย้อนไปในอดีตช่วงปี พ.ศ. 2488 นั้น ภายหลังจากญี่ปุ่นยอมแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 แล้ว ขบวนการลาวอิสระได้ประกาศให้ประเทศลาวเป็นเอกราชจากฝรั่งเศสและประกาศจัดตั้งรัฐบาลลาวอิสระขึ้น โดยใช้ธงนี้เป็นสัญลักษณ์ในการเคลื่อนไหว แต่ 6 เดือนให้หลังต่อมาฝรั่งเศสก็กลับเข้ามาปกครองลาวซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอินโดจีนฝรั่งเศสและล้มรัฐบาลลาวอิสระลง แต่ได้ให้เอกราชแก่ลาวภายหลังในปี พ.ศ. 2498ลาวจึงปกครองตนเองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ธงนี้ก็ได้ถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ของขบวนการปะเทศลาวแทน ซึ่งขบวนการนี้จัดตั้งโดยผู้นำขบวนการลาวอิสระส่วนหนึ่ง ที่นิยมแนวคิดทางการเมืองฝ่ายซ้าย ภายใต้การนำของเจ้าสุภานุวงศ์ เมื่อขบวนการปะเทศลาวเคลื่อนไหวปลดปล่อยลาว ล้มล้างรัฐบาลระบอบกษัตริย์ และจัดตั้งรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์ปกครองประเทศสำเร็จ ธงนี้ก็ได้รับการรับรองให้เป็นธงชาติของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวอย่างเป็นทางการในวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2518

    ในส่วนนี้จะกล่าวถึงนัยความหมายของสีและสัญลักษณ์ที่ปรากฏอยู่บนธงชาติลาว เริ่มด้วยสีแดงบนผืนธงชาติที่ให้ความหมายถึงเลือดแห่งการต่อสู้เพื่ออิสรภาพของชาวลาว ซึ่งเชื่อเหตุที่ให้นัยความหมายเช่นนี้เพื่อที่ชาวลาวจะได้มีความสำนึกร่วมกันถึงความเป็นชาติลาวโดยผ่านประวัติศาสตร์การสร้างชาติและการต่อสู้เพื่อเอกราชของลาวเพื่อที่ให้ในสุดท้ายแล้วชาวลาวจะได้ซึมซับถึงความเป็นลาวและรักชาติของตน ในส่วนต่อมาคือสีน้ำเงินหรือสีครามบนผืนธงซึ่งให้นัยความหมายว่าเป็นการที่ผืนแผนดินลาวเป็นผืนดินที่มีความอุดมสมบูรณ์มีความมั่งคั่ง ซึ่งในส่วนนี้คิดว่าอาจเป็นการสร้างความหวงแหนในแผ่นดินของคนลาวในทางหนึ่งเนื่องด้วยมีการกล่าวถึงความอุดมสมบูรณ์มั่งคั่งของแผ่นดินลาวจึงมิควรให้ใครหรือผู้อื่นเข้ามายึดแย่งชิงหรือครอบครอง ซึ่งทำให้อาจเป็นการปลูกฝังในเรื่องดังที่กล่าวไปแล้วให้อยู่ในความคิดของชาวลาวผ่านการสะท้อนจากสีและนัยของธงชาติและในส่วนสุดท้ายพระจันทร์สีขาวซึ่ง เป็นสัญลักษณ์ของดวงจันทร์ลอยเด่นเหนือลำน้ำโขง และหมายถึงเอกภาพของชาติภายใต้การปกครองของรัฐบาลพรรคประชาชนปฏิวัติลาว (พรรคคอมมิวนิสต์ลาว) หรือหมายถึงการกลับมารวมกันอีกครั้งของชาวลาวสองฝั่งโขง ซึ่งสุดท้ายแล้วในความหมายของสัญลักษณ์สุดท้ายบนผืนธงชาติที่กล่าวถึงนั้นยังคงเป็นอยู่ในเรื่องของการสร้างชาติลาวและการต่อสู้ที่สุดท้ายสามารถกลับมาสู่ความเป็นคนลาวและชาติลาวได้รวมถึงมีการกล่าวถึงรัฐบาลที่เป็นพรรคคอมมิวนิสต์ โดยที่เห็นว่าในจุดนี้ธงชาติลาวนั้นมีการบรรจุและชี้ให้เห็นถึงสถาบันหรือลักษณะของรัฐบาลที่ปกครองลาวอยู่และประกอบกับนัยความหมายในเรื่องการสร้างชาติหรือความเป็นชาติของลาวผ่านเรื่องราวในอดีตโดยอาศัยการสะท้อนจากสีและสัญลักษณ์บนผืนธงชาติ โดยที่สุดท้ายแล้วเรื่องของความเป็นชาติและการต่อสู้ของชาวลาวจึงเป็นสเหมือนนัยสำคัญที่ต้องการปลูกฝังให้ชาวลาวสำนึกได้

    เพลงชาติสมัยปัจจุบัน

    ชาติลาวตั้งแต่ใดมา
    ลาวทุกถ้วนหน้าเชิดชูสุดใจ
    ร่วมแรงร่วมจิตร่วมใจ
    สามัคคีกันเป็นกำลังเดียว
    เด็ดเดี่ยวพร้อมกันก้าวหน้า
    บูชาชูเกียรติของลาว
    ส่งเสริมใช้สิทธิ์เป็นเจ้า
    ลาวทุกชนเผ่าเสมอภาพกัน

    บ่ให้พวกจักรพรรดิ
    และพวกขายชาติเข้ามารบกวน
    ลาวทั้งมวลชูเอกราช
    อิสรภาพของชาติลาวไว้
    ตัดสินใจสู้ชิงเอาชัย
    พาชาติลาวไปสู่ความวัฒนา

    เพลงชาติลาวนั้นก่อนหน้าที่จะเป็นฉบับปัจจุบันนี้นั้นได้มีมาก่อนหน้านี้ 1 ฉบับ ซึ่งเป็นฉบับที่มหาพูมีได้แต่งคำร้องขึ้น โดยได้เริ่มใช้เป็นเพลงชาติของประเทศลาวสืบมาตั้งแต่ พ.ศ. 2490 ต่อเนื่องมาถึงสมัยพระราชอาณาจักรลาว (ตั้งแต่ พ.ศ. 2492) จนถึงปี พ.ศ. 2518 และเมื่อพรรคประชาชนปฏิวัติลาว ชนะสงครามกลางเมืองและเข้ากุมอำนาจรัฐได้สำเร็จ และ สามารถล้มล้างรัฐบาลระบอบกษัตริย์ได้สำเร็จในปี พ.ศ. 2518 เนื้อร้องของเพลงชาติลาวสมัยราชอาณาจักรที่ประพันธ์โดยมหาพูมี จึงถูกยกเลิก และได้มีการเปลี่ยนเนื้อเพลงเป็นฉบับที่แต่งโดยท่านสีซะนะ สีสาน โดยประกาศใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2518 ซึ่งเป็นวันสถาปนาสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เนื้อเพลงชาติฉบับดังกล่าวได้ใช้มาจนถึงปี พ.ศ. 2531 รัฐบาลลาวจึงได้รับรองเพลงชาติซึ่งได้มีการเปลี่ยนแปลงเนื้อเพลงบ้างเล็กน้อยก่อนเป็นเนื้อร้องฉบับปัจจุบัน ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ฉบับลงวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2531

    เพลงชาติลาวนั้นเมื่อได้รับฟังในส่วนของท่วงทำนองอย่างเดียวนั้นพบว่าเป็นเพลงชาติที่มีลักษณะท่วงทำนองที่ดูแตกต่างจากประเทศอื่น โดยที่เพลงชาติลาวนั้นมิได้ให้ความรู้สึกฮึกเหิมหนักแน่นรู้สึกร่วมในความเป็นชาติเหมือนของชาติอื่นแต่เพลงชาติลาวนั้นมีลักษณะท่วงทำนองเหมือนเพลงทั่วไปหรืออาจกล่าวได้ว่าเหมือนเพลงลูกทุ่งของเราซึ่งไม่ค่อยแสดงให้เห็นถึงลักษณะของความเป็นเพลงชาติที่คล้ายคลึงกับเพลงมาร์ชเท่าไรนัก ซึ่งเหตุที่เป็นเช่นนี้อาจวิเคราะห์ในลักษณะแบบไทย ๆ ที่ชอบคิดว่าคนลาวเป็นคนอ่อนโยนเรียบร้อย ไม่หยาบกระด้างได้จึงส่งผลให้เพลงชาติลาวนั้นออกมาในลักษณะที่เรียบง่ายฟังแล้วรู้สึกเพราะและสบายหูแต่ไม่ได้ก่อให้เกิดความรู้สึกในความเป็นชาติเท่าไรนัก ซึ่งในสวนนี้อาจเป็นได้ที่จะขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมในการฟังเพลงหรือรสนิยมในการฟังเพลงของชาวลาว

    หากทำการพิจารณาวิเคราะห์จากส่วนของเนื้อเพลงเข้ามาประกอบนั้นจะเห็นได้ว่าเพลงชาติลาวนั้นต้องการที่จะชี้ให้เห็นในนัยความหมายที่สำคัญอยู่ใน 2 ประเด็น คือหนึ่งในเรื่องความสามัคคีกลมเกลียวการร่วมมือร่วมใจของชาวลาวหรือในความเป็นชาวลาวที่มีความเสมอภาคเท่าเทียมและสามัคคีต่อกัน ซึ่งที่เป็นเช่นนี้หรือที่มองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญอาจเนื่องจากเพราะประเทศลาวนั้นมีประชากรที่มีหลายเผ่าหลายชาติพันธุ์ซึ่งอาจเป็นเหตุที่ทำให้ชาวลาวในส่วนหนึ่งย่อมมีความแตกต่างระหว่างกัน รวมถึงในอดีตประวัติศาสตร์การสร้างชาติลาวนั้นล้วนแล้วแต่ถูกผู้อื่นหรือชาติอื่นเข้าครอบครองเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งจากที่กล่าวมานั้นเห็นได้ว่าประวัติศาสตร์ของชาวลาวล้วนแล้วต้องผ่านการต่อสู้มาเกือบทุกช่วง ในการนี้ในเรื่องประเด็นดังกล่าวจึงถูกนำมาใช้เพื่อให้ความสามัคคีและความเป็นลาวยังคงอยู่ ในส่วนของประเด็นที่ 2 นั้นเป็นประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับประเด็นแรกโดยที่ประเด็นที่ 2 นั้นคือ เรื่องเอกราชและอิสรภาพของประเทศลาวและชาวลาว ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญเรื่องหนึ่งของชาวลาวเพราะจากที่กล่าวไปว่าลาวนั้นถูกยึดครองเสมอมา ในเรื่องของความอิสรภาพและเอกราชจึงถือว่าเป็นหนึ่งในเรื่องที่สำคัญต่อชาวลาวมาก จึงอาจต้องการให้ชาวลาวได้สำนึกและหวงแหนในความเป็นเอกราชและมีอิสรภาพของตนเองเอาไว้ เพื่อที่จะได้ทำให้ชาวลาวรู้สึกรักและหวงแหนชาติเนื่องด้วยถูกปลูกฝังให้ภูมิใจในเอกราชและหวงแหนอิสรภาพจึงอาจทำให้ชาวลาวรักและหวงชาติของเขามากขึ้นเพื่อมิให้เกิดเหตุการณ์อย่างในอดีตอีก

    ในส่วนนี้หากพิจารณาทั้งส่วนของเพลงและธงชาติควบคู่กันจะพบว่าประเด็นสำคัญที่ลาวได้ชูออกมาผ่านทั้งสองอย่างนี้คือเรื่อง การต่อสู้และเอกราชของชาวลาว ซึ่งมองว่าในส่วนนี้นับว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างมากเนื่องด้วยองค์ประกอบต่าง ๆ ในการสร้างชาติลาวดังที่ได้กล่าวไปแล้วนั้นล้วนแล้วแต่เป็นหนึ่งในเหตุที่มองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญเพราะจะสามารถสร้างความเป็นชาติและรู้สึกภูมิใจในความเป็นลาวและเอกราชอิสรภาพของชาวลาวได้ ซึ่งจะส่งผลให้ในท้ายที่สุดแล้วชาวลาวจะเกิดความสามัคคีและสามารถร่วมกันพัฒนาประเทศของเขาได้

    อ้างอิง

    http://th.wikipedia.org/wiki/ธงชาติลาว
    http://th.wikipedia.org/wiki/เพลงชาติลาว

    นาย สุวิจักขณ์ คีรีพัฒนานนท์ 534 10623 24

  2. PRANCHALEE KEEREEWET says :

    สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว : คำอธิบายประวัติศาสตร์ของชาติ

    ประวัติศาสตร์ลาวที่ได้เล่าเรื่องราวผ่านบันทึกทางประวัติศาสตร์อาจแบ่งได้ 2 ประเภท ตามช่วงเวลาที่สภาพการเมืองมีอิทธิพลต่อการบันทึกประวัติศาสตร์ของชาติลาวคือ 1. เอกสารทางประวัติศาสตร์ลาวสมัยราชอาณาจักร และ 2. เอกสารทางประวัติศาสตร์ลาวสมัยสังคมนิยม ในการเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของลาวทั้งสองเอกสารทางประวัติศาสตร์ทั้งประเภทนี้ ต่างยุคต่างก็มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนและแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

    การศึกษาประวัติศาสตร์ลาวสมัยที่ลาวมีสถานะเป็นพระราชอาณาจักรนี้ ทำให้เห็นได้ว่าชาวลาวมีมุมมองเกี่ยวกับการบันทึกประวัติศาสตร์ยุคนี้โดยอาศัยเงื่อนไข 3 ประการ คือ การบันทึกประวัติศาสตร์ตามแนวทางการศึกษาลาวภายหลังจากที่ลาวได้รับเอกราชจากฝรั่งเศส การสำรวจเอกสารทางประวัติศาสตร์ของลาวที่มีส่วนในการสร้างชาติ และการนำเสนอประวัติศาสตร์ลาวในแบบเรียนลาว (ดารารัตน์ เมตตาริกานนท์, 2548) เนื่องจากช่วงเวลาก่อนบันทึกประวัติศาสตร์ลาว ผู้นำความคิดทางการเมืองได้ผลิตงานเขียนทางประวัติศาสตร์จำนวนมาก แต่ในบรรดางานเขียนเหล่านั้น ชาวลาวก็ได้มีความแตกต่างจนเกิดเป็นความแตกแยกในความคิดทางการเมือง ประกอบกับเป็นช่วงเวลาที่ลาวพยายามสร้างชาติ ประวัติศาสตร์ลาวจึงได้เกิดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างประวัติศาสตร์ขึ้นมาใหม่เพื่อเป็นเครื่องมือในการสร้างชาติลาวให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่แตกความสามัคคีเช่นอดีตจนเสียบ้านเสียเมือง งานเขียนที่สำคัญของลาวในยุคราชอาณาจักรได้แก่ พงศาวดารลาว และประวัติศาสตร์ลาว ของมหาสิลา วีระวงส์ พงศาวดารเมืองพวน และพงศาวดารชาติลาวของเจ้าคำหมั้น วงกตรัตนะ ได้เขียนวัตถุประสงค์ที่ว่าให้การบันทึกประวัติศาสตร์ลาวในงานเขียนตนเป็นไปเพื่อให้เกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนในชาติอย่างชัดเจน เนื้อหาประวัติศาสตร์ชาติลาวในช่วงเวลานี้ โดยมากเป็นการบรรยายความเป็นมาของชนชาติต่างๆในลาว การก่อตั้งและการบริหารบ้านเมืองของกษัตริย์ลาว จนถึงเมื่อลาวถูกสยามโจมตีเมืองหลวงที่รุ่งเรืองจนกลายเป็นเมืองที่เพพัง และกวาดเอาทรัพย์สินมีค่าของลาว ทั้งพระแก้วมรกต พระแซกคำ พระจันทะรัตนะ และพระบางไป ในเรื่องการเมืองการปกครองถูกจัดอยู่ในส่วยท้ายของเนื้อหา ซึ่งในส่วนนี้ลาวได้ยกย่องฝรั่งเศสในฐานะที่ช่วยให้ลาวมีสงบเรียบร้อยและความเจริญรุ่งเรืองถาวรขึ้น มีแต่คนป่าที่ปัญญาทึบเท่านั้นที่ต่อต้านการปกครองจากฝรั่งเศส

    ในยุคสมัยสังคมนิยมหรือสมัยที่ลาวเป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ลาวได้บันทึกประวัติศาสตร์โดยให้น้ำหนักในการเล่าในเรื่องการต่อสู้ภายในประเทศภายหลังจากที่ลาวได้รับเอกราชจากฝรั่งเศส เมื่อลาวได้รับเอกราชจากฝรั่งเศสอย่างสมบูรณ์ เกิดการแตกแยกเป็นสองฝ่ายคือ ฝ่ายพระราชอาณาจักรนำโดยเจ้ามหาชีวิต กับ ฝ่ายขบวนการปะเทดลาว มีเวียดนามและพันธมิตรสังคมนิยมสนับสนุนอยู่ สุดท้ายขบวนการปะเทดลาวก็ได้ยึดครองอำนาจทางการเมืองโดยสมบูรณ์โดยการนำของพรรคประชาชนปฏิวัติลาว จึงสิ้นสุดการต่อสู้ทางการเมืองภายในลาว เมื่อเข้าสู่ช่วงเวลาสร้างรัฐสมัยใหม่ ลาวโดยฝ่ายรัฐบาลสปป.ลาวก็ได้สร้างธงชาติ เพลงชาติ เครื่องหมายชาติ ฯลฯ ประเด็นที่สำคัญในการพัฒนาลาวคือ รัฐบาลสังคมนิยมของลาว(ซึ่งลาวก็มีพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียวคือ พรรคประชาชนปฏิวัติลาว) ได้ให้ความสำคัญกับการศึกษา แต่หากมองให้ลึกลงไปจะพบว่า การศึกษาภายในลาวเป็นไปเพื่อสืบชะตารัฐแบบสังคมนิยม เพราะการศึกษาสำหรับลาวได้ถูกทำให้เป็นกลไกสำคัญในการสร้างคนสังคมนิยมที่มีความศรัทธาในอุดมการณ์สังคมนิยม และมีความจงรักภักดีต่อพรรคเท่านั้น ความแตกต่างในการบันทึกประวัติศาสตร์ลาวของยุคนี้คือ งานเขียนของฝ่ายที่มีความเห็นต่างทางการเมืองคือ ลาวฝ่ายปฏิวัติได้ปรากฎให้เห็นขึ้น ฝ่ายที่ต่อต้านการยึดครองโดยประเทศผู้ล่าอาณานิคมได้ผลิตงานเขียออกมาจำนวนมาก ความแตกต่างที่ชัดเจนคือ การไม่ยกยอพระมหากษัตริย์แต่เน้นเสนอเรื่องราวการต่อสู้เพื่อเอกราชตั้งแต่ฝรั่งเศสเข้ายึดครองไปจนถึงการต่อสู้ภัยคุกคามจากอเมริกา การจัดตั้งพรรคปฏิวัติ และความทรงจำในการต่อสู้ทางการเมืองของชาวลาว
    เมื่อพิจารณาตามแนวทางการศึกษาแบบประวัติศาสตร์(Historical Approach) พบว่างานเขียนสมัยราชอาณาจักรของลาวมีผลอย่างยิ่งต่อการสร้างชาติในยุคสมัยนั้นโดยเหตุผลและเงื่อนไขที่ได้กล่าวมาแล้วในข้างต้น แต่ภายหลัง เมื่อลาวได้สถาปนาตนเองเป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว พื้นที่ในการเขียนประวัติศาสตร์ได้ถูกขยายขึ้นเพราะประชาชนที่มีความคิดเห็นต่างทางการเมืองต่างก็มีการศึกษา มีความคิด และมีทุนทรัพย์เพียงพอที่จะตีพิมพ์เผยแพร่เรื่องราวทางประวัติศาสตร์สมัยสังคมนิยมในมุมมองของตน และประวัติศาสตร์ไม่ได้บันทึกเพียงเพื่อให้คนลาวรักและสามัคคีกันเช่นในอดีตอีกต่อไป หากแต่เป็นการเผยแพร่ชุดความจริงที่แตกต่างออกไปและหลากหลายในการทำความเข้าใจประวัตศาสตร์ชาติลาว จากเดิมที่ประวัติศาสตร์ลาวเคยมีเพียงแนวทางเดียวและจุดมุ่งหมายเดียวในการบันทึกและบอกเล่า ปัจจุบันลาวได้พัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปทีละน้อยๆ แนวคิดที่เชื่อว่า การได้ลาวเป็นประเทศในอาณานิคมโดยฝรั่งเศสเป็นความยินยอมพร้อมใจของไพร่ฟ้าประชาชน แต่การได้ลาวมาของไทยและพม่า เป็นการได้มาจากการเข้ารุกรานและยึดครอง ภาพของไทยและพม่าจึงเป็นภาพศัตรูของประเทศลาว นั้นก็ถูกโต้แย้งจากฝ่ายที่วิพากษ์การเมืองลาวโดยไม่อิงกระแสประวัติศาสตร์สมัยราชอาณาจักรอย่างแพร่หลาย

    อ้างอิง

    ดารารัตน์ เมตตาริกานนท์. 2548. ประวัติศาสตร์ลาวหลายมิติ. กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ

    บุญมี เทบสีเมือง. 2553. ความเป็นมาของชนชาติลาว การตั้งถิ่นฐาน และสถาปนาอาณาจักร. กรุงเทพฯ : สุขภาพใจ

    ปราญชลี คีรีเวช 5341036024

  3. Akesyan says :

    นายเอกลักษณ์ ไชยภูมี 524 10600 24

    การเมืองของชนชั้นนำแบบเครือญาติในลาว

    เป็นที่ทราบโดยทั่วกันว่าลาวในอดีตนั้นเคยปกครองด้วยระบอบกษัตริย์ หรือ ระบอบราชาธิปไตยมาก่อนที่จะถูกยึดครองมาเป็นส่วนหนึ่งของอินโดนจีนของฝรั่งเศส ซึ่งระบอบราชาธิปไตยนั้นได้ปลูกฝังทั้งวิธีคิด ความคาดหวังของบทบาทหน้าที่ของผู้คนซึ่งมีลำดับชั้นในสังคมตามสถาบันทางสังคมหนึ่ง ๆ ทำให้ในมุมหนึ่งแล้ว ลาวกับไทยในอดีตจึงมีพื้นฐานทางด้านวัฒนธรรมบางอย่างที่คล้ายคลึงกันอยู่ ประการหนึ่งก็คือการเข้ามามีบทบาททางการเมืองของบรรดาเชื้อพระวงศ์ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่เข้ามามีบทบาททางการเมืองอย่างต่อเนื่อง เพราะก่อนที่ฝรั่งเศสจะเข้ามายึดครองบริเวณอินโดจีนนั้น ประเทศลาวมีกษัตริย์แห่งราชวงศ์ลาวร่มขาว หรือ ล้านช้างร่มขาวปกครองอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งบุคคลในพระราชวงศ์เหล่านี้เองที่นับได้ว่าเป็นชนชั้นนในอดีต คื อในสมัยที่ประเทศยังปกครองด้วยระบอบราชาธิปไตย หรือ ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชนั่นเอง

    แม้แต่ในช่วงที่ปลดแอกออกจากการเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสแล้วก็ตาม โดยบรรดาเชื้อพระวงศ์เหล่านี้ได้กลายมาเป็นชนชั้นนำในระบอบใหม่ที่เกิดขึ้นตามมา คือ ระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ สังเกตได้จากการเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตลอดจนการเข้ามามีบทบาทในการต่อสู้ทางการเมืองภายหลังจากการได้รับเอกราช ที่รู้จักกันต่อมาว่าเป็น “สงครามกลางเมืองในลาว” ซึ่งนักวิชาการหลายท่านมองว่าเป็นสงครามระหว่าง “เชื้อพระวงศ์สามคน” อันได้แก่ เจ้าบุญอุ้ม ณ จำปาศักดิ์ กบนายพลภูมี หน่อสะหวัว ลาวฝ่ายขวา, เจ้าสุภานุวงศ์ หนึ่งในผู้นำขบวนการปะเทดลาว ลาวฝ่ายซ้าย, และเจ้าสุวรรณภูมา นากยรัฐมนตรีของลาวหลายสมัย ฝ่ายลาวเป็นกลาง ซึ่งความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างชนชั้นนำลาวทั้งสามฝ่ายนี้ท้ายที่สุดได้นำประเทศลาวเข้าสู่สงครามกลางเมืองอันยาวนานที่จบสิ้นลงพร้อม ๆ กับชัยชนะของขบวนการปะเทดลาวในปี ค.ศ. 1975

    อาจกล่าวได้ว่าการเมืองของลาวในช่วงราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญนั้นเป็นการเมืองของบรรดาสายสกุลชนชั้นนำต่าง ๆ ในสังคมลาว ซึ่งโดยมากมักผูกโยงกับขั้วอำนาจเก่าในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เช่น ตระกูลเจ้า ณ จำปาศักดิ์ หรือชนชั้นนำจากสายทหารเช่น ตระกูล “อภัย” ของนายพลกุประสิทธิ์อภัย หรือ นายพลภูมี หน่อสะหวัน นายพลกองแล เป็นต้น

    ทว่า เมื่อประเทศลาวกลายเป็นคอมมิวนิสต์ลงในปี ค.ศง 1975 นั้น ลาวเองก็เป็นเฉกเช่นเดียวกันกับประเทศอื่น ๆ ที่ปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ที่ชนนั้นนำทางการเมืองนั้นจะถูกกำหนดด้วบคณะกรรมการโปลิตบูโร (politburo) ซึ่งมีหน้าที่ (function) คัดสรรบุคลากรที่เหมาะสม และผ่านเกณฑ์ของพรรคคอมมิวนิสต์ในการขึ้นมาดำรงตำแหน่งสำคัญในระดับชั้นที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ของพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งหากมองในอีกมุมหนึ่งก็เป็นกลวิธีหนึ่งในการสร้างชนชั้นนำในแบบคอมมิวนิสต์ คือ ต้องมาจากโปลิตบูโร ซึ่งจุดนี้เราอาจั้งข้อสังเกตได้ว่าหากอาศัยการสืบสานทางวงศ์วานว่านเครือมาเป็นเกณฑ์หลักในการกำหนดบุคลากรเมื่อใด เมื่อนั้นการสืบทอดตำแหน่งผู้นำทางการเมืองของลาวในปัจจุบันที่ปกครองด้วยพรรคคอมมิวนิสต์ก็จะมีลักษณะที่มิได้แตกต่างจากในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่อาศัยการสืบราชสันตติวงศ์เท่าใดนัก เพียงแต่เปลี่ยนรูปไปเป็นการสืบสานวงศ์คอมมิวนิสต์ (communist hereditary) เท่านั้น

  4. THIPAKORN BUASOONTORN says :

    บัตรประชาชน ลาว

    บัตรประชาชนของลาวมีความน่าสนใจในประเด็นหนึ่ง คือ ประเด็นความรักในสถาบันครอบครัวที่สะท้อนออกมาให้เห็นถึงสภาพสังคมที่พยายามจะให้หญิงชายที่แต่งงานเป็นสามีภรรยากันแล้วต้องพยายามอยู่ด้วยกัน และบีบให้เกิดการนอกใจกันให้น้อยที่สุด โดยบัตรประชาชนของประเทศลาวนั้นจะมีการระบุชื่อสามีหรือภรรยาของตนเองไว้ด้วย เพื่อช่วยในการตรวจสอบเวลาเที่ยวในสถานบันเทิง หรือลดปัญหาการหลอกลวงและกันการแต่งงานซ้ำซ้อนในเบื้องต้นได้ ถึงแม้ว่าจะเป็นการช่วยในเบื้องต้น แต่ก็เป็นกรอบแนวคิดเรื่องการจัดการสาธารณะของรัฐพยายามจะสร้างภาพลักษณ์ของตัวสังคมของระเทศตนเองให้ประเทศที่ดูมีสภาพครอบครัวและสังคมอยู่เย็นเป็นสุข ปลูกฝัง (สร้างเส้นกั้น) ความคิดในเรื่องของการมีสามีภรรยาเดียว ที่ถือเป็นจุดเด่นในเรื่องภาพลักษณ์ภายนอกที่สำคัญของประเทศลาว และอาจจะมีนัยยะแฝงในเรื่องความพอเหมาะของจำนวนประชากรในประเทศต่อพื้นที่ก็เป็นได้

    อีกประเด็นที่ถูกพูดถึงจากชาวต่างชาติ คือ การที่รัฐออกกฎในการที่สาวลาวใด ๆ ที่จะแต่งงานกับชาวต่างชาติ จะต้องมีหนังสือเดินทางที่ได้รับการยืนยันจากกระทรวงการต่างประเทศเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และจะต้องมีการตรวจสอบในเรื่องสถานภาพของตัวเองและทำการยืนยันบนบัตรระชาชนไว้ด้วย เพื่อใช้ในการตรวจสอบการแต่งงานในอนาคตและตรวจสอบสถานะของสามีภรรยาชาวต่างชาติที่จะเข้ามาในประเทศลาวด้วย ซึ่งการตรวจสอบก่อนที่จะแต่งงานนั้น จะต้องนำบัตรประชาชนเพื่อมาแสดงตนว่ามีสถานภาพโสดเพื่อได้ใบ Marry Certificate มาใช้ในการแต่งงานกับคนลาว ซึ่งในส่วนนี้มีขั้นตอนในการบริการของรัฐที่ยุ่งยากมาก คือ จะต้องนำบัตรประชาชาแปลเป็นภาษาอังกฤษ โดยต้องไปรับการรับรอบจากศูนย์ราชการในเวียงจันทร์ และต้องเสียค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ถึง 200 เหรียญสหรัฐ และนำเอกสารนี้ไปกระทรวงยุติธรรมเพื่อตรวจสอบเอกสารและรับรองการแปล และขั้นสุดท้ายคือนำเอกสารทั้งหมดไปยืนยันและรับรองการแปลที่กระทรวงการต่างประเทศของลาว ซึ่งต้องใช้เวลาในกระบวนการทั้งหมดนี้ถึง 3 สัปดาห์ ในส่วนนี้เองแสดงให้เห็นถึงความคิดของรัฐในการเข้มงวดในเรื่องการแต่งงานกับคนต่างชาติมาก เนื่องด้วยฐานความคิดในเรื่องของคนในชาติเดียวกันเองที่จะต้องมีครอบครัวด้วยกัน หรือเน้นวัฒนธรรมครอบครัวเป็นหลัก หรืออาจจะเป็นในเรื่องความมั่นคงของชาติทั้งในด้านเศรษฐกิจ และประชากร เป็นต้น

    ส่วนในเรื่องสิทธิประโยชน์และการบริการสาธารณะจากรัฐผ่านบัตรประชาชน จะมีในเรื่องของการอนุญาตเข้าทำงานในสถานที่หรือบริษัทต่าง ๆ การทำธุรกรรมเชิงพาณิชย์ และสิทธิในการเลือกตั้ง ที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานทั่วไปในตัวบัตรประชาชนที่เกือบทุกประเทศพึ่งมีอยู่แล้ว แต่จากการอ่านสำรวจเรื่องราวเกี่ยวกับบัตรประชาชนหรือเอกสารสำคัญทางราชการของลาวจะเน้นในเรื่องของการบริการในเรื่องเอกสารสำคัญของลาวที่มีความล่าช้าอยู่มาก และในเรื่องของการทำงานในลาวอย่างผิดกฎหมายโดยที่ไม่ได้รับการตรวจสอบและรับรองในเรื่องบัตรประชาชนหรือวีซ่าเพื่อเข้ามาทำงาน จะมีการปรับเงิน 5 ล้านกีบ (400 เหรียญสหรัฐ) .ในข้อหาแย่งงานคนลาว ซึ่งนโยบายของรัฐลาวจะส่งเสริมให้คนในท้องถิ่นของลาวเองมีงานประจำหรืองานบริการในพื้นที่ของตนเองก่อนคนงานชาติอื่น เช่นงานบริการในบาร์ หรือสถานบันเทิง เป็นต้น

  5. นุชประภา โมกข์ศาสตร์ says :

    ผู้ทรงอิทธิพลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ : ไกสอน พมวิหาน นายกรัฐมนตรีคนแรกของลาว

    ไกสอน พมวิหาน (Kaysone Phomvihane)
    เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของสาธารณรัฐประชาชนลาว ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นเลขาธิการใหญ่คนแรกของพรรคปฏิวัติประชาชนลาว และเป็นผู้นำในการต่อต้านการปกครองของฝรั่งเศสและระบอบกษัตริย์ จนสามารถปลดปล่อยประเทศได้เมื่อ พ.ศ.2518

    นายไกสอน เป็นผู้ร่วมก่อตั้งแนวลาวฮักชาติ และเป็นผู้บัญชาการกองกำลังติดอาวุธหน่วยแรกของประเทศ ที่จัดตั้งขึ้นต่อสู่กับอดีตเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศส และ เติบใหญ่นำประชาชนทำสงครามต่อสู้กับการแทรกแซงและครอบงำของสหรัฐฯ จนได้รับชัยชนะอีกครั้งหนึ่งในสงครามอินโดจีน

    สหรัฐฯ ไม่เคยประกาศสงครามในลาว และ รัฐบาลอดีตประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน ก็ไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐสภาสหรัฐฯ ให้ปฏิบัติการทางทหารใดๆ ในดินแดนลาว แต่ลาวเป็นประเทศที่ถูกโจมตีทิ้งระเบิดหนักหน่วงที่สุด ภายใต้สงครามลับที่ดำเนินการโดยองค์การสืบราชการลับซีไอเอ

    ด้านสหรัฐฯ หนึ่งได้จัดตั้งกองกำลังชาวลาวม้งฝ่ายขวาขึ้นมา ภายใต้การนำของนายพลวังปาว เพื่อต่อสู้กับฝ่ายคอมมิวนิสต์ปะเทดลาว ของนายไกสอน กับเจ้าสุพานุวง

    ปัจจุบันอดีตประธานไกสอน เป็นผู้นำเพียงคนเดียวที่ทางการยกย่องเชิดชู โดยใช้ด้วยวลี “เคารพรัก” หรือ “เคารพรักอย่างยิ่ง” ต่อท้ายทุกครั้งเมื่อกล่าวถึง

    ขณะเดียวกัน ไม่กี่ปีมานี้ สื่อของทางการได้ณรงค์ให้ประชาชนทั่วไปเรียกชื่ออดีตผู้นำสำคัญโดยใช้สรรพนาม “ลุง” นำหน้า คือ “ลุงไกสอน” กับ “ลุงสุพานุวง” เช่นเดียวกัน “ลุงโฮ” อดีตประธานโฮจิมินห์ บิดาแห่งเอกราชของชาวเวียดนาม

    อนุสาวรีย์ไกสอน พมวิหาน (Kaysone Phomvihane Memorial)

    อนุสาวรีย์และพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดเมื่อปี พ.ศ 2538 เพื่อเฉลิมฉลองอายุ 75 ปี ของท่านไกสอน พมวิหาน (ไกรสร พรหมวิหาร) อดีตประมุขที่มีบทบาทสำคัญมากในการกอบกู้เอกราชจากลัทธิจักรวรรดินิยม เป็นผู้นำที่ชาวลาวให้ความเคารพสูงสุดท่านหนึ่ง ซึ่งประเทศลาวมีอนุสาวรีย์ของท่านในเมืองสำคัญของลาวแทบทุกเมือง ตั้งอยู่ในบริเวณที่เคยเป็นฐานบัญชาการของซีไอเอ และลาวเข้ายึดครองภายหลังจากสหรัฐอเมริกาถอยร่นไปแล้ว ท่านไกสอนใช้เป็นที่พำนักตั้งแต่ปี พ.ศ 2518 จนถึงแก่อสัญกรรมเมื่อปีพ.ศ 2535 นอกจากที่จะมีอนุสาวรีย์ไกสอน พมวิหานแล้วยังมีรูปของท่านปรากฏบนธนบัตรสกุลเงินกีบของลาวอีกด้วย ท่านจึงเป็นผู้ที่คนลาวเคารพนับถือและทรงอิทธิพลในช่วงที่มีการเรียกร้องเอกราชจากฝรั่งเศสของสาธารณรัฐประชาชนลาว

    ประธาน ไกสอน พมวิหาน เคยเดินทางมาเยือนประเทศไทย อย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล และพระราชอาคันตุกะ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และกราบบังคมทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งแรก ที่จังหวัดหนองคาย และเสด็จพระราชดำเนินเยือน สปป ลาว ด้วย แต่ว่าท่านถึงแก่อสัญกรรมเสียก่อน

    แหล่งที่มา

    http://th.wikipedia.org/wiki/ไกสอน_พมวิหาน

    นางสาวนุชประภา โมกข์ศาสตร์
    รหัสนิสิต 5341033124
    ภาควิชาการปกครอง

  6. ถลัชนันท์ เอ่งฉ้วน says :

    ฟุตบอลกับประเด็นทางการเมือง : ลาว

    ฟุตบอลทีมชาติลาวทำหน้าที่เป็นทีมฟุตบอลตัวแทนในการแข่งขันระหว่างประเทศ ดูแลโดยสหพันธ์ฟุตบอลลาว ซึ่งเป็นสมาชิก AFC (สมาพันธ์ฟุตบอลเอเชีย) โดยฟุตบอลทีมชาติลาวได้มีการกล่าวถึงในภาพยนตร์ไทยเรื่องหมากเตะโลกตะลึง (ฉบับไม่ได้รับการแก้ไข) โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับแม่ค้าที่ชอบฟุตบอลถูกลอตเตอรี่แล้วได้นำเงินไปสร้างฟุตบอลทีมชาติลาวเนื่องจากไม่พอใจในทีมชาติไทย โดยในรายละเอียดมีเนื้อหาเสียดสีชาวลาวอยู่ด้วย ทำให้นายเทียม พมมะจัน เอกอัครราชทูตลาวประจำประเทศไทยได้ขอให้เปลี่ยนเนื้อหาเกี่ยวกับลาวออกให้หมด โดยประเด็นนี้ได้สะท้อนให้เห็นความคิดของคนไทยที่มีต่อลาวได้ด้วย และในประเด็นล่าสุดที่เกิดขึ้นคือ การแข่งขันในชุดมหาวิทยาลัยอาเซียนของทีมชาติไทยที่ได้สร้างกระแสวิพากษ์นักฟุตบอลไทยอย่างนักจากกองเชียร์ไทยและลาวด้วย

    สำหรับลาวลีก ชื่อเต็มคือ ลาวลีกสาย ก. เป็นลีกสูงสุดของลาว ภายใต้การดูแลโดยสมาพันธ์ฟุตบอลลาว ลาวลีก (2555)ประกอบด้วย 10 ทีมคือ สโมสรธนาคาร อีสเทิร์น สตาร์ เอสรา วิทยาลัยลาว-อเมริกัน สโมสรกองทัพ (เวียงจันท์) กระทรวงความมั่นคงสาธารณะ (MPS) กระทรวงโยธาธิการและขนส่ง FC เพื่อนพัฒนา นครหลวงเวียงจันทน์ ลาวล้านช้าง

    โดยสำหรับทีมกระทรวงโยธาธิการและการขนส่งนั้นมีการบินลาวมาเป็น Sponsor ใหญ่ และได้มีการให้งานกับนักเตะด้วย และจากสถิติโยธา FC ก็ไม่เคยแพ้ด้วย ข้อสังเกตคือ Sponsor ดี งบประมาณดี ผลงานจะดีไปด้วย เป็นต้น

    และในระดับลีกของลาวก็มีความสัมพันธ์กับลีกของไทย โดยล่าสุดทีมปราสาทสายฟ้าบุรีรัมย์ ได้เซ็น MOU เป็นพันธมิตรสมาคมฟุตบอลลาว 2 ปี โดยพร้อมช่วยเหลือฝึกแข้งเยาวชน ให้ความช่วยเหลือสถานที่เก็บตัวของทีมชาติลาวที่สนาม I MOBLIE และจะมีการจัดแข่งขันฟุตบอลนัดกระชับมิตรกับทีมลาว All star ด้วย

    จะเห็นได้ว่าลาวได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาฟุตบอลระดับเยาวชนมาก โดยรัฐบาลลาวมองว่าหากจะพัฒนาฟุตบอลให้ทัดเทียมประเทศเพื่อนบ้านได้นั้น จำต้องเริ่มจากการพัฒนาเยาวชนภายในประเทศ ดังนั้นรัฐบาลจึงสนับสนุนให้สหพันธ์ฟุตบอลแห่งชาติลาว จัดการแข่งขันฟุตบอลในระดับเยาวชนในระดับอายุต่างๆ นอกจากนี้โดยความร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการมีการจัดค่ายอบรมฟุตบอลขึ้นในโรงเรียนระดับประถมศึกษาและชั้นมัธยม โดยรัฐบาลจะส่งนักฟุตบอลทีมชาติมาฝึกฟุตบอลให้ และหากพบว่ามีฝีเท้าดีก็จะให้ทุนเรียนและนำมาฝึกต่อยอดเป็นเยาวชนในระดับทีมชาติต่อไป

    ในปี 2010 และ 2011 ฟุตบอลลาวลีกมีปรากฏการณ์ใหม่คือ หลายสโมสรมีนักเตะต่างชาติร่วมทีม และมีการเพิ่มเงินรางวัล คือ ราลวัลที่ 1 จำนวนเงิน 30 ล้านกีบ รางวัลที่2 จำนวนเงิน 20 ล้านกีบ และรางวัลที่ 3 จำนวนเงิน 10 ล้านกีบ นอกจากนี้ผู้เข้าร่วมแข่งขันทุกทีมจะได้รับเงินสนับสนุนทีมละ 10 ล้านกีบ สะท้อนให้เห็นว่าวงการฟุตบอลลาว ได้รับความนิยมจากสังคมมากขึ้น

    โดยว่ากันว่าสาเหตุที่วงการฟุตบอลลาวเริ่มได้รับความนิยม เป็นเพราะผู้บริหารสมาพันธุ์ฟุตบอลลาว วีเพ็ด สีหจักร ได้เข้ามาเปลี่ยนระบบใหม่ ได้มีการว่าจ้างทีมงานต่างชาติเป็นโค้ช รวมถึงการจัดการโปรแกรมการแข่งขันแบบกระชับมิตรระหว่างลาวและต่างประเทศ นอกจากนี้พยายามผลักดันทีมฟุตบอลลาวที่อยู่ต่างแขวงให้ยกระดับแข่งกับทีมลีกอาชีพระดับประเทศได้ แต่ปัญหาคือ เรื่องของ Sponsor เพราะภาคธุรกิจยังไม่พร้อมด้วย (สมมติฐาน คือ หากภาคธุรกิจเจริญเติบโตขึ้น วงการฟุตบอลก็ได้รับความนิยมมากขึ้น ?)
    ซึ่งโดยส่วนตัวของวีเพ็ดเอง เขาเป็นนักธุรกิจที่มีการร่วมลงทุนกับบริษัทรอกซ์เล่ย์ มีธุรกิจท่องเที่ยวเป็นเจ้าของโรงแรม 2 แห่ง ร่วมทุนกับ RMA LAOS ผู้นำเข้ารถ FORD ในลาว และเป็นเจ้าของ Express Food Group ด้วย ด้วยเหตุนี้ทำให้ความเป็นเมือง วีถีการใช้ชีวิตคนเมืองของลาวเพิ่มสูงขึ้นอีกด้วย

    ที่มา:
    http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%81
    http://www.siamsport.co.th/Column/120215_137.html
    http://www.gotomanager.com/content/%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B9%87%E0%B8%94-%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A3-lifestyle-setter-%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A7

    นางสาวถลัชนันท์ เอ่งฉ้วน

    5341020024

  7. จิตตราพร เลิศศิริ says :

    ประเทศลาว

    1.ประวัติศาสตร์ของลาวกับการเข้ามามีอิทธิพลของชาติมหาอำนาจ

    รัฐลาวในอดีตมีชื่อว่าอาณาจักรล้านช้าง ต่อมาอาณาจักรล้านช้างได้แตกออกเป็น 3 อาณาจักรย่อยคืออาณาจักรจำปาสัก อาณาจักรเวียงจันทน์และอาณาจักรหลวงพระบาง ครั้นเวลาผ่านไปอาณาจักรทั้งสามก็ไม่สามารถรักษาความเป็นรัฐเอกราชของตนไว้ได้ กล่าวคืออาณาจักรทั้งสามได้ตกเป็นเมืองขึ้นของไทยเป็นเวลากว่า 114 ปีตั้งแต่ค.ศ.1779-1893 หลังจากนั้นเมื่อเข้าสู่ลัทธิล่าอาณานิคมของชาติตะวันตก ลาวก็ตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสตั้งแต่ค.ศ.1893-1944 จนกระทั่งเข้าสู่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อำนาจของฝรั่งเศสในลาวค่อยๆถูกแทนที่ด้วยอำนาจจากประเทศญี่ปุ่น ญี่ปุ่นมีอำนาจเหนือลาวจนกระทั่งพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 หลังจากนั้นฝรั่งเศสก็กลับมาปกครองลาวอีกครั้ง แต่ในครั้งนี้การกลับมาของฝรั่งเศสได้สร้างความแตกแยกในหมู่ผู้นำในลาวด้วย ผู้นำในลาวได้แยกออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือกลุ่มของเจ้าเพ็ดชะราชที่ต้องการให้ลาวเป็นรัฐอธิปไตย มีเอกราชและสามารถปกครองตัวเองได้ เจ้าเพ็ดชะราชจึงประกาศไม่ยอมรับข้อตกลงตลอดจนสนธิสัญญาต่างๆที่มีผลผูกพันระหว่างลาวและฝรั่งเศส อีกกลุ่มคือเจ้ามหาชีวิตของลาวที่ไม่เห็นด้วยกับการเป็นประเทศอิสระ และพึงพอใจกับการที่จะให้ราชอาณาจักรหลวงพระบางเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส
    การที่ฝ่ายเจ้าเพ็ดชะราชเคลื่อนไหวเพื่อเอกราชของลาวมีผลให้ถูกปลดออกจากตำแหน่งมหาอุปราชและนายกรัฐมนตรี ด้วยข้อกล่าวหาที่ว่าดำเนินนโยบายทางการเมืองแบบไม่ถูกต้องและไม่ปรึกษากับพระเจ้าแผ่นดินก่อน เมื่อถูกปลดจากตำแหน่งแล้วเจ้าเพ็ดชะราชได้ประกาศเอกราชอย่างเป็นทางการในวันที่ 12 ตุลาคม ค.ศ.1945 และแต่งตั้งคณะรัฐบาลของตนเองเรียกว่า “ลาวอิสระ” การกระทำเช้นนี้ของเจ้าเพ็ดชะราชทำให้ความแตกแยกในลาวชัดเจนขึ้น โดยแยกออกเป็น 2 ฝ่ายอย่างชัดเจน ฝ่ายแรกคือฝ่ายเจ้ามหาชีวิตที่มีฝรั่งเศสเป็นผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง และฝ่ายของเจ้าเพ็ดชะราช อย่างไรก็ตาม ฝรั่งเศสในขณะนั้นต้องเผชิญกับปัญหาใหญ่คือการที่กลุ่มประเทศอินโดจีนประกาศตนเป็นเอกราชและไม่ยอมเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส ฝรั่งเศสจึงจำเป็นต้องส่งทหารเข้ามาทำสงครามกับขบวนการกู้ชาติทั้งในเวียดนาม ลาวและกัมพูชา ในกรณีลาวนั้นฝรั่งเศสได้ยึดหลวงพระบางและประกาศยึดประเทศลาวทั้งประเทศได้ในวันที่ 24 พฤษภาคม 1946 รัฐบาลลาวอิสระจึงข้ามแดนมาตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นในประเทศไทย
    ลาวได้เอกราชจากประเทศฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 1947 อย่างไรก็ตามสถานการณ์ทางการเมืองของลาวก็ไม่ได้สงบลง ถึงแม้คณะรัฐบาลลาวอิสระจะประกาศยุบตัวเองลงในเดือนตุลาคม 1949 แต่ในการประกาศยุบตัวลงในครั้งนี้ได้ทำให้เกิดความแตกแยกภายในคณะรัฐบาลลาวอิสระออกเป็น 3 ฝ่าย คือฝ่ายเจ้าสุวรรณภูมาเข้ากับฝรั่งเศส ฝ่ายเจ้าสุภานุวงศ์เข้ากับเวียดนามเหนือและฝ่ายเจ้าเพ็ดชะราชที่เลือกที่จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับฝ่ายใดจึงเลือกที่จะประทับอยู่ในประเทศไทยต่อไป ปัญหาที่เกิดขึ้นคือเจ้าสุภานุวงศ์ทรงเห็นว่าเอกราชที่ฝรั่งเศสให้แก่ลาวเป็นเอกราชที่ไม่สมบูรณ์ จึงทรงรวบรวมพลพรรคในลาวและหาโอกาสพบปะกับโฮจิมินห์ซึ่งเป็นผู้นำฝ่ายเวียดนามเหนือ เพื่อตกลงเรื่องวิธีในการกอบกู้เอกราชโดยสมบูรณ์จากฝรั่งเศส เวียดนามเหนือได้สนับสนุนให้เจ้าสุภานุวงศ์ตั้งรัฐบาลเป็นของตัวเองขึ้นนั่นคือ “ขบวนการปะเทดลาว”

    การได้เอกราชอย่างสมบูรณ์ของลาวจากฝรั่งเศสแลกมาด้วยการต่อสู้อย่างยาวนานกว่า 8 ปี(ค.ศ.1945-1953) ในที่สุดก็เกิดการเจรจาเพื่อหยุดยิงที่กรุงเจนีวาในปีค.ศ.1954 สาระสำคัญของสนธิสัญญานี้สำหรับประเทศลาวคือ ลาวได้รับเอกราชอย่างสมบูรณ์แต่พื้นที่ของลาวได้ถูกแบ่งเป็น 2 ฝ่าย คือพื้นที่บริเวณที่ขบวนการปะเทดลาวมีอิทธิพล (แขวงซำเหนือและพงสาลี) และอีกบริเวณคือบริเวณที่รัฐบาลราชอาณาจักรลาวมีอิทธิพล (เวียงจันทน์) มีการปกครองแบบประชาธิปไตยโดยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ถึงแม้จะได้เอกราชอย่างสมบูรณ์แล้วแต่ปัญหาความขัดแย้งภายในของลาวก็ยังคงไม่จบ ทั้งสองฝ่ายได้ต่อสู้กันเป็นระยะ จนในที่สุดฝ่ายขบวนการปะเทดลาวก็ประสบความสำเร็จ หลังจากนั้นได้มีการสถาปนาระบอบการปกครองใหม่เป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ดังเช่นในปัจจุบัน
    การเมืองในลาวในช่วง 1954-1975 อาจมองได้ว่าเป็นรัฐที่มีการปกครองสองระบอบในรัฐเดียว ปัญหาการเมืองภายในได้ทำให้กลุ่มผู้นำในลาวแตกออกเป็นกลุ่มย่อยๆ และมีการต่อสู้ทางการเมือง โดยมีมหาอำนาจฝ่ายต่างๆให้การสนับสนุน เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่าอุดมการณ์ในช่วงสงครามเย็นได้เข้ามามีส่วนในปัญหาการเมืองภายในของลาวอย่างมาก ความแตกต่างทางอุดมการณ์ทำให้กลุ่มผู้นำของลาวเห็นต่างกัน ต่างฝ่ายต่างได้รับการสนับสนุนจากมหาอำนาจที่เชื่อในอุดมการณ์เดียวกัน เช่นกลุ่มขบวนการปะเทดลาวที่ได้รับการสนับสนุนจากเวียดมินห์ กลุ่มราชอาณาจักรลาวที่ได้รับการสนับสนุนจากฝรั่งเศส เป็นต้น นอกจากนั้นแล้วยังมีการแทรกแซงของมหาอำนาจประเทศอื่นๆที่ไม่ได้ทำเพื่อผลประโยชน์ทางด้านอุดมการณ์อย่างสหรัฐฯที่เข้ามาแทรกแซงลาวด้วยวัตถุประสงค์ทางด้านเศรษฐกิจ อย่างเช่นการบังคับให้ลาวยอมรับการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา

    นอกจากนั้นแล้วลาวยังกลายเป็นเบี้ยตัวหนึ่งของการแข่งขันการชิงความเป็นผู้นำของขบวนการคอมมิวนิสต์โลก การแข่งขันระหว่างปักกิ่งและมอสโก โดยมอสโกหันมาเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯแบบชั่วคราวด้วยการช่วยสหรัฐฯสร้างรัฐบาลใหม่ที่เวียงจันทน์ ยุติการส่งอาวุธทางอากาศให้แก่เวียดนามเหนือที่มีจีนให้การสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ทางด้านปักกิ่งก็ได้แทรกแซงลาวผ่านการให้ความสนับสนุนแก่เวียดมินห์ในลาว ในกรณีนี้การแทรกแซงของทั้งสองมหาอำนาจไม่ได้กระทำไปเพราะหวังผลจากทรัพยากรของลาว เพราะผลประโยชน์ที่จะได้จากทรัพยากรลาวในขณะนั้นยังไม่มากพอที่จะดึงดูดใจ แต่สาเหตุที่ลาวถูกให้ความสำคัญนั่นมาจาก ลาวเปรียบเสมือนเวทีที่จะให้ลัทธิคอมมิวนิสต์ได้แสดงศักยภาพของตนและสร้างความชอบธรรม หลังจากที่อำนาจหลักอย่างฝรั่งเศสได้ถอนตัวออกไป

    2.อิทธิพลของมหาอำนาจที่มีต่อลาวในปัจจุบัน

    สถานการณ์ปัจจุบันนั้นไม่ได้เอื้ออำนวยในการใช้ Hard power อีกต่อไป จากการเกิดขึ้นของระเบียบโลกใหม่ ทำให้การใช้วิธีทางการทหารไม่ได้รับการยอมรับ ดังนั้นการที่มหาอำนาจจะสามารถเข้าไปมีอิทธิพลในประเทศอื่นได้จึงสามารถทำได้โดยการใช้ Soft power หรือการเข้าไปมีอิทธิพลผ่านรูปแบบอื่นเช่น การให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม เป็นต้น สำหรับประเทศที่กำลังเข้ามามีอิทธิพลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปัจจุบันคงหนีไม่พ้นมหาอำนาจอย่างประเทศจีน ที่เข้ามามีอิทธิพลในลาวผ่านโครงการให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจและข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือระหว่างสองประเทศที่มีมากกว่า 18 ฉบับ โดยในทศวรรษที่ผ่านมามูลค่าการค้าระหว่างจีนและลาวมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว (กว่า 744 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2009) จีนได้ลงทุนในโครงการใหญ่ๆร่วมกับประเทศลาวหลายโครงการเช่น การทำเหมืองแร่ทองคำและทองแดง การสร้างเมืองใหม่สามเหลี่ยมทองคำที่เมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว การสร้างเมืองใหม่ China Town ในเขตนครเวียงจันทน์ รวมถึงการทำเหมืองแร่บ็อกไซต์และการก่อสร้างโรงงานผลิตโลหะอลูมิเนี่ยมใน แขวงจำปาสักและอัตตะปือในภาคใต้ของลาว ส่วนในเขตแขวงภาคเหนือนั้นก็มีโครงการปลูกยางพารา ข้าวโพด อ้อย มันสำปะหลัง และชาคิดเป็นบริเวณกว้างกว่า 2 แสนเฮกตาร์ ซึ่งทำให้ประเทศจีนกลายเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุดในลาว

    สำหรับทางการลาวเองนั้นจีนถือเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ในการพัฒนาความร่วมมือในทุกๆด้านของลาว ตัวอย่างเช่นการพัฒนาเส้นทางรถไฟ จีนได้จัดให้องค์การทางรถไฟของจีนไปตกลงร่วมมือกับองค์การทางรถไฟแห่งชาติลาวเพื่อพัฒนาระบบเส้นทางรถไฟในลาว สาเหตุที่ลาวมองจีนเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไม่ใช่มหาอำนาจที่จะเข้ามาตักตวงผลประโยชน์จากประเทศ อาจจะเนื่องมาจากลาวและจีนมีระบบการปกครองที่เหมือนกัน ทำให้ลาวมองจีนเป็นต้นแบบที่ลาวอาจจะพัฒนาไปให้ถึง แต่อุปสรรคที่ทางการลาวต้องเผชิญคือปัญหาเรื่องงบประมาณที่ลาวยังมีอยู่อย่างจำกัด จึงทำให้รัฐบาลลาวมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพึ่งพาความช่วยเหลือและกู้ยืมเงินทุนจากต่างประเทศเป็นด้านหลัก เมื่อทางการลาวถือว่าจีนเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ จึงให้การส่งเสริมการลงทุนจากจีนเข้ามาในลาวมากขึ้น นั่นทำให้บทบาทและอิทธิพลที่จีนมีต่อลาวก็เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน

    การที่จีนมีอิทธิพลต่อลาวมากขึ้น อาจทำให้เกิดปัญหาขึ้นได้ในอนาคต เพราะลาวจัดเป็นประเทศหนึ่งในกลุ่มอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีประเทศในกลุ่มสมาชิกอาเซียนอย่างฟิลิปปินส์ เวียดนามและอินโดนีเซียมีปัญหาข้อพิพาทด้านดินแดนกับจีน นอกจากนี้แล้วยังเป็นที่จับตามองว่าทางการจีนได้กำลังพยายามแข่งกับประเทศเวียดนามในการมีอิทธิพลเหนือลาว เพราะสำหรับประเทศเวียดนามนั้นมีอิทธิพลเหนือลาวตั้งแต่ในอดีต เวียดนามจำเป็นต้องรักษาผลประโยชน์ ของตนบริเวณชายแดนที่ติดกับลาวให้มีความมั่นคง อาจสังเกตได้จากคณะประจำของกรมการเมืองของลาวที่สามารถพูดภาษาเวียดนามได้ถึง 10จาก11คน อย่างไรก็ตามสภาวะในลาวก็ได้เปลี่ยนไป เพราะผู้นำทางการเมืองรุ่นใหม่ๆนิยมที่ได้ไปศึกษาที่ประเทศอื่นมากกว่าโดยเฉพาะอดีตสหภาพโซเวียตและประเทศจีน

    จีนดูเหมือนจะตระหนักถึงพลวัตอันกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ จึงได้มีการนำเอายุทธศาสตร์ทางการทูตที่คำนึงถึงผลระยะยาวมาใช้กับลาว แทนที่จะมุ่งเน้นเพิ่มน้ำหนักจากแสนยานุภาพทางการค้าของตนแต่เพียงอย่างเดียว จีนจึงให้ความสำคัญกับการบ่มเพาะผู้นำลาวรุ่นใหม่ โดยผ่านโครงการต่างๆ เช่นการฝึกอบรมด้านวิชาชีพ อุดมการณ์ การทหารที่ประเทศจีน เป็นต้น

    เอกสารอ้างอิง
    1.ดารารัตน์ เมตตาริกานนท์. ประวัติศาสตร์ลาวหลายมิติ. พิมพ์ครั้งแรก. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์เมืองโบราณ, 2548

    2.บุญช่วย ศรีสวัสดิ์. ราชอาณาจักรลาว. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : ศยาม, 2547

    3.The French in Indochina: with a Narrative of Garnier’s Explotations in Cochin-china. Annam and Tokgin. 2ed. Bangkok : White Lotus Co. Ltd.,1994

  8. พีรภัทร มีแสง 5441045824 says :

    .
    วิเคราะห์การเลือกตั้งในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

    การล่มสลายของสหภาพโซเวียตในปี ค.ศ. 1989 ได้สร้างความตื่นตระหนกให้แก่ประเทศที่ปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์เป็นอย่างมาก ซึ่งรวมไปถึงประเทศลาวด้วย ในปี ค.ศ.1991 เพื่อสร้างความมั่นใจว่าระบอบการปกครองด้วยพรรคคอมิวนิสต์จะไม่สลายไป จึงได้สร้างมาตรการป้องกันตัวเอง โดยการจัดตั้งระบบสภาขึ้นและประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับเเรกขึ้น รัฐสภาจึงเป็นเพียงฐานในการรักษาอำนาจโดยการปกครองด้วยพรรคคอมมิวนิสต์พรรคเดียวเท่านั้นซึ่งพรรคนั้นก็คือ พรรคประชาชนปฏิวัติลาว (Lao People’s Revolutionary Party : LPRP)

    การเมืองการปกครองของประเทศลาวหรือสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวนั้นคล้ายกับประเทศเวียดนาม กล่าวคือ ถึงแม้จะประชาชนจะออกมาใช้สิทธิถึงคิดเป็นร้อยละ 99.65 ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งกว่า 3.24 ล้านคน ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาแห่งชาติชุดที่ 7 ในวันที่ 30 เมษายน 2011 เเต่ผู้สมัครส่วนใหญ่ก็มาจากพรรคประชาชนปฏิวัติลาว มีเพียง 5 คนเท่านั้นที่เป็นผู้สมัครอิสระ ผลการเลือกตั้งในครั้งนี้ พรรคประชาชนปฏิวัติลาวได้ที่นั่งในสภาไป 128 ที่นั่ง ผู้สมัครอิสระได้ที่นั่งไป 4 ที่นั่ง จากทั้งหมด 132 ที่นั่งในสภาเเห่งชาติ การเลือกตั้งจึงเป็นเสมือนเพียงการรับรองพรรคประชาชนปฏิวัติลาวในปกครองเท่านั้น หรืออย่างมากที่สุดก็ คือ ได้มีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งในการคัดสรรคนเก่งๆ ในพรรคไปทำงานในรัฐบาลเท่านั้นเอง ซึ่งคุณสมบัติในด้านการศึกษาของผู้สมัครนั้นก็ปรากฏว่ามีอยู่ถึง 168 คนจากผู้สมัครทั้งหมด 190 คน ที่่จบการศึกษาตั้งแต่ระดับสูงไปจนถึงปริญญาเอก ประชาชนชาวลาวก็อาจหวังเพียงว่าสภาที่เปี่ยมไปด้วยคนมีความรู้นี้ ถึงแม้จะถูกครอบงำโดยพรรคคอมมิวนิสต์หรือพรรคประชาชนปฏิวัติลาว จะออกกฎหมายใหม่เพื่อการค้าการลงทุน และจะได้นำพวกเขาให้หลุดพ้นจากความยากจนเสียที

    อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่า การปกครองด้วยระบอบพรรคการเมืองพรรคเดียว จะดูเหมือนมีเสถียรภาพและสามารถคัดเลือกคนเก่งๆเข้าสู่พรรคได้ โดยไม่ต้องมีการเมืองหรือการเลือกตั้งมาเกี่ยวข้อง แต่ดูเหมือนว่า มันก็มิอาจหลุดพ้นไปจากวังวนการทุจริตคอรัปชั่นไปได้เลย ประเทศลาวได้ชื่อว่าเป็นประเทศหนึ่งที่มีการเรียกร้องเงินกินเปล่าจากผู้ที่เข้าไปประกอบกิจธุรกิจและการลงทุน ทั้งในระดับรัฐบาลกลาง และระดับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นมากที่สุดประเทศหนึ่ง และ จากดัชนี CPI (Corruption Perception Index) หรือดัชนีความโปร่งใส ในปี 2012 ลาวรั้งอยู่ในอันดับที่ 160 ในบัญชีที่ประกอบด้วย 174 อันดับ จากประเทศทั่วโลก ผมจึงเห็นว่า การเลือกตั้งอาจไม่ใช่ปัจจัยที่ก่อให้เกิด “ธุรกิจการเมือง” เสมอไปก็ได้

    เอกสารอ้างอิง
    http://www.manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9550000148790
    http://www.oknation.net/blog/mekong/2011/06/08/entry-1
    http://e-book.ram.edu/e-book/p/PS476(50/PS476-1.pdf

    พีรภัทร มีเเสง 5441045824
    ภาควิชาการปกครอง ชั้นปีที่2

  9. นางสาววุฒิณี ทองแก้ว 5341057224 says :

    บทบาทของผู้หญิงในประเทศลาว
    ปัจจุบันผู้หญิงลาวจำนวนมากได้ค่อยๆมีบทบาทดีขึ้นไม่ว่าจะเป็นทางด้านชีวิตการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ประเทศประเทศลาวได้มีการเปิดกว้างสู่โลกภายนอกและได้มีการพัฒนา ส่งเสริมทางด้านการศึกษา สาธารณสุขภาพ และสวัสดิการสังคมต่างๆ ดังนั้น สตรีจึ่งได้มีสิทธิเสมอภาค เท่าเทียมกับเพศชายในทุกๆด้าน ซึ่งได้ถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูนแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวในมาตรา 35 แต่มันก็ยังมีข้อบกพร่อง บางอย่างเช่น การขาดทุนซึ่งไม่เพียงพอสำหรับผู้หญิงและนอกนั้น ก็ยังมีบางแนวความคิดแบบครองเดิมที่เป็นอุปสรรค กฎหน่วงความก้าวเดินไปหน้าของสตรี มาในระบอบใหม่ รัฐบาลได้เอาใจใส่ต่อความก้าวหน้าของสตรีมากขึ้นกว่าเก่า ถ้าเทียบใส่ระบอบการปกครองหลายสมัยผ่านมา ถึงแม้ว่าระบอบใหม่จะได้ให้โอกาสแก่สตรีขึ้นก็ตาม แต่พวกเขาก็ยังเป็นผู้ลึกลับในสายตาสังคมลาวก็คือในสายตาของสังคมนานาชาติอยู่
    ถึงแม้ว่าในปัจจุบันรัฐบาลได้มีนโยบายอันถูกต้องเกี่ยวกับสิทธิเสมอภาพระหว่างหญิง ชาย อยู่ในสังคม แต่ในการปฏิบัติแล้วก็ยังมีปัญหายุ่งยากหลายอย่างอันเนื่องมาจากเหตุผลในตัว และนอกตัว ที่ต้องได้แก้ไขซึ่งมันเรียกร้องให้มีการการปรับปรุงความสามัคคีผู้หญิงบรรดาเผ่า และบรรดาชั้นคนในสังคมให้แข็งแก่น พร้อมกันนั้นต้องแก้ไขแนวความคิดคับแคบของสตรีเพื่อเต้ารวมกำลังแรงของสตรี เข้าในการรับใช้หน้าที่การเมืองในระยะไม่และปลดปล่อยสตรี สถานภาพของสตรีได้ถูกปรับปรุงให้ดีขึ้น และได้รับการบำรุงทางด้านการศึกษา สาธารณสุข ประกอบส่วนในกลุ่มที่สามารถออกแรงงานได้ และการรับจ้างงาน อย่างกว้างขวาง แต่ว่าความแตกต่างฟื้นฐานระหว่างหญิง ชายมีอยู่ตัวเลขชี้บอกฐานะต่ำสุดยังต่ำในบรรดาประเทศด้อยพัฒนาในโขงเขตนี้ อุดช่องโหว่ดังกล่าวในการชมใช้หมากผลของการพัฒนาทำให้มีขบวนการหันไปสู่การพัฒนาแบบยืนยง เสมอภาพและการพัฒนาคน ซึ่งหมายถึงการนับถือสิทธิของเพศหญิง และเพศชาย
    มีชุมชนพึงตนเองในท้องถิ่นโดยมีแม่หญิงลาวเป็น
    สปป.ลาว ในอดีตผู้หญิงดูจะมีบทบาทน้อยกว่าผู้ชาย จะมีหน้าที่เป็นแม่บ้านแม่เรือนมากกว่าออกไปทำงานนอกบ้าน การตัดสินใจยังขึ้นอยู่กับผู้ชายเป็นส่วนใหญ่ แต่ปัจจุบันรัฐบาลลาวหันมาให้ความสำคัญในเรื่องบทบาทชาย-หญิง มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “สหพันธ์แม่หญิงลาว” ซึ่งเป็นองค์กรของรัฐ ได้เข้าไปสนับสนุนให้แม่หญิงได้รวมกลุ่ม”ท้อนเงิน” เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจระดับหมู่บ้านให้สามารถพึ่งตนเองได้ เนื่องจากรัฐบาลมีข้อจำกัดเรื่องเงินทุนในการพัฒนาประเทศ

    การส่งเสริมกลุ่มท้อนเงินเป็นการทำงานร่วมกันตั้งแต่ระดับประเทศสู่ระดับเมืองและสู่ระดับหมู่บ้าน โดยมีสหพันธ์แม่หญิงลาวเป็นผู้สนับสนุนสำคัญ นับได้ว่าเป็นการเริ่มต้นที่เป็นจุดแข็งของโครงการ เพราะการส่งเสริมเรื่องออมทรัพย์มีความเชื่อที่สำคัญอยู่ประการหนึ่ง คือ ความเสมอภาคของชาย-หญิง การมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย ขณะที่บางคนเชื่อว่าผู้หญิงทำงานเรื่องเงินได้ดีกว่าผู้ชายเพราะมีความละเอียดอ่อนกว่า

    การส่งเสริมการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ของประเทศสปป.ลาวที่ดำเนินการโดยสหพันธ์แม่หญิงลาวจึงเป็นเสมือนการชูบทบาทผู้หญิงให้ชัดเจนและมีรูปธรรมในสังคมลาวมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทในการพัฒนาชุมชนและหนุนช่วยการพัฒนาของรัฐ จะเห็นได้จากการประชุมชาวบ้านทุกครั้งผู้หญิงจะเข้ามาประชุมเต็มศาลาวัดหอบทั้งลูกเล็กเด็กแดงมาร่วมประชุม ขณะที่นายบ้าน (ผู้ใหญ่บ้าน) และผู้ชายจะมาร่วมบ้างเป็นบางโอกาสเพราะผู้ชายมีหน้าที่ออกไปทำมาหากินนั่นเอง

    ที่มา
    http://laospdrnews.wordpress.com women’s right in Lao
    http://aseanwatch.org สหพันธ์ผู้หญิงลาวจะจัดการประชุมระดับรัฐมนตรีเพศหญิงของอาเซียน
    http://www.codi.or.th/ ไปเบิ่ง กลุ่มท้อนเงินแม่หญิงลาวก้าวสู่ชุมชนพึ่งตนเอง

    วุฒิณี ทองแก้ว 5341057224

  10. วัชราพร คงศิริปัญญา says :

    การศึกษาของลาว

    รัฐบาลลาวมีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแหงสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ฉบับปรับปรุง ปี ๒๕๔๖ ไว้เกี่ยวกับประเด็นด้านการศึกษาใน หมวดที่ ๒ มาตราที่ ๒๒ ว่า

    “ รัฐเอาใจใส่ดำเนินนโยบายพัฒนาการศึกษาจัดระบอบ การศึกษาขั้นประถมแบบบังคับ เพื่อสร้างคนลาวให้เป็นพลเมืองดี มีคุณสมบัติศีลธรรม ปฏิวัติ มีความรู้ความสามารถ
    รัฐรวมทั้งสังคมมุ่งหน้าพัฒนาการศึกษาแห่งชาติให้มีคุณภาพ สร้างโอกาสและเงื่อนไขให้ประชาชนได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะประชาชนที่อยู่เขตห่างไกล ทุรกันดาร ชนเผ่า ผู้หญิง เด็กและผู้ด้อยโอกาส
    รัฐส่งเสริมและสนับสนุนให้เอกชนลงทุนในด้านการพัฒนาการศึกษาแห่งชาติตามกฎหมาย”

    การศึกษาของลาวดำเนินโดยกระทรวงศึกษาธิการและการกีฬา การบริหารจัดการจะเป็นไปในแบบของการรวมอำนาจ การบริหารไม่มีเอกภาพเพราะต้องอยู่ภายในกรอบที่ทางรัฐบาลได้กำหนดลงมาให้ปฏิบัติตามเท่านั้น การศึกษาภาคบังคับคือในระดับประถมศึกษาตามที่ได้ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญฯ การศึกษาในระดับนี้จะใช้เวลา ๕ ปี หากศึกษาต่อในระดับมัธยมก็จะใช้เวลาอีก ๘ ปี รัฐบาลลาวนั้นได้จัดสรรงบประมาณให้สำหรับการศึกษาเป็นจำนวนเงิน ๒๔๐ ล้านเหรียญสหรัฐฯ สำหรับปีงบประมาณที่ผ่านมา

    สำหรับการตั้งเป้าหมายทางการศึกษาในปี ๒๐๑๕ รัฐบาลลาวก็ได้มีการเร่งจัดตั้งมหาวิทยาลัยให้มีเพิ่มขึ้น รวมทั้งได้มีการขยายการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยการสร้างโรงเรียนในพื้นที่ที่ห่างไกลเพิ่มขึ้น จากการปฏิรูปการศึกษาของลาวในหลายๆครั้งนั้นมักจะได้รับเงินทุนสนับสนุนจากธนาคารการพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) หรืออาจจะเปรียบได้ว่าเป็นเงินทุนของญี่ปุ่นนั่นเอง นอกจากนี้ทางญี่ปุ่นก็ได้เข้ามาช่วยพัฒนาด้านการศึกษาเพิ่มเติมด้วยการสร้างโรงเรียนให้ใหม่ในพื้นที่ห่างไกลและซ่อมแซมโรงเรียนที่เริ่มผุพัง ด้วยงบประมาณกว่า ๑๓ล้านเหรียญสหรัฐฯ และสำหรับในการเตรียมตัวเพื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียนของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวนี้ทางรัฐบาลลาวก็ได้มีการเตรียมบุคลากรของประเทศโดยการมีนโยบายแจกทุนนักศึกษาให้เรียนต่อ และส่งเสริมการเรียนในสายอาชีพ ด้วยความที่ลาวนั้นตั้งใจที่จะเป็น “หม้อไฟของอาเซียน” ซึ่งต้องการแรงงานฝีมือจำนวนมาก โดยเฉพาะ ช่างไม้ ช่างไฟฟ้า ช่างก่อสร้าง โดยสำหรับผู้ที่เรียนในสายนี้จะได้รับการยกเว้นค่าเล่าเรียนและมีเงินเบี้ยเลี้ยงให้ นอกจากนี้จะเห็นได้ว่ารัฐบาลลาวเริ่มจะให้ความสำคัญกับการศึกษามากขึ้นโดยได้ระบุไว้ใน ๔ เสาการลดความยากจนของประเทศอีกด้วย

    อ้างอิง

    ดูเพิ่มเติมใน รัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ฉบับปรับปรุง ปีพ.ศ.๒๕๔๖.

    Bcca. ๒๕๕๔. ระบบการศึกษาของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว. http://www.bcca.go.th/asean/?name=Education_system&file=readdatas&id=4.

    AseanWatch. ๒๕๕๕. ลาว ๑๖-๒๐ ม.ค. ๒๕๕๕. ASEANWatch. http://aseanwatch.org/2012/01/20/%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A7-16-20-%E0%B8%A1-%E0%B8%84-55/

    สำนักงานผู้ช่วยทูตทหารไทย-เวียงจันทน์. การศึกษาในสปป.ลาว. สำนักงานฯ. http://www.ounon19.com/education1.html.

    Tui Sukrapee. สปป.ลาวสร้างคนเก่งสายอาชีพรับมือสู่อาเซียน. Eduzones. http://blog.eduzones.com/aec1/88685.

    นางสาววัชราพร คงศิริปัญญา

    ๕๓๔๑๒๕๔๕๒๔

  11. รุ่งทิวา เงินปัน says :

    พรรครัฐบาลลาว

    พรรครัฐบาลของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวในปัจจุบันคือ พรรคปฏิวัติประชาชนลาว เป็นองค์กรชี้นำของประเทศ และเป็นพรรคการเมืองพรรคเดียวมาตลอดตั้งแต่มีการปกครองแบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์

    พรรคประชาชนปฏิวัติลาวเป็นพรรคคอมมิวนิสต์ที่จัดตั้งในลาว และมีกำเนิดมาจากพรรคคอมมิวนิสต์อินโดจีน จากตอนแรกใช้ชื่อว่าพรรคประชาชนลาว โดยเป็นแกนนำหลักของกลุ่มแนวลาวฮักซาดและขบวนการปะเทดลาว แล้วจึงมีการเปลี่ยนชื่อมาเป็นพรรคปฏิวัติประชาชนลาวเมื่อปี พ.ศ.2515

    การทำงานบริหารประเทศคือมีประธานประเทศที่เป็นหัวหน้าพรรคสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวมีหน้าที่เป็นผู้นำประเทศหรือเป็นประมุขชองประเทศนั่นเอง และมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาล ซึ่งมีวาระในการดำรงตำแหน่ง 5 ปีทั้งสองตำแหน่ง

    ในปัจจุบันผู้ที่ดำรงตำแหน่งประธานประเทศคือพลโทจูมมะลี ไชยะสอน ซึ่งมาจากการเลือกตั้งจากสภาแห่งชาติ โดยต้องได้รับคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของผู้เข้าร่วมประชุม และนอกจากนี้แล้วพลโทจูมมะลี ไซยะสอนยังอยู่ในตำแหน่งเลขาธิการใหญ่คณะบริหารงานศูนย์กลางพรรคปฏิวัติประชาชนลาวด้วย

    ส่วนนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันคือนายทองสิง ทำมะวง ที่มารับตำแหน่งแทนบัวสอน บุพผาวัน ซึ่งแต่เดิมเคยดำรงตำแหน่งประธานสภาแห่งชาติมาก่อนที่จะได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งการได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนี้นั้นเกิดขึ้นก่อนที่พรรคจะมีการประชุมสมัชชาใหญ่เพียงไม่กี่เดือน

    จากข้อมูลจะเห็นได้ว่าพรรครัฐบาลของลาวนั้นเป็นพรรคที่สานต่ออำนาจกันมาภายในพรรค และเป็นการใช้อำนาจอย่างเบ็ดเสร็จ โดยไม่มีพรรคการเมืองอื่นเข้ามามีบทบาทในการบริหารประเทศได้ และการแบ่งหน้าที่ก็จะแบ่งตามลำดับที่ทางพรรคได้จัดไว้ก่อนแล้ว และจะเห็นได้ว่าการมีตำแหน่งทั้งประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีในการทำหน้าที่บริหารประเทศนั้น คาดว่าลาวน่าจะรับอิทธิพลนี้มาจากฝรั่งเศสที่เป็นประเทศเจ้าอาณานิคมของลาวนั่นเอง

    เอกสารอ้างอิง
    ประเทศ ลาว. http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A7
    http://www.boi.go.th/thai/clmv/Back_up/file_index/2010_laos_0.html

    รุ่งทิวา เงินปัน 5341051424

  12. THEME THANAPRAT GONGSAB says :

    สายการบินแห่งชาติลาว
    1.1 ชื่อสายการบิน : การบินลาว (Lao Airlines)
    1.2 ตราประจำสายการบิน :
    1.3 คำขวัญประจำสายการบิน : You’re safe with us.
    ตราประจำสายการบินลาว เป็นรูปดอกจำปาลาว (ดอกลั่นทม) ซึ่งเป็นดอกไม้ประจำชาติลาว หากกล่าวถึง “ดอกจำปาลาว” ว่ามีความสัมพันธ์กับชาติลาวอย่างไร ต้องย้อนกลับไปเมื่อ การต่อสู้กู้เอกราชของลาวคืนจากฝรั่งเศส เมื่อปี พ.ศ. 2492-2496 “อุตมะ จุลมณี” ได้เข้าร่วมขบวณการ และแต่งเพลง “เพลงจำปาเมืองลาว” ใช้ดอกจำปาลาว เป็นสื่อบอกถึงความรักแผ่นดินถิ่นเกิดของชาวลาว และเพลงนี้แผ่ขยายไปอย่างรวดเร็ว สร้างความเป็นปึกแผ่นให้กับชาติลาว ในที่สุดฝรั่งเศสก็ยอมคืนเอกราชให้กับประเทศ นับเป็นดอกไม้ประจำชาติลาวที่แท้จริง
    2. การแต่งกายพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน

    การแต่งกายพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินสายการบินลาว เป็นชุดประจำชาติผู้หญิงลาว โดยนุ่งผ้าซิ่น และใส่เสื้อแขนยาวทรงกระบอกสีน้ำเงิน ขลิปขอบดิ้นสีเงิน เป็นเอกลักษณ์ของลาว

  13. ณัชชารีย์ ทิศาสมบูรณ์สิน 531017124 says :

    ชาตินิยมในลาว

    ในสมัยที่ลัทธิอาณานิคมตะวันตกยังไม่เข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ลาวถือเป็นอาณาจักรใหญ่ภายใต้ชื่ออาณาจักรล้านช้าง อาณาจักรล้านช้างนี้ต่อมาได้แตกออกเป็นสามอาณาจักรคือ เวียงจันทน์ จำปาสัก และหลวงพระบาง อาณาจักรของลาวในยุคนี้ต้องพจญกับการขยายอิทธิพลของอาณาจักรเพื่อนบ้านเช่น พม่า ไทย และเวียดนาม ลาวตกเป็นเมืองขึ้นของอาณาจักรเพื่อนบ้านหลายครั้ง และบางครั้งก็เป็นการยอมเป็นเมืองขึ้นโดยสมัครใจเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองและความมั่นคง อย่างไรก็ดีกลุ่มชนชั้นนำของลาวมีความพยายามที่จะแยกตนเป็นอิสระอยู่ตลอด แต่ก็เป็นความพยายามเฉพาะในกลุ่มคนที่มีส่วนได้ส่วนเสียทางการปกครองเท่านั้น

    ลาวตกเป็นเมืองประเทศราชของไทยตั้งแต่สมัยธนบุรีคือราว ค.ศ. 1778 ก่อนจะถูกแยกออกไปเมื่อครั้งที่ฝรั่งเศสเข้ามาหาอาณานิคมในดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง ฝรั่งเศสเข้ามาวางระบบการปกครองในลาวแต่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับคนลาวในการที่จะนำเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบการปกครอง ข้าราชการชั้นสูงเป็นชาวฝรั่งเศส ข้าราชการชั้นรองลงมาเป็นชาวเวียดนาม ขณะที่ชาวลาวเป็นเพียงเสมียน ผู้ปฏิบัติการหรือข้ารับใช้เจ้านายเท่านั้น การจัดตั้งโรงเรียนในลาวก็เป็นการจัดตั้งโรงเรียนสอนภาษาฝรั่งเศสสำหรับพวกเจ้านายและชนชั้นสูงที่มีความต้องการไปเรียนต่อในฝรั่งเศสหรือเวียดนามเท่านั้น อย่างไรก็ดียังมีขบวนการของปัญญาชนรุ่นใหม่ที่คอยเรียกร้องเอกราชให้กับชาติลาวอยู่ คนกลุ่มนี้ก็เหมือนกับปัญญาชนในประเทศเพื่อนบ้านที่รับเอาแนวคิดอย่างตะวันตกมาเป็นค่านิยมของตน

    เมื่อเวียดนามเป็นอิสระจากขบวนการลาวอิสระจึงประกาศเอกกราชให้กับลาวบ้าง ครั้งนั้นลาวประกาศเอกราชได้เพียงบางส่วน(ค.ศ. 1949) จนเมื่อ ค.ศ.1953 ลาวจึงได้เอกราชโดยสมบูรณ์ อย่างไรก็ดียังมีความขัดแย้งทางการเมืองบางประการในกลุ่มชนชั้นนำทางการเมืองของลาว ความขัดแย้งนี้นำไปสู่ความวุ่นวายทางการเมือง และสงครามกลางเมือง ท้ายที่สุดพรรคประชาชนปฏิวัติลาวก็กุมอำนาจการปกครองได้สำเร็จ และลาวก็ได้ก้าวเข้าสู่ความเป็นรัฐสมัยใหม่อย่างเต็มตัว กล่าวคือมีความตระหนักในความเป็นชาติและเส้นเขตแดน

    การตกเป็นประเทศราชของไทย และการตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสได้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่สังคมลาวหลายประการ สิ่งหนึ่งที่สำคัญคือการเขียนประวัติศาสตร์ที่ไม่ใช่พงศาวดารอย่างที่ราชสำนักเคยทำมา การเขียนประวัติศาสตร์นี้เองที่ทำให้ชาวลาวเริ่มสำนึกถึงความเป็นชาติในแบบตะวันตก มีการรวมกันของกลุ่มชาติพันธุ์ที่เป็นชาวลาว (แม้ว่าจะยังมีความแตกต่างในกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ อย่างลาวลุ่ม ลาวเทิง และลาวสูง อยู่ก็ตาม) และมีการต่อต้านกลุ่มชาติพันธุ์อื่นเช่นเวียดนามและจีน เคยปรากฏว่าพรรคสังคมนิยมและชาวลาวบีบชาวเวียดนามในลาวให้อพยพกลับไปยังเวียดนาม หนังสือประวัติศาสตร์และแบบเรียนประวัติศาสตร์ของลาวมีเนื้อหาเน้นย้ำถึงความโหดร้ายของการรุกรานจากประเทศเพื่อนบ้าน และการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันตลอดจนสร้างความภาคภูมิใจในความเป็นชาติผ่านประวัติศาสตร์ของอาณาจักร

    กล่าวโดยสรุป ลาวเป็นชาติที่ตกอยู่ใต้อิทธิพลของชาติอื่นเป็นระยะเวลานาน จึงไม่แปลกที่ชนชั้นนำของลาวจะต้องการการปกครองตนเองไม่ขึ้นกับใคร ประกอบกับองค์ความรู้ตะวันตกที่หลั่งไหลเข้ามาในยุคอาณานิคม ทำให้ชาวลาวเริ่มตระหนักถึงความเป็นชาติ ต่อมาจึงได้รับการย้ำเตือนจากนโยบายและการเรียนการสอนของรัฐ จากที่กล่าวมาทั้งหมดจึงอาจสรุปได้ว่าชาตินิยมในลาวส่วนหนึ่งเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น และอีกส่วนหนึ่งเป็นสิ่งที่ถูกบ่มเพาะตามกาลเวลาในบริบทของประวัติศาสตร์แต่ถูกกระตุ้นโดยแนวคิดชาตินิยมในสังคมสมัยใหม่
    อ้างอิง
    ดารารัตน์ เมตตาริกานนท์. ชุด “อาเซียน” ในมิติประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ลาวหลายมิติ. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพมหานคร:เมืองโบราณ, 2555.
    วิทย์ บัณฑิตกุล. สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์สถาพรบุ๊คส์, 2555.
    “BBC News – Laos Profile – overview”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://www.bbc.co.uk/news/world-asia-pacific-15351898. 2556.
    “BBC News – Laos Profile – timeline”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://www.bbc.co.uk/news/world-asia-pacific-15355605. 2556.
    “Laos – Wikipedia”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://en.wikipedia.org/wiki/Laos. 2556.
    “ประเทศลาว – วิกิพีเดีย”.[ออนไลน์].เข้าถึงได้จาก:http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A7#.E0.B8.9B.E0.B8.A3.E0.B8.B0.E0.B8.A7.E0.B8.B1.E0.B8.95.E0.B8.B4.E0.B8.A8.E0.B8.B2.E0.B8.AA.E0.B8.95.E0.B8.A3.E0.B9.8C.2556.

  14. kaimukpearl says :

    ศาสนาพุทธกับประเทศลาว

    ประเทศลาวเป็นประเทศที่มีศาสนาพุทธนิกายเถรวาทเป็นศาสนาประจำชาติ โดยมีประชาชนร้อยละ 60 นับถือศาสนาพุทธโดยนับถือควบคู่ไปกับการนับถือผี ศาสนาพุทธเข้ามาในลาวจากพระมเหสีของเจ้าฟ้างุ้มที่เป็นธิดาของพระเจ้าศรีจุลราชแห่งเมืองอินทปัตย์อาณาจักรกัมพูชา แล้วเจ้าฟ้างุ้มเองก็ใช้ศาสนาสร้างความชอบธรรมให้แก่ตนเองด้วย ปัจจุบันประเทศลาวมีระบอบการปกครองแบบสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวที่มีการจัดการแบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์เพราะสังคมนิยมคือ ประชาธิปไตยของประชาชน ซึ่งการที่ลาวสามารถทำให้รัฐของตนมีการจัดการแบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ได้นั้น ศาสนาพุทธเป็นเครื่องมือหนึ่งในการสร้างความชอบธรรมให้แก่ระบอบนี้

    ศาสนาพุทธกับประชาชนลาวนั้นมีความผูกพันกันอย่างมากเพราะศาสนาพุทธจะเป็นที่สั่งสอนศีลธรรมความดีงานให้แก่ประชาชน ศาสนาพุทธเข้ามามีบทบาทสำคัญในการสร้างกระแสชาตินิยมโดยพระสงฆ์เป็นผู้รับมาเผยแพร่จากที่ตนเรียนซึ่งเป็นโรงเรียนบาลีแห่งอินโดจีนซึ่งช่วงนั้นทางพระสงฆ์กัมพูชาร่วมมือกันประท้วงระบอบอาณานิคมของฝรั่งเศส การปลูกฝังความรักชาติในพระสงฆ์ลาวยังคงมีเสมอมาและนอกจากนี้พระสงฆ์ยังทำการส่งต่อความรักชาตินี้ให้กับประชาชนไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยใด การสอนเรื่องระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์นั้นก็เลือกที่จะให้พระสงฆ์เป็นผู้สอนและปลูกสร้างความเชื่อเรื่องนี้ผ่านวัด เพราะวัดถือได้ว่าเป็นแหล่งกระจายความคิดความเชื่อได้เข้าถึงประชาชนอย่างแท้จริง หรือวัดนั้นใกล้ชิดกับประชาชนที่สุดแล้ว การปลูกฝังความคิดเรื่องสังคมนิยมกับศาสนาพุทธนั้นถือว่าเข้ากันได้ดีเนื่องจากทั้งสองมีเป้าหมายเดียวกันคือ ต้องการขจัดความทุกข์ และมีการให้ความชอบธรรมยิ่งขึ้นโดยบอกว่าพระพุทธเจ้านั้นเป็นนักสังคมนิยมเพราะพระองค์ท่านยอมสละราชย์สมบัติทั้งหมดเพื่อค้นหาหนทางดับทุกข์และสลายชนชั้นในสังคมเดิม ถือว่าเป็นการสละต่อคนหมู่มาก การปลูกฝังความคิดเหล่านี้ทำให้เกิดความชอบธรรมในการสร้างประเทศลาวให้เห็นกันในทุกวันนี้

    ที่มา
    http://th.wikipedia.org/wiki/ประเทศลาว #.E0.B8.A8.E0.B8.B2.E0.B8.AA.E0.B8.99.E0.B8.B2
    http://www.watnakkharin.org/index.php?mo=3&art=299785
    หนังสือลาวภิวัตน์มุมมองจากอดีตสู่ปัจจุบัน
    http://www.midnightuniv.org/ชนชั้นนำ-พุทธศาสนา-ชาติน

    นางสาวธนพร คงชัย 53410251 24

  15. Jakraparkt says :

    จักรภาค ทวยหาญรักษา 524 10010 24

    Internet ในลาว

    เนื่องจากระดับการ censorship และ การเซ็นเซอร์ตัวเอง (self-censorship) ของสื่อต่อประเด็นที่ล่อแหลมมีสูงอยู่ จนกระทั่งที่ Report ต่างๆเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนไม่จำเป็นต้องไปเก็บข้อมูลทางสถิติมากนัก เพราะว่า จากการที่สื่อทุกประเภทในรัฐถูกบังคับบัญชาอย่างแน่นหนาโดยพรรค Lao People’s Revolutionary Party (LPRP) เนื้อหาหรือประเด็นต่างๆจะต้องได้รับการอนุมัติจากกระทรวงวัฒนธรรมและข้อมูลข่าวสาร เว้นแต่จะเป็นประเด็นที่ไม่ล่อแหลม
    (uncontroversial) เช่น การพัฒนาทางเศรษฐกิจ สถานีวิทยุและโทรทัศน์เป็นของรัฐทั้งหมด แต่ปัจจุบันจำนวนของคนที่รับสัญญาณผ่านดาวเทียมมักจะเข้ามารับชมสถานีวิทยุโทรทัศน์จากประเทศไทยเป็นหลักอยู่แล้ว
    ในด้านอินเตอร์เน็ต จากสถิติปี 2010 มีเพียง 7% ของประชากรลาว ที่เข้าถึงการใช้งานอินเตอร์เน็ตอยู่เป็นประจำ และเข้าถึงเว็บไซต์ที่เป็นภาษาลาว และเว็บส่วนใหญ่ที่เข้าถึงได้ ทำให้อัตราการการเติบโตของการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตค่อนข้างช้า เพราะว่ารัฐเป็นตัวควบคุมผู้ให้บริการ (ISPs) เสียเอง “รัฐวิสาหกิจลาวเทเลคอม” ไม่มีเอกชน อย่างไรก็ตามศักยภาพในการควบคุม-จำกัดกาเข้าถึงเว็บไซต์ต้องห้ามไม่ได้ถูกพัฒนาในเชิงเทคนิคเนื่องด้วยทรัพยากรทางความรู้และบุคคลมีจำกัด แต่ก็ไม่ได้เป็นปัญหามากนักเพราะประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่สามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้อย่างทั่วถึง
    ถึงแม้จะมีการวางเทคโนโลยีในระดับมือถือพกพาอย่าง 4G ให้ได้กัน ซึ่งทำให้ประเทศเล็กๆ แห่งนี้ กลายเป็นประเทศที่ 2 ในอาเซียน ถัดจากสิงคโปร์ที่เปิดใช้ระบบสื่อสารไร้สายยุคที่ 4 ด้วยเทคโนโลยีบนพื้นฐาน GSM ทำให้เชื่อมต่อเข้ากับเวิลด์ไวด์เว็บเร็วขึ้นประมาณ 5 เท่าตัว ทำให้ลาวเป็นประเทศที่มีระบบเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วยความเร็วสูงติดอันดับโลก ซึ่งแม้แต่สิงคโปร์ ที่เป็นประเทศที่มีระบบอินเตอร์เน็ตเร็วเป็นอันดับที่ 6 ของโลก ก็ยังอยู่ในระดับ 3.5G เท่านั้น ส่วนในระดับครัวเรือนเทคโนโลยี WiMax ก็ได้เริ่มวางโครงสร้างพื้นฐานกันไปแล้วในปี 2012
    โดยสรุป วัตถุประสงค์ในการเร่งสร้างความชอบธรรมในฐานะประเทศที่ทันสมัย โดยมีขึ้นเพื่อรองรับการประชุมผู้นำเอเชีย-ยุโรป หรือ ASEM ที่จัดขึ้นในนครเวียงจันทน์ เมืองหลวงของประเทศ สปป.ลาวในเดือน พฤศจิกายน 2012 รัฐมนตรีของลาวได้กล่าวอีกว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ ลาวจะให้บริการ 4G แก่ธุรกิจต่างๆ รวมทั้งธนาคารและตลาด

    —————————————————
    -Paula UIMONEN Connecting Laos: Notes from the Peripheries of Cyberspace http://www.isoc.org/inet99/proceedings/3a/3a_2.htm Stockholm University
    Sweden

    -http://www.louangprabang.net/LPBDetail.asp?id=791&lang_user=eng

    -Laos Internet & Mobile Phone Services Improving http://retireasia.com/blog/laos-internet-mobile-phone-services-improving/

  16. เอกพงศ์ มีสุข says :

    กลุ่มทุนพลังงานในลาว

    ลาวพยายามมุ่งสู่เป้าหมายว่าจะเป็น “แบตเตอรี่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ทำให้เกิดการตื่นตัวของอุตสาหกรรมไฟฟ้าพลังน้ำในลาวเป็นอย่างมาก ความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มมากขึ้นในประเทศเพื่อนบ้านอย่างประเทศไทยและเวียดนามประกอบกับนักลงทุนใหม่ๆ จากประเทศไทย จีน รัสเซีย เวียดนาม และมาเลเซียช่วยหนุนให้เกิดการขยายตัวของอุตสาหกรรมนี้เพิ่มมากขึ้น

    ล่าสุด บริษัทซาลาแมนเดอร์เอ็นเนอร์ยีจำกัด (มหาชน) (Salamander Energy Plc) ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์กรุงลอนดอน ได้เซ็นข้อตกลงกับรัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เพื่อเข้าศึกษาสำรวจหาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติในแขวงสะหวันนะเขต ในโครงการที่ยังไม่มีการเปิดเผยตัวเลขการลงทุน ซึ่งปัจจุบันบริษัทฯ มีกิจการอยู่ในอินโดนีเซียและในประเทศไทย โดยถือหุ้น 27.2% ในบริษัท APICO ซึ่งทำให้มีผลประโยชน์ 35% ในแปลงสำรวจภูหอม ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย บริษัทนี้มีสำนักงานในกรุงลอนดอน กรุงจาการ์ตาและในสิงคโปร์

    เมื่อพิจารณาไปถึงปฏิกิริยาของรัฐบาลต่อกลุ่มทุนดังกล่าว ปรากฏว่า รัฐบาลลาวค่อนข้างสนับสนุน พยายามพัฒนาระบบประชาธิปไตยให้เหมือนตะวันตกมากยิ่งขึ้น เช่น มีการแบ่งอำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ออกจากกันเพื่อให้ตะวันตกเชื่อมั่นในประเทศ อีกทั้งระยะหลังลาวมีงบประมาณและการออกกฎหมายต่างๆมากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจโดยอาศัยกลไกเศรษฐกิจใหม่หรือกลไกตลาด โดยเฉพาะผู้นำ สปป.ลาว ที่ต้องการสร้างหลักประกันทางการเมืองและเศรษฐกิจแก่นักลงทุนต่างประเทศโดยการออกกฎหมายคุ้มครองการลงทุน กฎหมายธุรกิจ และกฎหมายอื่นๆ ที่สนับสนุนการค้าและการลงทุนเพื่อดึงดูดการค้า การลงทุน และขยายเศรษฐกิจกับต่างประเทศ โดยเฉพาะธุรกิจน้ำมันถ้าสามารถขุดเจาะได้มาก ก็สามารถเพิ่มปริมาณ GDP ให้ประเทศได้มั่นคงมากยิ่งขึ้น

    ประเด็นน่าสนใจ อีกอย่าง นักเคลื่อนไหวจากหลายประเทศในลุ่มน้ำโขงขอให้ลาวระงับการก่อสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี เพราะเมื่อพิจารณาถึงผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมแล้วจะเสียหายอย่างมาก ประเด็นดังกล่าว ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อคุณสมบัด สมพอน ผู้นำภาคประชาชน เจ้าของรางวัลแมกไซไซปี 2548 นักพัฒนาอาวุโสชาวลาวผู้เป็นที่รู้จักกันดีในกลุ่มภาคประชาสังคม และได้รับความเคารพอย่างกว้างขวางทั้งในลาว และจากนานาประเทศ ได้หายตัวไปหลังจากออกมาช่วยต่อสู้ดังกล่าว เกิดข้อเรียกร้องจากประชาสังคมทั่วโลกเพื่อให้ปล่อยตัวเขา พร้อมทั้งวิจารณ์การทำงานของรัฐบาลลาวว่า เป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน ผลสะเทือนดังกล่าว อาจจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และอาจส่งผลกระทบต่อกลุ่มทุนที่จะมาลงทุนในประเทศลาวในอนาคต อีกทั้งดังกล่าว เป็นการบ่งบอกได้ว่า ความเป็นประชาธิปไตยที่ลาวพยายามพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆนั่น มันยังย้ำอยู่กับที่ เพราะระบบการใช้อำนาจเด็ดขาดแบบไม่ฟังประชาชนของรัฐบาลลาวยังเข้มข้น

    เอกพงศ์ มีสุข 524 10594 24

  17. ณัฐณิชา เชาวลิต says :

    เสรีภาพของสื่อมวลชนลาว เป็นไปตามแบบที่เรียกว่า ประชาธิปไตยแบบรวมศูนย์ ซึ่งมีกายืนยันว่าเป็นเสรีภาพที่สุดตามนโนบายของพรรคและรัฐ สื่อมวลชนของลาว ขณะนี้มีหนังสือพิมพ์ทั้งภาษาลาว และภาษาอังกฤษ ปัจจุบันมีหนังสือพิมพ์และนิตยสารรวม 110 ฉบับ เป็นหนังสือพิมพ์รายวัน 9 ฉบับ ที่ได้รับความนิยมสูงสุด คือ Vientiane Time ที่มีกองบรรณาธิการต่างชาติเข้าร่วมด้วย การเข้าถึงสื่อของประชาชนชาวลาวก็เพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ลาวเพิ่งจะเข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองในปี 2009 แต่เนื่องจากระบอบการปกครองพรรคเดียวทำให้การจำกัดเสรีภาพสื่อเป็นไปอย่างง่ายดาย และแม้รัฐธรรมนูญมาตรา 44 ของลาวจะรับรองเสรีภาพในการพูด, เสรีภาพในการชุมนุม และเสรีภาพสื่อ แต่ปรากฏว่ากฎหมายอาญามาตรา 51, 52 และ 53 ซึ่งว่าด้วยการทรยศต่อชาติ, มีพฤติกรรมเป็นกบฏ และมีพฤติกรรมเป็นสายลับ กลับถูกนำมาใช้ตีความอย่างกว้างขวางเพื่อจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนในที่สาธารณะ นอกจากนั้นการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนลาว เน้นหนักเรื่องการเสนอข่าวเพื่อเป็นกระบอกเสียงรัฐบาล รัฐควบคุมสื่อภายในทั้งหมดและมีอำนาจในการเซ็นเซอร์สื่อต่างประเทศ อำนาจในการควบคุมสื่อของรัฐบาลลาวรวมไปถึงการควบคุมโครงข่ายอินเตอร์เน็ต (server) ภายในประเทศทั้งหมดอีกด้วย

  18. น.ส. จิตอนงค์ สารภีเพ็ชร 5241003224 says :

    บทบาททหารในการเมืองลาว
    ช่วงสงครามเย็น เหตุการณ์สำคัญในลาว คือ สงครามเวียดนาม หน่วยสืบราชการลับกลางแห่งสหรัฐอเมริกา (CIA) ต้องการตอบโต้เวียดนามเหนือโดยไม่ใช่ทหารตอบโต้ แต่รวบรวมชาวเขาบนดอยประมาณ 30,000 คนเข้าร่วมฝึกกองโจร นำโดยนายพลหวังเปา (ชาวเผ่าม้ง)ประกอบด้วย ชาวเผ่าม้ง ชาวเผ่าเมี่ยนและชาวเผ่าขมุ กองทัพชาวเขานี้ได้รับการสนับสนุนจาก สายการบินแอร์อเมริกา ประเทศไทย กองทัพอากาศลาว ปฏิบัติการลับทางอากาศภายใต้การควบคุมโดยเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย ต่อสู้กับกองทัพประชาชนเวียดนาม แนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติ(NLF) และสหายปะเทศลาว ความขัดแย้งในลาวนี้เรียกว่า “สงครามลับในลาวของ CIA” แม้ว่าลาวจะทำข้อตกลงว่าด้วยความเป็นกลาง แต่ในทางปฏิบัติ อเมริกาเข้าไปแทรกแซง เพราะต้องการสกัดกั้นแนวคิดสังคมนิยม อีกทั้งเวียดนามเหนือครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของลาวและมีอิทธิพลในลาวแล้ว
    ทุกปี ทหารจากกองทัพประชาชนลาวนับร้อยไปฝึกอบรมระยะสั้นที่เวียดนามที่สถาบันป้องกันประเทศ กรุงฮานอยโดยได้รับการฝึกอบรมความรู้ด้านสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์ การป้องกันประเทศกับความมั่นคงปลอดภัย ยุทธศาสตร์ทหาร และเทคนิคต่างๆเกี่ยวกับวิชาครู เพื่อตอบสนองความต้องการของสถาบันการศึกษาในสังกัดกองทัพประชาชนลาว การเข้าร่วมฝึกอบรมเป็นการกระชับมิตรระหว่างสองประเทศ ในขณะที่จีนเริ่มมีบทบาทในลาวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
    ทหารเข้าแทรกแซงทางการเมือง โดยกองทัพที่สหรัฐจัดตั้งขึ้นมาเพื่อกำจัดแนวคิดสังคมนิยมที่แพร่ขยายเข้าสู่ลาวอย่างรวดเร็ว โดยใช้ชาวม้งเป็นเครื่องมือในทางทหาร เมื่อสงครามสิ้นสุดชาวม้งอดีตสายลับของสหรัฐมีบทบาทที่ลดลงเป็นอย่างมาก กลายเป็นชาวม้งผลัดถิ่นอาศัยอยู่ในไทย สหรัฐ รวมถึงประเทศที่สามทั่วโลก
    บทบาททหารของลาวยังคงได้รับอิทธิพลทางความคิดจากเวียดนาม รวมถึงชนชั้นนำของลาวก็ได้รับการศึกษาจากเวียดนามเช่นกัน รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างพรรค รัฐ และกองทัพยังถือว่าเป็นเรื่องเดียวกันด้วย บทบาทของกองทัพกับการเมืองเป็นเรื่องที่แยกกันไม่ได้ ทหารยังคงมีบทบาทในการรักษาความเรียบร้อยของรัฐโดยการคุมอำนาจทางการเมืองอยู่

  19. THYP P. BHAVABHUTANON NA MAHASARAKARM says :

    การเซ็นเซอร์และการแบนภาพยนตร์ในประเทศลาว

    ลาวเป็นประเทศที่มีขนาดเล็กและประชากรหลายเชื้อชาติ การพัฒนาทางสังคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจของมีความล่าช้าเนื่องด้วยการยึดครองอาณานิคมอย่างยาวนานเกือบสามสิบปีจากสงครามในอินโดจีน แต่เอกสารส่วนมากว่าใครทำอะไรและเมื่อไหร่ถูกถ่ายทอดลงบนแผ่นฟิล์มแต่ไม่เคยได้ออกฉายและถูกเก็บอย่างลึกลับ อุตสาหกรรมภาพยนตร์ในลาวไม่ค่อยได้รับการพัฒนามากนัก ภาพยนตร์ส่วนใหญ่ของลาวจะเป็นภาพยนตร์ที่ถูกนำเข้าแต่ก็มีม่ากเนื่องจากค่าใช้จ่ายสูง ส่วนภาพยนตร์ที่ผลิตในประเทศจะสงวนไว้ให้ถ่ายทอดแต่เรื่องของความเป็นประเทศลาวเพียงท่านั้น แต่ก็ยังมีระบบเซ็นเซอร์ของฐบาลที่คอยคัดกรองภาพยนตรก่อนจะออกฉายหรือระงับฉาย ฟิล์มภาพยนตร์ที่ถูกสร้างขึ้นโดยลาวและเวียดนามช่างในช่วงระยะเวลาของสงครามปลดปล่อยในประเทศลาว จะถูกเก็บไว้ที่หอจดหมายเหตุภาพยนตร์เวียดนามเพียงเพราะโดนจำกัดแหล่งฉาย ซึ่งเห็นได้ชัดว่าโรงภาพยนตร์ในลาวมีน้อยมากสื่ออิสระถูกห้ามผลิตและแทบจะไม่มีภาพยนตร์เรื่องใดที่ได้รับอนุญาตฉายได้ซักเท่าใด ทำให้สื่อโทรทัศน์เข้ามาแนที่เพราะเนื่องจากโรงหนังเป็นสินค้าที่หายาก ลาวเพิ่งจะเข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองในปี 2009 แต่เนื่องจากระบอบการปกครองพรรคเดียว ทำให้การจำกัดเสรีภาพสื่อเป็นไปอย่างง่ายดาย และแม้รัฐธรรมนูญมาตรา 44 ของลาวจะรับรองเสรีภาพในการพูด, เสรีภาพในการชุมนุม และเสรีภาพสื่อแต่ปรากฏว่ากฎหมายอาญามาตรา 51, 52 และ 53 ซึ่งว่าด้วยการทรยศต่อชาติ, มีพฤติกรรมเป็นกบฏ และมีพฤติกรรมเป็นสายลับ กลับถูกนำมาใช้ตีความอย่างกว้างขวางเพื่อจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนในที่สาธารณะ นอกจากนั้นรัฐยังควบคุมสื่อภายในทั้งหมดและมีอำนาจในการเซ็นเซอร์สื่อต่างประเทศ อำนาจในการควบคุมสื่อของรัฐบาลลาวรวมไปถึงการควบคุมโครงข่ายอินเตอร์เน็ต (server) ภายในประเทศทั้งหมดอีกด้วย

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: