Government and Politics in Southeast Asia 2012: Indonesia

19 responses to “Government and Politics in Southeast Asia 2012: Indonesia”

  1. สุวิจักขณ์ คีรีพัฒนานนท์ says :

    ธงและเพลงชาติอินโดนิเซีย

    ธงชาติอินโดนิเซียนั้นมีชื่อเรียกอีกชื่อว่า “ซังเมราห์ปูติห์” โดยธงชาติอินโดนิเซียนี้มีลักษณะเป็นผืนสีเหลี่ยมผืนผ้า โดยเป็นธงชาติที่มีต้นแบบมาจากธงของอาณาจักรมัชปาหิต ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 13 โดยที่ธงชาติอินโดนิเซียนี้แบ่งออกเป็นสองส่วนมีสองสี โดยประกอบด้วยสีแดงโดยให้นัยความหมายถึงความกล้าหาญและอิสรภาพของมนุษย์และในอีกส่วนหนึ่งคือส่วนพื้นสีขาวโดยมีนัยความหมายถึงความบริสุทธิ์และจิตวิญญาณของมนุษย์

    โดยธงชาติของอินโดนิเซียน้ะอาจกล่าวได้ว่ามีความคล้ายคลึงกับธงชาติของประเทศโปแลนด์และธงชาติสิงคโปร์และเหมือนกับธงชาติของประเทศโมนาโก แต่ธงชาติอินโดนิเซียนั้นมีความแตกต่างกันในเรื่องของอัตราส่วนของธงชาติ โดยถ้าหากมองในความเป็นจริงทางประวัติศาสตร์ของธงชาติแล้วจะพบว่าประเทศที่มีความเกี่ยวของกับธงชาติของอินโดนิเซียที่แท้จริงคือประเทศฮอลันดาหรือเนเธอร์แลนด์ในปัจจุบัน

    จากที่ได้กล่าวไปแล้วว่าธงชาติของอินโดนิเซียนั้นมีต้นกำเนิดมาจากธงของอาณาจักรมัชปาหิต ซึ่งในเวลาต่อมาในช่วงที่อินโดนิเซียตกเป็นอาณานิคมของดัตช์ธงชาติอินโดนิเซียนี้ได้ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้งภายใต้การนำกลับมาในฐานะธงเพื่อแสดงให้เห็นถึงการกดขี่ของชาวดัตช์ต่อชาติอาณานิคมในแถบนี้ภายใต้กลุ่มชาตินิยมอินโดนิเซีย ดยที่ธงนี้ได้กลายเป็นธงต้องห้ามในช่วงระหว่างที่ดัตช์ปกครองอินโดนิเซียและเมื่ออินโดนิเซียได้รับเอกราชธงนี้ได้ถูกชักขึ้นเสาอีกครั้งในฐานะธงชาติของอินโดนิเซีย

    ทางด้านประวัติศาสตร์ของธงชาติอินโดนิเซียในอีกด้านหนึ่งมองว่าแท้ที่จริงแล้วธงชาติของอินโดนิเซียนั้นเกิดจากการนำธงชาติของดัตช์มาฉีกในส่วนของสีน้ำเงินออกไปแล้วกลายแป็นธงขาวแดงอย่างเช่นในปัจจุบัน ซึ่งสอดความหมายให้เห็นถึงการกดขี่ของพวกดัตช์พวกเลือดสีน้ำเงินจึงทำการทำลายธงในส่วนสีน้ำเงินออกไปและคงสีแดงและสีขาวเอาไว้โดยให้ความหมายในลักษณะของการหลั่งเลือดต่อสู้เพื่อเอกราชของชาวอินโดนิเซียและแสดงให้เห็นถึงความบริสุทธิ์ของชาวอินโดนิเซียตามลำดับ ซึ่งจากที่ได้กล่าวไปจะพบว่าธงชาติของชาวอินโดนิเซียนั้นมีอยู่เพียงธงเดียวหากไม่นับธงอูราห์อูราห์เปอรัง ซึ่งเป็นธงที่ใช้อยู่ในกองทัพเรืออินโดนิเซีย ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าการสร้างธงชาติของอินโดนิเซียขึ้นมานี้ต้องการชี้หรือสอดแทรกให้เห็นถึงการต้องการปลดแอกจากชาติเจ้าอาณานิคม โดยที่ยังชี้ให้เห็นถึงการถูกกดขี่และนำมาสู่การนองเลือดและเรียกร้องเอกราชในที่สุด ซึ่งจากสัญลักษณ์และนัยความหมายต่าง ๆ ที่กล่าวมาจะเห็นว่าธงชาติของ อินโดนิเซียจะมีแต่เรื่องการปลดแอกจากชาติอาณานิคมเป็นสำคัญ โดยอาจสรุปได้ว่าเรื่องธงชาติของอินโดนิเซียนั้นอาจมีปัจจัยที่แตกต่างไปจากประเทศส่วนใหญ่ในแถบนี้ โดยที่ประเทศนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงธงชาติมากมายเหมือนอย่างประเทศอื่นซึ่งอาจเป็นเพราะการกดขี่ของดัตช์จึงทำให้ความแตกแยกของชาวอินโดนิเซียเองที่มีไม่มากและไม่รุนแรงด้วยการเข้ามาแทนที่ของการกดขี่ของชาติเจ้าอาณานิคม

    เพลงชาติอินโดนิเซีย

    บทที่ 1

    อินโดนีเซีย มาตุภูมิของข้า
    แผ่นดินที่ข้ายอมพลีโลหิต
    ณ ที่นั้น ข้าขอหยัดยืน
    เพื่อปกป้องมาตุภูมิ
    อินโดนีเซีย ประชาชาติของข้า
    ประชาชนและมาตุภูมิของข้า
    มาเถิด เราจงตะโกนก้อง
    “อินโดนีเซียจงเป็นเอกภาพ”

    แผ่นดินของข้า จงเจริญ
    ประเทศของข้า จงเจริญ
    และรวมถึงประชาชาติของข้าทั้งผอง
    ตื่นเถิดดวงวิญญาณ
    ตื่นเถิดสังขารของปวงประชา
    เพื่ออินโดนีเซียอันยิ่งใหญ่

    (* ประสานเสียง)
    อินโดนีเซียอันยิ่งใหญ่ เอกราช เอกราช
    แผ่นดินข้า ประเทศข้า ที่ข้ารัก
    อินโดนีเซียอันยิ่งใหญ่ เอกราช เอกราช
    จงเจริญเถิด อินโดนีเซียอันยิ่งใหญ่ (* ซ้ำ)

    บทที่ 2

    อินโดนีเซีย ประเทศอันสง่า
    แผ่นดินที่มั่งคั่งของเรา
    ณ ที่นั้น ข้าขอหยัดยืน
    อยู่ ณ ที่นี้ตลอดไป
    อินโดนีเซีย แผ่นดินบรรพชน
    มรดกที่ตกทอดถึงเราทั้งผอง
    เราผองจงอธิษฐาน
    “อินโดนีเซียจงมีสันติสุข”

    ขอแผ่นดินเจ้าจงอุดม
    วิญญาณของเจ้าจงเบิกบาน
    และรวมถึงประชาชาติของข้าทั้งผอง
    จงได้ตระหนักถึงดวงใจเจ้า
    จงได้ตระหนักถึงดวงจิตเจ้า
    เพื่ออินโดนีเซียอันยิ่งใหญ่

    บทที่ 3

    อินโดนีเซีย ประเทศอันศักดิ์สิทธิ์
    แผ่นดินแห่งชัยชนะของเรา
    ณ ที่นั้น ข้าขอหยัดยืน
    เพื่อปกป้องมาตุภูมิที่แท้จริง
    อินโดนีเซีย แผ่นดินที่เปล่งประกาย
    แผ่นดินที่เรารักล้นดวงใจ
    เราผองจงปฏิญาณ
    “อินโดนีเซียดำรงอยู่นิรันดร”

    ขอให้ชนของเจ้าจงปลอดภัย
    ขอให้ลูกหลานเจ้าจงปลอดภัย
    ตลอดไปถึงหมู่เกาะและท้องทะเลของเจ้าด้วย
    ขอประเทศจงก้าวไปข้างหน้า
    ขอเหล่ายุวชนของเจ้าจงไปข้างก้าวหน้า
    เพื่ออินโดนีเซียอันยิ่งใหญ่

    เพลงชาติอินโดนิเซียนั้นมีชื่อเรียกว่า “อินโดเนเซีย รายา” ซึ่งแปลว่า อินโดนิเซียอันยิ่งใหญ่ โดยเพลงนี้ได้เป็นเพลงประจำพรรคชาตินิยมอินโดนิเซีย ที่มีบทบาทอย่างมากในการขับไล่ดัตช์ออกจากอินโดนิเซีย โดยที่เมื่ออินโดนิเซียได้รับเอกราชเพลงนี้จึงได้นำมาใช้เป็นเพลงชาติอินโดนิเซียในที่สุด โดยจากที่เห็นเพลงชาติอินโดนิเซียนั้นจะมีอยู่ 3 บท โดยที่มีเพียงบทที่หนึ่งเท่านั้นที่มีการบังคับร้องอย่างเป็นทางการในส่วนบทที่ 2 และ 3 นั้นขึ้นอยู่กับแต่ละสถานการณ์

    โดยในส่วนนี้จากที่เห็นในเนื้อเพลงทั้ง 3 บทของอินโดนีเซียนั้นจะเห็นว่าเนื้อหาเพลงส่วนใหญ่ทั้ง 3 ส่วนยังคงอยู่ในเรื่องของความเป็นชาติของอินโดนิเซีย ซึ่งต่างไปแต่ในเพียงบริบทของรายละเอียดที่ใส่ไว้ในแต่ละบท ซึ่งจากเพลงชาติอย่างเป็นทางการของอินโดนีเซียนั้นจะพบว่ามีการร้องอย่างเป็นทางการอยู่เพียงในแค่บทที่หนึ่ง ในที่นี้จึงขอทำการกล่าวถึงแต่เพียงเนื้อหาและวิเคราะห์ในส่นของบทที่หนึ่งเท่านั้น

    ในการวิเคราะห์ผ่านท่วงทำนองเพลงนั้นโดยปราศจากการดูถึงบริบทของเนื้อเพลงเมื่อฟังแล้วทำให้รู้สึกเหมือนเพลงมาร์ชอย่างเพลงชาติของเวียดนามเช่นกัน โดยที่ลักษณะท่วงทำนองเพลงเป็นไปในลักษณะคล้ายคลึงกัน โดยที่เพลงชาติของอินโดนีเซียนี้ให้ความรู้สึกเหมือนความเป็นพวกพ้อง ความสามัคคีกลมเกลียว รู้สึกฮึกเหิม ให้ความรู้สึกแบบเมื่อฟังแล้วเหมือนได้ร่วมกันทำงานบางอย่างจนสำเร็จขึ้นมา ซึ่งเชื่อว่าสิ่งนั้น อาจหมายถึงการที่สามารถปลดแอกจากชาติเจ้าอาณานิคมได้สำเร็จจนได้รับเอกราชในที่สุด โดยหากพิจารณาควบคู่กับเนื้อหาของเพลงจะพบว่า เพลงนี้ให้ความรู้สึกเป็นชาตินิยมและสร้างความภูมิใจในความเป็นชาติอย่างมาก อาจเนื่องจากด้วยเคยเป็นเพลงประจำพรรคชาตินิยมอินโดนีเซียมาก่อนจึงให้ความรู้สึกเช่นนั้น ซึ่งถึงแม้จะนำมาใช้เป็นเพลงชาติในปัจจุบันแต่เมื่อฟังแล้วยังคงมีอารมณ์เพลงในทางชาตินิยมอยู่ดี เพราะฉะนั้นเพลงนี้จึงถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ดีสำหรับการเรียกร้องให้ชาวอินโดนีเซียมาสามัคคีรักชาติกลมเกลียวและร่วมกันกอบกู้เอกราชขึ้นมาได้ โดยยิ่งหากทำการมองเข้าไปในเนื้อหาเพลงจะเห็นได้ชัดถึงความเป็นชาตินิยมที่มีการย้ำในความเป็นชาติ แผ่นดินของเขาและความรุ่งเรืองของชาติ

    ซึ่งหากดูถึงความสัมพันธ์ของเพลงชาติและธงชาตินั้นสามารถกล่าวได้อย่างชัดเจนว่ามีความสัมพันธ์กันไปในทิศทางคู่ขนานกัน เนื่องด้วยเพลงชาติและธงชาตินั้นมีที่มีในยุคปัจจุบันจากคนกลุ่มเดียวกันและมีจุดมุ่งหมายคือสร้างความเป็นชาติขึ้นมาเพื่อกอบกู้เอกราชคืนจากดัตช์ซึ่งเป็นเจ้าอาณานิคม

    อ้างอิง

    http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%A2_%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B2

    http://www.iseehistory.com/index.php?lay=boardshow&ac=webboard_show&WBntype=5&No=1317555

    http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%98%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%A2

    http://www.kan1.go.th/asean55/page006.html

    นาย สุวิจักขณ์ คีรีพัฒนานนท์ 534 10623 24

  2. THIPAKORN BUASOONTORN says :

    บัตรประชาชนอินโดนีเซีย

    บัตรประชาชนของอินโดนีเซียมีประเด็นที่น่าสนใจ คือ สำนักงานตำรวจของอินโดนีเซียได้ตั้งกฎในการทำบัตรแสดงบุคคลแยกออกมาอีกใบหนึ่ง นอกเหนือจากบัตรที่ระบุชื่อ นามสกุล หมู่เลือด อาการแพ้ยา สถานภาพเอาไว้ แต่บัตรแสดงตนของทางตำรวจจะเป็นเสมือนบัตรประชาชนอีกใบหนึ่ง (Indonesia Automatic Fingerprint Identification System) ที่จะใช้ในการระบุข้อมูล ชื่อ, รูปถ่าย, วันเกิด, สถานที่เกิด, ลายนิ้วมือ, หมายเลขใบขับขี่, เอกสารของรถ, และหมายเลขทะเบียนรถ เมื่อประชากรของอินโดนีเซียได้มีการกระทำความผิดแล้ว จะสามารถหักค่าปรับผ่านบัญชีธนาคารได้ทันที แสดงว่าในกระบวนการลงทะเบียนจะมีการเก็บข้อมูลบัญชีไว้ด้วย แสดงสภาพที่ไม่ประสานกันระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ของอินโดนีเซียเองที่ไม่มีการตกลงข้อมูลในบัตรประชาชนตั้งแต่แรกว่าต้องการใส่ข้อมูลใดลงไปบ้าง ทำให้ต้องมีการออกบัตรซ้ำซ้อน และยังมีปัญหาในเรื่องของการแจกจ่ายบัตรประชาชนที่ไม่สามารถแจกจ่ายให้ครบถ้วนกับประชาชนทุกคน ส่งผลต่อการใช้สิทธิเลือกตั้งในอินโดนีเซีย และการเข้าถึงบริการสาธารณะของคนอินโดนีเซียเป็นจำนวนมาก ยกตัวอย่างเช่น การออกหนังสือเดินทาง การจ่ายภาษีและการทำธุรกรรมทางการเงิน เป็นต้น โดยปัจจุบันอินโดนีเซียสามารถจัดทำบัตรประชาชนได้เพียง 67 ล้านใบจากประชากร 230 ล้านคนของอินโดนีเซีย

    ทั้งนี้ยังมีประเด็นในเรื่องของแม่บ้านชาวอินโดนีเซียทุกคนถูกผลักดันให้มีบัตรประจำตัวประชาชนทุกคน ซึ่งเป็นนโยบายของทางรัฐบาลที่จะทำให้สามารถจัดการปัญหาแรงงานหรือแม่บ้านที่ออกไปทำงานนอกประเทศได้ ยกตัวอย่าง ระหว่างประเทศสิงคโปร์ ที่มีการจ้างแม่บ้านชาวอินโดนีเซียจำนวนมากแต่คนพวกนี้ไม่มีบัตรประชาชนของอินโดนีเซีย ซึ่งหากมีการจัดทำบัตรประชาชนให้แล้ว จะทำให้รัฐบาลมีข้อมูลนายจ้างและครอบครัว ทำให้ง่ายขึ้นสำหรับรัฐบาลอินโดนีเซียในการติดตามแรงงานในต่างประเทศ และรัฐบาลจะบังคับใช้กฎที่ให้แม่บ้านทุกคนที่เดินทางออกนอกประเทศจำเป็นต้องมีเอกสารราชการและบัตรประจำตัวในการออกนอกประเทศทุกครั้ง หากใครฝ่าฝืนทางรัฐบาลจะไม่รับผิดชอบ และไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างเต็มที่จากสถานทูตหรือสถานกงสุล

    ในส่วนของบทบาทของบัตรประชาชนในอดีตของอินโดนีเซียยังเป็นเครื่องมือเพื่อใช้ในการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อเป็นการเลือกปฏิบัติต่อประชาชนอินโดนีเซียบางกลุ่ม ในปี 1965 เช่น ประชาชนหลายแสนคน ถูกสังหาร โดยพวกเขาเหล่านั้นถูกกล่าวหาว่าเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์อินโดนีเซีย (PKI) และจำนวนมากกว่านั้นถูกขังอยู่ในคุกเป็นเวลาหลายปีโดยไม่มีการตั้งข้อหาโดยมีการดำเนินมาตรการเลือกปฏิบัติเพื่อต่อต้านประชาชนที่เกี่ยวข้องกับพรรคคอมมิวนิสต์อินโดนีเซีย (PKI) ทั้งการห้ามเข้ารับรัฐการ เจ้าหน้าที่กองทัพ ครู หรืออิหม่าม ทั้งนี้อดีตสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์อินโดนีเซียจำนวนมากยังหางานทำได้ยาก เนื่องจากมีการระบุสถานะว่าเป็นอดีตนักโทษการเมืองลงไปในบัตรประชาชนด้วย

    แหล่งอ้างอิง
    http://technology.thaiza.com

    http://www.ucsbkk.com/readnews.php?id=152

    http://www.thejakartaglobe.com/indonesia/overseas-indonesian-workers-must-have-id-cards/449322

    http://prachatai.com/journal/2012/08/41897

    …………………………………..

    ทิพากร บัวสุนทร
    534 10222 24

  3. ถลัชนันท์ เอ่งฉ้วน says :

    ฟุตบอล เกมการเมืองในอินโดนีเซีย

    ฟุตบอลทีมชาติอินโดนีเซีย เป็นทีมฟุตบอลตัวแทนจากประเทศอินโดนีเซีย ภายใต้การควบคุมของสมาคมฟุตบอลอินโดนีเซีย ในช่วงแรกทีมชาติอินโดนีเซียได้ร่วมเล่นในฟุตบอลโลกในตัวแทนของ ดัตช์อีสต์อินดีส์ ซึ่งเป็นชื่อของอินโดนีเซียในช่วงที่เป็นเมืองขึ้นของประเทศเนเธอร์แลนด์โดยทีมนี้เป็นทีมในทวีปเอเชียทีมแรกที่ได้ร่วมเล่นฟุตบอลโลก โดยเข้าเล่นในฟุตบอลโลก 1938 ที่ฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพ และยังไม่มีผลงานที่โดดเด่นในระดับเอเชีย ส่วนในระดับอาเซียน ทีมอินโดนีเซียได้อันดับรองชนะเลิศไทเกอร์คัพ 3 ครั้ง

    ในส่วนของระบบลีกของอินโดนีเซีย(2) เป็น 2 ลีกคู่ขนาน คือ Liga Indonesia (Premiere League ) ซึ่งเป็นลีกทางการภายใต้การดูแลของสมาพันธ์ฟุตบอลอินโดนีเซีย (PSSI) และ อีกลีกคือ Indonesia Super league ซึ่งการบริหารจัดการโดยบริษัท Liga Indonesia ซึ่งบริษัทนี้ดูและทั้ง 2 ลีกดังกล่าว โดย Super league ยังมี Sponsor ใหญ่คือ บริษัท Djarum ซึ่งเป็นบริษัทบุหรี่ จึงเป็นที่มาของขื่อลีกว่า Djarum Indonesia Super League นอกจากนี้ยังมี sponsor อีกรายคือ ANTV (Indonesia television network) ที่มีฐานอยู่ใน ทางใต้ของจากาตาร์ นอกจากนี้ยังมีสเตเดียมที่กระจายไปทั่วประเทศ และ เนื่องจากสภาพภูมิศาสตร์ที่เป็นเกาะแก่งมากมาย สำหรับอินโดนีเซียพรีเมียลีก จะมีการแข่งขันแบบกลุ่มทางตะวันตกของประเทศ และตะวันออกของประเทศ จากนั้นทั้งสองฝั่งได้ตัวแทนมาแข่งชิงแชมป์ต่อไป

    เเละในเรื่องของงบประมาณใน Super League ของอินโดนีเซีย ตัวอย่างเช่นทีมที่มีเงินสนับสนุนสูงสุดในลีก เช่น เปอร์ซิย่า จากาตาร์ 2.3 million USD ซึ่งเมื่อเทียบกับไทยอย่างทีมบุรีรัมย์ที่มีเงินถึง 3.63 million USD แล้ว อาจสะท้อนให้เห็นถึงความนิยมฟุตบอลของอินโดนีเซียที่น้อยด้วย

    อ้างอิง
    (1) http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9F%E0%B8%B8%E0%B8%95%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B8%A1%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%A2
    (2) http://en.wikipedia.org/wiki/Indonesia_Super_League

    ถลัชนันท์ เอ่งฉ้วน
    5341020024

  4. น.ส.จิตอนงค์ สารภีเพ็ชร 5241003224 says :

    บทบาททหารทางการเมืองในประเทศอินโดนีเซีย
    ประเทศอินโดนีเซียเป็นประเทศที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง แม้จะปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยไม่กี่สิบปี แต่เป็นประเทศที่พยายามพัฒนาประชาธิปไตย คือการปฏิรูปกองทัพ หลังจากเคยรุ่งเรืองขีดสุดในยุคซูฮาร์โตที่ปกครองด้วยระบอบเผด็จการอำนาจนิยมซึ่งถูกโค่นล้มลงในปี พ.ศ. 2541
    ในยุคประธานาธิบดีซูซีโล บัมบัง ยูโดโยโน อดีตนายทหารระดับสูง ได้ทำการปฏิรูปกองทัพอินโดนีเซีย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547ให้เป็นประชาธิปไตย รัฐบาลได้ปฏิวัติอยู่ 3 ประการ 1. กระบวนการแต่งตั้งโยกย้ายเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงมาอยู่ภายใต้การควบคุมของพลเรือน 2.การปฏิรูประบบหน่วยบัญชาการส่วนภูมิภาคของกองทัพ 3. การแก้ปัญหารายได้ด้วยตนเองของกองทัพ แม้ว่ามาตรการของรัฐบาลจะมีความก้าวหน้าในการปฏิรูปมาก แต่ก็ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะจำกัดบทบาทและอิทธิพลทางการเมืองให้อยู่ในระดับที่รับได้ของระบอบประชาธิปไตยตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมาของยูโดโยโน
    การเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย จากสภาวะสังคมที่ไม่เป็นประชาธิปไตยสู่ประชาธิปไตย Schneider& Schmitter กล่าวว่า ระยะเปลี่ยนผ่านจะเป็นไปอย่างไร้ทิศทาง ผู้ครองอำนาจมาก่อนไม่ยอมสูญเสียอำนาจและประโยชน์ ไปโดยง่าย ระยะนี้จะถูกดึงให้ย้อนไปสู่ระบบเก่าแต่หากประสบความสำเร็จก็นำไปสู่การเสริมสร้างความแข็งแกร่งของประชาธิปไตย การสร้างความเป็นใหญ่ของพลเรือนเหนือกองทัพเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งในระบอบประชาธิปไตย
    อย่างไรก็ตาม กองทัพอินโดนีเซียมีบทบาททางการเมืองมานาน นับตั้งแต่ช่วงการก่อตั้งประเทศต่อสู้เพื่อเอกราชจากฮอลันดา อีกทั้งในช่วงแรกรัฐบาลพลเรือนที่เข้ามาบริหารไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้ทหารต้องเข้ามามีส่วนร่วมกิจการภายในประเทศ ต่อมาเกิดกบฏขึ้นตามภูมิภาคต่างๆ ก่อให้เกิดภัยคุกคามความมั่นคงของประเทศ แม้แต่การเข้ามาของการแผ่ขยายของคอมมิวนิสต์ ทำให้เกิดแนวคิดว่าทหารอินโดนีเซียมีหน้าที่ต่อต้านศัตรูภายนอกและมีส่วนร่วมในกิจการบ้านเมืองของประเทศ เนื่องจากเหตุการณ์ปัญหาภายในและภายนอกที่ผ่านมา ทำให้กองทัพเชื่อว่าตนเปรียบเสมือนวีรบุรุษที่ทำให้ประเทศอยู่รอดปลอดภัย และควรมีส่วนร่วมต่อการปกครองอย่างรอบด้าน
    ความเชื่อมั่นของกองทัพในศักยภาพของตนในเข้ามาแทรกแซงกิจการภายใน รัฐบาลพลเรือนควรสร้างความเชื่อมั่นและสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆได้โดยตนเองโดยมีกองทัพเป็นเพียงเครื่องมือ จากประวัติศาสตร์ทำให้กองทัพมีความเชื่อว่าตนเป็นส่วนสำคัญในที่ทำให้อินโดนีเซียสามารถยืนยันได้จนถึงปัจจุบันนี้ และการที่นายยูโดโนโย อดีตนายทหารระดับสูงเข้ามาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีการปฏิรูปกองทัพอาจเป็นไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพ แม้ว่าตนจะมีหัวก้าวหน้าก็ตาม แต่การตัดใจที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโดยความมีสายสัมพันธ์อยู่แต่เดิมนั้น อาจก่อให้เกิดผลที่ไม่บรรลุเป้าหมาย
    แนวคิดการปฏิรูปของนายยูโดโนโย เพิ่งจะเป็นเพียงก้าวแรกในการลดบทบาทของกองทัพลงเท่านั้น ควรติดตามต่อไปในอนาคตว่าความพยายามของรัฐบาลพลเรือนจะประสบความสำเร็จหรือไม่ ถ้าล้มเหลวรัฐบาลพลเรือนจะมีบทบาทต่อไปเช่นไร ความน่าเชื่อถือและความเชื่อมั่นต่อประชาคมเป็นเช่นไร รวมไปถึงการก่อให้เกิดรูปแบบทางการเมืองที่เป็นรูปแบบเฉพาะของการเมืองอินโดนีเซียเองหรือไม่ถือทหารเกิดโค่นล้มรัฐบาลพลเรือนขึ้นมาจากความไม่มีประสิทธิภาพในการบริหารของรัฐบาลพลเรือน ถือเป็นความเปลี่ยนแปลงที่น่าจับตามองอย่างยิ่งที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย โดยเฉพาะ บทบาททหารในประเทศไทย เป็นต้น
    http://www.academia.edu/1826527/_
    http://www.google.co.th/url?sa=t&rct=j&q=%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%97%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%A2&source=web&cd=2&cad=rja&ved=0CDQQFjAB&url=http%3A%2F%2Fwww.pol.cmu.ac.th%2Fproceedings-download.php%3Fproceedings_id%3D62&ei=bzYFUaXNGcXTrQfbloGYAQ&usg=AFQjCNEN7sH15sqHsnlP9XttjnA4ByHAkg&bvm=bv.41524429,d.bmk

  5. Akesyan says :

    นายเอกลักษณ์ ไชยภูมี

    524 10600 24

    นิสิตปริญญาตรี ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    การเมืองของชนชั้นนำแบบเครือญาติในอินโดนีเซีย

    ในอินโดนีเซียนั้นคำย่อว่า “KKN” เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางถึงรูปแบบของการบริหารรัฐของอินโดนีเซียที่ประกอบไปด้วยลักษณะอันไม่พึงประสงค์สามประการได้แก่ Korupsi, Kolusi dan Nepotisme ที่แปลเป็นภาษาอังกฤษว่า corruption, collusion and nepotism นั่นเอง KKN ได้แสดงให้เห็นถึงลักษณะของการเมืองอินโดนีเซียภายหลังจากที่ได้รับเอกราชจากดัตช์ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมาว่ากอปรไปด้วยการคอร์รัปชั่น การสมคบคิดกับในลักษณะของวงศ์วานว่านเครือกันในรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยของประธานาธิบดีซูฮาร์โต หรือ ที่รู้จักกันในนาม ระบอบซูฮาร์โต (Suharto regime)

    คุณลักษณะสำคัญของระบอบซูฮาร์โตที่มีชื่อเสียง (ในด้านที่ไม่ดี) ไปทั่วก็คือ การสร้างเครือข่ายของเครือญาติ (clan) ในการสั่งสมความมั่งคั่ง และอำนาจรัฐด้วยการเข้าไปยึดกุมในตำแหน่งสำคัญ ๆ ทางโครงสร้างเศรษฐกิจ และโครงสร้างอำนาจรัฐของอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของการเมืองแบบวงศ์วานว่านเครือ อนึ่ง แม้ว่าเมื่อครั้งเพิ่งเข้ามาดำรงตำแหน่งซูฮาร์โตจะประกาศกร้าวว่าจะทายล้างระบบเครือญาติ การคอร์รัปชั่นในสังคมอินโดนีเซียให้หมดสิ้นไปด้วยการชูคำขวัญว่าจะ “ไม่เป็นแต่เพียงรัฐบาลที่ดี แต่จะเป็นรัฐบาลที่สะอาดหมดจดด้วยเช่นกัน” แต่ทว่าเมื่อเข้าก้าวเข้าสู่อำนาจแล้วความเป็นจริงกลับเป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม เพราะยุคสมัยที่ซูฮาร์โตปกครองอินโดนีเซียนั้นจัดได้ว่าเป็นยุคสมัยที่เต็มไปด้วยการคอร์รัปชั่น และการเอื้อผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจให้แก่วงศ์วานว่านเครือของตัวเองมากี่สุดยุคหนึ่งในประวัติศาสตร์ของอินโดนีเซีย

    แม้ว่าซูฮาร์โตจะยอมก้าวลงจากอำนาจลงในปี ค.ศ. 1998 ก็ตาม แต่การขึ้นสู่อำนาจของประธานาธิบดีคนใหม่คือ B. J. Habibie ก็นับด้ว่าเป็นการแสดงให้เห็นถึงลักษณะของการสืบทอดอาจที่ยังคงอิงแอบกับระบบเครือญาติอย่างหลวม ๆ อยู่ เพราะฮาร์บิบีนั้นเป็นทั้งเพื่อนสนิท และมีสายสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับตระกูลของซูฮาร์โตอยู่ด้วยในเวลาเดียวกัน นอกจากนี้การเข้ามาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนต่อ ๆ มาอย่างซูการ์โนบุตรีเองก็เป็นการแสดงให้เห็นว่า ชนชั้นนำภายหลังจากการได้รับเอกราชของอินโดนีเซียนั้นหากมิใช่ทหาร ก็ยังคงวนเวียนอยู่ในตระกูลผู้นำที่มีสายสัมพันธ์ระหว่างกันเพียงกี่ตระกูลเท่านั้น

    นอกจากนี้ชนชั้นนำสายทหารคนล่าสุดที่ดำรงตำแหน่งประธานธิบดีของอินโดนีเซียอยู่ในปัจจุบันอย่างประธานาธิบดีซูสิโลบัมบัง ยุโดโยโน่ แม้ว่าเขาจะเป็นบุคคลหนึ่งที่ได้การสนับสนุนจากประชาชนชาวอินโดนีเซียอย่างล้นหลามก็ตาม แต่ลักษณะของการเมืองแบบเครือญาติก็ยังคงปรากฏให้เห็นในอินโดนีเซียแม้กระทั่งในปัจจุบัน ดังแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนจากการที่ปธน.ยูโดโยโนได้แต่งตั้งน้องเขยของนาย Pramono Edhie Wibowo ขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหาร ท่ามกลางกระแสข่าวว่าพรรคประชิปัตย์ของเขาจะส่งPramonoเข้าชิงชัยในศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีของอินโดนีเซียที่จะมีข้นในอีกเพียงหนึ่งปี (2014) เนื่องจากยูโดโยโนนั้นดำรงตำแหน่งครบสองสมัยแล้วจึงไม่สามารถดำรงตำแหน่งต่อไปได้อีก อนึ่งก่อนหน้าที่จะมีการแต่งตั้งPramonoนั้นก็มีข่าวคราวว่ายูโดโยโน่จะส่งภรรยาของเขาคือนางAni Yudhoyono เข้าชิงชัยในศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีด้วยเช่นกัน ประกอบกับการสนับสนุน และผลักดันลูกชายทั้งสองคนให้เข้ามารับตำแหน่งระดับสูงในรัฐบาล อย่างไรก็ตามไม่ว่าใครจะเป็นผู้สมัครเข้ารับเลือกตั้งในศึกประธานาธิบดีของอินโดนีเซียก็ตามก็ล้วนแล้วแต่เป็นตัวเลือกที่วางอยู่บนวงศ์วานว่านเครือที่ใกล้ชิดกับประธานาธิบดียูโดโยโน่ทั้งสิ้น (คือภรรยา กับน้องภรรยา) ดังนั้นในอนาคตปัญหาที่อินโดนนีเซียจักต้องเผชิญจึงหาใช่แต่เพียงการสร้างกลไกตรวจสอบ และปราบปรามการคอร์รัปชั่นไม่ หากแต่ต้องคำนึงถึงระบบเครือญาติที่ยังคงวนเวียนอยู่ในสังคมอินโดนีเซียมาแต่ครั้งซูฮาร์โตนั่นเอง

  6. นุชประภา โมกข์ศาสตร์ says :

    ผู้ทรงอิทธิพลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ : ประธานาธิบดีซูฮาร์โต แห่งอินโดนีเซีย

    ซูฮาร์โต้ (ค.ศ.1921 – 2008) เป็นประธานาธิบดีคนที่ 2 ของประเทศอินโดนีเซีย และเป็นผู้ที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดียาวนานที่สุดของประเทศเป็นเวลา 31 ปี เขามีบทบาทสำคัญทางการเมืองนับตั้งแต่ปี 1965 โดยการใช้นโยบายปราบปรามกองกำลังคอมมิวนิสต์ด้วยวิธีรุนแรง หลังจากมีความพยายามทำรัฐประหารแต่ไม่สำเร็จ แต่กระนั้นเขาก็สามารถขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งอินโดนีเซียในระหว่าง ปี 1967-1998 เวลายาวนานถึง 32 ปี ในช่วงแรกที่เขาดำรงตำแหน่งเขาได้รับสมญาว่าเป็น “บิดาแห่งการพัฒนาประเทศ” ในยุค 1990″ เพราะเขาทำให้เศรษฐกิจของอินโดนีเซียเจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว

    ซูฮาร์โตเกิดเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน ปี1921 เป็นลูกของเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยในหมู่บ้านเคมูซุค ทางตอนกลางของเกาะชวา เมื่อเติบโตขึ้นมา ซูฮาร์โตทำงานเป็นเสมียนในธนาคาร ก่อนเข้าร่วมกับกองทัพในยุคอินโดนีเซียเป็นอาณานิคมของเนเธอร์แลนด์

    ต่อมา ในช่วงที่ญี่ปุ่นเข้ายึดครองอินโดนีเซียระหว่างปี 1942-1945 ซูฮาร์โตเข้าร่วมอยู่ใน “กองทัพแห่งอินโดนีเซีย” ซึ่งญี่ปุ่นเป็นผู้ฝึกรบ และภายหลังก็ร่วมอยู่ในกองกำลังอาวุธของอินโดนีเซียที่ต่อสู้เพื่อขับไล่เนเธอร์แลนด์

    ซูฮาร์โตเริ่มมีบทบาทเด่นในปี 1965 เมื่อเขาประกาศว่ามีเพื่อนนายพล 6 คน ถูกสังหารในเหตุการณ์ที่เรียกว่าการพยายามก่อรัฐประหารโดยพวกคอมมิวนิสต์ หลังจากนั้น ก็มีการกวาดล้างกลุ่มคอมมิวนิสต์และผู้สนับสนุนครั้งใหญ่ซึ่งทำให้ผู้คนถูกสังหารโหดอย่างน้อย 500,000 คน ต่อมาซูฮาร์โตก็เข้ายึดอำนาจในปี 1966 และขึ้นเป็นประธานาธิบดีอินโดนีเซียในปี 1967

    ซูฮาร์โตได้นำพาประเทศที่หมู่เกาะขนาดใหญ่เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจที่เฟื่องฟูและเติบโตอย่างรวดเร็ว ในช่วงนั้นอินโดนีเซียได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่สามารถพึ่งพาตนเองในด้านการผลิตข้าว ซูฮาร์โตยังได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งการพัฒนา สำหรับสภาพการเมืองในช่วงนั้น ก็ได้ชื่อว่าเป็นช่วงที่อินโดนีเซียมีเสถียรภาพทางการเมือง

    อย่างไรก็ดี การมีเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็วและการเมืองที่แข็งแกร่งก็ต้องแลกมาด้วยการจำกัดสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพในการพูดอย่างรุนแรง ตลอดจนการใช้กองทัพปราบปรามฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลและขบวนการแบ่งแยกดินแดน ทั้งนี้ ช่วงสมัยที่ซูฮาร์โตปกครองอินโดนีเซียก็ถือเป็นช่วงที่มีการกดขี่ข่มเหงประชาชนอย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็นการสังหารหมู่ประชาชนผู้สนับสนุนระบอบคอมมิวนิสต์ การนำกำลังบุกติมอร์ตะวันออก(หรือติมอร์เลสเตในปัจจุบัน) การปราบปรามขบวนการแบ่งแยกดินแดนในจังหวัดอาเจะห์และปาปัว

    ซูฮาร์โตมีท่าทีและนโยบายที่ต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์อย่างแข็งขัน ด้วยเหตุนี้เองเขาจึงได้รับการสนับสนุนจากชาติตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐฯ ซึ่งเปิดไฟเขียวอย่างลับๆให้ซูฮาร์โตบุกติมอร์ตะวันออก เมื่อปี 1975 สหประชาชาตินั้นไม่เคยยอมรับการผนวกติมอร์ตะวันออกเข้ากับอินโดนีเซีย และภายหลังจากที่ซูฮาร์โตถูกบีบให้สละเก้าอี้ประธานาธิบดีในปี 1998 อินโดนีเซียจึงยอมให้ติมอร์ตะวันออกประกาศเอกราช

    ยิ่งไปกว่านั้น ในรัฐบาลยุคซูฮาร์โตนั้น เม็ดเงินหลายพันล้านดอลลาร์ตกอยู่ในมือของครอบครัวและพวกพ้องมิตรสหายของเขาจำนวนมากมาย มีการฉ้อราษฎร์บังหลวงกันอย่างมโหฬาร เหตุการณ์ถึงจุดแตกหักในปี 1998 เมื่ออินโดนีเซียประสบความลำบากอย่างยิ่งในระหว่างวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในเอเชีย ประชาชนจำนวนมากเดินขบวนเรียกร้องประชาธิปไตยและขับไล่ซูฮาร์โต จนนำไปสู่การก่อจลาจลที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ท้ายที่สุด ซูฮาร์โตก็จำยอมลงจากเก้าอี้ประธานาธิบดี

    ก่อนที่ซูฮาร์โตจะถูกบีบให้ลาออกจากตำแหน่งนั้น ตัวเขาเอง ครอบครัวและมิตรสหายได้แทรกซึมเข้าสู่เศรษฐกิจอินโดนีเซียเกือบทุกภาคส่วน ซูฮาร์โตและครอบครัวเป็นเจ้าของสายการบิน โรงแรม ทางด่วน สถานีวิทยุและโทรทัศน์ อีกทั้งยังเป็นเหมือนผู้เฝ้าปากประตูสำหรับชาวต่างชาติคนใดก็ตามที่ต้องการดำเนินธุรกิจในอินโดนีเซีย โดยกลุ่ม Transparency International กล่าวว่า ซูฮาร์โตมีทรัพย์สินมูลค่าราว 15,000-35,000 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 1.3 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีของอินโดนีเซีย

    ทั้งนี้ตามบัญชีจัดอันดับ 10 ผู้นำทุจริตคอร์รัปชันที่สุดของโลก ในรอบ 20 ปี โดยมาร์กอส อดีตผู้นำของฟิลิปปินส์มาเป็นอันดับ 2 รายงานดังกล่าวประเมินว่า ตระกูลซูฮาร์โต โกงกินประเทศชาติไปราว 15,000-35,000 ล้านดอลลาร์ ระหว่างที่เขากุมอำนาจปกครองประเทศนานถึง 32 ปี นับตั้งแต่ปี 1967
    ผู้ที่ติดอันดับที่ 2 ได้แก่ เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส อดีตประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ (1972-86) ซึ่งก้าวเข้ามาสู่อำนาจเมื่อปี 1972 ด้วยการคอร์รัปชันประเทศชาติ
    ไป 5,000-10,000 ล้านดอลลาร์

    ในระหว่างที่มีอำนาจนั้น ประธานาธิบดีซูฮาร์โต ก็ถือเป็นหนึ่งในสิบอภิมหาเศรษฐีรวยที่สุดของโลก ด้วยสินทรัพย์ส่วนตัว 16,000 ล้านดอลลาร์
    นิตยสารฟอร์บส์ เคยรายงานไว้ว่า แหล่งสร้างความร่ำรวยให้แก่ประธานาธิบดีซูฮาร์โตคือหุ้นที่ซูฮาร์โตถือครองในบรรดาบริษัทธุรกิจระดับยักษ์ของอินโดนีเซีย
    โดยมีข้อมูลว่า รัฐบาลอินโดนีเซียจะเอื้อประโยชน์สูงสุด แก่บริษัทที่สัมพันธ์ใกล้ชิดกับท่านประธานาธิบดี

    บรรดาเครือข่ายธุรกิจที่สร้างรายได้ปันส่วนแบ่งป้อนให้แก่ซูฮาร์โต จะได้รับสิทธิผูกขาดในหลายหลากธุรกิจ ประธานาธิบดีซูฮาร์โต จึงสามารถพลิกฐานะจากลูกชาวนามาเป็นอภิมหาเศรษฐีของโลก

    ภายหลังจากที่ซูฮาร์โตลงจากเก้าอี้ประธานาธิบดี ก็ถูกตั้งข้อหายักยอกเงินแผ่นดิน มูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์ ทว่า ต่อมารัฐบาลก็ยกฟ้องคดีอาญาดังกล่าวสืบเนื่องจากสุขภาพอันย่ำแย่ของซูฮาร์โต ต่อมาอัยการได้ยื่นฟ้องซูฮาร์โตในคดีแพ่ง เพื่อทวงคืนเงินแผ่นดิน 440 ล้านดอลลาร์ และทรัพย์สินและความเสียหายรวมมูลค่า 1,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งซูฮาร์โตถูกกล่าวหาว่าฉ้อโกงทรัพย์สินเหล่านี้ ระหว่างเป็นประธานมูลนิธิซูเปอร์เซมาร์ ในขณะที่ซูฮาร์โตและครอบครัวยืนยันว่าพวกตนเป็นผู้บริสุทธิ์มาโดยตลอด

    อดีตจอมเผด็จการแห่งอินโดนีเซีย ได้เสียชีวิตลงในวันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2551 รวมอายุได้ 86 ปี ถึงแม้ว่าประวัติการทุจริตของผู้นำท่านนี้จะกึงก้องไปทั่วโลก แต่ถึงอย่างไรก็ดีประธานาธิบดีซูฮาร์โตก็ถือว่าเป็นผู้ทรงอิทธิพลสำคัญคนหนึ่งของอินโดนีเซีย

    แหล่งที่มา

    http://www.unigang.com/Article/7925
    http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2005q1/article2005february02p3.htm

    นางสาวนุชประภา โมกข์ศาสตร์
    รหัสนิสิต 5341033124
    ภาควิชาการปกครอง

  7. PRANCHALEE KEEREEWET says :

    สาธารณรัฐอินโดนีเซีย : คำอธิบายประวัติศาสตร์ของชาติ

    ประวัติศาสตร์ชาติที่เป็นทางการของสาธารณรัฐอินโดนีเซียได้เริ่มต้นบันทึกที่สมัยอาณาจักร แต่ความน่าสนใจในวิธีการเล่าประวัติศาสตร์กลับเกิดในสมัยใหม่มากกว่า เพราะการเมืองของอินโดนีเซียในอดีตที่น่าจะมีความสลับซับซ้อนสูงก็ยังมีคำอธิบายที่ชัดเจนกว่าการเมืองที่มีความขัดแย้งภายในประเทศในยุคปัจจุบัน งานทางประวัติศาสตร์ของชาติอินโดนีเซียมีอยู่หลากหลายแนวทางในการอธิบาย ชุดความจริงทางประวัติศาสตร์ของอินโดนีเซียก็มีอยู่มาก แต่ความนิยมและการแพร่กระจายสื่อในเรื่องประวัติศาสตร์ให้ผู้ศึกษาประวัติศาสตร์ได้รับรู้นั้นจะมากหรือน้อยสำหรับอินโดนีเซียต้องขึ้นอยู่กับยุคสมัยการปกครอง ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้สนับสนุนให้เขียนประวัติศาสตร์ชุดใด และยังขึ้นอยู่กับว่าความต้องการสร้างประวัติศาสตร์ของผู้นำคนใดจะเขียนประวัติศาสตร์ของชาติให้เป็นเช่นใดด้วย เมื่อศึกษาเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของอินโดนีเซียจะเห็นได้ว่า การเขียนประวัติศาสตร์ของอินโดนีเซียถูกควบคุมและแทรกแซงทางการเมืองจนกลายเป็นเครื่องมือที่สำคัญและมีประสิทธิภาพสูงมากในการสร้างฐานอำนาจให้กับชนชั้นนำทางการเมืองและการทหาร

    ประวัติศาสตร์ยุคอาณานิคมของอินโดนีเซียอธิบายเรื่องการเข้ายึดครองของอาณานิคมช่วงแรกคือ ดัตช์ ในฐานะผู้ปล้นเอาทรัพยากรและเอกราชไปจากอาณาจักรตน การเข้ามาของดัตช์เป็นการสร้างภาระและความวุ่นวายในหลายๆด้านให้กับอินโดนีเซีย ดัตช์ถูกอธิบายว่าแท้จริงแล้วดัตช์เป็นลูกหนี้ของอินโดนีเซียเพราะดัตช์ได้สูบเอาความมั่งคั่งออกไปจากดินแดนของชาวอินดีสอย่างมหาศาล การเป็นหนี้ของดัตช์ครั้งนี้สมควรแล้วแก่การที่ดัตช์จะต้องชดเชยให้อินโดนีเซียด้วยการดูแลชาวพื้นเมืองและให้สวัสดิการแก่คนในชวาอย่างเช่นที่ปรากฏ ส่วนการเข้ายึดครองโดยญี่ปุ่น อินโดนีเซียเลือกอธิบายว่าญี่ปุ่นเมื่อเริ่มแรกก็ต้องการช่วยกำจัดอิทธิพลของดัตช์และชาติตะวันตกอื่นๆ แต่ในภายหลังการเข้ามาช่วยบริหารกิจการบ้านเมืองที่ผิดพลาดของญี่ปุ่นรังแต่จะทำให้ข้าวยากหมากแพงและเงินเฟ้ออย่างรุนแรง ซึ่งอินโดนีเซียก็ไม่อาจจำทนอยู่ในสภาวะเช่นนั้นได้ เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของชาวอินดีสชนชั้นนำของอินโดนีเซียซึ่งนำโดยสุการโนและฮัตตะก็ได้พยายามวางแผนประกาศเอกราชเองโดยไม่ขึ้นกับญี่ปุ่นและแผนการประกาศเอกราชโดยมีญี่ปุ่นหนุนหลังอีกต่อไป

    ประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของอินโดนีเซีย เป็นประวัติศาสตร์ที่เน้นการบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับของชาวอินดีสกับการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์และระบบอำนาจนิยมเผด็จการภายในอินโดนีเซียเองโดยอธิบายว่า ภายหลังที่อินโดนิเซียได้รับเอกราชแล้ว ปัญหาที่ตกค้างจากการต่อสู้และการประสานงานที่ผิดพลาดทำให้ภายในอินโดนีเซียมีการแย่งชิงอำนาจในการปกครองรัฐของกลุ่มที่เรียกร้องเอกราชด้วยกันเองอย่างน้อยสามกลุ่มได้แก่ กองทัพฝ่ายทหาร กลุ่มอิสลาม และกลุ่มคอมมิวนิสต์ กองกำลังแต่ละฝ่ายต่างก็พยายามหาทางยึดอำนาจไว้กับฝ่ายตนเองให้ได้แต่สุดท้ายอินโดนีเซียเลือกที่จะให้ประวัติศาสตร์จบลงอย่างสวยงามด้วยการเข้าสู่สนามเลือกตั้งของทุกฝ่าย แม้ว่าความขัดแย้งจะร้าวลึกมากแต่การเมืองของอินโดนีเซียก็ดำเนินไปและคงอยู่มาได้จนกระทั่งเข้าสู่ช่วงเวลาสงครามกลางเมืองที่รัฐบาลได้กำจัดกลุ่มคอมมิวนิสต์ประวัติศาสตร์อินโดนีเซียในกระแสจึงถูกเบี่ยงเบนในโน้มเอียงตามอำนาจทางการเมืองของชนชั้นนำตามแต่กลุ่มใดจะได้ครองอำนาจ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า ประวัติศาสตร์ที่มีผลต่อความคิดและความเข้าใจของชาวอินโดนีเซียมากที่สุดก็คือ ประวัติศาสตร์ที่ถูกเขียนและบันทึกในสมัยนายสุฮาร์โต เนื่องจากในยุคของสุฮาร์โตการสร้างประวัติศาสตร์เป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลได้เป็นอย่างดีเห็นได้จากการก่อตั้งศูนย์ประวัติศาสตร์ของกองทัพเพื่อให้มีการผลิตสร้างและควบคุมการเขียนประวัติศาสตร์แห่งชาติอินโดนีเซีย และการบีบให้นักวิชาการทางด้านประวัติศาสตร์ (นูโกรโฮ) เขียนประวัติศาสตร์ให้เป็นไปตามที่รัฐบาลต้องการ ประวัติศาสตร์ของชาติอินโดนีเซียจึงสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลพยายามสื่อสารกับประชาชนเพื่อกล่อมเกลาความคิดและป้อนข้อมูลซ้ำๆว่า กองทัพอินโดนีเซียเปรียบเสมือนผู้ค้ำจุนสังคมอินโดนีเซียให้รอดพ้นจากภัยคอมมิวนิสต์และคงอยู่ จนถึงปัจจุบัน ประวัติศาสตร์สะท้อนให้เห็นการเล่าเรื่องให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวต่อลัทธิคอมมิวนิสต์ตามนโยบายของรัฐบาลสุฮาร์โต(อาจเรียกได้ว่า รัฐบาลระเบียบใหม่) ได้อย่างชัดเจน

    ยุคหลังการปกครองของสุฮาร์โต ข้อจำกัดทางประวัติศาสตร์ดูจะถูกทำลายลงไปมาก ประวัติศาสตร์ชาติอินโดนีเซียมีลักษณะเป็นชาตินิยมอย่างเข้มข้นและมีการทบทวนงานเขียนประวัติศาสตร์ในอดีตจำนวนมาก แต่ก็เป็นธรรมดาที่ประวัติศาสตร์แห่งชาติในยุคสุฮาร์โตจะมีผลต่อความคิดความเข้าใจการเมืองและมีการนำไปใช้อ้างอิงในการอธิบายเรื่องราวของชาวอินดีสมากกว่าประวัติศาสตร์ชุดอื่นๆ เนื่องจากประวัติศาสตร์ในยุคสุฮาร์โตถูกเขียนขึ้นอย่างประณีตและมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนในชาติ สุดท้ายความพยายามปกปิดความจริงก็ได้ทำให้ประวัติศาสตร์อินโดนีเซียในกระแสหลักถูกใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมให้ชนชั้นนำทางการเมืองและการทหารกลุ่มหนึ่งเท่านั้น การละเลยที่จะอธิบายความจริงทำให้อินโดนีเซียหลุดไปจากการพิจารณาความจริงที่ว่า การตกเป็นเมืองขึ้นของต่างชาติเป็นปัจจัยที่สำคัญมากประการหนึ่งที่ทำให้เกิดการรวมชาติและพัฒนาให้อินโดนีเซียมีสภาพที่ดีขึ้นได้เช่นในปัจจุบัน

    อ้างอิง

    ทวีศักดิ์ เผือกสม. 2555. ประวัติศาสตร์อินโดนีเซีย รัฐจารีตบนหมู่เกาะ ความเป็นสมัยใหม่แบบอาณานิคม และสาธารณรัฐแห่งความหลากหลาย. กรุงเทพฯ : ด่านสุทธิสารการพิมพ์.

    ภูวดล ทรงประเสริฐ. 2547. อินโดนีเซีย อดีตและปัจจุบัน. พิมพ์ครั้งที่่ 2. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

    ปราญชลี คีรีเวช 5341036024

  8. น.ส.ณัฐณิชา เชาวลิต says :

    เสรีภาพของสื่ออินโดนีเซีย
    นับตั้งแต่อดีต เสรีภาพของหนังสือพิมพ์ ถือเป็นกองหน้าในการนำความเป็นประชาธิปไตยมาสู่อินโดนีเซีย แต่ความพยายามเหล่านั้นก็มักจะไร้ผลเสมอ อันเนื่องมาจากการไม่สามารถหาสมดุลย์ที่ถูกต้องระหว่างสิทธิต่างๆของเสียงข้างมาก ที่ขัดแย้งกับสิทธิของปัจเจกบุคคล อีกทั้งการมีประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งเป็นมรดกจากยุคอาณานิคมของดัชต์ ก็นับว่าเป็นปัญหาในการเปิดให้สื่อเสรี กรณีข่าวเกี่ยวสิทธิของสื่อที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดนั้น เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2549 ของนาย เอร์วิน อาร์นันดา (Erwin Arnanda) บรรณาธิการของนิตยสารเพล์บอย ที่ตีพิมพ์ในอินโดนีเซียก็ถูกดำเนินคดีอาญา ตามมาตรา 282 ข้อหาตีพิมพ์ภาพที่ไม่เหมาะสม โดยกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรง ซึ่งในกรณีนี้ ในขั้นแรกของการดำเนอนคดีนั้น ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจและ สำนักงานอัยการ ก็ไม่สามารถต้านทานแรงกดดันนี้ได้ ครั้งนี้ศาลจึงนับว่าเป็นสนามการต่อสู้ระหว่างผู้สนันสนุนเสรีภาพของสื่อ และ กลุ่มศาสนาสานอนุรักษ์นิยม ถึงกระนั้นในคดีนี้ เมื่อดูประวัติศาสตร์ของอินโดนีเชียแล้ว ในปี พ.ศ. 2542 ซึ่งเป็นปีที่กฎหมายสื่อสิ่งพิมพ์ถูกเขียนขึ้นนั้น เป็นช่วงที่ความรู้สึกตระหนักในประชาธิปไตยสูงมากช่วงหนึ่ง เราจะเห็นได้จากคำกล่าวที่ว่า “ สภาการหนังสือพิมพ์ เป็นองค์กรอิสระ ที่มีภารกิจที่กำหนดโดยกฎหมายสื่อสิ่งพิมพ์ ในการคุ้มครองเสรีภาพของสื่อสิ่งพิมพ์ในประเทศอินโดนีเชีย” จากคดีของ นาย เอร์วิน อาร์นันดา ศาลได้พิพากษาให้จำคุกเป็นเวลา 2 ปี แต่ กลุ่มผู้สนับสนุนหัวรุนแรงต่อต้านคำพิพากษานี้ เนื่องจาก มีความเห็นว่า โทษที่ได้รับนั้นน้อยเกินไป และในที่สุด ศาลจึงได้สั่งยกฟ้องจนเป็นที่รู้จักกันในนาม “ สุสานสื่อ ” จากจุดนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ว่า เสรีภาพกำลังจะเดินหน้ามาหาสื่อของอินโดนีเชียอีกขั้น
    สื่อของอินโดนีเชียมีความหลายหลาย ตามสภาพท้องถิ่นที่กระจัดกระจายกัน และสภาการหนังสือพิมพ์ และ คณะกรรมการบริหารการกระจายเสียงของอินโดนีเชีย ก็ร่วมผนึกกำลังกับรัฐบาล เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่สื่อสามารถจะดำเนินบทบาทของตนในฐานะผู้เตรียมข้อมูลข่าวสารที่น่าเชื่อถือให้แก่สาธารณะชนได้
    หลังการออกจากตำแหน่งของประธานาธิบดี ซูฮาร์โต ในปี 2541 ถือเป็นการปลดปล่อยสื่ออย่างมาก แม้จะดำเนินไปอย่างช้า และไร้ทิศทาง แต่ก็มีข้อดีอยู่มาก ตรงที่ สื่อไม่ต้องขอใบอนุญาตสำหรับการจัดพิมพ์อีกต่อไป ทำให้สื่อสามารถขยายตัวได้มากทั่วประเทศ แต่การที่ตลายสื่อขยายตัวไปทั่วทั้งประเทศอินโดนีเชียนั้น ก็มีข้อเสียคือ การมีเบื้องหลังการถือครองสื่อจำนวนมากภายใต้เครือข่ายครอบครัวของ อดีตประธานาธิบดีซูฮาร์โตนั่นเอง และ หลังยุคของประธานาธิบดีซูฮาร์โต เรียกได้ว่าเป็นการเสื่อมทรุดอย่างรวดเร็ว และฟื้นตัวอย่างไร้ทิศทาง ข้อมูลจาก Reporter Without Borders กล่าวถึงสถานการณ์ของสื่อในช่วงปี 2544 ( ยุคของ บีจี ฮาบีบี และ อับดุลรามาน) ถือเป็นประเทศที่ได้รับการจัดอันดับว่ามีเสรีภาพมากที่สุดในเอเชีย ต่อมาในปี 2545 (ยุคของ วิฮิต อับดุลรามาน) 2546 (เมกาวาตี ซูการ์โนบุตรี) และ2547 (ซูซิโล บัมบัน ยูโดโยโน) เป็นช่วงที่สภาวะทางเสรีภาพในผลการจัดอันดับลดลงอย่างมากจนถึง อันดับที่ 117 จาก 167 ประเทศ อันเป็นสาเหตุเนื่องมากจาก การพิพากษาจำคุกนักข่าวเป็นจำนวนมาก แต่ถึงกระนั้น ในปี 2548-2549 คำพิพากษษของศาลมีผลเป็นคุณต่อสื่อหลายครั้ง อันดับทางสถิติจึงขึ้น เป็น 100จาก 169 ประเทศ อีกทั้งการรายงานผลหลังการเปลี่ยนแปลงชุดรัฐบาล และ ผลการรายงานประจำปีขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ ( Transparency International ) ก็มีความสอดคล้องกับ เสรีภาพของสื่อ คือ ดำเนินไปในทางที่ดีด้วยกันทั้งคู่ คือ มีการคอรับชั่นลดลง ควบคู่ไปกับการที่ เสรีภาพของสื่อมากขึ้น
    ในปัจจุบันเสรีภาพของสื่ออินโดนีเซีย ได้รับการเปิดกว้างมากขึ้นอีกครั้ง โดยการที่สื่อมีบทบาท และพื้นที่ในการทำงานเพิ่มมากขึ้น จากการรายงานของ Ms Made Dwi Adnjani นักวิชาการสื่อของอินโดนีเชีย กล่าวว่าสื่ออินโดนีเชียนั้นมีบทบาทในการคลี่คลายความขัดแย้ง ตลอดจนเปิดโปงเรื่องต่างๆ ในสังคมอีกมากมาย และเสรีภาพที่มากขึ้นนี้ ทำให้สื่อสามารถดำเนินการ โดยลดอัตราการถูกคุกคามโดยกลุ่มต่างๆ โดยเฉพาะรัฐบาล

  9. จิตตราพร เลิศศิริ says :

    อินโดนีเซีย (Indonesia)

    อินโดนีเซียเป็นชาติที่ประกอบด้วยหมู่เกาะต่างๆมากมายและมีประชากรมากที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนั้นในบรรดาประชากรกว่า 190 ล้านคนนี้ยังมีความแตกต่างกันทั้งในด้านเชื้อชาติและวัฒนธรรม ศาสนาและภาษาที่ใช้พูดอีกด้วย ในบรรดาเกาะต่างๆในอินโดนีเซียกว่า 13000 เกาะนั้น เกาะชวา(Java) นับได้ว่าเป็นเกาะที่สำคัญที่สุด ถึงแม้จะมีพื้นที่ไม่มากแต่ประชากรของอินโดนีเซียกว่าร้อยละ 70 อาศัยอยู่ที่นี่ ทั้งนี้การกระจุกตัวของประชาชนที่อาศัยอยู่บนเกาะชวาอาจอธิบายได้เนื่องมาจากสาเหตุทางประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ประกอบกัน กล่าวคือสาเหตุทางประวัติศาสตร์นั้น อาจอธิบายจากจากช่วงที่เกาะชวาตกเป็นอาณานิคมของชาวดัชต์ในสมัยต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 ส่วนทางภูมิศาสตร์ก็เนื่องมาจากความอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การทำการเกษตรกรรม

    1.อิทธิพลของชาติมหาอำนาจในช่วงการก่อร่างสร้างชาติ

    ชาวยุโรปชาติแรกๆที่เข้ามาในดินแดนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือชาวโปรตุเกส ซึ่งเดินทางเข้ามาเพื่อหวังผลประโยชน์ทางการค้าและการเผยแพร่ศาสนา กล่าวคือพ่อค้าชาวโปนตุเกสมองว่าถ้าหากตนสามารถทำการค้ากับประเทศในทวีปเอเชียได้โดยไม่ต้องผ่านตัวกลางอย่างพ่อค้าตะวันออกกลาง นอกจากจะได้สินค้าในราคาที่ถูกลง ในระยะยาวอาจจะสามารถทำลายความเจริญรุ่งเรืองของจักรวรรดิออตโตมันที่นับถือศาสนาอิสลามได้อีกด้วย ชาวโปรตุเกสมีลักษณะที่โดดเด่นอยู่สองประการคือ การสร้างวัฒนธรรมของสงครามทำลายล้างอิทธิพลของศาสนาอิสลามและการมีความสามารถในการใช้เทคโนโลยีเดินเรือ โปรตุเกสมีลักษณะสำคัญของการขยายอำนาจบริบทของตัวเองในการทำสงครามเพื่อเผยแพร่ศาสนาคริสเตียนไปยังดินแดนอื่นๆทั่วโลก แต่อย่างไรก็ตามการเผยแพร่ศาสนาของโปรตุเกสในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ดูจะไม่ค่อยประสบความสำเร็จมากนัก โปรตุเกสได้พยายามขยายอิทธิพลของตนเข้าไปในหมู่เกาะอินโดนีเซีย หลังจากที่ยึดมะละกาได้ในปีค.ศ.1511 เพื่อที่จะพยายามผูกขาดตลาดการค้าเครื่องเทศ

    อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 16 โปรตุเกสก็ไม่สามารถผูกขาดการค้าเครื่องเทศแต่เพียงผู้เดียวได้อีกต่อไป โดยมีสาเหตุมาจากทั้งปัจจัยภายนอกคือการเข้ามาของตัวแสดงใหม่อย่างชาวดัชต์ และปัจจัยภายในของโปรตุเกสเองคือการขาดแคลนกำลังคน ปัญหาการฉ้อโกงในหมู่ข้าราชการและบาทหลวง รวมถึงปัญหาทางเศรษฐกิจและการเมืองภายในประเทศ ทำให้ชาวดัชต์สามารถเข้ายึดเอาหมู่เกาะต่างๆที่เคยเป็นเขตอิทธิพลของโปรตุเกสได้สำเร็จ ผลประโยชน์ที่ได้รับจากการผูกขาดทางการค้านี้ได้ดึงดูดให้รัฐอื่นๆในยุโรปหันมาสนใจประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น โดยเฉพาะประเทศอังกฤษที่เรียนรู้เอาเทคนิคการผูกขาดทางการค้าเข้ากับระบบธุรกิจเชิงพาณิชย์ต่างๆ และจัดตั้งกองทัพเรือของตนเข้ามาช่วงชิงเอาพื้นที่เพื่อทำธุรกิจผูกขาดในดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงทำให้ประวัติศาสตร์ช่วงนี้ของหมู่เกาะอินโดนีเซียกลายเป็นดินแดนที่ถูกฉกฉวยผลประโยชน์ทางการค้า อันเป็นผลพวงมาจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมในทวีปยุโรป

    สำหรับกรณีของอินโดนีเซียนั้น ชาติที่มีอิทธิพลสูงสุดก็คงหนีไม่พ้นชาวดัชต์ พื้นที่ในหมู่เกาะอินโดนีเซียที่ถูกชาวดัชต์ยึดครองถูกสถาปนาให้เป็น “ดินแดนอินเดียตะวันออกของเนเธอร์แลนด์ (The Netherlands East Indies) การสถาปนาเช่นนี้ทำให้ดินแดนบริเวณนี้กลายเป็นรูปแบบการปกครองอาณานิคมสมบูรณ์แบบ มีผลต่อการขัดขวางพลังคัดค้านจากชนพื้นเมืองทำลายความเป็นเอกภาพทำให้พลังชาตินิยมของชาวพื้นเมืองอ่อนแอลง ชาวดัชต์ได้พยายามเปลี่ยนแปลงให้สังคมอินโดนีเซียผละออกจากอิทธิพลของลัทธิประเพณีนิยม (traditionalism) ไปสู่กระบวนการที่ทำให้เกิดความทันสมัย (process of modernization) การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้ส่งผลให้สภาพสังคมภายในของหมู่เกาะอินโดนีเซียมีความตึงเครียดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่เกาะชวา ที่ได้รับอิทธิพลทั้งจากชาวดัชต์และการพยายามฟื้นฟูอิทธิพลของศาสนาอิสลามที่เกิดขึ้นจากผู้นำที่เคร่งศาสนา

    การปกครองของดัชต์นั้นเป็นการควบคุมแบบหลวมๆด้วยการทำสนธิสัญญาผูกมัดแต่ก็ยังคงให้การรับรองอำนาจอธิปไตยของเจ้าผู้ปกครองพื้นเมืองตลอดระยะเวลาดังกล่าว เพราะสิ่งที่ดัชต์สนใจคือผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการค้าและความต้องการตลาดวัตถุดิบเท่านั้น อย่างไรก็ตามดัชต์ได้มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายใหม่เพื่อปกครองรัฐในอาณานิคม เพราะดัชต์ต้องการป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดเนื่องมาจากความพยายามในการฟื้นฟูอิทธิพลของศาสนาอิสลามที่เริ่มมาตั้งแต่ตอนปลายของคริสต์ศตวรรษที่ 19 หรืออาจกล่าวได้ว่าดัชต์พยายามรักษาผลประโยชน์ของจักรวรรดิและประชาชนชาวดัชต์ ประกอบกับในช่วงศตวรรษที่ 19 นี้มีเงื่อนไขทางเศรษฐกิจใหม่ๆที่ทำให้ดัชต์ต้องปรับปรุงวิธีการบริหารรัฐในอาณานิคมของตนเพื่อให้ได้รับผลประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างอุปสงค์สินค้าอุตสาหกรรมจากเมืองแม่ด้วยการพยายามสร้างตลาดใหม่และการสร้างอุปทานแรงงานมีฝีมือที่ราคาถูก ทำให้ดัชต์ตัดสินใจใช้นโยบายจริยธรรม (Ethnic Policy) ที่พยายามสร้างความเป็นชาตินิยมดัชต์ให้เกิดขึ้นแก่ชาวอินโดนีเซีย กล่าวคือ ดัชต์ประกาศให้ชาวพื้นเมืองทุกหมู่เหล่าในหมู่เกาะอินเดียตะวันออกมีสถานภาพสูงขึ้นและกลายเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิที่จะเป็นพลังในการสร้างและปรับปรุงเศรษฐกิจของอาณานิคมให้รุ่งเรือง

    แต่อย่างไรก็ตามนโยบายนี้ของดัชต์ดูจะไม่ค่อยประสบผลสำเร็จนัก เนื่องจากยังคงมีการเคลื่อนไหวแบบชาตินิยมของชาวพื้นเมืองอยู่เป็นระยะ จุดเปลี่ยนเริ่มต้นที่ การเกิดสงครามมหาเอเชียบูรพาในต้นทศวรรษ 1940 ตัวแสดงใหม่ที่เข้ามามีบทบาทคือกองทัพญี่ปุ่น ที่สามารถทำลายกองทัพของรัฐบาลอารานิคมได้อย่างง่ายดายตั้งแต่ปี 1942 ญี่ปุ่นยึดเกาะชวาได้ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ก่อนหน้าที่ญี่ปุ่นจะบุกยึดเกาะชวานั้น ญี่ปุ่นได้ทำการโฆษณาชวนเชื่อว่าตนจะให้เอกราชแต่ดินแดนนี้อีกครั้ง ทำให้การเข้ามาของญี่ปุ่นในระยะแรกได้รับการต้อนรับอย่างกระตือรือร้นจากชาวพื้นเมือง แต่ในความเป็นจริงแล้วญี่ปุ่นไม่ได้มีเป้าหมายที่จะให้เอกราชกับชาวพื้นเมืองอย่างที่กล่าวอ้าง ถึงกระนั้นแล้วมาตรการบางอย่างที่ญี่ปุ่นนำมาใช้ในดินแดนแห่งนี้ก็ได้มีส่วนช่วยสนับสนุนขบวนการชาตินิยมไปในตัว เช่นการปล่อยผู้นำชาตินิยมออกจากที่คุมขัง การยกเลิกภาษาดัชต์เป็นภาษาราชการ เป็นต้น

    ช่วงที่ญี่ปุ่นปกครองหมู่เกาะอินโดนีเซียนี้ เศรษฐกิจโดยรวมก็เลวร้ายลงไปตามลำดับ ทั้งนี้เนื่องมาจากความต้องการสินค้ายุทธปัจจัยต่างๆของญี่ปุ่น เช่น น้ำมัน ยางพาราและดีบุก รวมถึงเมื่อเข้าช่วงวิกฤตของสงคราม ญี่ปุ่นก็ระดมส่งสินค้าในทุกรูปแบบกลับเมืองแม่รวมถึงทองคำแท่งและเศษเหล็กต่างๆ ทำให้เศรษฐกิจของหมู่เกาะอินเดียตะวันออกพังทลายลงอย่างรวดเร็ว ชีวิตความเป้นอยู่ของประชาชนทั่วไปจึงตกอยู่ในสภาพลำบากกว่าที่เคยเป็นมา เกิดปัญหาการขาดแคลนอาหารขึ้นทั่วเกาะชวา ชนพื้นเมืองก็ถูกญี่ปุ่นเกณฑ์ไปเป็นแรงงานภาคบังคับมากขึ้น สภาวะเหล่านี้ทำให้เกิดความไม่พอใจและสะท้อนออกมาในรูปแบบการก่อความไม่สงบขึ้นทั่วไปในหมู่เกาะชวา นั่นคือการกระทำของญี่ปุ่นได้ปลุกให้พลังชาตินิยมในการเรียกร้องเอกราชของชาวอินโดนีเซียมีความเป็นเอกภาพและมีความรุนแรงมากขึ้น จนกระทั่งสัมฤทธิ์ผลในวันที่ 17 สิงหาคม 1945 ถึงแม้เนเธอร์แลนด์จะเข้ามาปกครองต่อในภายหลังแต่ก็ไม่อาจทนกับกระแสต่อต้านที่มีความรุนแรงได้จนในที่สุดต้องยอมให้เอกราชแก่อินโดนีเซียในค.ศ.1950

    ภาพรวมของมหาอำนาจในประวัติศาสตร์ของอินโดนีเซียนี้อาจกล่าวได้ว่า มหาอำนาจต่างๆพากันเข้ามาแย่งชิงพื้นที่ในหมู่เกาะของอินโดนีเซียเพื่อวัตถุประสงค์ด้านการค้า เศรษฐกิจเป็นสำคัญ ทั้งนี้หากพิจารณาในมุมของทฤษฎี Rationalism จะพบว่ารัฐมหาอำนาจต่างๆมุ่งเน้นที่จะหาประโยชน์เข้ารัฐตนเป็นสำคัญโดยที่รัฐได้พิจารณาไตร่ตรองอย่างรอบคอบแล้วว่าการเข้ามายึดเอาหมู่เกาะอินโดนีเซีย เพื่อเป้าประสงค์ในการผูกขาดการทางค้านี้จะให้ประโยชน์แก่รัฐตนมากกว่าสิ่งต่างๆที่ต้องเสียไปในการยึดครอง โดยการยึดครองในอดีตจะกระทำภายใต้การใช้กำลังทหาร นั่นจึงอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ทฤษฎีสัจนิยมซึ่งเป็นหนึ่งในทฤษฎีย่อยภายใต้กรอบของ Rationalism มองว่าสิ่งที่รัฐต่างๆควรให้ความสำคัญที่สุดคืออำนาจและการใช้กำลังทางการทหาร สิ่งอื่นๆเช่นเศรษฐกิจ วัฒนธรรมเป็นเพียงปัจจัยสนับสนุนให้อำนาจทางการทหารมีความเข้มแข็งมากขึ้น กรณีของอินโดนีเซียนั้นถึงแม้ว่าจะมีการใช้นโยบายจริยธรรมเพื่อยกสถานภาพของชาวพื้นเมือง แต่เป้าประสงค์ที่แท้จริงของนโยบายนั้นเกิดขึ้นจากความคิดทางเศรษฐกิจ นั่นคือนโยบายนี้ถูกคิดขึ้นมาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจการส่งออก การลงทุนภาคเอกชนของดัชต์ที่ขณะนั้นกำลังอยู่ในภาวะชะงักงัน การใช้นโยบายนี้สร้างภาพให้เกิดความชอบธรรมขึ้นในการปกครองของชาวดัชต์ ทำให้ชนพื้นเมืองรู้สึกว่าตนไม่ถูกกดขี่ มีสถานภาพเทียบเท่ากับชาวดัชต์ ประสิทธิภาพในการทำงานก็จะดีขึ้น ดัชต์ก็จะสามารถส่งออกผลผลิตได้มากขึ้น เป็นต้น

    จะเห็นได้ว่ารัฐอาณานิคมส่วนใหญ่มีวัตถุประสงค์ที่แท้จริงต่อรัฐในอารักขาคือการรีดเอาผลประโยชน์ให้ได้มากที่สุด นโยบายต่างๆที่คิดขึ้นก็จะเป็นไปเพื่อการตอบสนองเป้าประสงค์ทางธุรกิจของตน การวางรากฐานทางการศึกษาตลอดจนการพัฒนาระบบสาธารณูปโภค การขนส่งต่างๆเหล่านี้เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ในทางธุรกิจกล่าวคือ ดัชต์เองก็ต้องการแรงงานที่มีฝีมือที่เป็นคนในท้องถิ่นเพื่อลดภาระต้นทุนที่ต้องส่งคนในประเทศของตนเองมา ซึ่งสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายรวมถึงการจ้างคนในท้องถิ่นก็สามารถจ้างได้ในอัตราค่าจ้างที่ถูกกว่าด้วย ส่วนการพัฒนาเส้นทางการคมนาคมก็เป็นไปเพื่อการอำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าของตน นอกจากนั้นแล้วเรายังเห็นภาพของการดิ้นรนเพื่อพยายามรักษาสถานภาพความเป็นใหญ่ในด้านอาณานิคมของดัชต์ ที่เป็นเรื่องของเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของประเทศ รวมถึงบทบาทของตัวแสดงสำคัญอย่างญี่ปุ่นที่เข้ามากระตุ้นให้เกิดพลังชาตินิยมในการเรียกร้องเอกราช ทั้งที่จริงๆแล้ว เป้าหมายที่แท้จริงของญี่ปุ่นคงไม่ได้ต้องการจะให้เอกราชอย่างแท้จริงแก่อินโดนีเซีย แต่ญี่ปุ่นทำไปเพื่อต้องการขจัดอิทธิพลของเจ้าอาณานิคมเดิมอย่างดัชต์เพื่อที่ตนจะสามารถเข้ามาแทนที่ได้อย่างสะดวกมากขึ้น

    2.อิทธิพลของชาติมหาอำนาจที่มีต่ออินโดนีเซียในปัจจุบัน

    การกล่าวถึงชาติมหาอำนาจที่มีอิทธิพลของประเทศส่วนใหญ่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น เราคงไม่อาจเพิกเฉยบทบาทของ Rising power อย่างจีนไปได้ ความสัมพันธ์ในอดีตของจีนและอินโดนีเซียอาจไม่ค่อยราบรื่นนัก ทั้งนี้มาจากปัญหาแนวคิดทางอุดมการณ์และพลังชาตินิยมเป็นสำคัญ แต่อย่างไรก็ตามภายหลังจากการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกันใหม่อีกรอบในปี 1950 ทั้งสองประเทศก็ได้พยายามละทิ้งข้อบาดหมางในอดีต โดยหันมาใส่ใจในการปรับปรุงความสัมพันธ์มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันที่กรอบความคิดเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมกำลังมีอิทธิพลกลายเป็นกรอบแม่แบบหลัก ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจจึงถือเป็นยารักษาบาดแผลในอดีตอย่างดีและช่วยปรับปรุงความสัมพันธ์ทั้งสองประเทศให้ดีมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้จีนยังให้ความสนับสนุนแก่อินโดนีเซียที่ต้องการเป็นมหาอำนาจในภูมิภาค กล่าวคือทั้งสองประเทศได้สร้างความสัมพันธ์ในการเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์กันตั้งแต่ปีค.ศ. 2005 อาจสังเกตได้ว่าจีนและอินโดนีเซียมีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันค่อนข้างสูง จะพบว่ามีการแลกเปลี่ยนการเดินทางเยือนในระดับผู้นำคนสำคัญของประเทศระหว่างสองประเทศอยู่บ่อยครั้ง แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่อาจเป็นปัญหาในความสัมพันธ์ระหว่างจีนและอินโดนีเซียก็คือพลังชาตินิยม คนอินโดนีเซียส่วนใหญ่ยังคงติดกับภาพที่ทางการอินโดนีเซียสร้างขึ้นในช่วงที่ความบาดหมางกันนั่นคือคนอินโดนีเซียถูกคนจีนซึ่งเป็นคนกลุ่มน้อยของประเทศกดขี่ขูดรีดทางเศรษฐกิจ ทำให้เกิดการทำร้ายคนจีนในอินโดนีเซียอยู่บ่อยครั้ง อย่างไรก็ตามทางการอินโดนีเซียเองก็พยายามออกมาแก้ภาพลักษณ์นี้ เพื่อลดปัญหาที่อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสอง

    ในสภาพสังคมปัจจุบันการที่จะเข้าไปมีอำนาจในรัฐอื่นๆผ่านทางการใช้กำลังทางการทหารไม่ได้รับความยอมรับอีกต่อไป ทำให้รัฐมหาอำนาจต่างๆต้องหาวิธีการอื่นในการขยายอิทธิพลของตน และวิธีการที่มหาอำนาจส่วนใหญ่ใช้ก็คือการใช้อิทธิพลทางเศรษฐกิจเข้าไปเป็นตัวเชื่อม เมื่อมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกันแล้ว การขยายความร่วมมือในด้านต่างๆก็จะตามมา เช่นในแง่ยุทธศาสตร์ ความร่วมมือในการทหาร สิ่งนี้จำเป็นประโยชน์ต่อชาติมหาอำนาจมากขึ้นเมื่อต้องอยู่ในบทบาทขององค์กรระหว่างประเทศอย่าง สหประชาชาติ หรือ WTO ที่บางครั้งการยื่นญัตติส่วนใหญ่จำเป็นต้องใช้ฐานเสียงในการสนับสนุน การล็อบบี้ชาติเล็กๆที่มีความสัมพันธ์กับตนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ชาติเล็กๆบางครั้งก็ต้องการอาศัยอำนาจของชาติมหาอำนาจในยอมรับมติข้อต่างๆที่ตนยื่นไป หรือบางครั้งก็อาจต้องการพึ่งพิงอิทธิพลของชาติมหาอำนาจเพื่อลดการถูกเอารัดเอาเปรียบจากอีกรัฐหนึ่ง

    การพึ่งพิงกันระหว่างรัฐนี้จะทำให้เกิดสภาวะที่เรียกว่าความเปราะบางภายในรัฐ นั่นคือการพึ่งพิงกันระหว่างรัฐไม่ได้เป็นไปในลักษณะที่ต่างฝ่ายต่างพึ่งพิงกันอย่างเท่ากัน แต่จะเป็นไปในรูปแบบที่ว่ารัฐอีกรัฐหนึ่งพึ่งพิงอีกรัฐหนึ่งมากกว่า สิ่งนี้ทำให้เกิดภาวะที่รัฐที่ให้การพึ่งพิงจะมีอำนาจเหนือรัฐที่ต้องอาศัยการพึ่งพิงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้การตัดสินใจในนโยบายของรัฐที่ต้องอาศัยการพึ่งพิง หลายครั้งไม่สามารถทำได้ด้วยตนเอง แต่จะถูกอิทธิพลของรัฐที่ตนพึ่งพิงเข้ามาครอบงำ ในกรณีของอินโดนีเซียนั้น เราจะเห็นว่ารัฐบาลอินโดนีเซียพยายามออกมาแก้ต่างกับประชาชนว่าการค้าแบบทวิภาคีกับจีนนั้น อินโดนีเซียไม่ได้เป็นฝ่ายเสียเปรียบแต่การค้าเป็นไปในลักษณะสมดุลกัน ในความเป็นจริงแล้วเราก็ย่อมทราบดีว่าสินค้าที่ผลิตจากจีนนั้นสามารถตีตลาดได้ทั่วโลกด้วยความที่มีราคาถูก และตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ออกมาก็จะพบว่าจีนเป็นฝ่ายได้ดุลการค้ากับอินโดนีเซีย แต่สาเหตุที่รัฐบาลอินโดนีเซียต้องพยายามออกมาแก้ข่าวเพื่อสร้างความชอบธรรมในการค้ากับจีนนั้น อาจเนื่องมาจากอินโดนีเซียยังต้องพึ่งพิงจีนในอีกหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนร่วมทางเศรษฐกิจ ประกอบกับสภาวะทางเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันที่บีบให้อินโดนีเซียไม่ได้มีทางเลือกมากนัก สหรัฐอเมริกาเองก็ต้องอาศัยเวลาในการฟื้นตัวจากวิกฤตทางเศรษฐกิจที่เรารู้จักกันในชื่อของวิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์ สหภาพยุโรปเองในปัจจุบันก็ต้องเผชิญปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ ในอดีตสองภูมิภาคนี้เคยเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญจากอินโดนีเซีย เมื่อตลาดส่งออกสำคัญเกิดปัญหา อินโดนีเซียย่อมไม่อยากให้พลังชาตินิยมในชาติของตนมาทำลายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับตลาดที่ส่งออกรายใหญ่ที่สุดในปัจจุบันของตน ดังนั้นถึงแม้ว่าจะขาดดุลทางการค้ากับจีนแต่อินโดนีเซียก็ไม่สามารถทำอะไรได้มากนัก

    เอกสารอ้างอิง

    Alexander C. Chandra and Lucky A. Lontoh. 2011. Indonesia – China Trade Relations:
    The deepening of economic integration amid uncertainty?. http://www.iisd.org/tkn/pdf/
    indonesia_china_relations.pdf (accessed on February 24, 2013)

    ภูวดล ทรงประเสริฐ. 1996. อินโดนีเซีย: อดีตและปัจจุบัน. พิมพ์ครั้งแรก. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

  10. พีรภัทร มีแสง 5441045824 says :

    I
    วิเคราะห์การเลือกตั้งในประเทศอินโดนีเซีย

    ภายใต้ ยุค “ระเบียบใหม่” ของประธานาธิบดีซูฮาร์โต นอกจากการนำมาตรการทหารเข้ามาและการควบคุม นักศึกษา ปัญญาชน สื่อ กลุ่มคนจีนและกลุ่มมุสลิมแลัว ยังได้มีการจัดระเบียบและระบบพรรคใหม่ ประการเเรก ได้ยุบพรรคคอมมิวนิสต์อินโดนิเซียด้วยข้อหากบฎ และประการต่อมา คือ ได้มีรวมพรรคการเมืองให้เหลือเพียง 3 พรรค ด้วยหลัก “องค์กรทางการเมืองที่ถูกต้องตามกฎหมายสามองค์กร” ตามหลักคิดที่ว่า ความเเตกต่างและความขัดแย้งไม่เอื้อต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศ 3 พรรคที่เหลือ กลุ่มเเรกเป็นกลุ่มทางโลก(Golkar)ซึ่งเป็นนัยว่าจะเเสดงบทบาททางการเมืองเพื่อกำหราบการเมือง กลุ่มที่สองเป็นกลุ่มทางจิต ซึ่งรวมใพรรคมุสลิมทั้งหมดไว้ และกลุ่มที่สามคือกลุ่มชาตินิยมที่รวมพรรคการเมืองที่เหลือไว้

    นอกจากนี้ ซูฮาร์โตยังทำลายความสัมพันธ์ระหว่างพรรคการเมืองกับประชาชนด้วยเเนวคิด “มวลชนลอยตัว” กล่าวคือ พรรคการเมืองสามารถมีบทบาทใดๆได้ในระดับต่ำกว่าอำเภอ และจะทำอะไรทำกิจกรรมอะไรก็ต้องขออนุญาติทางราชการ ประชาชนจึงเกี่ยวข้องกับการเมืองก็ต่อเมื่อมีการเลือกตั้งทั้วไปทุก 5 ปีเท่านั้น พรคการเมืองจึงต้องหาทางออกหลบเลี่ยงด้วยการจัดงานวันสถาปณาพรรคบ้าง วันเกิดหัวหน้าพรรคบ้าง การเลือกตั้งจึงถูกรัฐบิดเบือนให้คนหลงผิดว่าเป็นงานรื่นเริง เป็นเรื่องสนุกสนาน จึงเป็นเรื่องน่าขบขันที่คนรู้จักการเลือกตั้งในฐานะ “เทศกาลประชาธิปไตย”

    ซูฮาร์โตได้สร้างระบบเผด็จอำนาจนิยมการผ่านการดัดแปลงระบบการเมืองต่างโดยอ้างเสถียรภาพทางการเมืองและผลประโยชน์เเห่งการพัฒนาและเศรษฐกิจ ซึ่งทำให้เขาสามารถดำรงตำแหน่งได้นานกว่า 32 ปี อย่างไรก็ดีมันได้บ่มเพาะ ความขัดเเย้งทางชนชาติ ศาสนาระหว่างชาวจีนเเละชาวมุสลิม ปัญหาความเหลื่อมลำ้ระหว่างคนรวยเเละคนจน การเลือกตั้ง ในปี 2540 ก่อนซูฮาร์โตจะลงจากตำแหน่งในปี 2541 จึงเต็มไปด้วยความรุนเเรงและการนองเลือด ผู้เสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งครั้งนั้นมีจำนวนรวมกว่า 140 คน และสูญหายไปเฉยๆอีก 164 คน

    หลังการยุคซูฮาร์โต จึงมีการปฎิรูปการเมืองสู่ประชาธิปไตยเรื่อยมา สภาผู้แทนราษฎร(DPR) ซึ่งเเต่เดิมมีจำนวน 500 ที่นั่ง เเต่กันไว้ให้กองทัพ 75 ก็ลดเหลือ 38 ที่นั่ง ในการเลือกตั้งปี 2542 และได้ลดลงเหลือศูนย์ในปัจจุบัน (ปัจจุบันมี 550 ที่นั่งมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด) และสมาชิกวุฒิสภา (DPD) จำนวน 128 ที่นั่ง ก็มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด โดยมาจาก 32 จังหวัด แต่ละจังหวัดมีสมาชิกได้ 4 คน ซึ่งห้ามสังกัดพรรค แต่รณรงค์หาเสียงได้ และปัจจุบัน การเลือกตั้งประธานาธิบดีเป็นการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน โดยเป็นการเสนอผู้สมัครเป็นคู่ คือ ประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดี ผู้สมัครคู่ต้องได้รับเสียงกินกึ่งหนึง ถ้าหากไม่เกินก็จะมีการเลือกตั้งรอบสองสำหรับสองคู่ที่มีคะแนนสูงสุด

    การเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรจะเป็นการเลือกตั้งแบบเปิด หรือ Open list หรือเลือกพรรคและยอมให้เลือกตัวบุคคลได้ด้วย เเต่ห้ามเลือกบัตรที่พรรคหนึ่งแล้วไปเลือกผู้สมัครของอีกพรรคหนึ่งที่ไม่ใช้พรรคเดียวกัน การลงคะแนนจะไม่ได้ใช้ปากกาหรือประทับตรา เเต่เป็นการใช้ตะปูเจาะที่สัญลักษณ์พรรคและชื่อผู้สมัครให้เป็นรู ซึ่งบัตรลงคะแนนเสียงมี 4 ประเภท และมีขนาดใหญ่เท่าหนังสือพิมพ์แล้วเมื่อหย่อนบุตรเสร็จแล้ว ก็จะทาหมึกที่ลบไม่ออกที่นิ้วมือข้างซ้าย ก่อนที่ออกจากหน่วยการเลือกตั้ง รวมทั้งในการเลือกตั้งในปี 2547 ยังเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกที่มีคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ KPU ที่มาจากการสรรหาจากหลากหลายสาขาอาชีพและมีการตั้งหน่วยงานสืบหาข้อเท็จจริง หรือ PANWASLU ขึ้นเป็นอีหน่วยงานหนึ่ง มาถ่วงดุลกับ KPU และทำหน้าที่สอดส่องดูแลการเลือกตั้งด้วย และยังมีการขอความร่วมมือจากองค์กรพัฒนาเอกชนหรือ NGOsกว่า 11 องค์กรให้ช่วยเหลือคณะกรรมการการเลือกตั้ง(KPU) ในการดูแลการเลือกตั้งอีกด้วย นอกจากนี้การเลือกตั้งในครั้งนี้ยังไม่ละเลยสิทธิขั้นพื้นฐานในการเลือกตั้งผู้ที่ด้อยโอกาสอีกด้วย มีการจัดการเลือกตั้งในโรงพยาบาล เรือนจำ และสำหรับคนพิการ

    สิ่งหนึ่งที่เห็นได้จาการเลือกตั้งของอินโดนีเซียคือพัฒนาการทางประชาธิปไตยหลังการลงตำแหน่งของซูฮาร์โตในปี 2541 เพียง 10 ปี พัฒนาการของทั้งประชาธิปไตยและการเลือกตั้งเป็นไปอย่างก้าวกระโดด จากครั้งหนึ่งผู้ปกครองปรับเปลี่ยนการเลือกตั้งเพื่อสร้างความชอบธรรมในการสร้างระบบเผด็จการ วันนี้ผู้ปกครองได้สร้างการเลือกตั้งให้สอดคล้องกับประชาธิปไตยเเล้ว ซึ่งทำให้สิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในอินโดนิเซียคงไม่ถูกมองเป็นเพียง“เทศกาลประชาธิปไตย”ที่ไปสังสรรค์ รื่นเริงอีกต่อไป เละอาจสรุปได้ว่า ระบบการเมืองเป็นตัวแปรต้นที่กำหนดระบบการเลือกตั้งที่สำคัญเลยทีเดียว

    เอกสารอ้างอิง
    http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2004q2/article2004apr06p1.htm
    http://www.thaiworld.org/th/include/answer_search.php?question_id=20
    http://aseansummit.police7.go.th/index.php?option=com_content&task=view&id=31&Itemid=52
    สีดา สอนศรีและคณะ. (2547). การเลือกตั้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้: ศึกษาเฉพาะประเทศอินโดนิ เซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย. (พิมพ์ครั้งที่1).กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์เเห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

    พีรภัทร มีเเสง 54410445824
    ภาควิชาการปกครอง ชั้นปีที่ 2

  11. รุ่งทิวา เงินปัน says :

    พรรครัฐบาลอินโดนีเซีย

    สถาบันทางการเมืองที่มีบทบาทในการบริหารประเทศของอินโดนีเซียมี 2 ส่วนที่สำคัญคือ The house of Representatives (DPR) หรือสภาผู้แทนราษฎร และ The People’s Consultative Assembly (MPR) หรือสภาที่ปรึกษาประชาชน

    พรรครัฐบาลของอินโดนีเซียมีประธานาธิบดีที่มีหน้าที่เป็นทั้งหัวหน้าฝ่ายบริหารและประมุขของประเทศ และยังดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพอีกด้วย ซึ่งได้รับการเลือกตั้งมาจากเสียงสูงสุดของประชาชน และหลังจากนั้น MPR จะเป็นคนแต่งตั้งประธานาธิบดี และทางด้านรองประธานาธิบดีก็มาจากการเลือกตั้งเช่นเดียวกับการเลือกตั้งของประธานาธิบดี

    พรรครัฐบาลของอินโดนีเซียในปัจจุบันเป็นพรรครัฐบาลผสมโดยมีพรรค Democratic Party เป็นแกนนำในการจัดตั้งพรรครัฐบาลโดยมีที่นั่งในรัฐสภาจำนวน 150 ที่นั่ง รวมด้วยพรรคProsperous Justice Party จำนวน 57 ที่นั่ง พรรคNational Mandate Party จำนวน 43 ที่นั่ง พรรคUnited Development Party จำนวน 37 ที่นั่ง และพรรคNational Awakening Party จำนวน 27 ที่นั่ง

    ประธานาธิบดีคนปัจจุบันคือนาย Susio Bambang Yudhoyono จากพรรค Democratic Party และรองประธานาธิบดีคือ Boediono จากพรรคอิสระ จะเห็นได้ว่าประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีไม่ได้มาจากการพรรคดการเมืองพรรคเดียวกัน

    วาระการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดีคือ 5 ปี และในรัฐธรรมนูญปัจจุบันได้กำหนดให้ดำรงตำแหน่งได้ไม่เกินสองสมัยติดต่อกัน

    เอกสารอางอิง
    http://en.wikipedia.org/wiki/Politics_of_Indonesia
    http://www.embassyofindonesia.org/links/linkgov.htm
    http://globaledge.msu.edu/countries/indonesia/government
    http://www.mongabay.com/reference/country_studies/indonesia/GOVERNMENT.html

    รุ่งทิวา เงินปัน 5341051424

  12. นางสาววุฒิณี ทองแก้ว 5341057224 says :

    บทบาทของผู้หญิงในประเทศอินโดนิเซีย
    ประเทศอินโดนีเซีย เป็นประเทศที่ใช้กฏหมายอิสลามในการปกครองซึ่งแน่นอนว่าผู้หญิงจะไม่มีสถานะเท่าเทียมผู้ชาย แต่ในปัจจุบันมีกลุ่มสิทธิสตรีได้เรียกร้องให้รัฐบาลสามารถออกกฏหมายเพื่อ ป้องกันการคุกคามที่เกิดกับสตรีได้ นอกจากนี้ยังคัดค้านนโยบายที่ส่งผลในแง่ลบต่อสตรี เช่น การคัดค้านไม่ให้รัฐบาลออก กฎหมายห้ามผู้หญิงนั่งคร่อมมอเตอร์ไซ ซึ่งรัฐบาลกล่าวว่านโยบายดังกล่าวมีไว้เพื่อป้องกันมิให้ผู้ชายเกิดอารมณ์ทางเพศ คัดค้านการที่ผู้หญิงต้องขลิบ อวัยวะเพศ ตั้งแต่อายุ 13 ซึ่งการเคลื่อนไหวของกลุ่มพิทักษ์สิทธิสตรีดังกล่าวนั้นประสบผลสำเร็จเห็นได้จากการออกจากตำแหน่งของประธานศาลสูงสุด ที่ตัดสินไม่ให้นักโทษคดีข่มขืน ติดคุก หรือ ถูกประหารชีวิตด้วยเหตุที่ว่า เหยื่อ อาจจะติดใจเอง
    อินโดนีเซียมีวันสตรีแห่งชาติคือ วันคาร์ตินี ซึ่งเป็นสตรีที่มีอิทธิพลคนนึงในอินโดนีเซีย
    ประวัติของคาร์ตินี
    คาร์ตีนี เป็นผู้หญิงที่มีบทบาทมากในประวัติศาสตร์อินโดนีเซีย ในช่วงปี ค.ศ. 1879 เกิดในครอบครัวชนชั้นสูง ในช่วงที่ดินแดนที่อินโดนีเซียในขณะนั้นได้ถูกครอบครองโดยเจ้าอาณานิคมฮอลันดา บิดาของเธอคือระเด่น มัส ซอสโรนิงรัต (Raden Mas Sosroningrat) เป็นบูปาตี (bupati) เมืองเจอปารา(Jepara) มารดาของเธอชื่องาซีระฮ์ (M.A. Ngasirah) เป็นบุตรีของผู้นำทางศาสนาอิสลามในชวา มารดาของเธอเป็นภรรยาคนแรกของบิดา แต่มิใช่เป็นภรรยาเอก คาร์ตีนีได้รับการศึกษาในโรงเรียนที่ก่อตั้งโดยฮอลันดา ผู้ที่เข้าศึกษาที่โรงเรียนแห่งนี้ส่วนมากจะเป็นลูกหลานชาวยุโรป และชนพื้นเมืองชั้นสูงเท่านั้น เด็กผู้หญิงอายุรุ่นราวคราวเดียวกับคาร์ตีนีน้อยคนนักที่จะมีโอกาสได้ศึกษาในโรงเรียน เนื่องจากว่าการศึกษาในสมัยนั้นเป็นเรื่องของผู้ชายและชนชั้นสูง ที่โรงเรียนแห่งนี้คาร์ตีนีได้เรียนรู้วิชาการต่างๆ รวมถึงภาษาฮอลันดา จนอายุได้ 12 ปีจบการศึกษาระดับประถมศึกษาก็ต้องออกจากโรงเรียนเพื่อมาเก็บตัวอยู่ที่บ้านตามประเพณีดั้งเดิมของชวา เรียนงานเย็บปักถักร้อย งานบ้าน เพื่อเตรียมตัวออกเรือนกับผู้ชายที่พ่อแม่เห็นชอบ หลังจากออกจากโรงเรียนคาร์ตีนีได้ใช้เวลาเรียนด้วยตัวเองที่บ้าน เธอได้ใช้ความรู้ภาษาฮอลันดาที่เรียนมาเขียนจดหมายโต้ตอบกับเพื่อนชาวฮอลันดา และได้กลายมาเป็นหนังสืออันโด่งดังและทำให้เธอกลายเป็นที่รู้จักกว้างขวาง หนึ่งในบรรดาผู้ที่คาร์ตีนีเขียนจดหมายโต้ตอบไปมาคือ Rosa Abendanon ซึ่งได้ให้การสนับสนุนคาร์ตีนีอย่างมาก และถือได้ว่าเป็นสหายรักของเธอ คาร์ตีนีเรียนรู้เกี่ยวกับสังคมตะวันตกโดยผ่านการอ่านหนังสือ, นิตยสาร และ หนังสือพิมพ์ สิ่งที่ดึงดูดใจคาร์ตีนีคือความก้าวหน้าทางความคิดของผู้หญิงยุโรป ทำให้เธอคิดที่จะพัฒนาผู้หญิงพื้นเมืองให้เหมือนผู้หญิงยุโรป มีการศึกษา, มีความคิดที่ทันสมัย สามารถกำหนดชะตาชีวิตตัวเองได้ในเรื่องการแต่งงาน และโอกาสในการทำงาน ภายใต้สภาพที่ผู้หญิงพื้นเมืองมีสถานภาพต่ำกว่าผู้ชายอย่างมากในขณะนั้นแต่ไม่ว่าคาร์ตีนีจะมีแนวคิดที่ก้าวหน้ามากเพียงใดก็ตาม เธอได้ถูกบิดามารดาจัดการให้แต่งงานกับบูปาตีเมืองเริมบัง (Rembang) ผู้ซึ่งมีภรรยาอยู่แล้ว 3 คน คาร์ตีนีแต่งงานเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 1903 และนั่นเป็นการปิดโอกาศสำหรับเธอ สามีของคาร์ตีนีเข้าใจความต้องการของเธอ จึงให้อิสระและสนับสนุนแนวความคิดของเธอ จึงให้เธอตั้งโรงเรียนสำหรับเด็กผู้หญิงขึ้นที่ทางด้านตะวันออกของประตูรั้วที่ทำการอำเภอเริมบัง ที่โรงเรียนแห่งนี้คาร์ตีนีได้สอนหนังสือให้เด็กผู้หญิงพื้นเมือง ซึ่งนับว่าเป็นแสงแรกของการได้รับการศึกษาแบบตะวันตกของผู้หญิงพื้นเมือง นอกจากนี้ยังตั้งมูลนิธิคาร์ตีนี (Yayasan Kartini) และตั้งโรงเรียนว่า “โรงเรียนคาร์ตีนี”(Sekolah Kartini)นอกจากนี้ประธานาธิบดีซูการ์โนได้ยังยกย่องให้คาร์ตีนีเป็นวีรสตรีแห่งเอกราชของชาติ (Pahlawan Kemerdekaan Nasional) พร้อมกับกำหนดให้วันเกิดคาร์ตีนีเป็นวันสำคัญแห่งชาติ และมีกิจกรรมรำลึกถึงคุณงามความดีของคาร์ตีนี ซึ่งต่อมารู้จักกันในชื่อว่า”วันคาร์ตีนี”

    คาร์ตินีมีอิทธิพลอย่างมากต่อผู้หญิงในอินโดนีเซียในการเรียกร้องต่างๆ เช่นวันสตรีสากลที่อินโดนีเซียปี 2008 เมื่อวันที่ 6 มีนาคมที่ผ่านมา กลุ่ม Komisi Kesetaraan Nasional Konfederasi Serikat Buruh Sejahtera Indonesia ได้มีการชุมนุมได้มีการแจกจ่ายผ้าเช็ดหน้าให้ผู้เข้าร่วมชุมนุมเพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าถึงเวลาแล้วที่ผู้หญิงจะหยุดร้องไห้และลบรอยน้ำตาทิ้ง นอกจากที่จาการ์ตาแล้วที่บันดุง นักศึกษาและผู้ใช้แรงงานได้รวมตัวกันในวันที่ 6 มีนาคมภายใต้ชื่อ Front Mahasiswa Nasional (แนวร่วมนักศึกษาแห่งชาติ) ได้เดินขบวนเพื่อรำลึกถึงวันสตรีสากล และได้เรียกร้องให้ผู้หญิงที่เป็นผู้ใช้แรงงานและชาวนามีองค์กรของตัวเองเพื่อที่จะเป็นปากเป็นเสียงให้ต่อสู้เพื่อให้ผู้ญิงได้รับสิทธิทางสังคม การเมือง และเศรษฐกิจเท่าๆ กับผู้ชาย โดยข้อเรียกร้องที่เป็นรูปธรรมที่กลุ่มนี้เรียกร้องได้แก่ ต้องการให้รัฐบาลมีนโยบายการจ้างงานที่เหมาะสมกับผู้ใช้แรงงานผู้หญิง มีการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกร และเพิ่มเงินช่วยเหลือในด้านสาธารณสุข และปัญหาของแรงงานสตรีในอินโดนีเซียขณะนี้คือ ส่วนใหญ่แล้วพวกเธอได้รับค่าจ้างเพียงสองในสามของค่าจ้างแรงงานผู้ชาย นอกจากนี้ยังมีการออกกฎที่เป็นการแบ่งแยกและกีดกันผู้หญิงที่ว่าผู้หญิงจะไม่สามารถเบิกค่ารักษาด้านสุขภาพ หากว่าสามีของเธอได้ใช้สิทธินี้ไปแล้ว Dewi ผู้ประสานงานของกลุ่มได้กล่าวว่า “ผู้หญิงอินโดนีเซียถูกทำให้เป็นพลเมืองชั้นสองทางการเมือง และถูกทำให้เป็นรองทางด้านวัฒนธรรม”
    การออกมาเคลื่อนไหวอย่างกว้างขวางของกลุ่มองค์กรเอกชนและกลุ่มผู้หญิงต่างๆ ในการรำลึกถึงวันสตรีสากล เป็นสัญญาณที่ดีว่าผู้หญิงอินโดนีเซียรู้ถึงปัญหาของตัวเอง และพร้อมที่จะต่อสู้กับสภาพที่ไม่เท่าเทียม ไม่เสมอภาคระหว่างเพศ

    ที่มา
    http://www.kpi.ac.th/kpith/images/reserch
    http://prachatai.com/journal/2008/03/16016
    egion1.prd.go.th มองผ่านสตรีสากลสู่สตีมุสลิม

  13. THEME THANAPRAT GONGSAB says :

    สายการบินแห่งชาติอินโดนีเซีย
    1.1 ชื่อสายการบิน : การูดาอินโดนีเซีย (Garuda Indonesia)
    1.2 ตราประจำสายการบิน :
    1.3 สีประจำสายการบิน : สีน้ำเงินเข้มและสีน้ำเงินน้ำทะเล
    1.4 1.3 คำขวัญประจำสายการบิน : The airline of Indonesia
    ชื่อ การูดา (Garuda) เป็นชื่อที่ประธานาซูการ์โน ตั้งให้ โดยการูดา (Garuda) แปลว่า “ครุฑ” ที่เป็นสัตว์กึ่งเทพในปกรณัมอินเดียและปรากฏในวรรณคดีสำคัญหลายเรื่อง รวมถึงตราประจำสายการบินก็เป็นรูปครุฑ และสีประจำสายการบิน สีเดิมเป็นสีแดงและขาว ที่เป็นสีประจำชาติ ต่อมาเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเข้มและสีน้ำเงินน้ำทะเล ซึ่งได้แรงบรรดาลใจจากธรรมชาติของอินโดนีเซีย น้ำทะเลและท้องฟ้า
    การเปลี่ยนสีประจำสายการบินนั้น เปลี่ยนมาเป็นสีน้ำเงินเข้มและสีน้ำเงินน้ำทะเล หากวิเคราะห์ในเชิงการตลาดอาจอธิบายได้ว่า เป็นการเปลี่ยนจุดขายของประเทศตัวเอง เพราะอินโดนีเซียมีลักษณะภูมิประเทศเป็นหมู่เกาะ จุดขายในตลาดการท่องเที่ยวก็คือ ทะเล หมู่เกาะ ต่าง ๆ และถ้าวิเคราะห์ในเชิงสัญญะอาจเป็นการอธิบายถึงลักษณะภูมิประเทศ ที่เป็นหมู่เกาะในฐานะหมู่เกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก อีกวัฒนธรรม วิถีชีวิต การเป็นอยู่ของชาวเกาะ ฯลฯ
    2. การแต่งกายของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน

    การแต่งกายของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของสายการบิน การูดาอินโดนีเซีย (รูปซ้ายและกลาง) เป็นชุดที่ดัดแปลงมาจากชุด กาเบย่า (Kebaya) เป็นชุดสำหรับผู้หญิง ประจำชาติของประเทศอินโดนีเซียและสิงคโปร มีลักษณะเป็นเสื้อแขนยาว ผ่าหน้า กลัดกระดุม ตัวเสื้อจะมีสีสันสดใส ปักฉลุเป็นลายลูกไม้ ส่วนผ้าถุงที่ใช้จะเป็นผ้าถุงแบบบาติก
    หากสังเกตแล้วชุด กาเบย่า มีลักษณะคล้ายกับชุด บาจูกุรุง (Baju Kurung) ชุดประจำชาติบรูไน ซึ่งแน่นอนว่าการแต่งกายของทั้งสองประเทศนี้มาจากอิทธิพลเดียวกัน นั้นก็คือ ศาสนาอิสลาม

  14. ณัชชารีย์ ทิศาสมบูรณ์สิน 531017124 says :

    ชาตินิยมในอินโดนีเซีย

    อินโดนีเซียเป็นประเทศมีประวัติศาสตร์ยาวนาน มีกลุ่มชาติพันธุ์หลายกลุ่ม และพื้นฐานวัฒนธรรมมาจากชุดความเชื่อที่หลากหลาย ชนชาติแรกที่เข้ามาในอินโดนีเซียคือชาวมลายู ต่อมาชาวอินเดียได้อพยพเข้ามาพร้อมความเชื่อขิงศาสนาฮินดู ความเชื่ออย่างฮินดูนี้ได้ผสมผสานเข้ากันกับวัฒนธรรมท้องถิ่นเกิดเป็นวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว พุทธศาสนาถูกนำเข้ามาในสมัยำระเจ้าศรีวิชัยมีความรุ่งเรืองในเกาะสุมาตรา และชวา แต่ก็เสื่อมลงในที่สุด เมื่อพ่อค้าชาวอาหรับเข้ามาในอินโดนีเซียก็ได้นำศาสนาอิสลามเข้ามาด้วย อินโดนีเซียจึงมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ศาสนา และความเชื่อมานับแต่นั้น

    แต่เดิมอินโดนีเซียปกครองโดยอาณาจักรฮินดูก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นการปกครองของอาณาจักรมอสเลม ภาษามลายูกลายเป็นภาษาประจำชาติอินโดนีเซียในยุคนี้ จนกระทั่งอาณานิคมฮอลลันดา (ดัตช์) เข้ายึดครองอินโดนีเซีย วิทยาการ และแนวคิดอย่างตะวันตกจึงเข้ามาในอินโดนีเซีย ชนชั้นนำทางการเมืองเดิมของอินโดนีเซียพยายามต่อต้านอำนาจดัตช์ แต่ก็ไม่สามารถสู้กับรัฐบาลดัตช์ได้ ขบวนการต่อสู้เรียกร้องเอกราชนี้พัฒนาไปเรื่อย ๆ จากการต่อต้านของกลุ่มอำนาจเก่าอย่างสุลต่าน สู่การต่อสู้เรียกร้องในทำนองชาตินิยม กลุ่มนักศึกษานำโดยดร.โมฮัมมัต ฮัตตา ตั้งสมาคมนักศึกษาอินโดนีเซีย ดร.ซูกาโนและชนชั้นนำทางการเมืองร่วมกันตั้งพรรคชาตินิยมอินโดนีเซียขึ้น และอีกหลาย ๆ องค์กรที่ต่างมีความตั้งใจเดียวกันคือการเป็นอิสระจากอาณานิคมฮอลแลนด์

    การต่อสู้เพื่อเอกราชของอินโดนีเซียได้รับการต่อต้านจากฮอลแลนด์อย่างหนักจนมีสภาพไม่ต่างจากสงคราม แต่สุดท้ายอินโดนีเซียก็ได้รับเอกราชโดยกลไกของระบบสหประชาชาติ กล่าวคือมีการเรียกร้องต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติให้ฮอลแลนด์ปล่อยตัวนักโทษการเมืองและมอบเอกราชให้แก่อินโดนีเซีย อินโดนีเซียได้รับเอกราชอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 1949 ภายหลังการได้เอกราช สิ่งที่รัฐบาลอินโดนีเซียต้องทำก็คือการสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกันภายในรัฐอย่างที่รัฐาสมัยใหม่พึงกระทำ แม้จะมีความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์อยู่บ้างแต่อย่างน้อยความพยายามสร้างความเป็นอินโดนีเซีย ผ่านการเขียนประวัติศาสตร์ ชาตินิยมและภาษา ก็ได้ทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างชาวอินโดนีเซียกับชาวมาเลเซียที่แต่เดิมเป็นชาวมลายูเหมือนกัน

    ชาตินิยมในอินโดนีเซียเริ่มก่อตัวขึ้นจากการต่อต้านของกลุ่มชนชั้นนำทางการเมืองที่สูญเสียอำนาจจากการเข้ามาของอาณานิคม ต่อมาปัญญาชนรุ่นใหม่ที่ได้รับแนวคิดตะวันตกจึงเข้ามามีส่วนในการเรียกร้องเอกราชภายใต้อุดมการณ์ชาตินิยมและอุดมการณ์ทางการเมืองอย่างตะวันตก หลังจากได้รับเอกราชแล้วอินโดนีเซียยังต้องเผชิญกับการความท้าทายในการสร้างความเป็นชาติให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ด้วยความแตกต่างทางชาติพันธุ์ที่มีอยู่เดิม ซึ่งการสร้างชาตินิยมในส่วนนี้ส่วนหนึ่งกระทำผ่านการเขียนประวัติศาสตร์ นโยบายทางการเมือง และภาษา

    อ้างอิง
    “Indonesia – Wikipedia”.[ออนไลน์].เข้าถึงได้จาก: http://en.wikipedia.org/wiki/Indonesia. 2556.
    “BBC News – Indonesia Profile – timeline”.[ออนไลน์].เข้าถึงได้จาก: http://www.bbc.co.uk/news/world-asia-pacific-15114517. 2556.
    “ประวัติศาสตร์อินโดนีเซีย”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://www.baanjomyut.com/library_2/asean_community/indonesia/04.html . 2556.
    รอมเมล คูรามิง. “สู่การสร้างงานเขียนประวัติศาสตร์อินโดนีเซียแนวชาตินิยมขึ้นใหม่”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://kyotoreview.cseas.kyoto-u.ac.jp/issue/issue2/article_268_p.html. 2556.

  15. นายวิชชวัฒน์ รอดรัตษะ 5441060124 says :

    นายวิชชวัฒน์ รอดรัตษะ 5441060124

    เสรีภาพนักหนังสือพิมพ์ประเทศอินโดนีเซีย

    ในปัจจุบันอินโดนีเซียแม้จะจัดว่าเป็นประเทศที่มีความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุดประเทศหนึ่งในอาเซียน แต่รายงานของ Southeast Asia Press Alliance (SEAPA) แต่ช่วงเวลาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2509-2541 รวม 32 ปี สื่ออินโดนีเซียอยู่ภายใต้การปกครองรัฐบาลของนายพลซูฮาร์โต สื่อหนังสือถูกจำกัดเสรีภาพอย่างมาก มีเครื่องมือมากมายในการควบคุมสื่อ เช่น การควบคุมและถอดถอนใบอนุญาตในการดำเนินกิจการด้านสื่อ หากเสนอข่าวในทางที่เป็นผลร้ายกับ รัฐบาลบรรณาธิการ ทั้งเจ้าของสื่อต้องเข้าอบรมและรับฟังแนวความคิด การพัฒนาของรัฐและนำเสนอข่าวตามที่รัฐบาลต้องการ ก่อนที่จะนำข่าวออกอากาศหรือตีพิมพ์ บรรณาธิการต้องนำเนื้อหาของข่าวหรือสคริปต์ไปแจ้งให้หน่วยงานที่ควบคุมสื่อ ซึ่งก็คือทหาร ทราบเสียก่อนว่า เย็นนี้ เช้านี้ จะนำเสนอข่าวนี้ เพื่อให้ทหารอนุมัติว่านำเสนอได้หรือไม่ได้ นอกจากนี้ยังควบคุมการเข้าถึงแหล่งข่าวด้วย ปิดกั้นไม่ให้สื่อได้ค้นพบความจริง ถึงแม้จะถูกควบคุมอย่างเข้มข้น แต่สื่อหนังสือพิมพ์หลายฉบับที่กล้าหาญพอจะทวนกระแส แต่ก็ถูกคุกคามหลายช่วงเวลา โดยเฉพาะสื่อสิ่งพิมพ์ สมาคมนักหนังสือพิมพ์คือ คือ the Indonesian Journalist Association (PWI) แต่ PWI ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลซูฮาร์โต ไม่ยอมออกนอกกรอบ ทำสมาชิกจึงแบ่งออกเป็นสองฝ่าย คือ ฝ่ายที่ต้องการให้ PWI ทำอะไรสักอย่างเพื่อต่อสู้กับอำนาจเผด็จการที่ทำลายเสรีภาพสื่อ กับฝ่ายที่เข้าข้างรัฐบาล ผลสุดท้าย คือ สมาชิกที่เรียกร้องการต่อสู้อำนาจเผด็จการต้องลาออกจากสมาคม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มคนสาว ได้ออกมาก่อตั้งองค์กรสื่อเอง ชื่อว่า the Alliance of Independent Journalists (AJI) แต่รัฐบาลของอินโดนีเซียไม่เคยยอมรับว่า AJI เป็นองค์กรสื่อที่ถูกต้องตามกฎหมาย ทำให้สมาชิกต้องทำงานในลักษณะใต้ดินหลัง

    การเสื่อมสลายของระบอบเผด็จการอดีตประธานาธิบดีซูฮาร์โต้ในปี พ.ศ. 2541 ขบวนการการเฝ้าระวังสื่อในประเทศอินโดนีเซียมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันการเฝ้าระวังสื่อค่อนข้างเป็นที่นิยมในหมู่องค์กรภาคประชาสังคม องค์กรเอกชนที่ไม่แสวงหากำไรในประเทศอินโดนีเซีย โดยมีจุดประสงค์เพื่อสนับสนุนการทำงานของตนเอง การเฝ้าระวังสื่อเป็นครั้งคราวทำให้พวกเขาสามารถวิจารณ์ว่าสื่อใดมีอคติในการรายงานข่าวหรือกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานของตน มีการอนุมัติ ใบอนุญาตธุรกิจการพิมพ์ (Publishing Business License) หรือ SIUPP ได้อย่างง่ายดาย และกรมข้อมูลข่าวสารถูกยุบทำใบอนุญาตธุรกิจการพิมพ์ จึงกลายเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นส่งผลให้ธุรกิจการพิมพ์ใหม่ๆ เกิดขึ้นหลายสำนักพิมพ์ โดยแบ่งเป็นหนังสือพิมพ์กระแสหลัก สอง หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น หนังสือพิมพ์กระแสหลักก็หมายถึงหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่มีทุนในการผลิตสูง และมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันทั่วอินโดนีเซียมีหลายสิบฉบับ ในอินโดนีเซียมีหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นทุกจังหวัดและในแต่ละจังหวัดมีหนังสือพิมพ์หลายหัวงานข่าวของหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นของอินโดนีเซีย จัดว่าเป็นระบบมืออาชีพ ไม่ใช่มือสมัครเล่นอีกด้วย

    แหล่งอ้างอิง
    กอแก้ว วงศ์พันธุ์. อดีตยุคมืดของสื่ออินโด เขาต่อสู้เพื่อเสรีภาพอย่างไรhttp://www.prachatai.com/column-archives/node/2201
    วิษณุ ตรี ฮังโกโร. ส่องสื่อ..เรื่องสำคัญและจำเป็น: ประสบการณ์จากอินโดนีเซีย http://www.mediainsideout.net/research/2012/10/64
    http://blogazine.in.th/blogs/korkaew/post/1835

  16. kaimukpearl says :

    อินโดนีเซีย รอยยิ้มแห่งอิสลาม

    ศาสนาที่เข้าไปสู่หมู่เกาะที่ปัจจุบันเรียกว่าประเทศอินโดนีเซียนั้นมีความหลากหลายซึ่งสามารถเห็นได้จากโบราณสถานที่เกิดขึ้นในหมู่เกาะต่างๆของอินโด ก่อนการเข้ามาของศาสนาอิสลามช่วงประมาณ พ.ศ. 1200 – 1800 ศาสนาพุทธนิกายมหายานและศาสนาฮินดูได้เข้ามาสู่อินโดนีเซียด้วยเหตุนี้เองปัจจุบันเรายังเห็นบางหมู่เกาะที่ยังคงมีวัฒนธรรมของศาสนาทั้งสองนี้อยู่ด้วย และเนื่องจากศาสนาทั้งสองนี้เข้ามาก่อนศาสนาอิสลามทำให้เกิดจารีตประเพณีแก่คนในสังคมกะทำติดต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน ทำให้เกิดเป็นเอกลักษณ์ของอินโดนีเซียเอง และต่อมาเมื่อศาสนาอิสลามเข้ามาสู่ประเทศอินโดนีเซียศาสนาพุทธและฮินดูจึงเริ่มเสื่อมลง การมีอิทธิพลได้ของศาสนาอิสลามเกิดจากการที่ระเด่นปาตาโอรสของพระเจ้าองควิชัยนับถือศาสนาอิสลามและทำการฆ่าพระบิดาและสถาปนาตนเป็นสุลต่านจึงทำให้หมู่เกาะอื่นๆเกิดความกลัวจึงทำการเปลี่ยนและเผยแพร่ศาสนาอิสลาม ด้วยเหตุนี้เองศาสนาอิสลามจึงอยู่กับอินโดนีเซียมาเป็นเวลานาน

    ปัจจุบันประชากรอินโดนีเซียนับถือศาสนาอิสลามร้อยละ 90 ของประชากรทั้งหมด ทั้งนี้ทั้งนั้นในแต่ละพื้นที่ความเชื่อหรือความเคร่งของมุสลิมก็จะแตกต่างกันไป แต่ก็ถือได้ว่าศาสนาอิสลามประสบความสำเร็จในประเทศอินโดนีเซียมากเนื่องจากสามารถเข้าถึงกลุ่มคนจนทำให้กลายเป็นวัฒนธรรมประเพณีที่ฝังรากลึกลงในสังคม[ ]ด้วยเหตุนี้เองอินโดนีเซียจึงเป็นรอยยิ้มของอิสลาม และสังคมอิสลามในอินโดนีเซียมีความหลากหลายซึ่งสามารถอยู่ร่วมกันได้ ถึงแม้บางครั้งบางทีจะเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงจากกลุ่มก่อการร้ายที่เป็นอิสลามหัวรุนแรงอยู่บ้างแต่สังคมอิสลามในอินโดนีเซียก็สามารถอยู่ร่วมกันได้ จากการที่มีชาวมุสลิมที่มากมายทำให้เกิดกลุ่มชาวมุสลิมต่างๆทั้งพวกที่เคร่งคัดหรือหัวรุนแรงต้องการที่จะนำเอากฎหมายอิสลามมาใช้ในการปกครองประเทศและมีพวกที่นับถือศาสนาอิสลามแต่ไม่ต้องการให้ความเชื่อความศรัทธานี้เข้ามายุ่งเกี่ยวทางการเมือง แต่ถึงอย่างไรก็ดีศาสนาอิสลามได้ถูกทำให้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองแล้ว จากการประกาศหลักเบญจศีล ของประธานาธิบดีคนแรกของอินโดนีเซียคือ ซูการ์โน หลักการนี้เป็นการแสดงถึงอุดมการณ์ทางการเมืองที่ประกอบด้วย ความเชื่อในพระเจ้าองค์เดียว เอกภาพของประเทศ มนุษยธรรม ประชาธิปไตย และสังคมที่เป็นธรรม และนอกจากนี้ยังมีการบัญญัติกฎหมายที่นำเอาหลักศาสนาอิสลามมาใช้ เช่น การกำหนดสถานภาพทางครอบครัวของอินโดนีเซีย ประกอบด้วย ชายเป็นหัวหน้าครอบครัว สืบเชื้อสายทางฝ่ายชายตั้งแต่บรรพบุรุษ มารดาเป็นหัวหน้าครอบครัวสืบเชื้อสายทางฝ่ายหญิง สามีและภรรยายังอยู่ในครอบครัวเดิมของตน บุตรที่เกิดจากสมาชิกในครอบครัวของมารดา เป็นต้น การประกาศอุดมการณ์ทางการเมืองของ ซูการ์โน เรื่องหลักเบญจศีล ทำให้เห็นว่าเป็นการใช้อิทธิพลของศาสนาอิสลามในการปกครองประเทศ เพื่อให้คนในสังคมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

    ที่มา
    http://www.ngthai.com/ngm/0910/feature.asp?featureno=3
    http://www.baanjomyut.com/library_2/asean_community/indonesia/04.html
    http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=13208

    นางสาวธนพร คงชัย 534 10251 24

  17. Jakraparkt says :

    จักรภาค ทวยหาญรักษา 524 10010 24

    เสรีภาพบน Internet ในอินโดนีเซีย

    จากการที่การวางโครงข่ายให้กับเทคโนโลยีใหม่ๆทำได้ยาก ด้วยสภาพภูมิประเทศที่เป็นเกาะ ระบบอินเตอร์เน็ตยังคงเป็นแบบสายโทรศัพท์อยู่ (ADSL) สถิติที่น่าสนใจคือจำนวนผู้ใช้งานที่มากถึง 45 ล้านคน หรือ 20% ของทั้งประเทศถือว่าปานกลาง โดยที่ช่วงอายุ 15-19 ปี เป็นผู้ใช้งานมากที่สุด โดยเฉพาะในด้าน Social Network มีผู้ใช้งาน Facebook และ Twitter เป็ฯลำดับต้นๆของโลก
    บริบทปัญหาของสื่อที่อินโดนีเซียไม่ได้เจอเพียงอุปสรรคเฉพาะรัฐบาล และเรื่องการเมืองหรือการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพทางการเมืองมากนัก แต่การต่อกรกับกลุ่มอนุรักษ์นิยมทางศาสนาซึ่งเรียกร้องให้รัฐบาลควบคุมอินเทอร์เน็ตถือเป็นประเด็นที่ใหญ่กว่า โดยรัฐบาลจะเซ็นเซอร์ภาพลามกอนาจารบนอินเทอร์เน็ตและดูแลอย่างใกล้ชิดโดยอ้างว่าเพื่อคุ้มครองเด็ก ซึ่งความจริงแล้วจำนวนการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อดูภาพลามกมีอยู่ไม่มาก คนส่วนใหญ่ใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อติดตามข่าวสาร และใช้ Facebook ดังนั้นความตื่นตระหนกของรัฐบาลต่อการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อดูภาพลามกจึงเป็นเรื่องไม่จริง
    ขณะที่กลุ่มเคร่งศาสนานั้นก็ยังคงใช้เหตุผลหรือข้ออ้างดั้งเดิมเรื่องภาพลามกอนาจาร แม้ว่าในช่วง 10 ปี ที่ผ่านมานี้ผู้คนอินโดนีเซียได้หันมาสนใจข่าวสารบ้านเมืองมากขึ้นแล้วก็ตามพวกเขาเรียกร้องให้ มีการเซ็นเซอร์ ภาพลามกบอกว่ารัฐบาลควรเซ็นเซอร์ภาพลามก ด้วยเหตุผลว่าเป็นอันตรายยิ่งกว่าระเบิด
    กลุ่มเคร่งศาสนาตีความว่า Facebook เป็นสิ่งต้องห้ามตามกฎหมายอิสลาม เพราะทำให้คนประพฤติ ผิดศีลธรรม เช่น ใช้เป็นสื่อขายบริการทางเพศ รวมไปถึงบอกว่าอเมริกาใช้ อินเทอร์เน็ตในการรุกรานทางวัฒนธรรมและอินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือของ CIA ในการคุกคามอิสลาม
    รัฐมนตรี ไอซีที ซึ่งมาจากพรรคอนุรักษ์นิยมบอกว่า มีเว็บไซต์ลามกอนาจารมากกว่า 1 พันล้านหน้าและยังมีเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาลบหลู่ศาสนา จึงจำเป็นต้องมีการควบคุม กระทรวงจึงเสนอกฎหมายควบคุมเว็บไซต์ กระทั่งเกิดกลุ่มรณรงค์บนอินเทอร์เน็ตต่อต้าน จนรัฐบาลยอมเลื่อนการออกกฎหมายควบคุมเว็บไซต์ กระทั่งเกิดกลุ่มรณรงค์บนอินเทอร์เน็ตต่อต้าน จนรัฐบาลยอมเลื่อนการออกกฎหมายฉบับนี้ออกไป
    การรวมกลุ่มกันต่อต้านกฎหมายดังข้างต้น แสดงให้เห็นถึงพลังของการรวมกลุ่มทางอินเทอร์เน็ต
    โดยยกกรณี ศึ กษา 2 กรณี คือ เหตุการณ์เมื่อปี พ.ศ. 2553 เจ้าหน้าที่ ปปช. 2 คนถูกตำรวจจับกุมและตั้งข้อหาทุจริต มีผู้ใช้ Facebook กว่า 1 ล้านเรียกร้องให้ปล่อยตัวเจ้าหน้าที่ทั้งสองคน อีกกรณี หนึ่ง ผู้หญิงคนหนึ่งถูกโรงพยาบาลเรียกค่า
    ปรับเป็นเงินสูงมาก มีการรณรงค์บนอินเทอร์เน็ตเพื่อขอบริจาค ปรากฏว่าจำนวนเงินที่ได้รับบริจาคมามีจำนวนสูงกว่าค่าปรับของโรงพยาบาลมาก
    สำหรับอินโดนีเซียกฎหมายควบคุมอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ มีบทลงโทษรุนแรง กำหนดโทษจำคุก 6 ปี และหากเป็นการลบหลู่ศาสนาอาจมีโทษจำคุกถึง 16 ปี ในอินโดนีเซีย การเขียนข้อความยั่วยุ (Hate Speech) ให้คนเกลียดชัง อาจมีโทษทางอาญา และมีกฎหมายกาหนดให้มีการกรองข้ อมูลอินเทอร์เน็ตและมีกฎหมายลักษณะเดียวกับ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ของไทย ซึ่งมีโทษหนักมากกว่าการก่ออาชญากรรมคอมพิวเตอร์
    —————————————————————————————
    -Indonesian Internet Censorship Report 2010 http://www.slideshare.net/donnybu/indonesian-internetcensorshipreport2010

    -Melody Zhang. Indonesia increases censorship for Ramadan. July 30th, 2012 http://blogs.law.harvard.edu/herdict/2012/07/30/indonesia-increases-censorship-for-ramadan/
    -ข่าวสดออนไลน์.เสรีภาพสื่ออาเซียน สอบตก-ติดโซน”แดง” วันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2556 เวลา 00:28 น. http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNMU9USXlNVE0zT1E9PQ==

  18. เอกพงศ์ มีสุข says :

    กลุ่มทุนพลังงานในอินโดนีเซีย

    เศรษฐกิจของอินโดนีเซียเติบโตขึ้นอย่างสม่ำเสมอ เพราะประสบความสำเร็จในการพัฒนาสินค้าออกทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ รวมถึงสินค้าออกอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการเกษตร ในส่วนที่เกี่ยวกับการลงทุนรัฐบาลพยายามปรับแก้กฎหมายเพื่อให้เอื้อและส่งเสริมการลงทุน ทั้งคนไทยชาติและต่างชาติ

    แต่ประเด็นปัญหาล่าสุด ที่เกี่ยวกับน้ำมัน คือ ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ถูกหลายฝ่ายกดดันอย่างหนัก ให้มีการประกาศขึ้นราคาน้ำมัน และลดการนำเข้าน้ำมัน เพื่อรักษาเสถียรภาพของค่าเงินรูเปียห์ มิเช่นนั้นแล้ว รัฐบาลอาจมีความจำเป็น ที่จะต้องเพิ่มเงินในกองทุนน้ำมันอีกเป็นจำนวนมหาศาล โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของอินโดนีเซียเปิดเผยว่า ประธานาธิบดียุดโดโยโน เตรียมที่จะประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อหารือกันเกี่ยวกับการเปลี่ยนนโยบายด้านพลังงานใหม่

    ทำให้ดูเหมือนว่า ประธานาธิบดียุดโดโยโนกำลังตกที่นั่งลำบาก เพราะหากประกาศขึ้นราคาน้ำมัน ก็อาจส่งผลกระทบต่อการเลือกตั้งทั่วไปที่จะจัดขึ้นในปีหน้า แต่หากว่าไม่มีการขึ้นราคาน้ำมัน ประเทศก็จะประสบปัญหาขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ขณะเดียวกัน ค่าเงินรูเปียห์ก็มีแนวโน้มว่าจะอ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่อง

    กลุ่มทุนที่สำคัญ คือ กลุ่มทุนทั้งบริษัทภายในประเทศเอง และกลุ่มทุนจักรวรรดิ จากตะวันตก ที่เข้ามาลงทุนในอินโดนีเซียเป็นจำนวนมาก เพราะจากการเอื้อความสะดวกของรัฐบาลและกฎหมาย นอกจากพลังงานทางด้านน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติแล้ว รัฐบาลอินโดนีเซียมีแผนควบรวมกิจการรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องกับปาล์มน้ำมันและยางพาราทั่วประเทศเข้าเป็นบริษัทเดียวกัน ตั้งเป็นบริษัทโฮลดิ้งใหญ่ที่สุดในโลก

    เอกพงศ์ มีสุข 524 10594 24

  19. THYP P. BHAVABHUTANON NA MAHASARAKARM says :

    การเซ็นเซอร์และการแบนภาพยนตร์ในประเทศอินโดนีเซีย

    อินโดนีเซียนำฉายภาพยนตร์เรื่องแรกในปี 1926 และพร้อมการก่อตั้งของคณะกรรมการเซ็นเซอร์ภาพยนตร์ ในปี 1965 – 1998 ภาพยนตร์ได้กลายเป็นเครื่องมือในการโฆษณาชวนเชื่อหรือควบคุมเนื้อหาที่ผ่านองค์กรโดยมีความพยายามที่จะสร้างความเชื่อฟังรัฐในหมู่สาธารณะชน หลังจากที่ประสบความสำเร็จในประวัติศาสตร์ของการผลิตมาหลายร้อยเรื่องตั้งแต่ปี 1940 -1980 อุตสาหกรรมภาพยนตร์ของอินโดนีเซียมีจำนวนการผลิตภาพยนตร์ลดลงตั้งแต่ในช่วงต้นปี 1990 ไปถึงปี 1994 ซึ่งนอกเหนือจากเหตุผลด้านวัฒนธรรมการชมภาพยนตรืที่เปลี่ยนไปของประชาชนแล้ว อีกสาเหตุหนึ่งคือที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นี้คือระเบียบการเซ็นเซอร์ที่เข้าควบคุมโดยระบอบการปกครองของ Soeharto ซึ่งจำกัดความคิดในการทำภาพยนตร์ของผู้สร้างประกอบกับการแข่งขันจากภาพยนตร์ต่างประเทศที่อีกด้วยผู้สร้างภาพยนตร์เปลี่ยนเป้าหมายของพวกเขาจากภาพยนตร์ไปเป็นการผลิตรายการโทรทัศน์ซึ่งเปิดศักราชใหม่ในธุรกิจโทรทัศน์ จนในที่สุดสถานีโทรทัศน์เอกชนก่อตั้งขึ้นในปี 1988 เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน ที่แต่เดิมมีเพียงหนึ่งช่องโทรทัศน์ของรัฐบาล (TVRI) ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นช่องที่ออกอากาศข่าวสารละครครอบครัวแต่ยังมีเนื้อหาที่แฝงด้วยอุดมการณ์การโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาล ในปี 2000 สถานีโทรทัศน์เอกชน 5 แห่งถูกจัดตั้งขึ้น และผ่อนกฎระเบียบใหม่ที่จำกัดการออกใบอนุญาตสื่อให้น้อยลง ซึ่งหลังจากการลาออกของ Soeharto ในปี 1998 เสรีภาพของสื่อมวลชนก็ได้และการเซ็นเซอร์ก็ได้ผ่อนคลายความเข้มงวดลง อุตสาหกรรมภาพยนตร์ในประเทศก็กลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง ภาพยนตร์ทุกเรื่องของอินโดนีเซียเองหรือภาพยนตร์ต่างประเทศให้ไปที่คณะกรรมการเซ็นเซอร์ภาพยนตร์ (LSF) ก่อนที่จะออกฉายในโรงภาพยนตร์ท้องถิ่น สมัยก่อนภาพยนตร์ที่ถูกแบนคณะกรรมการเซ็นเซอร์จะเป็นภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเมือง ศาสนา และชาติพันธุ์แต่ปัจจุบันกลับใช้เหตุผลของการแบนภาพยนตร์ว่าเรื่องนั้นๆเข้าข่ายการผิดศีลธรรมอันดีของสังคม ซึ่งทำให้ถูกตั้งคำถามถึงบรรทัดฐานที่แน่นอนและความหมายที่แท้จริงในการเซ็นเซอร์และการแบนภาพยนตร์ คณะกรรมการเซ็นเซอร์ภาพยนตร์มีอำนาจในการตัดฉากและออกใบอนุญาติในการฉายภาพยนตร์ โดยมีระบบจัดเรทผู้ชม ดังต่อไปนี้ SU All ages / A Children (3–12 years) / BO-A Parental Guidance-Children / BO Parental Guidance (parental supervision is strongly recommended for people under 13 years) / BO-SU Parental Guidance-All Ages / R Teen / D Adult อย่างไรก็ตามนอกเหนือจากการตรวจสอบอย่างเป็นทางการของคณะกรรมการเซ็นเซอร์ภาพยนตร์แล้วยังมีแรงกดดันจากสมาชิกของประชาชนที่จะห้ามภาพยนตร์บางเรื่องเนื่องด้วยความหวั่นกลัวในมโนทัศน์ที่เขาเห็นว่าไม่เหมาะสมและจะทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นในสังคม แต่ก็มีข้อโต้แย้งในปัจจุบันว่ารัฐบาลอินโดนีเซียควรที่จะปกป้องการแสดงออกอย่างเสรี ไม่ใช่ไปเซ็นเซอร์ภาพยนตร์ที่ถูกกำหนดว่าก่อให้เกิดประเด็นขัดแย้งเพราะในแง่ดีมันคือการกระตุ้นการอภิปรายสาธารณะเกี่ยวกับการกระทำที่ผ่านมาของทหาร และรัฐบาลอินโดนีเซียไม่ควรจะกลัวของการอภิปรายดังกล่าว อินโดนีเซียแม้จะจัดว่าเป็นประเทศที่มีความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุดประเทศหนึ่งในอาเซียน แต่รายงานของ Southeast Asia Press Alliance (SEAPA) กล่าวว่านักธุรกิจและนักการเมืองมักจะใช้กฎหมายหมิ่นประมาทเพื่อจำกัดเสรีภาพสื่อ และการคุกคามสื่อก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่กระทบกับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เนื่องจากวัฒนธรรมไม่ต้องรับผิด (Culture of Impunity) ทำให้การใช้ความรุนแรงกับสื่อมวลชนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ นอกจากนั้นเสรีภาพสื่อและเสรีภาพในการแสดงออกยังถูกจำกัดหากมีการพูดถึงประเด็นที่อ่อนไหวเช่นประเด็นการแบ่งแยกดินแดนในปาปัวตะวันตก และกฎหมายใหม่อย่างกฎหมายสืบราชการลับปี2011 ทำให้องค์กรภาคประชาสังคมกังวลว่ากฎหมายนี้จะเปิดช่องให้มีการละเมิดกฎหมายว่าด้วยเสรีภาพในข้อมูลปี2009เพราะหลายมาตราในกฎหมายสืบราชการลับนี้เปิดกว้างต่อการตีความ และศาลรัฐธรรมนูญเพิ่งมีคำวินิจฉัยยกคำร้องขององค์กรภาคประชาสังคมที่ขอให้มีการทบทวนหรือแก้ไขกฎหมายเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: