Government and Politics in Southeast Asia 2012: Vietnam

20 responses to “Government and Politics in Southeast Asia 2012: Vietnam”

  1. สุวิจักขณ์ คีรีพัฒนานนท์ says :

    ธงชาติเวียดนาม

    ธงชาติเวียดนามนั้นมีชื่อเรียกว่าธงแดงดาวเหลือง โดยชื่อของธงชาติเวียดนามนี้ถูกตั้งขึ้นตามลักษณะรูปลักษณ์ของตัวธงชาติ โดยที่ลักษณะของธงชาติเวียดนามนั้นมีลักษณะที่มีพื้นธงชาติเป็นสีแดง ตรงกลางมีรูปดาวห้าแฉกสีเหลืองทอง โดยสีแดงนั้นให้ความหมายที่สื่อถึงการต่อสู้เพื่อกอบกู้เอกราชของชาวเวียดนาม สีเหลืองทองให้ความหมายที่สื่อถึงสีของความเป็นชาวเวียดนาม ส่วนดาวห้าแฉกนั้นเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อให้เข้าใจโดยกันทั่วไปว่าหมายถึงชนชั้นต่างๆ ในสังคมเวียดนาม ซึ่งในสังคมเวียดนามนี้ประกอบด้วย นักปราชญ์ ชาวนา ช่างฝีมือ พ่อค้า และทหาร ซึ่งในภายหลังการรวมชาติเวียดนามในปี พ.ศ. 2519 ได้มีการกำหนดความหมายในธงไปในทิศทางใหม่ในทางการเมืองว่า สีแดงหมายถึงการปฏิวัติโดยชนชั้นกรรมาชีพ และดาวสีทองหมายถึงการชี้นำของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม

    ธงชาติเวียดนาม ในปัจจุบันนั้นเป็นธงชาติของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ที่มีชื่อเรียกโดยทั่วไปอีกชื่อหนึ่งว่า “ธงแดงดาวเหลือง” ซึ่งเริ่มใช้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2498 ในฐานะธงชาติสาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนาม (ประเทศเวียดนามเหนือ) และได้กลายเป็นธงชาติสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2519 หลังสิ้นสุดสงครามเวียดนามและการรวมชาติระหว่างเวียดนามเหนือกับเวียดนามใต้

    ธงชาติของประเทศเวียดนามนั้นตั้งแต่อดีตจนกระทั่งปัจจุบันที่พบหลักฐานทางประวัติศาสตร์ทั้งหมดนั้นมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 11 ธง โดยในส่วนนี้ที่ได้นำมากล่าวจะขอกล่าวโดยสรุปเนื่องจากรายละเอียดทั้งหมดมีอยู่มาก โดยธงชาติเวียดนามนั้นหากทำการสังเกตุจะพบว่าสีที่อยู่ควบคู่กับธงชาติเวียดนามโดยเสมอมานั้นคือ สีเหลือง ซึ่งกล่าวได้ว่านับเป็นสีที่สำคัญมากต่อชาวเวียดนามในเชิงสัญลักษณ์ ซึ่งตั้งแต่อดีตจนกระทั่งปัจจุบันสีเหลืงบนธงชาตินั้นมักกล่าวถึงความหมายในเชิงความเป็นชาติเวียดนาม การปฏิวัติขอิงชาวเวียดนาม ความเป็นชาวเวียดนาม ซึ่งความหมายในลักษณะที่ได้กล่าวมานี้ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่เป็นกลไกในการขับเคลื่อนให้ชาวเวียดนามมีความรักชาติและสามัคคีกลมเกลียว ซึ่งสะท้อนออกมาด้วยความหมายผ่านประวัติศาสตร์ชาติเวียดนาม อย่างเช่นในธงชาติผืนแรกของเวียดนามที่ย้อนกลับไปสู่ยุคที่เวียดนามถูกปกครองโดยจักรวรรดิราชวงศ์ฮั่นของจีน พื้นธงชาตินั้นได้ถูกสรรสร้างขึ้นมาโดยใช้สีเหลืองเป็นสีพื้นโดยให้ความหมายถึงการเป็นคนเวียดนามการปฏิวัติต่อต้านการปกครองของจักรวรรดิจีน หรือหากพิจารณาจากธงชาติที่ 2 ตามประวัติศาสตร์ของเวียดนามซึ่งนับว่าเป็นธงชาติแรกที่แท้จริงของเวียดนามนั้นได้ให้ความหมายออกมาในเชิงลักษณะเดียวกันกับธงแรก โดยยังคงความหมายเกี่ยวกับความหวังความเป็นประชาชนเวียดนามและที่สำคัญคือมีการสื่อความหมายถึงความเป็นเอกราชของชาวเวียดนามหรือแม้แต่กระทั้งธงชาติที่ใมช้ในปัจจุบันยังคมความหมายในเรื่องความเป็นชาวเวียดนามและเรื่องของการต่อสู้ปฏิวัติเพื่อให้ได้มาซึ่งความเป็นเวียดนาม

    ธงชาติเวียดนามในแต่ละธงนั้นที่มีการเปลี่ยนแปลงไปมาถึง 11 ธงนั้นอาจกล่าวได้ว่าธงแต่ละธงนั้นถูกใช้หรือเปลี่ยนใหม่เนื่องด้วยปัจจัยสำคัญ 2 ประการ คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงนั้น ๆ และผู้ที่มีอำนาจทางการปกครองอยู่ ณ ขณะนั้น โดยในส่วนแรกนี้อาจกล่าวได้ว่าธงชาติเวียดนามนั้นจะถูกเปลี่ยนไปเมื่อมีเหตุการณ์สำคัญบางอย่าง เช่นมีการปฏิวัติต่อการปกครองของจีน ส่งผลให้มีการสร้างธงใหม่หรืออย่างการที่ฝรั่งเศสเข้ามาในเวียดนามและได้เนรเทศจักรพรรดิเวียดนามออกนอกประเทศก็ส่งผลให้มีการสร้างธงชาติขึ้นมาใหม่เพื่อแสดงให้เห็นความเป็นเอกภาพและมีสเถียรภาพของทั้ง 3 ส่วนของเวียดนาม และในอีกปัจจัยหนึ่งคือเมื่อมีการเปลี่ยนผู้นำทางการเมืองการปกครองนั้นเป็นสิ่งที่ชัดเจนอยู่แล้วว่าเมื่อมีผู้ปกครองขึ้นมาใหม่มักจะมีการเปลี่ยนแปลงธงชาติไปตามแนวคิดและอุดมการณ์ความต้องการของตน

    เพลงชาติเวียดนาม

    ทหารเวียดนามทั้งหลาย รุกไปข้างหน้า !
    ด้วยใจเด็ดเดี่ยวในการพิทักษ์มาตุภูมิ
    เสียงฝีเท้าที่เร่งเร้าดังก้องทั่วท้องถนนอันยาวไกลและทุรกันดาร
    จิตวิญญาณของชาติสถิตในธงแดงอาบเลือดแห่งชัยชนะ
    เสียงปืนที่กระหน่ำยาวนานสอดประสานไปกับเสียงเพลงเดินทัพ
    หนทางสู่ความรุ่งเริองของเราทอดทับบนซากศพของเหล่าศัตรู
    มาฝ่าฟันความทุกข์ยากนานัปประการ แล้วร่วมสร้างที่มั่นต้านข้าศึก
    จงสู้เพื่อจุดมุ่งหมายของผองชนอย่างไม่ลดละ
    เร่งเข้าสู่สมรภูมิกันเถอะ !
    รุกไปข้างหน้า ! ทุกคนรุกไปข้างหน้า !
    เวียดนามของเราอยู่ยืนยงชั่วกัปกัลป์

    ทหารเวียดนามทั้งหลาย รุกไปข้างหน้า!
    ธงดาวทองโบกสะบัดพลิ้ว
    นำปวงชนพ้นความทุกข์ยากลำเค็ญ
    มาร่วมมุมานะต่อสู้เพื่อสร้างชีวิตใหม่
    จงลุกขึ้นสู้และทำลายโซ่ตรวนทิ้ง
    เพราะเรากล้ำกลืนฝืนทนต่อความเคียดแค้นชิงชังมานานพอแล้ว
    จงเตรียมพร้อมต่อการเสียสละทุกสิ่ง เพื่อชีวิตอันรุ่งโรจน์ในภายหน้า
    จงสู้เพื่อจุดมุ่งหมายของผองชนอย่างไม่ลดละ
    เร่งเข้าสู่สมรภูมิกันเถอะ !
    รุกไปข้างหน้า ! ทุกคนรุกไปข้างหน้า !
    เวียดนามของเราอยู่ยืนยงชั่วกัปกัลป์

    เพลงชาติเวียดนามนั้นมีชื่อเรียกว่า “มาร์ชทหารเวียดนาม” (ในภาษาเวียดนาม คือ เตี๋ยน เกวิน กา) เป็นเพลงชาติของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ในพ.ศ. 2487 และใช้เป็นเพลงชาติของสาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนามใน พ.ศ. 2488 และนำมาใช้เป็นเพลงชาติของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม หลังจากการรวมประเทศในปี พ.ศ. 2519 โดยมีสองท่อน แต่ส่วนใหญ่จะร้องเฉพาะบทแรก

    โดยหากทำการวิเคราะห์จากท่วงทำนองเพลงโดยปราศจากคำร้องนั้นจะพบว่าเพลงชาติเวียดนามนี้เป็นเพลงที่มีท่วงทำนองที่เป็นสเหมือนเพลงมาร์ชสมชื่อ ซึ่งให้ความรู้สึกฮึกเหิมปลุกใจอย่างมากลักษณะเหมือนเพลงที่ทหารใช้ร้องเวลาฝึก ซึ่งเพลงเช่นนี้นับว่าไม่เป็นเรื่องแปลกเลยสำหรับประเทศเวียดนามที่มีพรรคคอมมิวนิสต์เป็นผู้นำอยู่ ซึ่งถ้าหากทำการพิจารณาไปถึงในส่วนของเนื้อหาเพลงแล้วจะยิ่งชัดเจนถึงความต้องการที่จะสื่อและปลูกฝังความเชื่อของเพลงชาติ

    โดยจากเนื้อเพลงชาติที่ได้ถูกแปลเป็นภาษาไทยนี้จะเห็นว่าเนื้อเพลงนั้นสามารถชี้ให้เห็นในใจความสำคัญและความหมายในสองส่วนซึ่งชี้ให้เห็นได้อย่างชัดเจนจากทั้ง 2 บท ของเพลงชาติ โดยที่บทที่หนึ่งนั้น เนื้อหาของเพลงนั้นมีความหมายและต้องการสอดแทรกให้เห็นในสิ่งที่คล้ายกับสิ่งที่ถูกบรรจุไว้ในธงชาติ คือ เรื่องของความภาคภูมิใจในการมีชาติ การต่อสู้เรียกร้อง การปฏิวัติของชาวเวียดนามต่อศัตรูและผู้ที่เข้ามารุกรานหรือครอบครองประเทศของชาวเวียดนาม ซึ่งในที่นี้สะท้อนออกมาทางภาพของการต่อสู้ของทหารเวียดนาม อีกทั้งยังกล่าวให้มีความสำนึกถึงบุญคุณของวีรชนรุ่นหลังที่ต่อสู้มาเพื่อความเป็นชาติเวียดนามยอมสละชีพเพื่อเอกราชและความเป็นเวียดนาม ซึ่งส่งผลให้เกิดความรักชาติและระลึกได้ถึงความเป็นชาติและความสามัคคีกลมเกลียวของชาวเวียดนาม ในส่วนที่สองจากบทเพลงในส่วนที่สองนั้นจะเห็นว่าเนื้อหาในส่วนที่สองนั้นเป็นเนื้อหาที่ชี้ให้เห็นถึงลักษณะอย่างหนึ่งที่สำคัญซึ่งสะท้อนจากการเป็นชาติที่มีพรรคคอมมิวนิสต์ โดยเป็นเนื้อหาที่ชี้ให้คนเวียดนามลุกขึ้นสู้เรียกร้องและปลดแอกตัวเองจากศัตรูเพื่อประโยชน์สูงสุดของสังคมเวียดนาม มีการเร่งรัดให้ต่อสู้เพื่อสังคมเวียดนาม ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่ไม่ผิดแปลกอะไรเนื่องด้วยความหมายเพลงที่ออกมานั้นเปรียบสเหมือนหนึ่งในสิ่งที่ผู้ปกครองของเวียดนามสะท้อนออกมา

    จากทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมานั้นทั้งในส่วนของธงชาติและเพลงชาตินั้นนับว่าเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดขึ้นมาอย่างมีนัยสำคัญที่สอดคล้องกัน (นับเฉพาะธงที่ใช้ในปัจจุบัน) หรือแม้กระทั้งความหมายของธงชาติที่มีมาแต่เดิมนั้นอาจกล่าวได้ว่ามักเป็นธงที่มีเนื้อเรื่องหรือความเป็นมาเกี่ยวกับการเรียกร้องและความเป็นมาของชาติเวียดนาม เพราะฉะนั้นในเรื่องของธงชาติและเพลงชาติจากที่ได้กล่าวไปมักว่าเป็นสิ่งที่ชัดเจนถึงความหมายและนัยสำคัญที่สอดแทรกเอาไว้

    อ้างอิงเพลง

    http://asean69.blogspot.com/2012/07/blog-post.html

    http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%8A%E0%B8%97%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A1

    http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%98%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A1

    นาย สุวิจักขณ์ คีรีพัฒนานนท์ 534 10623 24

  2. PRANCHALEE KEEREEWET says :

    สาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนาม : คำอธิบายประวัติศาสตร์ของชาติ

    ประวัติศาสตร์ชาติเวียดนามที่เป็นทางการนั้น หากศึกษาจากบันทึกประวัติศาสตร์ของชาวเวียดนามเองเช่น เหงียนคักเวียน หรือหนังสือแปลความจากพงศาวดารญวนของโบราณจะพบว่า การเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของชาวเวียดนามได้ส่งผลต่อวิธีคิดในการรับรู้ทางประวัติศาสตร์และความเป็นชาตินิยมของชาวเวียดนามในปัจจุบันอย่างมาก เนื่องจากเวียดนามมีการบันทึกประวัติศาสตร์ที่ยาวนานและได้ทำการบันทึกโดยให้เนื้อหาใจความประวัติศาสตร์เรื่องการสงครามและการต่อสู่เพื่อเอกราชไว้ในปริมาณที่มากกว่าข้อมูลด้านอื่นๆ แต่ในการบันทึกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์นั้นอาจแบ่งประวัติศาสตร์จากอิทธิพลสองกระแสใหญ่ๆคือ กระแสประวัติศาสตร์ที่เน้นการผสมกลมกลืนวัฒนธรรมและความเจริญทางเศรษฐกิจ กับกระแสที่ต่อต้านวัฒนธรรมต่างชาติและมุ่งที่จะรักษาเอกลักษณ์ของเวียดนามในอดีตเอาไว้ ซึ่งสุดท้ายแล้วประวัติศาสตร์กระแสหลักของเวียดนามก็ดูคล้ายจะเป็น กระแสที่พยายามสร้างความสำนึกในชาติ และเรื่องราวการก่อตั้งเวียดนามให้เป็นอิสระ ซึ่งเป็นความพยายามสร้างชาติและรักษาเอกลักษณ์ของเวียดนามให้คงอยู่

    ก่อนที่จะเป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนามเช่นในปัจจุบันนี้ เดิมทีเวียดนามเป็นอาณาจักรขนาดใหญ่ที่มีชื่อว่า “นามเวียด” ซึ่งมีการปกครองและอารยธรรมที่สั่งสมมาเป็นเวลานานจนกระทั่งถูกราชวงศ์ฮั่นยึดครองอยู่นาน วัฒนธรรมของอาณาจักรนามเวียดจนถึงเวียดนามในปัจจุบันก็ได้ถูกจีนเข้ามาปะปนจนเกิดความเปลี่ยนแปลงหลายๆด้านขึ้นเช่น ในด้านการปกครอง สังคมเวียดนามค่อยๆถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นสังคมศักดินา ในด้านภาษา ภาษาเวียดนามก็ได้ยืมคำจีนไปใช้ส่วนหนึ่งจนกลายเป็นส่วนใหญ่ของภาษาเวียดนามในที่สุดในปัจจุบัน หรือในด้านวิถีชีวิตและวัฒนธรรมชาวเวียดนามส่วนใหญ่ฝังค่านิยมการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งเอกราชไว้กับลูกหลาน ทำให้ชาวเวียดนามยึดถือว่าลักษณะเฉพาะตัวของชนชาติตนคือ ความอดทน มุมานะ และความเป็นนักสู้ที่ไม่อาจยอมแพ้ต่อการรุกรานได้โดยง่าย

    ในด้านประวัติศาสตร์การต่อสู้ของชาวเวียดนามยังมีการเน้นย้ำและสรรเสริญการต่อสู้ในสงครามกับมองโกล พวกชิง การต่อสู้เพื่อเอกราช และการต่อต้านอาณานิคมแบบใหม่ของสหรัฐอเมริกาว่า ชัยชนะของชาวเวียดนามที่ต่อศัตรูนั้นเป็นความยิ่งใหญ่ที่ฝ่ายรักชาติเลือกกระทำการสงครามได้อย่างถูกต้อง ส่วนประวัติศาสตร์ของฝ่ายที่ต้องการการประนีประนอมนั้นก็มิได้สรรเสริญบทบาทของอีกฝ่ายตามที่ประวัติศาสตร์กระแสหลักได้บันทึกไว้ ความคิดเห็นทางการเมืองที่ไม่ลงรอยกันระหว่างประชาชนกับกองทัพเวียดนาม ทำให้เกิดการบันทึกประวัติศาสตร์ที่แตกต่างกันในรายละเอียดและความโน้มเอียงทางอารมณ์ในการเขียนเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์เช่น ในการต่อสู้เพื่อเอกราชของชาติเวียดนามหลังจากที่ฝรั่งเศสยึดครอง ฝ่ายกองทัพของเวียดนามต่อสู้อย่างอ่อนแอมากในสายตาของฝ่ายประชาชนซึ่งเป็นกลุ่มมวลชนที่มีพลังเข้มแข็งในการต่อสู้เพื่อเอกราชของชาติ กษัตริย์และชนชั้นสูงที่ควรจะปกป้องเอกราชและผลประโยชน์ของชาติกลับกลายเป็นตัวแทนของชาติศัตรูที่มาขอเจรจาต่อรองและการรักษาสิทธิเล็กๆน้อยๆกับเอกราชของชาติ

    จะเห็นได้ว่า เวียดนามเลือกที่รับอิทธิพลทางการเมือง วิธีคิด และวัฒนธรรมจากจีนมากกว่าชาติใดๆ เพราะจีนได้ให้ความช่วยเหลือในการต่อสู้เพื่อเอกราชของเวียดนาม แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า เวียดนามมีการบันทึกประวัติศาสตร์ที่แสดงสัมพันธภาพอันดีกับจีนอย่างชัดเจน เพราะสุดท้ายเวียดนามก็ขัดแย้งกับจีนในนโยบายรักษาผลประโยชน์แห่งชาติของตน หากพิจารณาตามแนวทางการศึกษาแบบประวัติศาสตร์จะพบว่า เวียดนามเป็นขาติที่มีการบันทึกประวัติศาสตร์ในมุมมองของคนเวียดนามมากกว่าชาติอื่นๆ และประวัติศาสตร์เวียดนามสะท้อนความเป็นไปของสังคมในหลายหลากแนวทาง ทั้งประวัติศาสตร์ในแบบเรียน ในพงศาวดาร หรือแม้แต่ในมุมมองที่ขัดแย้งกับประวัติศาสตร์ของทางการเวียดนามเองก็ปรากฏให้เห็นอยู่มาก อาจถือได้ว่าเป็นชาติที่มีหลายแนวทางในเล่าประวัติศาสตร์ชาติหนึ่งในอนุภูมิภาคแห่งนี้ และดูเหมือนว่า การบอกเล่าตัวตนของเวียดนามเองผ่านประวัติศาสตร์ทำให้เกิดการวิเคราะห์และเรียนรู้ความเป็นมาของชาติได้หลายมุมมองอีกด้วย ไม่ว่าประวัติศาสตร์ชาติเวียดนามจะเพิ่งถูกสร้างขึ้นหรือไม่ แต่สุดท้ายสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการศึกษาประวัติศาสตร์ที่เป็นทางการของเวียดนามทำให้ทราบว่า เวียดนามมีพื้นที่กว้างขวางและมีหลายมุมมองให้คนได้ศึกษา ได้มอง และได้เชื่อเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของชาติ

    อ้างอิง

    ธัญญาทิพย์ ศรีพนา. 2552. เวียดนามหลากมิติ. กรุงเทพฯ :
    บริษัทเลค แอน ฟาวด์เท่น ปริ้นติ้ง จำกัด.

    เหงียนคักเวียน. 2545. เวียดนาม ประวัติศาสตร์ฉบับพิสดาร. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

    ปราญชลี คีรีเวช 5341036024

  3. THIPAKORN BUASOONTORN says :

    บัตรประชาชน เวียดนาม

    บัตรประชาชนในเวียดนามมีประเด็นที่สำคัญในปัจจุบันในเรื่องของการใช้บัตรประจำตัวประชาชนใหม่ ที่เกิดการถกเถียงกันเป็นจำนวนมาก ในฐานะที่รัฐบาลกระทำการเปิดเผยข้อมูลบนบัตรเกินขอบเขต คือ การเปิดเผยชื่อบิดา-มารดาของผู้ถือบัตรเอาไว้ด้วย ทำให้เกิดปัญหาในแง่ของข้อกฎหมายและการละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งในตอนแรกบัตรประชาชนที่มีการระบุชื่อบิดา-มารดา ลงไปด้วยนั้น เนื่องจากจะได้เป็นการรวดเร็วในการติดตามตัวพ่อแม่ถ้าหากมีการกระทำละเมิดต่อเด็ก หรือเด็กมีการกระทำผิด ทางเจ้าหน้าที่ของรัฐจะสามารถตรวจสอบข้อมูลบนบัตรประจำตัวประชาชนได้ทันที ซึ่งเป็นแนวคิดจากกระทรวงความมั่นคงของเวียดนามเอง ซึ่งในภายหลังที่มีการเริ่มถกเถียงกันเป็นวงกว้างทำให้กระทรวงยุติธรรมได้ให้ข้อเสนอแนะและให้มีการทบทวนการใช้บัตรประชาชนใหม่ เนื่องจากการกระทำดังกล่าวเป็นการไม่ให้เกียรติพื้นที่ส่วนตัว หรือพื้นที่ครอบครัวอย่างร้ายแรง และจะเกิดการกล่าวโทษไปถึงบิดา-มารดาของผู้กระทำความผิดอย่างกว้างขว้าง ซึ่งตัวบิดา-มารดา ไม่ได้กระผิดเลย

    ทั้งนี้บัตรประชาชนดังกล่าวยังมีความขัดแย้งกับหลักกฎหมายแพ่งภายในประเทศของเวียดนามด้วย เนื่องจากมีหลักกฎหมายข้อหนึ่งได้ระบุไว้ซึ่งการเก็บรักษาข้อมูลไว้เป็นความลับของมารดาและบุตรที่จะสามารถไม่เปิดเผยข้อมูลและชื่อของบิดาของตนได้ เนื่องจากเป็นหัวหน้าครอบครัวและเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งเกียรติและศักดิ์ศรีของวงศ์ตระกูล ดังนั้นบัตรประชาชนใหม่ ถือเป็นการกระทำที่มีการถกเถียงกันว่าขัดกับหลักกฎหมายนี้ และเกียรติยศ ชื่อเสียง และสิทธิในการไม่เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวอย่างโจ่งแจ้ง รวมไปถึงการเกิดปัญหาในการเลือกปฏิบัติของเจ้าหน้าที่รัฐที่จะต้องการแสดงบัตรประชาชนในขณะรับบริการสาธารณะจากรัฐ ซึ่งจะนำมาซึ่งการเลือกปฏิบัติหากมีการระบุบิดา-มารดาเป็นครอบครัวที่มีอิทธิพลทางด้านต่าง ๆ ทำให้เป็นการปฏิบัติแบบ 2 มาตรฐานได้ตามมา ซึ่งจะส่งผลกระทบไปถึงข้อกฎหมายต่าง ๆ และหลักการสิทธิและเสรีภาพที่ประชาชนทุกคนพึงจะได้รับอย่างเท่าเทียมกัน กระนั้นยังมีปัญหาต่อเด็กที่มีการเกิดจากหลอดทดลองหรือการทดลองทางวิทยาศาสตร์อีกด้วย เนื่องจากจะมีการระบุถึงแหล่งกำเนิดของบุตรด้วย ทำให้อาจมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนและเลือกปฏิบัติต่อเด็กเหล่านั้น รวมไปถึงการแบ่งที่มาของแหล่งกำเนิด กลายเป็นการเหยียดซึ่งกันและกันต่อไป

    ประเด็นต่อมาในบัตรประชาชนของเวียดนาม คือ การอนุญาตให้มีการเปลี่ยนคำนำหน้านามในบัตรประชาชนและเอกสารทางราชการได้แล้ว ในช่วงเดือน กันยายน ปี 2555 ที่ผ่านมา ทางการของเวียดนามได้ให้การรับรองและจดทะเบียนสาวแปลงเพศรายหนึ่งที่ผ่าตัดในประเทศไทย เปลี่ยนชื่อใหม่และเป็นสรรพนามใหม่ให้เป็น “นางสาว” ถือว่ามีการยอมรับเป็นที่แรกของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ว่าก็ต้องผ่านการตรวจร่างกายและทางจิตเพื่อให้ได้แน่ใจได้ว่าร่างกายและจิตกลายสภาพเป็นหญิงจนเป็นที่ยอมรับของทางการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

    แหล่งอ้างอิง
    http://english.vietnamnet.vn/fms/society/48738/new-id-cards-with-parent-names-issued-in-hanoi.html
    http://talkvietnam.com/2012/08/vietnam-ministry-halts-id-card-pilot-amid-criticism/#.UP1OLYO6fAh
    http://www.apgml.org/documents/docs/17/Vietnam%20ME1.pdf
    ………………………………………………..

    ทิพากร บัวสุนทร
    534 10222 24

  4. ถลัชนันท์ เอ่งฉ้วน says :

    เรื่อง: ฟุตบอล เกมการเมืองในเวียดนาม

    หลังจากที่มีการแบ่งประเทศเป็นเวียดนามเหนือและเวียดนามใต้ ส่งผลให้ฟุตบอลทีมชาติเวียดนามมี 2 ทีม คือ ทีมเวียดนามเหนือ และทีมเวียดนามใต้ โดยที่ทีมเวียดนามเหนือจะลงร่วมแข่งขันกับทีมในชาติคอมมิวนิสต์ คือจีนและเกาหลีเหนือ (2499 – 2509) ขณะที่ทีมเวียดนามใต้จะเข้าร่วมแข่งขันปกติเหมือนทีมชาติประเทศอื่นๆ เช่นร่วมแข่งขันเอเชียนคัพ จนกระทั่งในปีพ.ศ. 2534 ทีมชาติได้ตั้งขึ้นหลังจากที่มีการรวมประเทศ โดยได้รวมทีมเวียดนามเหนือและใต้เข้าด้วยกัน

    สำหรับฟุตบอลลีกเวียดนาม หรือ V-League มีชื่อเป็นทางการตามชื่อของ Sponsor ซึ่งปัจจุบันคือ Eximbank V- League เป็นลีกสูงสุดในเวียดนาม (2) โดยก่อนหน้านี้จะมี Sponsor เป็น Pepsico บริษัทอาหารสัญชาติอเมริกัน, Kinh Do บริษัท เครื่องดื่มและอาหารสัญชาติเวียดนาม, บริษัท Number 1, Eurowindow และ Petro Vietnam ซึ่งกลุ่มแก๊สและน้ำมันที่บริหารงานโดยรัฐบาลกลางเวียดนาม เป็นต้น
    ในส่วนของความนิยมฟุตบอลของคนเวียดนามนั้นค่อนข้างสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแข่งขันระหว่างทีมไทยและเวียดนามจะได้รับความสนใจเป็นอย่างยิ่ง ถือได้ว่าชัยชนะในเกมฟุตบอลของทีมเวียดนามต่อทีมไทยเป็นชัยชนะที่หมายถึงชัยชนะด้านอื่นๆด้วย อีกเหตุผลอาจเนื่องมาจากการเป็นทีมที่มีความสามารถที่สูสีกันในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อเทียบกับทีมอื่นๆ เห็นได้จากเมื่อมีการแข่งขันระหว่างทีมไทยและเวียดนามขึ้นจะมีแฟนฟุตบอลสนใจและเข้าชมเต็มสนาม (3)

    นอกจากนี้ยังเคยมีนักเตะไทย คือ ซิโก้ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ที่เป็นคนไทยและได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของวงการฟุตบอลเวียดนาม นั่นคือ การเป็นโค้ชใหญ่ให้กับทีมฮอง อันห์ ยาลาย ทีมในวีลีก เวียดนาม (4) และได้ให้ข้อมูลว่า ระหว่างที่เขาได้ค้าแข้งในวีลีก กับระหว่างที่เป็นโค้ชให้กับทีมดังกล่าว วงการฟุตบอลเวียดนามเปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ กล่าวคือตั้งแต่สโมสร ที่มีการลงทุนใช้งบประมาณอย่างมหาศาล และเป็นลีกที่ประสบความสำเร็จ แต่ในปี 2010 มีงบประมาณต่อฤดูกาลที่ลดลง เงินเดือนนักเตะ เมื่อก่อนนักเตะท้องถิ่นเงินเดือนๆ ละ 2-3 หมื่นบาท แต่ปัจจุบันอยู่ในหลักแสน โดยสำหรับนักเตะต่างชาติ เพดานเงินเดือนผู้เล่นดีๆจากบราซิล ทะลุไปถึงเดือนละเกือบๆล้านบาท เป็นต้น ทำให้นักเตะเวียดนามและต่างชาติในวีลีก ย้ายทีมกันบ่อยๆ อยู่ที่ไหนไม่นาน เพราะมีค่าตัวค่าสัญญาที่ล่อใจรออยู่

    โดยการทำหน้าที่โค้ชของซิโก้ให้ทีมในวีลีกเวียดนามนั้นได้เงินเดือนเฉลี่ยเดือนละ 1 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายได้ที่หาไม่ได้ที่เมืองไทยและที่อื่นๆ เมื่อเทียบกับโปรไฟล์และฝีมือที่มีอยู่ คำถามคือ ทำไมเวียดนามถึงได้ทุ่มงบประมาณอย่างมาก มีความคุ้มค่าในแง่ธุรกิจที่เรามองไม่เห็นหรือไม่

    โดยค่าเก็บบัตรเข้าชมฟุตบอลของเวียดนามอยู่ที่ราคา 50-60 บาท แฟนบอลแต่ละนัดหลักหมื่น ก็พอๆกับบ้านเรา แต่นักลงทุน นักธุรกิจมองว่าคุ้มในแง่ของการประชาสัมพันธ์ตัวเอง เพราะเมื่อเข้ามาทำทีมฟุตบอลแล้วมักจะเป็นที่จับตา และได้รับการยอมรับจากสังคม เหมือนที่ ด่วน เหงียน ดึ๊ก นายใหญ่ฮอง อันห์ ยาลาย ได้รับ จนเป็นมหาเศรษฐีที่รวยที่สุด ดังที่สุดของเวียดนามก็เพราะจากการทำฟุตบอล

    อย่างไรก็ตาม ชัยชนะของเวียดนามเหนือทีมไทยเป็นสิ่งที่ตอกย้ำได้ดีที่สะท้อนความคิด ค่านิยมว่า ฟุตบอลเวียดนามดีกว่าไทย และอาจเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมซิโก้ไม่สามารถเป็นโค้ชให้กับวีลีกเวียดนามแล้ว

    อ้างอิง
    (1) http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9F%E0%B8%B8%E0%B8%95%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B8%A1%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A1

    (2) http://en.wikipedia.org/wiki/2013_V-League

    (3) บทสัมภาษณ์แฟนฟุตบอลเวียดนาม http://2g.pantip.com/cafe/supachalasai/topic/S13025641/S13025641.html

    (4) http://www.siamsport.co.th/Column/100916_096.html

    ถลัชนันท์ เอ่งฉ้วน
    5341020024

  5. น.ส.จิตอนงค์ สารภีเพ็ชร 5241003224 says :

    บทบาททหารทางการเมืองในประเทศเวียดนาม
    เวียดนามเป็นประเทศที่มีการสู้รบและเกิดสงครามที่มีความรุนแรงมายาวนาน เริ่มตั้งแต่การทำสงครามกองโจรนำโดยขบวนการชาตินิยม “เวียดมินห์” Ho Chi Minh เป็นผู้นำสูงสุด ต่อต้านอาณานิคมฝรั่งเศส หลังจากได้เอกราชในปี 1946 ได้เกิดการต่อสู้อีกครั้งระหว่างประชาชนเวียดนามกับกองทหารฝรั่งเศส ซึ่งมีเหมา เจ๋อ ตุง คอยสนับสนุนอยู่ เวียดมินห์ชนะเหนอฝรั่งเศสในสมรภูมิเดียนเบียนฟู (Dienbienphu) นำไปสู่การเจรจาให้เอกราชแก่เวียดนาม ลาว และกัมพูชา วันที่ 22 กรกฎาคม 1954 ถือเป็นการประกาศเอกราชครั้งที่ 2 ของเวียดนาม
    ในช่วงสงครามเย็น เวียดนามได้แบ่งเป็น 2 ประเทศ โฮจีมินท์ได้จัดตั้งรัฐบาลเวียดนามเหนือ ส่วนเวียดนามใต้มีนายโงดินเดียมปกครอง มีสหรัฐอเมริกาผู้นำฝ่ายเสรีนิยมสนับสนุนทั้งทางทหารและเศรษฐกิจอยู่ ปี 1959 เกิดสงครามเวียดนามเพื่อกอบกู้เอกราชในการรวมเป็นหนึ่งเดียว มี ขบวนการปลดปล่อยแห่งชาติแห่งเวียดนามใต้ (National Liberation Front of South Vietnam, NLFSV) ที่ได้รับการสนับสนุนจากเวียดนามเหนือในการโค่นล่มรัฐบาลของโงดินเดียม ในระยะแรกรูปแบบสงครามเป็นแบบกองโจร นับแต่ที่ประธานาธิบดี Lyndon B. Johnson ได้รับการอนุมัติทำสงครามจากสภาคองเกรส สงครามเวียดนามก็ได้กลายเป็น สงครามแบบ Conventional War สงครามยุติลงอย่างสมบูรณ์แบบเมื่อเวียดนามเหนือและเวียดกงโค่นล้มรัฐบาลเวียดนามใต้ได้สำเร็จรวมเป็นประเทศเดียว ในวันที่ 30 เมษายน 1975 นับเป็นระยะ 30 ปีแห่งความโหดร้ายและรุนแรงสำหรับชาวเวียดนามในการรวมตัว
    ธันวาคม 1978 สามปีกว่าๆหลังจากสงครามที่ยาวนาน เวียดนามได้ส่งทหารเกือบ 200,000 บุกกัมพูชาเพื่อโค่นล้มรัฐบาลเขมรแดง และจัดตั้งรัฐบาลเฮงสัมรินและฮุนเซ็นขึ้น เวียดนามแทรกแซงอยู่ถึง 12 ปี ได้สร้างความทุกข์แก่ชาวกัมพูชาและเวียดนามเป็นอย่างมาก
    ปัจจุบันการเมืองของเวียดนามมีเสถียรภาพมาก โดยมีพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม เป็นองค์กรพรรคที่มีอำนาจสูงสุด ภายใต้ระบบผู้นำร่วม ได้แก่ กลุ่มปฏิรูป กลุ่มอนุรักษนิยม และกลุ่มเป็นกลาง จะเห็นว่า ทหารไม่มีบทบาททางการเมืองเลย จะเน้นความสำคัญไปที่ประชาชนในกลุ่มต่างๆ สังเกตได้จากชื่อกองทัพของเวียดนามคือ “กองทัพประชาชนเวียดนาม” มีหน้าที่หลักเพียงแค่การป้องกันประเทศโดยมีลักษณะองค์กรคล้ายกับกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน
    บทบาททหารเวียดนามไม่ได้มีบทบาทมาตั้งแต่ในอดีตแล้ว แม้ประวัติศาสตร์เวียดนามจะเต็มไปด้วยความโหดร้ายและรุนแรงในการกอบกู้เอกราชและรวมประเทศ ทั้งสองนี้เป็นชัยชนะแห่งพลังประชาชนทั้งสิ้น และด้วยตัวของระบอบปกครองเองที่รัฐบาลพลเรือนจะต้องข่มและให้ทหารอยู่ภายใต้การควบคุมของตนในการปกครอง อีกทั้งรัฐบาลให้พลเรือนเข้าไปทำงานในกองทัพเพื่อเป็นการแทรกแซงและทำลายความเป็นหนึ่งเดียวกันของกองทัพ รวมถึงการรับรู้ความเคลื่อนไหวอีกด้วย ดังนั้นบทบาททหารในเวียดนามไม่มีบทบาทที่สำคัญในการเมืองเวียดนามเลย
    แหล่งอ้างอิง
    http://km.ru.ac.th/pol/PDF/CLMV.pdf
    http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A1
    http://www.onopen.com/2006/02/871
    http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A1

  6. Akesyan says :

    นายเอกลักษณ์ ไชยภูมี

    524 10600 24

    นิสิตปริญญาตรี ภาควิชาการปกครอง

    คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    การเมืองของชนชั้นนำแบบเครือญาติในเวียดนาม

    แม้ว่าเวียดนามเองจะมีลักษณะของการคัดสรรบุคคลเข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมืองผ่านคณะกรรมการของโปลิตบูเรเฉกเช่นเดียวกันกับประเทศอื่น ๆ ที่ปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ก็ตาม แต่แล้วเมื่อลูกชายวัยสามสิบห้าปีของนายกรัฐมนตรี (Nguyen Thanh Nghi) ได้เข้ามาดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีของเวียดนามนั้นได้ก่อให้เกิดการตั้งคำถาม และความเคลือบแคลงในการดำเนินการที่เรียกได้ว่า “ไม่ฉลาด” เท่าที่ควรของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามในครั้งนี้แม้จะมีกระแสข่าวลืออกมาอย่างหนาหูว่า ผู้นำระดับสูงของพรรคต่างไม่พอใจในการตัดสินใจของนากยกรัฐมนตรีเวียดนามในครั้งนี้ เพราะทำให้ระบบการคัดสรรบุคคลของเวียดนามนั้นกลายเป็นระบบที่ “ดูเหมือน” ว่าอิงแอบกับวงศ์วานว่านเครือของผู้นำในพรรคคอมมิวนิสต์ไปเสีย

    ตัวอย่างสำคัญอีกประการของการ “กลายพันธ์” ของระบบโปลิตบูโรในเวียดนามก็คือ การที่นางสาวHuong ลูกสาวของกรรมการโปลิตบูโรระดับสูงคนหนึ่งของเวียดนาม ด้วยวัยเพียงยี่สิบสี่ปี กลับได้เข้าดำรงตำแหน่งเป็นหนึ่งประธานบริษัทการก่อสร้างของเวียดนาม (ที่รัฐเป็นเจ้าของทั้งหมด) โดยที่เป็นที่ประจักษ์ชัดถึงความไร้ประสบการณ์ในการทำงานด้านโยธา หรือ ด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องของเธอมาก่อน การเข้ามาดำรงตำแหน่งในครั้งนี้ทำให้ผู้สื่อข่าวในเวียดนามถึงกับเปรียบเปรยว่า “ให้ลองนึกภาพของการให้คนขาด้วนมาเป็นผู้รักษาประตูในการแข่งขันฟุตบอลดู” การปรารภดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงภาพของความไร้สมรรถภาพของระบบโปลิตบูโรในการคัดสรรคนเข้ามาดำรงตำแหน่งสำคัญ ๆ ของรัฐในสายตาของคนเวียดนาม และยิ่งทำให้พวกเขารู้สึกถูกตบหน้าเข้าอย่างจังมากยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อปรากฏรูปภาพของนส.Huong ในชุดเดรสสั้นสีชมพูหวานแหว พร้อมกับรองเท้าส้นสูงสีชมพูไปเดินตรวจไซต์งานก่อสร้างแห่งหนึ่งในเวียดนามด้วยท่าทีที่เนิบนาบ และสบายใจก็ยิ่งทำให้กระแสข่าว และความไม่พอใจของคนเวียดนามนั้นยิ่งทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นไปอีก

    แม้จะมีการปิดกั้นในด้านข้อมูลข่าวสาร และการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลซึ่งเป็นเรื่องปกติที่รัฐบาลในระบอบคอมมิวนิสต์นั้นกระทำกันจะทำให้การวิพากษ์วิจารณ์ระบบเครือญาติของเวียดนามนั้นมีสภาพเป็นเพียงข่าวลือ และเรื่องในอินเตอร์เน็ตเท่านั้นก็ตาม แต่จากปัจจัยที่เกิดขึ้นจากความล้มเหลวในการบริหารเศรษฐกิจที่ไม่เป็นทีพ่อใจของประชาชนคนเวียดนามนั้นดูเหมือนว่าจะกลายเป็นปัจจัยเกื้อหนุนที่ทำให้ผู้คนเริ่มหันออกมาตรวจสอบ และวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐที่หลายภาคส่วนยังคงอิงแอบกับระบบเครือญาติอยู่อย่างไม่เป็นทางการมากยิ่งขึ้น

    อนึ่ง แม้การปกครองในระบอบคอมมิวนิสต์นั้นจะอิงแอบอยู่กับคณะกรรมการของโปลิตบูโรเพื่อทำหน้าที่คัดสรรคนเข้ามาดำรงตำแหน่งสำคัญทางการเมืองเช่นเดียวกันกับที่อื่น ๆ ทีป่กครองด้วยพรรคคอมมิวนิสต์ แต่เราได้เห็นแล้วว่าสิ่งที่ลอร์ดแอคตันกล่าวว่า “อำนาจนำไปสู่การฉ้อฉล อำนาจมากล้นนำไปสู่การฉ้อฉลสุดประมาณ” ด้วยเหตุนี้ทำให้แม้แต่คณะกรรมการโปลิตบูโรเองนั้นก็มีช่องว่างที่ทำให้เหล่าบรรดาผู้นำ หรือ ชนชั้นนำของพรรคคอมมิวนิสต์นั้นยังคงต้องการสืบทอด และรักษาอำนาจของวงศ์วานว่านเครือของตนเองอยู่ โดยหาได้แตกต่างจากประเทศที่ปกครองด้วยระบอบอื่น ๆ แต่อย่างใด จะแตกต่างก็แต่เพียงชนชั้นนำนั้นเป็นชนชั้นนำที่จำกัดอยู่ในวงศ์ของโปลิตบูโรมากกว่าที่จะมาจากทหาร นักธุรกิจ หรือ ระบบราชการอย่างที่ซี ไวรท์ มิลล์ได้เสนอไว้นั่นเอง

  7. นุชประภา โมกข์ศาสตร์ says :

    ผู้ทรงอิทธิพลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ : โฮจิมินห์

    “ข้าพเจ้ามีความปรารถนาสูงสุดอยู่ประการหนึ่ง นั่นคือทำอย่างไรให้ประเทศของเราได้รับอิสรภาพและประชาชนมีเสรีภาพอย่างแท้จริง เพื่อนร่วมชาติทุกคนมีข้าวกินมีเสื้อผ้าใส่ และมีโอกาสได้ศึกษาร่ำเรียน” นี่คือปณิธานของ โฮจิมินห์ หรือ ลุงโฮ ของประชาชนชาวเวียดนาม ซึ่งเป็น “วีรบุรุษ” ผู้ยิ่งใหญ่ของคนเวียดนาม ในฐานะนักปฏิวัติผู้ต่อสู้ให้ได้มาซึ่งเอกราชและอิสรภาพของเวียดนาม

    นายกรัฐมนตรีเวีนดนามตั้งแต่ 1945-1955
    และดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีตั้งแต่ 1946-1969

    โฮจิมินห์เกิดเมื่อวันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2433 ที่หมู่บ้านฮองตรู จังหวัดเงอัน ตอนบนของประเทศเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2454 โฮได้ยายจากเวียดนามไปเป็นพ่อครัวในประเทศฝรั่งเศส ประเทศซึ่งเป็นเจ้าอาณานิคมของเวียดนามในขณะนั้น และได้ศึกษาเรียนต่อที่นั่น ต่อมาโฮก็ได้ย้ายจากฝรั่งเศสไปสหรัฐอเมริกาและอังกฤษตามลำดับ หลังจากนั้นโฮได้เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์จีนซึ่งเมื่อรัฐบาลก๊กมินตั๋งของเจียงไคเช็คเริ่มการปราบปรามคอมมิวนิสต์นั้น โฮก็ได้หลบหนีจากจีนมายังจังหวัดนครพนม ประเทศไทย โดยได้บวชเป็นพระภิกษุทำการสอนลัทธิคอมมิวนิสต์ให้ชาวไทย

    ในปี พ.ศ.2466 โฮ จิ มินห์ เดินทางไปยังกรุงมอสโคว เพื่อเรียนรู้ กลยุทธ์ในการทำปฏิวัติ และในปี พ.ศ.2467 เขาเดินทางไปยังประเทศจีน เพื่อพบกับ Phan Boi Chau หนึ่งในผู้นำกลุ่มชาตินิยมเวียดนามในสมัยนั้น ในขณะที่ อยู่ที่ประเทศจีน โฮ จิ มินห์ ได้เป็นผู้นำ ในการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งอินโดจีน ขึ้นในปี พ.ศ.2472 เขาใช้เวลาในอีก 10 ปีต่อมาไปกับการเขียน และการก่อตั้งองค์กร ในประเทศต่างๆ

    เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองเริ่มต้นขึ้น โฮ จิ มินห์ ได้พาคณะของเขาหลบไปอยู่ที่ ถ้ำ Pac Bo ทางเวียดนามตอนเหนือ และใช้ที่นั่นในการก่อตั้ง “เวียด มินห์” องค์กรชาตินิยมและคอมมิวนิตส์ เพื่อสะสมกำลังพล สำหรับการต่อสู้ เพื่อเรียกร้องอิสรภาพคืนจากฝรั่งเศส

    โฮจิมินห์เดินทางกลับมาเวียดนามอีกครั้งในปี พ.ศ. 2484 (ค.ศ. 1941) ด้วยการที่รวบรวมชาวเวียดนามส่วนใหญ่แล้วตั้งเป็นฝ่ายเวียดมินห์ เตรียมแผนที่จะประกาศเอกราชจากฝรั่งเศสให้ประชาชนชาวเวียดนาม

    ในช่วงสงครามโลก โฮ จิ มินห์ และกลุ่มเวียด มินห์ ได้ร่วมมือกับฝ่ายพันธมิตร เข้าช่วยเหลือนักบินชาวอเมริกัน ที่เครื่องบินตก และต่อต้านปฏิบัติการทางทหารของญี่ปุ่น ที่ประเทศจีนตอนใต้ และเมื่อญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้สงคราม ในปี พ.ศ.2488 กลุ่มเวียด มินห์ จึงถือโอกาสนี้ ประกาศอิสรภาพจากฝรั่งเศส และแต่งตั้งให้ โฮ จิ มินห์ เป็นประธานาธิบดีเวียดนาม แต่ทางฝรั่งเศส ยังคงต้องการครอบครองดินแดนแห่งนี้อยู่ จึงไม่ยอมรับคำประกาศอิสรภาพดังกล่าว พร้อมทั้งใช้กำลัง เข้ายึดเวียดนามตอนใต้ไว้ ส่งผลให้ในปลายปี พ.ศ.2489 สงครามระหว่างกลุ่มเวียด มินห์และฝรั่งเศสจึงอุบัติขึ้น

    โฮจิมินห์ประกาศจัดตั้งคอมมิวนิสต์เวียดนามหลังจากจักรพรรดิบ๋าวได๋ จักรพรรดิเวียดนามพระองค์สุดท้ายประกาศสละราชสมบัติเมื่อวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2488 (ค.ศ. 1945) ซึ่งต่อมาในปี พ.ศ. 2497 เวียดนามก็ได้ประกาศเอกราชอย่างเป็นทางการ หลังจากที่ฝรั่งเศสพ่ายแพ้ในสมรภูมิเดียนเบียนฟู

    ในปี พ.ศ. 2502 สงครามเวียดนามได้อุบัติขึ้น สหรัฐอเมริกาและชาติพันธมิตรอื่นๆก็ได้เข้าร่วมสงครามด้วย แต่ผลสุดท้ายเวียดนามเหนือเป็นฝ่ายชนะในปี พ.ศ. 2518 แต่เป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่โฮจิมินห์มิได้อยู่ถึงการชื่นชมชัยชนะในปี พ.ศ. 2518 ด้วยเหตุที่ว่าเขาเสียชีวิตเมื่อวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2512 ที่บ้านพักในกรุงฮานอย ด้วยอาการหัวใจล้มเหลว

    กล่าวได้ว่า โฮจิมินห์ คือนักปฏิวัติชาวเวียดนาม ที่ปลดแอกประเทศจากการเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสอย่างประสบความสำเร็จ ซึ่งในภายหลังได้กลายมาเป็นนายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนามเหนือ หลังจากสิ้นสุดของสงครามเวียดนาม ไซ่ง่อน เมืองหลวงเก่าของเวียดนามใต้ ได้ถูกเปลี่ยนชื่อมาเป็นโฮจิมินห์ซิตี เพื่อเป็นเกียรติแก่โฮจิมินห์ ดังนั้นเขาจึงเป็นทั้งวีรบุรุษของคนเวียดนามรวมทั้งยังเป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลคนหนึ่ง ที่หากเอ่ยชื่อชายผู้นี้น้อยคนนักที่จะไม่เคยได้ยิน

    แหล่งอ้างอิง

    http://www.oknation.net/blog/print.php?id=225659
    http://www.prachachat.net/view_news.php?newsid=02spe01240653&sectionid=0223&day=2010-06-24

  8. จิตตราพร เลิศศิริ says :

    ประเทศเวียดนาม

    1.ประวัติศาสตร์ของเวียดนามกับการเข้ามามีอิทธิพลของชาติมหาอำนาจ

    การสร้างชาติของเวียดนามก็ไม่ได้แตกต่างไปจากประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากนักคือต้องเผชิญกับอุปสรรคทั้งภายในและภายนอก อย่างไรก็ตามเวียดนามมีลักษณะพิเศษคือเน้นการใช้ Hard power มากกว่า soft power กับปัจจัยภายนอก ผลก็คือเวียดนามต้องตกเป็นเมืองขึ้นของต่างประเทศบ่อยครั้ง ข้าพเจ้าจะขอแบ่งอิทธิพลของชาติมหาอำนาจที่มีต่อเวียดนามในช่วงการก่อร่างสร้างชาติออกเป็น 3 ช่วงคือ ช่วงก่อนตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส ช่วงเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส และช่วงการรวมชาติ

    สำหรับเวียดนามในยุคก่อนการยึดครองของฝรั่งเศสนั้น พบหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่าเวียดนามเป็นอาณานิคมของจีนกว่าพันปี จนกระทั่งปีค.ศ.938 ในยุคสมัยของราชวงศ์ถังจีนอ่อนแอลง เวียดนามจึงได้รับเอกราชในที่สุด อย่างไรก็ตามเวียดนามเองก็ได้รับอิทธิพลจากจีนไม่น้อย กล่าวคือเวียดนามหลังจากได้เอกราชก็ได้เลียนแบบการปกครองระบบจักรพรรดิของจีน และรับเอาลัทธิขงจื่อไปปรับใช้ มีการต่อต้านศาสนาคริสต์อย่างรุนแรง แต่ราชวงศ์ต่างๆที่ขึ้นมาปกครองเวียดนามนั้นไม่ได้มีเสถียรภาพ มีการผลัดเปลี่ยนกันขึ้นมาปกครองทำให้ขาดความต่อเนื่อง เวียดนามในช่วงที่ได้เอกราชนั้นได้ขยายอาณาเขตของตนลงทางใต้อย่างรวดเร็วโดยสามารถปกครองราชอาณาจักรกัมพูชาได้ การปกครองหยุดชะงักลงเมื่อเวียดนามสูญเสียเอกราชให้กับฝรั่งเศส

    เวียดนามในยุคอาณานิคมของฝรั่งเศส เมื่อฝรั่งเศสสามารถยึดเอาเวียดนามเป็นรัฐในอาณานิคมได้ ฝรั่งเศสได้แบ่งเขตการปกครองเวียดนามออกเป็นสามส่วนตามยุทธศาสตร์ แบ่งแยกแล้วปกครอง โดยอาศัยเกณฑ์การแบ่งตามแผนที่ของอาณาจักรสามพี่น้องเติยเซิน บริเวณแรกคือ โคชิน-ไชน่า ซึ่งอยู่บริเวณทางตอนใต้ของเวียดนาม ฝรั่งเศสถือว่าดินแดนนี้อยู่ภายใต้การปกครองของตนโดนตรงตัดขาดจากอำนาจของกษัตริย์ที่กรุงเว้ บริเวณต่อมาคือ อานนาม อยู่ทางตอนกลางของเวียดนามมีกรุงเว้เป็นศูนย์กลางแห่งการปกครอง ฝรั่งเศสปกครองทางอ้อมในฐานะรัฐอารักขาคือมีการส่งข้าหลวงภาค( Resident superior) ไปประจำ บริเวณสุดท้ายคือ ดงกินห์ มีฐานะเช่นเดียวกับแคว้นอันนามแตกต่างกันที่ไม่มีราชสำนักจักรพรรดิ ความแตกต่างในแง่ทางกฎหมายของแต่ละบริเวณคือ ชาวเวียดนามที่อยู่ในแคว้นโคชิน-ไชน่าจะได้สิทธิพิเศษเป็นคนภายใต้อาณัติของฝรั่งเศส (French subjects) ส่วนอีกสองแคว้นจะได้สิทธิ์เป็นแค่ประชาชนในอารักขาของฝรั่งเศส (French protefes)

    ผลประโยชน์ที่ฝรั่งเศสได้รับจากการได้เวียดนามเป็นอาณานิคมนั้น ประการแรกคือถือเป็นการแข่งขันกับมหาอำนาจชาติอื่นๆในการขยายอาณานิคม (การแข่งขันกันเป็นใหญ่ในยุโรป) ประการต่อมาเป็นผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การค้าตลอดจนทรัพยากรธรรมชาติและการขยายตลาดในเวียดนามทำให้ฝรั่งเศสสามารถตักตวงผลประโยชน์ไปได้เป็นจำนวนมาก โดยมีกลไกสำคัญคือธนาคารอินโดจีน (Bank of Indochina) ช่วยในการขยายผลประโยชน์ของนักธุรกิจชาวฝรั่งเศสผ่านการให้สินเชื่อในอาณานิคมและเก็บดอกเบี้ยในอัตราสูง ธุรกิจที่ฝรั่งเศสเข้าไปลงทุนในเวียดนามจะเป็นธุรกิจด้านเหมืองแร่ ยางพาราและอุตสาหกรรมการผลิตเกือบทั้งหมด นอกจากนี้ฝรั่งเศสยังผูกขาดการค้าสุรา ฝิ่นและเกลืออีกด้วย อย่างไรก็ตามอาจกล่าวได้ว่าชาวเวียดนามมีจิตสำนึกของความเป็นชาตินิยมอยู่สูงมากจึงได้พยายามต่อต้านอิทธิพลของฝรั่งเศสผ่านทางรูปแบบต่างๆ ในรูปของประท้วงอย่างเปิดเผยและการก่อวินาศกรรมอย่างลับๆ ขบวนการที่สำคัญเช่น ขบวนการโรงเรียนราษฎร์ ขบวนการคณะชาติ ขบวนการคอมมิวนิสต์ เป็นต้น

    ขบวนการเดียวที่มีการจัดตั้งอย่างต่อเนื่อง มีอุดมการณ์การปฏิวัติที่มองอนาคตในมุมกว้างไม่ใช่เป็นแค่ความเกลียดชังจักรวรรดินิยมแต่เพียงอย่างเดียวคือขบวนการคอมมิวนิสต์เวียดนาม (เป็นขบวนการเดียวกันกับคอมมิวนิสต์อินโดจีน) โฮจิมินห์ผู้นำขององค์การในขณะนั้นได้รับเอาอุดมการณ์มาร์กซ-เลนิน การปฎิวัติบอลเชวิกในสหภาพโซเวียต และแนวคิดเรื่อง Self-determination มาปรับใช้ให้เข้ากับสถานการณ์ภายในเวียดนาม เขาได้เรียกร้องให้ฝรั่งเศสมอบเอกราชให้เวียดนาม โดยได้รับการสนับสนุนจากจีนอย่างลับๆ นอกจากนั้นแล้วยังได้มีการจัดตั้งสมาคมสัมพันธมิตรเพื่อเอกราชแห่งเวียดนาม (Viet Nam Doc Lap Dong Minh Hoi) หรือเรียกสั้นๆว่าเวียดมินห์ ขึ้นมีปี 1941 โดยมีเป้าหมายที่สำคัญคือการต่อสู้เพื่อเอกราชของเวียดนามและสถาปนาระบอบสาธารณรัฐประชาธิปไตย จนในที่สุดก็สามารถใช้กำลังยึดกรุงฮานอยและประกาศอิสรภาพได้ในวันที่ 2 กันยายน 1945 พร้อมทั้งจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราวคือ สาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนาม

    อย่างไรก็ตามถึงแม้โฮจิมินห์จะพยายามสร้างภาพให้ชาวโลกได้เห็นว่าหน้าที่ของพวกเขาคือการต่อสู้เพื่อเอกราชไม่ใช่เพื่อคอมมิวนิสต์ แต่จากการที่เขามีความใกล้ชิดกับคอมมิวนิสต์สร้างความหวาดระแวงให้กับนานาชาติโดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกา ผู้นำฝ่ายโลกเสรีที่เป็นขั้วตรงข้ามกับโลกคอมมิวนิสต์ ประกอบกับสภาวการณ์ในโลกขณะนั้นที่ลัทธิคอมมิวนิสต์กำลังแพร่ขยายอย่างรวดเร็ว (ปลาย 1949 จีนกลายเป็นคอมมิวนิสต์) ทำให้ในปี 1950 สหรัฐฯประกาศให้ความช่วยเหลือแก่ฝรั่งเศสให้การทำสงครามกับเวียดมินห์ ความผิดพลาดครั้งสำคัญของฝรั่งเศสเกิดขึ้นที่สงครามเดียนเบียนฟู เวียดมินห์ที่ได้รับการสนับสนุนจากจีนด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ได้ปิดล้อมและโจมตี จนฝรั่งเศสกลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้อย่างชัดเจน การสู้รบในครั้งนี้ทำให้การประชุมเจนีวา (ที่ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อการเจรจาตกลงปัญหาสงครามเกาหลี) นำเอาปัญหาอินโดจีนเข้าไปพิจารณาด้วย จนได้ข้อสรุปในวันที่ 20 กรกฎาคม 1954 โดยมีสาระสำคัญดังนี้
    1.ให้มีการหยุดยิงทั่วอินโดจีนตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 1954 และให้ฝ่ายคอมมิวนิสต์เวียดนามถอนกำลังไปตั้งอยู่เหนือเส้นขนานที่ 17 และฝ่ายฝรั่งเศสถอนไปตั้งอยู่ใต้เส้นขนาน
    2.ให้เขมรและลาวเป็นรัฐเอกราช
    3.ให้มีการเลือกตั้งทั่วไปเพื่อรวมเวียดนามเหนือและเวียดนามใต้ในวันที่ 20 กรกฎาคม 1956
    4.ให้ต่างชาติถอนกำลังทหารออกให้หมด
    5.ให้จัดตั้งคณะกรรมการควบคุมระหว่างประเทศ เพื่อควบคุมให้มีการปฏิบัติตามข้อตกลง

    เวียดนามในยุคการรวมประเทศ ในขณะที่ฝรั่งเศสกำลังค่อยๆถอนตัวออกจากเวียดนาม สหรัฐอเมริกาก็เริ่มแสดงบทบาทแทนที่ฝรั่งเศสในอินโดจีน โดยเริ่มตั้งแต่การประกาศรับรองรัฐบาลบ๋าวได๋ในปี1950 (ซึ่งเป็นที่ทราบกันว่าเป็นรัฐบาลหุ่นเชิดของฝรั่งเศส) ทั้งนี้เนื่องมาจากสหรัฐฯที่เป็นผู้นำในโลกเสรีเชื่อในทฤษฎีโดมิโน จึงจำเป็นต้องดำเนินนโยบายสกัดกั้นการขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์ ถึงแม้สหรัฐฯจะเป็นภาคีร่วมประชุมเจนีวาในปี 1954 แต่สหรัฐฯก็ไม่ได้ลงนามในข้อตกลงดังกล่าวแต่อย่างใด ทำให้สหรัฐฯสามารถแสดงท่าทีที่ไม่สนับสนุนให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในการรวมประเทศเวียดนาม ทั้งนี้สหรัฐฯเองก็ตระหนักดีว่าคอมมิวนิสต์ภายใต้การนำของโฮจิมินห์นั้นเป็นฝ่ายได้เปรียบ สหรัฐฯจึงได้ให้การสนับสนุนแก่เวียดนามใต้ทั้งทางด้านเศรษฐกิจเป็นจำนวนเงินกว่า 52000 ล้านบาท และสนับสนุนรายจ่ายทางด้านการทหารของเวียดนามใต้เกือบทั้งหมด สหรัฐในเบื้องต้นมีความมั่นใจค่อนข้างมากว่าจะสามารถเอาชนะสงครามเวียดนามได้อย่างไม่ยากเย็นนัก แต่สงครามเวียดนามก็ยืดเยื้อ จนในที่สุดสหรัฐต้องตัดสินใจถอนตัว และหลังจากการถอนตัวของสหรัฐฯ คอมมิวนิสต์ก็สามารถยึดเวียดนามใต้ได้สำเร็จในวันที่ 30 เมษายน 1975

    จะเห็นได้ว่ามีมหาอำนาจหลายชาติเข้ามามีอิทธิพลในเวียดนาม โดยในแต่ละชาติก็มีเหตุผลในการเข้ามาที่แตกต่างกันไป บ้างเข้ามาเพราะลัทธิอาณานิคม ต้องการขยายความเป็นใหญ่ทั้งนอกภูมิภาคและแก่งแย่งความเป็นใหญ่ในภูมิภาค รวมถึงต้องการผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การขยายฐานตลาดและความต้องการในการหาวัตถุดิบ ทรัพยากรธรรมชาติราคาถูกดังเช่นประเทศฝรั่งเศส แต่ภายหลังจากยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น เหตุผลในการเข้ามาในประเทศเวียดนามก็เปลี่ยนไปเป็นเรื่องของอุดมการณ์และการต่อสู้ทางอุดมการณ์แทน เนื่องจากการแบ่งขั้วทางอุดมการณ์ทางความคิดออกเป็นสองขั้ว ทำให้เกิดการสนับสนุนแก่ฝ่ายที่เห็นด้วยกับตนจนเกิดเป็นการแบ่งเป็นฝั่งเวียดนามเหนือและเวียดนามใต้ โดยแต่ละฝ่ายก็มีอุดมการณ์ที่แตกต่างกันและมีชาติมหาอำนาจที่เชื่อในอุดมการณ์นั้นเป็นผู้สนับสนุน อาจกล่าวได้ว่าสงครามเวียดนามที่เกิดขึ้นนั้นส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากการแทรกแซงของชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา จนทำให้ไม่เกิดการเลือกตั้งแบบรวมประเทศอย่างสันติ

    2.อิทธิพลของมหาอำนาจที่มีต่อเวียดนามในปัจจุบัน

    อาจกล่าวได้ว่าในปัจจุบันการใช้อำนาจทางด้านการทหารเพื่อสร้างอิทธิพลให้ตนเองนั้นไม่ได้รับการยอมรับอีกต่อไป การใช้ Soft power จึงเข้ามามีอิทธิพลในการขยายอำนาจแทนโดยเฉพาะอย่างยิ่งการขยายอิทธิพลผ่านทางการให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ ในที่นี้จะขอพิจารณาบทบาทของมหาอำนาจในเอเชียแปซิฟิกที่กำลังเข้ามามีอิทธิพลต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในขณะนี้นั่นก็คือประเทศจีน สำหรับจีนนั้น อาจกล่าวได้ว่าในขณะนี้มีความสัมพันธ์ที่ไม่สู้จะราบรื่นนักกับเวียดนาม เนื่องมาจากข้อพิพาททางดินแดนในหมู่เกาะทะเลจีนใต้ (หมู่เกาะสแปรตลี่และพาราเซล) จีนผนวกเอาหมู่เกาะทั้งสองเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเกาะไหหลำซึ่งอยู่ในการปกครองของจีน การกระทำนี้สร้างความไม่พอใจให้กับเวียดนามมากเพราะเวียดนามได้อ้างอำนาจอธิปไตยเหนือหมู่เกาะทั้งสองด้วย อย่างไรก็ตามระหว่างสองประเทศนี้ปัจจุบันก็ยังมีโครงการความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจ การค้าและการท่องเที่ยวร่วมกัน ถึงแม้ปริมาณความร่วมมือจะไม่มากเท่าแต่ก่อน แต่จีนก็ยังคงเป็นประเทศคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของเวียดนามในปัจจุบัน

    เอกสารอ้างอิง
    1.Behind the Bamboo Curtain: China, Vietnam, And the Cold War by Priscilla Mary Roberts
    2.Dragons Entangled: Indochina and the China-Vietnam War by Steven J. Hood
    3.http://en.wikipedia.org/wiki/Vietnam

  9. พีรภัทร มีแสง 5441045824 says :

    วิเคราะห์การเลือกตั้งในเวียดนาม

    เวียดนามมีเสถียรภาพทางการเมืองและความเป็นเอกภาพสูงเพราะปกครองด้วยระบอบที่พรรคการเมืองพรรคเดียวมีอำนาจสูงสุด ซึ่งพรรคนั้นคือ พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม (Communist Party of Vietnam) ถึงแม้ตามรัฐธรรมนูญแล้ว รัฐสภา หรือ สภาแห่งชาติ จะเป็นองค์กรที่มีอำนาจสูงสุดก็รัฐ เเต่เอาเข้าจริงแล้ว ก็รัฐสภาก็ถูกชี้นำโดยพรรคคอมมิวนิสต์อยู่ดี

    สมาชิกสภาแห่งชาติ (The National Assembly) มาจาการเลือกตั้งของประชาชน เเต่อนุญาตให้มีสมาชิกได้ไม่เกิน 10% เท่านั้นที่เป็นผู้เเทนที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของพรรคการเมือง และพรรคการเมืองส่วนใหญ่ก็มักจะทำหน้าที่ส่งเสริมและสนุบสนุนหรือเป็นพันธมิตรกับพรรคคอมมิวนส์มากกว่า ซึ่งอันเนื่องมาจาก พรรคการเมืองหรือกลุ่มผลประโยชน์ มักจะถูกจำกัดอำนาจโดยรัฐธรรมนูญเพื่อให้อยู่ภายใต้ขอบเขตที่ไม่กระทบกระเทือนต่อเเนวทางของรัฐหรือพรรคคอมมิวนิสต์ หรือจะไม่ได้รองรับโดยกฎหมาย หากเป็นปฎิปักษ์ต่อพรรคคอมมิวนิสต์ ฉะนั้น พรรคการเมืองในเวียดนามจึงไม่มีอิสระ และไม่สามารถดำเนินทางการเมืองได้อย่างเสรี อีกทั้งเมื่อมีผู้คนออกมาเรียกร้องให้มีระบบพรรคการเมืองหลายพรรค ก็จะถูกต้องโทษหรือจำคุก

    ผู้สมัครเกือบทั้งหมดถูกเสนอชื่อโดยพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม และมีบางส่วนถูกเสนอชื่อโดยองค์กรต่างๆ เช่น กลุ่มทหารผ่านศึก หรือกลุ่มผู้หญิง มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถเสนอชื่อตัวเองลงไปได้ ผลการเลือกตั้งในปี 2550 มีสภาชิก 43 คน จากสมาชิกทั้งหมด 493 คน ที่ไม่ได้สังกัดพรรค และมีเพียง 1 คนเท่านั้นที่เป็นผู้เเทนอิสระที่เสนอชื่อโดยตนเอง ส่วนการเลือกตั้งในปี 2554 ผู้สมัครอิสระมีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 4 คน ผู้แทนจากองค์กรต่างๆ 38 คน จากสมาชิกสภาทั้งหมด 500 ท่าน ซึ่งที่สมาชิกรัฐสภาที่เหลือจำนนมากก็คือสมาชิกของพรรคคอมมิวนิสต์ พรรคคอมมิวนิสต์ครอบครองตำเเหน่งสำคัญๆ ของรัฐสภา ไม่ว่าจะเป็นประธานสภาก็ดี รองประธานสภาก็ดี ดังนั้น การเสนอกฎหมาย การออกกฎหมาย จึงมักจะเป็นการริเริ่มจากพรรคคอมมิวนิสต์ทั้งสิ้น ซึ่งรวมถึงการลงมติเรื่องต่างๆด้วย

    นอกจากนี้ ผู้ทีี่เป็นปฎิปักษ์ต่อพรรคคอมมิวนิสต์ หรือไม่สนับสนุนระบอบการปกครองของรัฐ จะถือได้ว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติและสาธารณชนโดยส่วนรวมซึ่งจะไม่มีสิทธิที่จะเลือกตั้งหรือสมัครรับเลือกตั้ง และต้องถูกดำเนินคดีและหมดสิทธิเลือกตั้งและสมัครรับเลือกตั้ง ในประเด็นนี้ ข้อหาเป็นคอมมิวนิสต์ไม่ได้เป็นภัยต่อชาติเฉียงเช่นประเทศอื่นๆ ในเอชียตะวันออกเฉียงใต้ เเต่เป็นข้อหาไม่เป็นคอมมิวนิสต์ต่างหากที่เป็นภัยต่อชาติ ในประเทศเวียดนาม

    ถึงเเม้การออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งของคนเวียดนามจะสูงถึง 99% และดูเหมือนการเลือกตั้งจะปลอดการซื้อสิทธิขายเสียง ประชาชนมีอิสระในการเลือกผู้สมัครอย่างไม่ถูกกีดกันหรือถูกการข่มขู่ แต่อีกประเด็นหนึ่งที่ละเลยมิได้เลยคือ ผู้สมัครและพรรคการเมืองที่เห็นต่างจากพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามล้วนถูกกีดกันออกจากการเลือกตั้ง และไม่มีสิทธิในการเเข่งขันหรือดำเนินการทางการเืองอย่างเสรี การเลือกตั้งในเวียดนามจึงเป็นเหมือนเสมือนการออกมารับรองเพื่อสร้างความชอบธรรมในการปกครองแบบพรรคเดียวของพรรคคอมมิวนิสต์เท่านั้น

    เอกสารอ้างอิง
    http://www.mcupt.com/index_mcupt/Weerasak/Socialist%20Republic%20of%20Vietnam.pdf
    http://www.siamintelligence.com/truong-tan-sang-was-elected-president-of-vietnam/
    http://en.wikipedia.org/wiki/Elections_in_Vietnam
    http://www.krobkruakao.com/ข่าว/38335/เลือกตั้งรัฐสภาเวียดนาม.html
    http://www.manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9540000062359

    พีรภัทร มีเเสง 5441045824
    ภาควิชาการปกครอง ชั้นปีที่2

  10. วัชราพร คงศิริปัญญา says :

    การจัดการการศึกษาเวียดนาม
    เรื่องการศึกษามีบทบาทที่สำคัญในสังคมเวียดนาม เป็นเรื่องที่ชาวเวียดนามจะให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะมีความเชื่อที่ว่าการศึกษาที่ดีและการใช้ภาษาอังกฤษได้ดีจะทำให้ชีวิตและสถานะทางสังคมดีขึ้น จากประเด็นนี้ทำให้อาจตั้งข้อสังเกตได้ว่าเพราะประชาชนมีฐานะที่ยากจน จึงหวังที่จะให้การศึกษาเป็นตัวช่วยในการทำให้อนาคตขึ้นได้เห็นได้จากการที่แม้ว่าความเป็นอยู่ของชาวเวียดนามจะไม่ค่อยดีแต่ก็จะทำสุดความสามารถในการส่งเสียบุตรหลานให้ได้เรียนหนังสือ และจะพบว่าในช่วง ๗ ปีที่ผ่านมาอัตราของผู้ที่เข้าศึกษาต่อในการศึกษาระดับสูงนั้นมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

    ด้านรัฐบาลเวียดนามเองก็ให้การสนับสนุนด้านการศึกษาเป็นอย่างดีมาโดยตลอด อำนาจในการบริหารจัดการจะมาจากรัฐบาลกลาง(กระทรวงศึกษาธิการและการฝึกอบรม)แล้วกระจายต่อไปยังระดับจังหวัด ตำบล และชุมชน ตามลำดับ ภายใต้นโยบาย “Socialization of Education” รัฐบาลมีอำนาจหลักในการพัฒนาการบริหารจัดการการศึกษา ทั้งในเรื่องการวางโครงสร้าง การกระตุ้นให้การสนับสนุนรวมไปถึงเรื่องสภาพแวดล้อมของสถานศึกษา เวียดนามมีระบบการศึกษาภาคบังคับ(การศึกษาสามัญ) ๑๒ ปี โดยวัตถุประสงค์หลักของการศึกษาเวียดนามนี้ มุ่งหวังให้ประชาชนมีความรู้สึกเป็นสังคมนิยม เน้นความเป็นชนชาติเวียดนาม เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความรักและต้องการทำประโยชน์เพื่อประเทศ จากที่กล่าวว่ารัฐบาลเวียดนามได้ให้ความสำคัญกับการศึกษามาก เพราะเมื่อประสพปัญหาการมีผู้เรียนในระบบการศึกษาเป็นจำนวนน้อย สภาแห่งชาติเวียดนามก็ได้ออกกฎหมายการกระจายโอกาสทางการศึกษาในระดับพื้นฐานเพื่อมาแก้ไขโดยตรง และจะเห็นได้จากการที่ได้ประกาศเพิ่มงบประมาณด้านการศึกษาในปี ๒๕๕๕ เป็นจำนวนเงินถึง ๒๗๔ ล้านเหรียญสหรัฐ โดยจะเป็นการจัดสรรเพื่อให้โรงเรียนนำไปจัดการในระยะยาวเอง

    ด้วยความที่รัฐบาลเวียดนามมีความต้องการที่จะเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจในภูมิภาคจึงได้ทุ่มเทพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของประเทศ ในการที่จะมาเป็นตัวแปรสำคัญในการสร้างความเจริญให้แก่เวียดนาม ซึ่งทางรัฐบาลเวียดนามก็ได้มีการลงทุนด้านการศึกษาเพิ่มขึ้นจากนักลงทุนต่างชาติ และเวียดนามเองก็มีความพยายามที่ทำให้มาตรฐานการศึกษาอยู่ในระดับนานาชาติ แต่อย่างไรก็ตามการบริหารจัดการด้านการศึกษาก็ยังเป็นจุดอ่อนของระบบการศึกษาเวียดนามอยู่ เนื่องจากการบริหารจัดการไม่ดำเนินไปอย่างที่ควร แม้ว่าจะมีโครงการพัฒนาการศึกษามากมายแต่ก็ไม่ได้ผลตามที่คาดนัก

    อ้างอิง

    องค์ความรู้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน. ๒๕๕๖, เปรียบเทียบเวียดนามและไทย ด้านการศึกษา ภาษาและการลงทุนใน AEC. http://www.thai-aec.com/320.

    Institution for Research on Educational Development. ๒๕๕๔, Overview on Vietnam education system. http://www.ired.edu.vn/en/EducationInVietNam/Read/overview-on-vietnam-s-education-system.

    สำนักงานส่งเสริมสังคมเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน. ๒๕๕๕, การศึกษาเวียดนาม. สำนักงานฯ. http://apps.qlf.or.th/member/blog/detail.aspx?id=84.

    City and Guilds Center for skills development.๒๕๕๕, Education budget rises as government set out longer term spending plan (Vietnam). http://www.skillsdevelopment.org.uk/news__events/latest_news/policy/2012/education_budget_rises.aspx.

    Christopher Runckel. Business in Asia, ๒๕๕๖, Education System in Vietnam. http://www.business-in-asia.com/vietnam/education_system_in_vietnam.html.

    นางสาววัชราพร คงศิริปัญญา

    5341254524

  11. นางสาววุฒิณี ทองแก้ว 5341057224 says :

    บทบาทของผู้หญิงในประเทศเวียดนาม

    สังคมเวียดนามให้ความสำคัญกับเพศชายเป็นสำคัญ ซึ่งทำหน้าที่สืบทอดสายตระกูล ขุนนางที่สร้าง
    ชื่อเสียง การ พิธีบูชาบรรพบุรุษ เป็นต้น ดังนั้นผู้ชายในสังคมเวียดนามจึงเปรียบเสมือนเพศผู้นำ และโฮจิ
    มินห์เป็นสัญลักษณ์ของประเทศเป็นการตอกย้ำสภาวะเพศผู้นำของผู้ชายมากขึ้น
    ปัจจุบันนี้ครอบครัวที่ได้ลูกหรือหลานชายสมาชิกทุกคนจะดีใจและมีงานเลี้ยง แต่ถ้าหากได้ลูกสาว
    จะไม่ค่อยภูมิใจเด็กผู้หญิงเหล่านี้ได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีจากครอบครัว โดยมีแม่เป็นผู้ปรนนิบัติ ถ้าแม่ไม่อยู่ก็เป็นพี่สาว น้องสาว ตามลำดับ เมื่อพี่สาวและน้องสาวแต่งงาน พี่สาวและน้องสาวต้องตกเป็นสมบัติของครอบครัวสามี คือทำหน้าที่ปรนนิบัติผู้ชายในครอบครัวสามี
    เพราะบ้านจะตกเป็นสมบัติของผู้ชายซึ่งต้องทำหน้าที่บูชาบรรพบุรุษและสืบทอดสายตระกูลแม่ไม่ค่อยมี
    สิทธิในการดุด่ามากนัก ถึงแม้โลกกำลังเปลี่ยนไป แต่สังคมเวียดนามก็ยังคงสภาพนี้อยู่ ผู้หญิงในวัฒนธรรม
    นี้ไม่ได้โวยวายที่ต้องทำอะไรต่อมิอะไร เพราะมันเป็นวัฒนธรรมที่เขารับได้และเต็มใจส่งเสริมบทบาทของ
    ส.ส.หญิงในการปฏิบัติความเสมอภาคทางเพศ
    ในด้านการเมือง เวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศที่มีส.ส.หญิงมากเป็นอันดับต้นในภูมิภาคและโลก คิดเฉลี่ยร้อยละ24 เฉพาะวาระที่5 ปี2006 บรรลุกว่าร้อยละ32ในขณะที่ปัจจุบันในโลกมีส.ส.หญิงเฉลี่ยร้อยละ19.3และในเอเชียประมาณร้อยละ18 คุณภาพของส.ส. หญิงเวียดนามได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นและมีบทบาทที่สำคัญในคณะกรรมาธิการต่างๆของรัฐสภา สถานการณ์การปฏิบัติความเสมอภาคทางเพศและการท้าทายต่องานด้านความเสมอภาคทางเพศ ปัจจุบันยังมีอุปสรรคหลายอย่างสำหรับสตรีที่เข้าร่วมการเมือง โดยเฉพาะ ในประเทศเอเชียบางประเทศยังมีข้อจำกัดเกี่ยวกับจิตสำนึกเนื่องจากเอกลักษณ์วัฒนธรรมดังนั้น การวางระเบียบการเพื่อให้สตรีเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองมากขึ้นถือเป็นสิ่งจำเป็น ปัจจุบัน สตรีคิดเป็นกว่าร้อยละ50ของจำนวนแรงงานทั้งหมด ดังนั้นต้องทำอย่างไรเพื่อให้พวกเขาสามารถเข้าร่วมกิจกรรม
    ทางการเมืองให้มีความเท่าเทียมกับบุรุษและ พวกเรากำลังพยายามเพิ่มจำนวนส.ส.หญิงขึ้นเป็นร้อยละ30
    ที่มา
    http://vovworld.vn
    http://en.wikipedia.org women in Vietnam

    นางสาววุฒิณี ทองแก้ว 5341057224

  12. kaimukpearl says :

    ศาสนา ความเชื่อ ในเวียดนาม

    เมื่อนึกถึงประเทศเวียดนามที่มีอาณาเขตใกล้กับประเทศจีนและยังเคยตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศจีนเป็นเวลานานถึง 1,000 ปี[ ] ดังนั้นวัฒนธรรมต่างๆจึงมีความคล้ายคลึงกับจีน โดยเฉพาะการรับเอาความคิดในลัทธิขงจื้อมาปฏิบัติใช้ จึงทำให้ลัทธิขงจื้อนั้นเป็นความเชื่อหลักของประชาชนเวียดนาม ตัวอย่างการนำหลักคำสอนมาใช้ คือ ชาวเวียดนามมีความเชื่อ และนับถือดวงวิญญาณบรรพบุรุษ[ ] มีการเซ่นไหว้ดวงวิญญาณของผู้ตาย โดยถือว่า “คนตายปกครองคนเป็น” คือ ผู้ที่มีชีวิตอยู่ต้องเคารพเชื่อฟังถ้อยคำโอวาทของบิดามารดา หรือบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว เพราะดวงวิญญาณเหล่านี้จะคอยปกปักรักษาให้พวกเขาได้รับความสุข พ้นจากโรคภัยไข้เจ็บ และอันตรายทั้งหลายทั้งปวง และจะทำให้เกิดเหตุร้าย หรืออันตราย เมื่อเขาไม่เคารพต่อดวงวิญญาณนั้นๆ ความคิดความเชื่อเหล่านี้ได้ติดอยู่กับคนเวียดนามมาเป็นเวลานาน

    นอกจากการรับวัฒนธรรมขงจื้อจากจีนแล้ว ยุคต่อๆมาเมื่อเวียดนามได้หลุดจากการเป็นเมืองขึ้นของจีนเข้าสู่ยุคการล่าอาณานิคม ชาวตะวันตกที่เข้ามานั้นได้นำศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิคเข้ามาด้วย นักสอนศาสนาเหล่านี้ได้คิดค้นวิธีการเขียนภาษาเวียดนามโดยใช้อักษรโรมันได้ จนทำให้ชาวเวียดนามเลิกใช้อักษรภาษาจีนเขียนแทน ในช่วงพ.ศ. ๒๓๗๐-๒๔๐๑[ ] เวียดนามได้ทำการปราบปรามพวกคริสต์อย่างเด็ดขาดโดยการจับฆ่าตาย ทำให้พวกนักสอนศาสนาถูกฆ่าตายจำนวนมาก จึงทำให้เวียดนามมีปัญหากับอังกฤษและจนในที่สุดอังกฤษสามารถยึดเวียดนามได้ และต่อมาก็ถูกฝรั่งเศสยึดครอง เมื่อครั้งที่ฝรั่งเศสปกครองเวียดนามศาสนาพุทธถูกทำให้เสื่อมลง[ ] โดยมีการจำกัดจำนวนพระสงฆ์ และ ข้อจำกัดในการสร้างวัดที่ต้องได้รับอนุญาตก่อนสร้าง แต่อย่างไรก็ดีชาวเวียดนามพุทธก็มีการลุกขึ้นมาต่อต้านเป็นระยะๆ

    จากการสำรวจการนับถือศาสนาของประชากรเวียดนามเมื่อปี 2542 พบว่าร้อยละ 80 นั้นถือว่าตนเองไม่มีศาสนา[ ] เนื่องมาจากการทำลายความเชื่อของลัทธิขงจื้อจากพรรคคอมมิวนิสต์หลังจากเกิดการปฏิวัติ[ ] การสร้างความชอบธรรม[ ]ของพรรคคอมมิวนิสต์คือการให้การศึกษาแก่ประชาชน และสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับรัฐ มีการจัดตั้งองค์กรทางการเมืองต่างๆที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลโดยรัฐ ดังนั้นองค์กรทางศาสนาต่างๆที่เกิดขึ้นหลังจากที่พรรคคอมมิวนิสต์ได้สถาปนาตนเองขึ้นจึงเป็นองค์กรที่อยู่ภายใต้การควบคุมของพรรคคอมมิวนิสต์ทั้งสิ้น องค์กรทางศาสนาที่เป็นกลุ่มผลประโยชน์กับพรรค[ ] ประกอบด้วย องค์กรพุทธศาสนาแห่งเวียตนาม องค์กรศาสนาเกาได่ องค์กรฮั่วเห่า องค์กรศาสนาคาทอลิก องค์กรพุทธศาสนาแห่งเวียดนามนั้น ถูกตั้งขึ้นจากการที่คนเวียดนามในปัจจุบันยังคงมีความเชื่อทางพุทธศาสนา ลัทธิขงจื้อ ที่ผสมผสานกัน จากการที่ทางรัฐให้การสนับสนุนให้เกิดองค์กรทางพุทธศาสนาขึ้นทำให้มีมหาวิทยาลัยที่ทำการสอนเรื่องศาสนาพุทธโดยเฉพาะ ทั้งนี้เพื่อเป็นการสอนให้ประชาชนที่สนใจเข้าใจถึงศาสนาพุทธอย่างแท้จริง เหล่านี้ทำให้เห็นได้ว่า การสร้างความเชื่อใหม่ให้แก่ประชาชนเวียดนามตั้งแต่พรรคคอมมิวนิสต์สถาปนาตนเองขึ้นจนถึงปัจจุบันนั้น โดยองค์กรต่างๆที่พรรคได้อนุญาตให้จัดขึ้นนั้น ต่างเป็นเครื่องมือให้กับพรรคในการสร้างความชอบธรรมให้แก่ตนเอง

    ที่มา
    http://www.nengka.com/index.asp?catid=3&contentID=10000004&getarticle=30&title=%BE%C3%D0%BE%D8%B7%B8%C8%D2%CA%B9%D2%E3%B9%BB%C3%D0%E0%B7%C8%E0%C7%D5%C2%B5%B9%D2%C1+
    http://www.aseankan1.com/index.php?mo=3&art=650856
    http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A1#.E0.B8.9B.E0.B8.A3.E0.B8.B0.E0.B8.8A.E0.B8.B2.E0.B8.81.E0.B8.A3
    http://www.mcupt.com/index_mcupt/Weerasak/Socialist%20Republic%20of%20Vietnam.pdf

    นางสาวธนพร คงชัย 534 10251 24

  13. รุ่งทิวา เงินปัน says :

    พรรครัฐบาลเวียดนาม

    เวียดนามมีการปกครองด้วยระบอบสังคมนิยม ซึ่งในรัฐธรรมนูญปี ค.ศ. 1992 ได้กำหนดให้เวียดนามเป็นประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ปกครองด้วยประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรี

    มีพรรคการเมืองเพียงเดียวคือพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ทำหน้าที่บริหารประเทศ ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่นิยมลัทธิมาร์กซ์-เลนิน เป็นอย่างมาก

    รัฐบาลจะถูกแต่งตั้งโดยสภาแห่งชาติ ซึ่งมีวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี ซึ่งสภาแห่งชาติเป็นองค์การที่ใช้อำนาจสูงสุด และสภาแห่งชาติจะทำหน้าที่เลือกประธานาธิบดี และนายกรัฐมนตรีก็จะถูกแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี

    ประธานาธิบดีคนปัจจุบันคือเจือง เติ้ง ซาง ซึ่งมีหน้าที่เป็นทั้งประธานาธิบดีและประมุขของประเทศ ส่วนนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันคือเหงียน เติ๋น สุง ที่มีหน้าที่เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารและหัวหน้ารัฐบาลด้วย

    พรรครัฐบาลของเวียดนามเป็นพรรคการเมืองที่มีเสถียรภาพ และผูกขาดอำนาจภายใต้ระบบผู้นำร่วมที่คานอำนาจดังต่อไปนี้
    1.กลุ่มปฏิรูปที่สนับสนุนการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ
    2.กลุ่มอนุรักษนิยมที่ต่อต้านหรือชะลอการเปิดประเทศเพราะกลัววิวัฒนาการที่สันติ อันเนื่องมาจากการเปิดประเทศ
    3.กลุ่มที่เป็นกลางที่ประนีประนอมสองฝ่ายแรก

    จะเห็นได้ว่าจากการเป็นประเทศสังคมนิยมแบบเบ็ดเสร็จของเวียดนามตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทำให้การจัดการทุกอย่างขึ้นอยู่กับผู้นำเพียงกลุ่มเดียว และถ้าหากมีการออกมาประท้วงของผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการทำงานของพรรครัฐบาลก็จะถูกจับดำเนินคดีต่อไป นั่นทำให้รู้ได้ว่า อำนาจที่รัฐบาลมีนั้นสามารถใช้มาเป็นเครื่องมือในการจัดการกับฝั่งตรงข้ามของรัฐบาลได้อย่างง่ายดาย

    เอกสารอ้างอิง
    http://www.chomthailand.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=383951&Ntype=2
    http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A1#.E0.B8.81.E0.B8.B2.E0.B8.A3.E0.B9.80.E0.B8.A1.E0.B8.B7.E0.B8.AD.E0.B8.87
    http://www.gotoknow.org/posts/501040
    http://www.thaiworld.org/thn/thailand_monitor/answera.php?question_id=963

    รุ่งทิวา เงินปัน 5341051424

  14. THEME THANAPRAT GONGSAB says :

    สายการบินแห่งชาติเวียดนาม
    1.1 ชื่อสายการบิน : เวียดนาม แอร์ไลน์ (Vietnam Airlines)
    1.2 ตราประจำสายการบิน :
    1.3 สีประจำสายการบิน : น้ำเงินเข้มคราม
    1.4 คำขวัญประจำสายการบิน : Bringing Vietnamese Culture to the World
    ตราประจำสายการบินเวียดนามแอร์ไลน์ คือ ดอกบัวทอง ซึ่งดอกบัวนั้นเป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมเวียดนามโบราณ และแสดงถึงความสามารถอันยิ่งใหญ่ของ ชาวเวียด-นามที่ยังดำรงและรักษาไว้ซึ่งวัฒนธรรมนี้ อีกดอกบัวยังหมายถึง การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า และความสมบูรณ์แบบอีกด้วย
    2. การแต่งกายพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน

    การแต่งกายพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน เวียดนาม แอร์ไลน์ (รูปซ้ายและกลาง) เป็นรูปที่ดัดแปลงมาจากชุด อ่าวหญ่าย (Ao dai) (รูปขวา) ชุดประจำชาติของประเทศเวียดนาม
    “อ่าวหญ่าย” แปลว่า “ชุดยาว” โดยประวัติความเป็นมาของชุด อ่าวหญ่ายแล้ว ในอดีตคนในภาคเหนือของประเทศเวียดนามจะนิยมใส่มากกว่าภาคใต้ แต่หลังจากสิ้นสุดสงครามเวียดนามในปี 1975 แล้ว ชุดนี้ก็เป็นที่นิยม สามารถพบเห็นได้แทบจะทุกภาคของประเทศ การที่คนภาคเหนือนิยมมากว่าภาคใต้ มีความเป็นไปได้ว่า ชุดอ่าวหญ่าย ได้รับอิทธิพลมาจากจีน ประเทศที่อยู่ติดทางตอนเหนือของเวียดนาม และอิทธิพลความเป็นคอมมิวนิสต์จีนทำให้ชุดอ่าวหญ่าย เป็นที่นิยมสวมใส่ โดยการระบุให้ประชาชนสวมใส่ของพรรคคอมมิวนิสต์

  15. ณัชชารีย์ ทิศาสมบูรณ์สิน 531017124 says :

    ชาตินิยมในเวียดนาม
    ชาตินิยมในเวียดนามโดยสรุปแล้วถือว่ามีพื้นฐานและความเข้มข้นมาตั้งแต่อดีต กล่าวให้ชัดเจนลงไปก็คือเวียดนามเริ่มมีจิตสำนึกของความเป็นชาติมาตั้งแต่สมัยที่ถูกรุกรานจากชาติอื่นในระยะแรก ทั้งนี้อาจเพราะการปลุกระดมของชนชั้นนำในเวียดนามเอง และความต้องการที่จะรักษาอัตลักษณ์ความเป็นเวียดนามจากการกลืนของวัฒนธรรมอื่น อาจกล่าวได้ว่าชาตินิยมเวียดนามเกิดขึ้นจากการต่อสู้เพื่อรักษาตัวตนของตัวเองเอาไว้

    ชนกลุ่มแรกที่เข้ามามีชัยเหนือเวียดนามคือชาวจีนในนามของราชวงศ์ฮั่น จีนเข้ามาจัดการระบบการปกครอง (ที่ทำให้เกิดสังคมศักดินาในเวลาต่อมา) ระบบเศรษฐกิจ ตลอดจนนำวิทยาการอย่างจีนเข้ามาในเวียดนาม นโยบายการปกครองของจีนเน้นการผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรม เวียดนามจึงต้องรับเอาวัฒนธรรม ภาษา ศาสนา และวิทยาการแขนงต่าง ๆ จากจีนอย่างเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตามชาวเวียดนามไม่ได้รับเอาวัฒนธรรมจีนเข้ามาทั้งหมด แต่รับมาเพียงบางส่วนเท่านั้น บางส่วนถูกปรับให้เข้ากับความเป็นเวียดนาม และบางส่วนก็รับเข้ามาทั้งหมด โดยชนชั้นสูงของเวียดนามเป็นกลุ่มที่รับเอาอิทธิพลของจีนเข้ามามากที่สุด

    เวียดนามทำการต่อสู้เพื่อปลดแอกประเทศอยู่เป็นระยะ ๆ สะท้อนให้เห็นว่าชาตินิยมในเวียดนามไม่ได้จืดจางลงเลย ความเป็นชาติในเวียดนามเข้มแข็งขึ้นอีกเมื่อเวียดนามเป็นอิสระจากจีนในคริสต์ศตวรรษที่ 10 เวียดนามในการปกครองของราชวงศ์ลี้ และราชวงศ์เตริ่น เป็นระบอบศักดินาที่มีการรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง เพื่อความสะดวกในการบริหารจัดการงานต่าง ๆ เช่นการสร้างระบบชลประทาน เวียดนามยังคงถูกรุกรานจากจีนอีกหลายครั้ง และเวียดนามเองก็ลุกขึ้นต่อต้านการรุกรานนี้ทุกครั้งไป การต่อสู้กับการรุกรานนี้ทำให้สถาบันต่าง ๆ ในเวียดนามเข้มแข็งขึ้น เช่นสถาบันกษัตริย์ เป็นต้น

    อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนที่สำคัญต่อเวียดนามคือการตกเป็นประเทศอาณานิคมของฝรั่งเศส เวียดนามศูนย์เสียอิสรภาพและต้องต่อสู้กับการรุกรานอีกครั้ง ชาวเวียดนามบางส่วนถูกกดขี่และเอเปรียบอย่างหนัก ขณะที่บางส่วนแม้จะสูญเสียผลประโยชน์แต่ก็ไม่เลวร้ายเท่าใดนัก อย่างไรก็ตามการเข้ามาของฝรั่งเศสทำให้ชาวเวียดนามได้รับการศึกษาในแบบตะวันตก และได้เรียนรู้ระบบการเมืองการปกครองของชาติตะวันตกด้วย แม้ว่าฝรั่งเศสจะพยายามจำกัดการเข้าถึงตำราต่าง ๆ ของชาวเวียดนาม เช่น ห้ามไม่ให้มีการเรียนการสอนปรัชญา (โดยเฉพาะอย่างยิ่งปรัชญาการเมือง) แต่ชาวเวียดนามก็ได้รับศาสตร์แขนงนี้ผ่านงานแปลของชาวจีน จึงเกิดชนชั้นนำทางการเมืองกลุ่มใหม่ที่มีกรอบแนวคิดอย่างตะวันตก (แน่นอนว่าแนวคิดชาตินิยมดั้งเดิมยังคงมีอยู่) กรอบแนวคิดอย่างตะวันตกนี้เองที่ทำให้ชาวเวียดนามส่วนหนึ่งหันมาเรียกร้องอิสรภาพในแนวทางของประชาธิปไตย และสังคมนิยม ก้าวผ่านราชาธิปไตยแบบเดิมไป

    การปกครองเวียดนามของฝรั่งเศสทำให้เกิด “สื่อ” ขึ้นในเวียดนาม เกิดอักษรก๊วกงื้อ ที่ง่ายต่อการใช้ ทำให้การเผยแพร่ชุดความคิดแบบตะวันตก ตลอดจนสาส์นจากกลุ่มผลักดันจึงทำได้สะดวก และทั่วถึงมากยิ่งขึ้น การเติบโตของสื่อนี้เองที่เป็นปัจจัยสำคัญในการปลุกกระแสชาตินิยมในเวียดนาม ยิ่งประกอบเข้ากับตัวแบบญี่ปุ่นที่สามารถมีชัยเหนือชาติตะวันตกด้วยแล้วยิ่งทำให้ความหวังของชนชั้นนำเวียดนามและชาวบ้านมีความหวังในการต่อสู้เพื่อเอกราชของตนมากยิ่งขึ้น

    การรุกรานของชาติตะวันตกในเวียดนามทวีความรุนแรงมากขึ้นเมื่อเวียดนามกลายเป็นสมรภูมิรบระหว่างอุดมการณ์ทางการเมืองสองขั้ว ประชาธิปไตย กับ สังคมนิยม ผลของความพยายามใช้อิทธิพลเหนือกำพูชาของสองขั้วการเมืองนี้เองที่ผลักดันให้เวียดนามต่อต้านและขับไล่ “คนนอก” ออกไปจากดินแดนเวียดนาม

    กล่าวโดยสรุปชาตินิยมเวียดนามเป็นชาตินิยมในแบบที่เกิดจากจิตสำนึกความเป็นชาติอันเนื่องมาจากอัตลักษณ์ และวัฒนธรรมประเพณีที่สืบทอดกันมาในกลุ่มชาติพันธุ์ โดยมีปัจจัยทางสังคมและการเมืองเป็นตัวเสริมให้สำนึกอันนี้รุนแรงขึ้น อย่างไรก็ดีทัศนะจากตะวันตกก็มีส่วนในการเปลี่ยนรูปแบบชาตินิยมในเวียดนามอยู่บ้าง กล่าวคือทำให้เกิดสำนึกในความเป็นชาติ ที่อิงกับประวัติศาสตร์(ที่เป็นลายลักษณ์อักษร) และดินแดน
    อ้างอิง
    เหวียนคักวิน. เวียดนามประวัติศาสตร์ฉบับพิศดาร. แปลโดย เพ็ชรี สุมิตร. พิมพ์ครั้งที่2. กรุงเทพมหานคร: มูลนิธิโตโยต้าแห่งประเทศไทย, 2552.
    “Vietnam – Wikipedia”.[ออนไลน์].เข้าถึงได้จาก:http://en.wikipedia.org/wiki/Vietnam.2556.
    “BBC News – Vietnam country Profile – overview”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://www.bbc.co.uk/news/world-asia-pacific-16567315. 2556.

  16. นายวิชชวัฒน์ รอดรัตษะ 5441060124 says :

    นายวิชชวัฒน์ รอดรัตษะ 5441060124

    เสรีภาพสื่อนักหนังสือพิมพ์ประเทศเวียดนาม

    รัฐบาลเวียดนามถือได้ว่าเป็นรัฐบาลที่ทำการริดรอนสิทธิเสรีภาพประชาชนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในด้านการแสดงออก และเป็นหนึ่งในรัฐบาลที่ไม่เปิดกว้างต่อการวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมาก

    ในเวียดนาม ไม่ว่าจะเป็นสื่อท้องถิ่นหรือสื่อต่างประเทศ ต่างถูกจับตามองอย่างเข้มงวดไม่ให้เสนอข่าวที่ถูกกำหนดให้เป็นเรื่องต้องห้าม ไม่ว่าจะเป็นการทุจริตคอร์รัปชันของนักการเมืองหรือข้าราชการชั้นสูง การละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือการบริหารงานที่ผิดพลาดของรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์ รวมถึงการปลุกระดมต่อต้านจีน โดยรัฐบาลมองว่าการวิพากษ์วิจารณ์พรรคคอมมิวนิสต์และเจ้าหน้าที่รัฐ ถือเป็นการทำลายความมั่นคงของประเทศเวียดนาม และความผิดร้ายแรง

    ปัจจุบันสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆในประเทศเวียดนาม มีมากมายหลายอย่างทั้งหนังสือพิมพ์และนิตยสารด้านต่างๆมากกว่ากว่า 1000 ฉบับโดยรัฐบาลเวียดนาม จะเป็นผู้ควบคุมสื่อทั้งหมดไม่ว่าสื่อในระดับชาติหรือสื่อในระดับ เวียดนามมีชื่อเสียงด้านการควบคุมเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนอย่างเคร่งครัดไม่แพ้ชาติใดในโลก และมักจะรั้งท้ายในตารางการจัดอันดับเสรีภาพสื่อและเสรีภาพในการแสดงออกขององค์สิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ เวียดนามควบคุมสื่อภายในประเทศทุกชนิด ทั้งเรื่องการใช้ถ้อยคำที่คลุมเคลือไม่ชัดเจน การโฆษณาชวนเชื่อเพื่อต่อต้านรัฐ เป็นต้น

    การเรียกร้องให้รัฐบาลผ่อนคลายการกดขี่การแสดงออกทางความคิดของประชาชนอาจจะเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก สำหรับประเทศที่ยังคงถือว่าการประท้วงเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและเป็นสิ่งทำลายความมั่นคงของชาติ ความหวังเดียวของสื่อมวลชนและประชาชนในเวียดนามที่จะมีสิทธิเสรีภาพมากขึ้น จึงอาจจะเป็นเมื่อรัฐบาลอยู่ในภาวะมั่นคงเพียงพอที่จะรู้สึกว่าการวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนใต้ปกครองเพียงประการเดียว ไม่ถือเป็นภัยคุกคามต่ออำนาจเบ็ดเสร็จพรรคคอมมิวนิสต์อย่างที่เป็นอยู่

    แหล่งอ้างอิง

    http://news.voicetv.co.th/global/51370.html
    http://www.mediainsideout.net/world/2012/10/67
    http://mediainsideout.net/world/2012/07/28
    http://www.thairath.co.th/column/tech/socialmediathink/236995

  17. เอกพงศ์ มีสุข says :

    กลุ่มพลังงานในเวียดนาม

    การเติบโตทางเศรษฐกิจสูงทำให้ความต้องการด้านพลังงานของเวียดนาม ขยายตัวอย่างรวดเร็ว เวียดนามกำลังจะเป็นประเทศผู้นำเข้าถ่านหินใน 2-3 ปีข้างหน้าจากที่เป็นผู้ส่งออกถ่านหินในปัจจุบัน เวียดนามกำลังกังวลถึงความต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นในอนาคต ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากการที่รัฐบาลเวียดนาม ประกาศนโยบายไม่ส่งออกก๊าซธรรมชาติ
    แหล่งพลังงานที่สำคัญของเวียดนามในอนาคตคือบางส่วนของหมู่เกาะสแปรตลีย์ ที่เวียดนามเรียกร้องสิทธิพร้อมกับอีกหลายประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์ บรูไน มาเลเซีย จีน และไต้หวัน แต่ในที่สุดเวียดนาม จีน และฟิลิปปินส์ได้ทำข้อตกลงพัฒนาแหล่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติร่วมกัน เหนือดินแดนข้อพิพาทนี้ในปีค.ศ. 2005 ได้สำเร็จ ทำให้อดีตคู่สงครามอย่างจีนหันกลับมาลงทุนร่วมกับเวียดนาม แต่อย่างไรก็ดี ความขัดแย้งบริเวณทะเลจีนใต้ก็ยังเป็นปัญหาในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอยู่ คงต้องติดตามต่อไปว่าความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยยุติปัญหาความขัดแย้งนั้นได้หรือไม่

    กลุ่มทุนในเวียดนามส่วนใหญ่ จะเป็นกลุ่มทุนจากประเทศจักรวรรดินิยม คือ อังกฤษและสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ยังมีอีกหลายประเทศลงทุนร่วมกับเวียดนามในการสำรวจและผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติรวมถึง ปตท. สำรวจและผลิตของไทยด้วย
    ประเด็นน่าสนใจอีกอย่างหนึ่ง คือ เวียดนามจะยังคงเดินหน้าแผนพลังงานนิวเคลียร์ต่อไปตามเดิม หลังจากที่เลือกผู้ผลิตมาตั้งแต่ปี 2010 คือบริษัท Rosatom จากรัสเซียเตาปฎิกรณ์เตาแรกของเวียดนามมีแผนก่อสร้างในปี 2013 และน่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2020 จากนั้นจะมีการสร้างต่อเนื่องจนครบ 10 เตาในปี 2030 และเพิ่มขึ้นจนปี 2050 พลังงานนิวเคลียร์จะเป็นแหล่งพลังงานของประเทศถึง 25% ซึ่งจุดนี้ก็เป็นความท้าทายที่เวียดนามพยายามเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญ และเป็นแหล่งให้ทุนข้ามชาติเข้ามาลงทุนในประเทศตน

    สิ่งที่ท้าทายเวียดนามในยุคที่การปฏิรูปทางเศรษฐกิจแบบเสรีก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วนี้ คือ ประเด็นทางการเมืองที่แม้ในพรรคคอมมิวนิสต์ด้วยกันเอง ก็มีการแบ่งแยกเป็น 2 ฝ่าย คือ กลุ่มอนุรักษ์นิยมที่ยึดมั่นในอุดมการณ์คอมมิวนิสต์(conservatives)ซึ่งต่อต้านการพัฒนาประเทศ รวมทั้งต่อต้านการเร่งขุดเจาะน้ำมันและให้ต่างชาติมาลงทุน กับ กลุ่มพลังก้าวหน้าที่สนับสนุนการปฏิรูป(reformists) ซึ่งในที่สุดแล้ว เรื่องที่ต้องนำมาถกเถียงกันก็คือการปฏิรูปและเสรีภาพทางการเมือง ที่จะต้องไปด้วยกันกับการปฏิรูปทางเศรษฐกิจ เพราะ การปฏิรูปทางเศรษฐกิจที่สร้างความมั่งคั่งให้คนจำนวน้อย ในขณะที่ชาวเวียดนามส่วนใหญ่ยังยากจน และรัฐไม่อาจควบคุมได้เหมือนอดีต เนื่องจากระบบปันส่วนทางอาหารซึ่งเคยใช้ถูกยกเลิกไป ซึ่งจะก่อให้เกิดการเรียกร้องความเป็นธรรมมากขึ้น และมีอีกกลุ่มที่อาจเรียกร้องเสรีภาพทางการเมืองอีกกลุ่มหนึ่ง และจะเป็นกลุ่มที่สำคัญ คือ กลุ่มที่เป็นตัวจักรสำคัญในการปฏิรูปเศรษฐกิจ คือ กลุ่มปัญญาชน ข้าราชการ และนักบริหาร ที่รู้สึกว่าเจาไม่ได้รับผลจากการปฏิรูปอย่างยุติธรรม เพราะผู้ที่ได้รับผลจากการปฏิรูปทางเศรษฐกิจ คือ ธุรกิจเอกชน และอำนาจท้องถิ่นที่ต้องการเสรีภาพมากขึ้น เพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ควรจะได้มากขึ้น

    อย่างไรก็ตามภาวะทางการเมืองที่เราอาจต้องเห็นกันต่อไป คือ การพยายามตกลงกันทางอำนาจภายในกลุ่มผู้นำซึ่งเกิดขึ้นตลอดมายังคงมีต่อไป และเป็นการยากที่จะเป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ตราบเท่าที่คนเวียดนามยังมุ่งแข่งขันทางเศรษฐกิจในสถานการณ์ใหม่ของโลก และตราบใดที่พรรคยังไม่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูปเศรษฐกิจ เราก็คงต้องดูกันต่อไป

    เอกพงศ์ มีสุข 524 10594 24

  18. Jakraparkt says :

    จักรภาค ทวยหาญรักษา 524 10010 24

    เวียดนามเป็นประเทศหนึ่งที่ถูกขนานนามว่าเป็น “ศัตรูของอินเตอร์เน็ต” (Enemy of the Internet) เพราะว่ามีสถิติในการจับกุมและตกเป็นเป้าของ bloggers มีการข่มขู่คุกคามอย่างรุนแรงที่สุดประเทศหนึ่ง แต่ในอีกด้านหนึ่งจำนวนผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตกลับพึ่งสูงขึ้นเรื่อยจนถึงปัจจุบันถูกจัดลำดับไว้อยู่ที่อันดับ 17 ของจำนวนผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ต กว่า 24 ล้านคน จากประชากร 90 กว่าล้านคน สามารถเข้าถึงได้ แต่รัฐบาลเวียดนามก็พยายามจะเลียนแบบแนวทางในการสร้างระบบป้องกันจากจีนโดยหากจีนเป็น The Great Firewall ส่วยเวียดนามเป็น Bamboo Firewall แทน

    The OpenNet Initiative ซึ่งเป็นองค์กรเฝ้าระวังด้านการเซ็นเซอร์ข้อมูลข่าวสารในอินเตอร์เน็ตได้จัดว่าเวียดนามมีระดับการคัดกรองเทียบเท่ากับพม่าในอดีต คือมีความร้ายแรง (pervasive) โดยหลายๆเว็บไซต์ที่ถูกคัดกรองออกส่วนใหญ่จะมีเนื้อหาทางการเมืองและศาสนาที่เป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบการปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์เป็นหลัก มากกว่าเรื่องของ pornography,superstitious or violent content ที่กำหนดโดย Ministry of Culture and Information Amnesty International ได้รายงานว่ากิจกรรมของบรรดา activists ได้ถูกจับก่อนในขณะ online ก่อนที่จะได้ระดมผู้คนมาทำกิจกรรมอยู่เป็นประจำ แสดงถึงความเข้มงวดอย่างจริงจังของเจ้าหน้าที่ (high consistency)

    การบล็อคที่รุนแรง-ล้มล้างเนื้อหา (Subversive content)
    จากจำนวนข้อกฎหมายที่มีการประกาศไว้ตาม Internet Café ในตอนเหนือของไซ่ง่อน จำวนวนกฎเหล่านี้เป็นการห้ามมิให้ผู้ใช้งานเข้าถึงเนื้อหาไม่ว่าจะเป็นภาษาต่างประเทศหรือในประเทศ ที่เกี่ยวกับการเมืองขั้วตรงข้าม (political opposition) , independent media, human rights และ religious topics โดยมีเครื่องมือที่ลงไปปิดกั้นจนถึงระดับต้นทาง proxy ที่มีแค่จีนและเวียดนามเท่านั้นที่ประกาศใช้อย่างโจ่งแจ้ง ไม่เป็นที่ยอมรับของนานาชาติ

    แต่จุดอ่อนของระบบนี้ยังอยู่ที่การปิดกั้นเว็บไซต์ภาษา English ทั้งหลายถูกบล็อคเป็นอัตราส่วนที่น้อยกว่าหลายเท่าหากเทียบกับเว็บไซต์ที่เป็นภาษาเวียดนาม เช่นกรณีเว็บไซต์ทางสิทธิมนุษยชนได้มีการ Sample Block ไปแค่เว็บเดียวคือ Human Rights Watch และสื่อ independent ไม่ค่อยได้รับการบล็อคมากนักเพราะต้นทาง ISPs อยู่นอกประเทศและคนเข้าถึงน้อยอยู่แล้ว

    สุดท้ายนี้เวียดนามมีจุดน่าเป็นห่วง คือ กลยุทธของรัฐบาลในการจับกุมเข้าถึงตัว bloggers อย่างรวดเร็ว ทำให้นักหนังสือพิมพ์ที่เขียนข่าวออนไลน์ พลเมืองเน็ต (netizens) ที่ชอบแสดงความเห็นเป็นชีวิตจิตใจในโลกไซเบอร์หวาดระแวง โดยเป้าหมายของการจับกุมก็เพื่อการป้องกันความไม่เห็นพ้องที่จะเกิดขึ้นในสังคม (to prevent dissidents from pursuing their activities) ผ่านกิจกรรมทางสังคมก่อนที่จะเกิดขึ้น และต้องการให้เกิดระบบ self-censorship ที่เคยทำได้กับสื่อกระแสหลักเดิม
    “Vietnam is the world’s second largest prison for netizens after China.”

    ——————————
    Reporters Without Borders. “Internet Enemies: Vietnam”. Retrieved 2012-03-10.
    CIA. The CIA World Factbook. https://www.cia.gov/library/publications/the-world-factbook/geos/vm.html

  19. ณัฐณิชา เชาวลิต says :

    เวียดนามเข้าร่วมเป็นภาคีของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองและรัฐธรรมนูญเวียดนามมาตรา 69 จะรับรองเสรีภาพสื่อและเสรีภาพในการพูดของประชาชนชาวเวียดนาม แต่นั่นไม่ได้มีความหมายอะไรในทางปฏิบัติเพราะภายใต้การปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์ เวียดนามมีชื่อเสียงด้านการควบคุมเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนอย่างเคร่งครัดไม่แพ้ชาติใดในโลก และมักจะรั้งท้ายในตารางการจัดอันดับเสรีภาพสื่อและเสรีภาพในการแสดงออกขององค์สิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศอยู่เสมอ รายงานเสรีภาพสื่อปี 2011 ของ Freedom House กล่าวว่ารัฐบาลเวียดนามควบคุมสื่อภายในประเทศทุกชนิด การใช้ถ้อยคำคลุมเครือในกฎหมายอาญามาตรา 88 ว่าด้วยการโฆษณาชวนเชื่อต้านรัฐ เปิดช่องให้มีการตีความอย่างกว้างขวางและนำไปสู่การละเมิดเสรีภาพในการแสดงออกได้อย่างง่ายดาย เสรีภาพอินเตอร์เน็ตซึ่งเป็นช่องทางเดียวในการแสดงออกของประชาชนก็ถูกรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามตอบโต้อย่างดุเดือด บล็อกเกอร์จำนวนมากถูกจับกุมและลงโทษจำคุกเพียงเพราะการแสดงความคิดเห็นในโลกออนไลน์ เมื่อวันที่ 24 กันยายนที่ผ่านมา บล็อกเกอร์สามคนซึ่งเป็นสมาชิกของกลุ่มสื่อมวลชนเสรี (Club of Free Journalists) ถูกลงโทษจำคุกตั้งแต่ 4-12 ปีเนื่องจากข้อเขียนออนไลน์วิจารณ์รัฐบาลในประเด็นความอยุติธรรม, การทุจริต และนโยบายต่างประเทศ แม่ของหนึ่งในบล็อกเกอร์ตัดสินใจเผาตัวเองเพื่อประท้วงรัฐบาลเวียดนามที่จับกุมและลงโทษลูกสาวของเธอ นอกจากนั้น ร่างกฎหมายว่าด้วยการจัดการ, การเตรียมการ และการใช้บริการอินเตอร์เน็ตและข้อมูลในเครือข่าย ได้สร้างความกังวลให้กับองค์กรสิทธิมนุษยชนทั่วโลกที่จับตาดูสถานการณ์เสรีภาพออนไลน์ในเวียดนาม เพราะในร่างกฎหมายว่าด้วยการจัดการ ขอให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตทุกคนใช้ชื่อจริงและข้อมูลจริงจะมีการขอความร่วมมือจากบริษัทต่างๆ ที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องกับอินเตอร์เน็ตให้ตั้งสำนักงานและเครือข่ายภายในประเทศเวียดนาม และผู้ดูแลเว็บไซต์อาจจะมีความผิดหากข้อความที่โพสต์ขึ้นมาในเว็บไซต์นั้นผิดกฎหมาย

  20. THYP P. BHAVABHUTANON NA MAHASARAKARM says :

    การเซ็นเซอร์และการแบนภาพยนตร์ในประเทศเวียดนาม

    หลังจากการตกเป็นอาณานิคมของประเทศฝรั่งเศส ผ่านสงครามและการเข้ายึดครองอำนาจโดยรัฐบาลคอมมิวนิสต์ของเวียดนามนั้น ในปี 1956 อุตสากรรมภาพยนตร์ขยายการเติบโตขึ้น จนกระทั่งถึงปี 1959 โดย ภาพยนตร์เวียดนามมุ่งเน้นไปที่ 2 ประเด็นหลัก คือ สงครามความรักชาติและการก่อตัวสร้างของสังคมใหม่ โดยที่รัฐบาลเป็นนายทุนเองและเน้นให้สร้างหนังเชิงสารคดีเพื่อเป็นเครื่องมือในการเสริมความรักชาติให้กับคนไทยประเทศ ในปี 1963 ภายใต้การควบคุมโดยตรงของรัฐบาลในกรุงฮานอย ผู้ผลิตสื่อทุกแขนง เช่นนักเขียน นักหนังสือพิมพ์ จะถูกจ้างโดยรัฐบาล และมีการส่งผู้ผลิตสื่อ เช่น ผู้ที่ต้องการเรียนด้านการสร้างภาพยนตร์ ไปศึกษาต่อ ณ ประเทศ จีน หรือ รัสเซีย เป็นต้นหลังจากนั้นไม่นานสังคมเริ่มเปิดกว้างมากขึ้นและมีทางเลือกที่จะนำเสนอภาพยนตร์ในรูปแบบทางสังคมมากขึ้นแต่การขยายตัวก็หยุดลง เพียงแค่ช่วงระยะเวลาสั้นๆ รัฐบาลเข้าควบคุมและตรวจสอบภาพยนตร์ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลและสังคมอย่างเข้มงวด โดยแต่เดิมจะมีคณะกรรมการเซ็นเซอร์ภาพยนตร์แห่งชาติ (NFCC) ในการตรวจคัดกรองเนื้อหาภาพยนตร์ ปัจจุบัน เวียดนามกำลังพัฒนาระบบจัดเรทผู้ชมและระบบเซ็นเซอร์ใหม่ที่ภาพยนตร์จะได้รับการแบ่งประเภทโดยขึ้นอยู่กับอายุผู้ชม เช่น ภาพยนตร์สำหรับผู้ชมทั่วไป ภาพยนตร์จำกัดเฉพาะผู้ที่มีอายุมากกว่า 16ปี และ การระงับฉายภาพยนตร์ เป็นต้น แม้ว่าเวียดนามจะเข้าร่วมเป็นภาคีของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองและรัฐธรรมนูญเวียดนามมาตรา 69 จะรับรองเสรีภาพสื่อและเสรีภาพในการพูดของประชาชนชาวเวียดนาม แต่นั่นไม่ได้มีความหมายอะไรในทางปฏิบัติเพราะภายใต้การปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์ เวียดนามมีชื่อเสียงด้านการควบคุมเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนอย่างเคร่งครัดไม่แพ้ชาติใดในโลก และมักจะรั้งท้ายในตารางการจัดอันดับเสรีภาพสื่อและเสรีภาพในการแสดงออกขององค์สิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศอยู่เสมอ รายงานเสรีภาพสื่อปี 2011 ของ Freedom House กล่าวว่ารัฐบาลเวียดนามควบคุมสื่อภายในประเทศทุกชนิด การใช้ถ้อยคำคลุมเครือในกฎหมายอาญามาตรา 88 ว่าด้วยการโฆษณาชวนเชื่อต้านรัฐ เปิดช่องให้มีการตีความอย่างกว้างขวางและนำไปสู่การละเมิดเสรีภาพในการแสดงออกได้อย่างง่ายดาย

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: