Government and Politics in Southeast Asia 2012: Conceptual Framework

นี่คืองานที่นิสิตจะต้องส่งในวันพุธที่ 23 นั่นก็คือ ส่วนที่เป็น Conceptual Discussion ของเปเปอร์ในวิชานี้ ที่จะ cut across ทุกประเทศ

สิ่งที่ผมต้องการคือไม่เกินสองถึงสามหน้ากระดาษ ว่า แนวคิดหลักที่ใช้ในการวิเคราะห์ประเด็นของสิบประเทศนั้นอยู่ที่ไหน จากนี้เมื่อเราศึกษาแต่ละประเทศแล้ว จะได้มาตั้งคำถามในตอนท้ายว่าทฤษฎีมันใช้ได้ หรือใช้ไม่ได้ แล้วเราเรียนรู้อะไรมากขึ้นบ้าง

23 responses to “Government and Politics in Southeast Asia 2012: Conceptual Framework”

  1. THIPAKORN BUASOONTORN says :

    บัตรประชาชน
    บัตรประชาชนเป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว และแสดงความเป็นพลเมืองของตนเอง โดยเป็นสิ่งที่ใช้แสดงตนเพื่อการเข้าถึงบริการจากทางรัฐ และได้รับการยอมรับจากรัฐเพื่อจะให้เข้าถึงสิทธิที่รัฐกำหนดไว้ตามกฎหมาย ซึ่งในแต่ละประเทศในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีการกำหนดอรรถประโยชน์และหน้าที่แสดงผลของบัตรประชน/พลเมืองที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นการทำความเข้าใจและศึกษาในตัวบัตรประชาชนแต่ละประเทศจะทำให้อาจสามารถตอบปัญหาในเรื่องของความแตกต่างทางด้านพื้นที่ในการควบคุมพลเมือง และการกำหนดสิทธิและหน้าที่ของพลเมืองที่แตกต่างกัน
    ตัวบัตรประชาชนของแต่ละประเทศจะเป็นตัวแปรในการศึกษาเพื่อจะได้ทราบถึงอรรถประโยชน์ของบัตรประชาชนที่รัฐได้กำหนดให้มีสำหรับพลเมืองของตน ด้วยการที่บัตรประชาชนเป็นตัวกำหนดความเป็นพลเมืองในแต่ละประเทศ และสามารถจะสะท้อนสิทธิที่จะได้รับจากรัฐ รวมไปถึงกรอบการควบคุมพลเมืองของรัฐที่ควบคุมผ่านบัตรประชาชนในมิติต่าง ๆ รวมไปถึงแนวคิดของรัฐในการจำแนกประเภทของพลเมือง ทั้งการจำแนกตามศาสนา ถิ่นกำเนิด หรือชาวต่างชาติ เพื่อที่จะทำให้รัฐสามารถปกครองและควบคุมพลเมืองได้อย่างทั่วถึงและมีความสะดวก
    ทั้งนี้บัตรประจำตัวประชาชนยังสามารถศึกษาในมิติของประวัติการเปลี่ยนแปลงของตัวบัตรหรือความจำเป็นในการให้มีบัตร เพื่อจะให้ทราบถึงข้อมูลการเปลี่ยนแปลงศักยภาพของตัวรัฐเองในการควบคุม จัดให้มีบริการสาธารณะ หรือดูแลในเชิงมิติต่าง ๆ ที่มีเพิ่มมากขึ้นหรือลดลง ตามที่รัฐได้มีการกำหนดสิทธิของพลเมืองใหม่ผ่านตัวบัตรประชาชนที่เป็นสิ่งแสดงความเป็นพลเมืองของรัฐนั้น ๆ โดยทั้งนี้บัตรประชาชนยังเป็นตัวในการที่ทำให้ตนเองสามารถกระทำหน้าที่ที่รัฐพึงประสงค์จะให้พลเมืองได้กระทำ อย่างเช่น การเลือกตั้ง การเสียภาษีอากร การเข้ารับราชการทหาร ฯลฯ เป็นต้น ซึ่งบัตรประชาชนจะเป็นตัวที่ทำให้รัฐสามารถจัดการกับกระบวนการเหล่านี้ได้อย่างง่ายได้
    ทั้งนี้จะมีแนวคิดเรื่อง สิทธิ หน้าที่ของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย (ภายใต้บริบทในแต่ละประเทศ) ที่มีการกำหนดแตกต่างกันออกไป การทำความเข้าใจสิทธิ และหน้าที่ของพลเมืองผ่านความสำคัญของบัตรประชาชนที่จะทำให้เข้าถึงบริการของรัฐ จะทำให้เราสามารถเข้าใจสิทธิ และหน้าที่ของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศได้ และสามารถที่จะนำมาเปรียบเทียบถึงความแตกต่างที่มีในบัตรประชาชนของแต่ละประเทศ ทำให้ต้องเข้าใจถึงภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ของชาติ และแนวคิดทางการปกครองที่เป็นแนวคิดหลักของรัฐในแต่ละประเทศนั้น ๆ ที่จะแสดงออกมาเป็นการกำหนด ดูแล และควบคุมพลเมืองในปัจจุบัน
    โดยการศึกษาจะเข้าไปดูข้อมูลตัวบัตรประชาชน การจำแนกตัวบัตรประชาชน สิทธิที่พลเมืองจะได้รับ และการควบคุมพลเมืองผ่านบัตรประชาชน ซึ่งจะได้จากบทความออนไลน์ในอินเตอร์เน็ตที่ได้มีการระบุไว้และรวบรวมออกมาเพื่อทำการศึกษาในแต่ละประเทศ และเปรียบเทียบเพื่อศึกษาจุดเหมือน-จุดต่างในกรอบแนวคิดข้างต้น และสามารถจะหาข้อมูลเพิ่มเติมได้อีกในเรื่องของแนวคิดทางการปกครองของรัฐที่มีต่อประชาชนในแต่ละประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมไปถึงภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ชาติที่จะต้องศึกษาเพิ่มเติมที่น่าสนใจ เช่น การกำหนดให้เริ่มทำบัตรประชาชนโดยมีอายุไม่เท่ากันในแต่ละประเทศ หรือ การเข้าถึงบริการสาธารณะจากรัฐที่แต่ละประเทศจะมีกระบวนการดำเนินการผ่านบัตรประชาชนที่มีความแตกต่างกันออกไป ซึ่งทั้งหมดนี้จะสามารถหาคำตอบได้โดยการเข้าไปศึกษาประวัติศาสตร์เพิ่มเติมของแต่ละประเทศ ทั้งในเชิงของรัฐกับการนำหลักทางศาสนาใช้ในการปกครอง หรือ การนำหลักความเป็นสากลที่เป็นที่ยอมรับมาใช้ รวมถึงการศึกษาในตัวประชาชนเองด้วย โดยการเข้าถึงข้อมูลนั้นจะกระทำโดยการรวมเอกสารทางจากอินเตอร์เน็ตเป็นส่วนใหญ่ และมีการค้นหาเพิ่มเติมจากทางหนังสือด้วย
    กรอบแนวคิดที่จะใช้ศึกษาการมีบัตรประชาชนในแต่ละประเทศในแทบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเริ่มมีการนำมาใช้และกำหนดหน้าที่ของตัวบัตรเริ่มต้น อันเป็นการที่จะต้องมีบัตรประชาชนมาจาก 2 ปัจจัยทำงานร่วม ในส่วนแรกคือปัจจัยภายใน คือ รัฐต้องการเสริมความแข็งแกร่งในการจัดการด้านประชาชนของตนเองเพื่อที่จะสร้างฐานกำลังในการปกครองของรัฐต่อไปได้ โดยการกำหนดที่ของบัตรประชาชนที่เกิดมีผลจากปัจจัยภายใน จะมีการกำหนดสิทธิ หน้าที่ และอรรถประโยชน์ของบัตรอย่างเข้าใจง่าย และสะดวกในการจัดการ เช่น ต้องมีไว้เพื่อการตรวจค้นของเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อป้องกันผู้ร้าย ประชากรแอบแฝง ฯลฯ ความสัมพันธ์ระหว่างสิทธิกับตัวบัตรจะถูกกำหนดโดยตัวกฎหมายที่ได้กำหนดไว้ภายในประเทศเท่านั้น
    ส่วนปัจจัยภายนอก (การทำประเทศให้มีความเป็นสากลตามแบบตะวันตก) จะสร้างรูปแบบหน้าที่และสิทธิของตัวบัตรประชาชนออกมาให้มีความคล้ายคลึงกับประเทศในแทบตะวันตก เช่น การกำหนดผู้เริ่มมีบัตรที่ผูกโยงกับการตกลงร่วมกันระหว่างนานาชาติในเรื่องของการคุ้มครองแรงงานหรือเน้นสภาพความเป็นวัยเจริญพันธุ์ตามหลักสากล และตัวบัตรประชาชนเป็นตัวเข้าถึงบริการสาธารณะในหลายมิติของรัฐ รวมไปถึงเป็นเครื่องแสดงตัวในการดำเนินการเลือกตั้งตามหลักประชาธิปไตย และการทำสวัสดิการให้กับพลเมืองโดยใช้บัตรประชาชนเป็นเครื่องยืนยันในการเข้าถึงบริการ ในส่วนนี้ได้รับอิทธิพลและแนวคิดจากตะวันตกโดยส่วนใหญ่
    การพยายามทำความเข้าใจปัจจัยดังกล่าวจะสามารถเข้าใจความแตกต่างของบัตรประชาชนและสิทธิที่ตามมากับบัตรในละประเทศได้พอสมควร เพราะในแต่ละประเทศย่อมมีอิทธิพลต่อความคิดของรัฐในการควบคุม ดูแลประชากรที่แตกต่างกัน มีช่วงระยะเวลาในความจำเป็นในการให้มีบัตรประชาชนที่แตกต่างกัน ดังนั้นสิทธิที่ได้จากบัตรประชาชนจึงแตกต่างกัน และทำให้มีความเป็นเอกภาพซึ่งสิทธิที่ได้จากบัตรประชาชนเป็นไปได้ยาก
    ทำให้เกิดเรื่องที่หน้าคิดและตอบคำถามถึงเรื่องบัตรประจำตัว จะสามารถสะท้อนถึงสิทธิต่าง ๆ ที่รัฐมอบให้และกำหนด รวมไปถึงสิทธิมนุษยชนในด้านต่าง ๆ ที่จะสะท้อนโครงสร้างทางการปกครองและหน้าที่ของรัฐของประเทศนั้น ๆ ในช่วงเวลาต่าง ๆ ที่มีการใช้บัตรประชาชนได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งจะเป็นกรอบหลักที่จะใช้ในการหาคำตอบต่อไป

    ทิพากร บัวสุนทร

  2. kaimukpearl says :

    กรอบการวิเคราะห์ เรื่อง ศาสนาที่มีอิทธิพลต่อคนส่วนใหญ่หรือที่คนส่วนใหญ่ในประเทศนั้นนับถือ
    การศึกษาเรื่องศาสนาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นจะทำการศึกษาโดยมุ่งเน้นไปในประเด็นเรื่องกลุ่มศาสนาที่มีอิทธิพลต่อคนส่วนใหญ่หรือที่คนส่วนใหญ่ในประเทศนั้นนับถือกัน เพื่อดูว่าเหตุใดแต่ละรัฐในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นมีการปกครอง วัฒนธรรม การเมือง เช่นนั้น ดังที่ทราบกันดีว่าการมีศาสนานั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเพื่อให้คนเรามีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ และแน่นอนว่าในศาสนานั้นถูกนำมาเป็นเครื่องมือในการปกครองอีกด้วย
    กรอบที่จะนำมาใช้ในการวิเคราะห์ คือ ใช้การมองประวัติศาสตร์ว่าสถาบันศาสนานี้เข้ามามีอิทธิพลในช่วงใด ( historical pathway ) และผู้ใดเป็นผู้ที่นำเข้ามา ซึ่งอาจจะเป็นการที่ผู้นำหยิบยื่นวัฒนธรรมนอกเพื่อใช้เป็นเครื่องมือของตนเอง ( local statement ) โดยศาสนานั้นมักจะถูกนำมาเป็นเครื่องมือในการสร้างอำนาจและความชอบธรรมของผู้นำอย่างบ่อยครั้ง และนอกจากนี้การนำศาสนาเข้ามาเป็นเครื่องมือทางการเมืองยังทำให้เกิดวัฒนธรรมทางการเมืองที่ถูกหล่อหลอมขึ้นจากความคิดความเชื่อจากศาสนาด้วย กล่าวคือ ศาสนานั้นเข้ามามีอิทธิพลกับความคิดทางการเมืองด้วย สาเหตุที่สนใจเรื่องอิทธิพลของศาสนากับคนในประเทศที่เป็นส่วนใหญ่นั้น เนื่องมาจากความคิดทางการเมืองที่เป็นอยู่ของแต่ละประเทศนั้นจะถูกกำหนดขึ้นโดยคนส่วนใหญ่ซึ่งคนส่วนใหญ่นั้นจะนับถือศาสนาที่เหมือนกัน จะเห็นได้ว่าในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นเราสามารถที่จะระบุได้ว่าประเทศนี้นับถือศาสนาอะไรเป็นส่วนใหญ่ เช่น ประเทศบรูไน มาเลย์เซีย อินโดนีเซีย – ศาสนาอิสลาม , ประเทศไทย พม่า ลาว กัมพูชา สิงคโปร์ เวียดนาม – ศาสนาพุทธ , ประเทศฟิลิปปินส์ ติมอร์ตะวันออก – ศาสนาคริสต์ ซึ่งประเทศเหล่านี้จะมีลักษณะการปกครองและวัฒนธรรมทางการเมืองที่แตกต่างกันตามแต่ศาสนาไป และนอกจากนี้ยังมีข้อสังเกตบางประการคือ บางประเทศมีอิสระที่จะเลือกนับถือศาสนา โดยให้ประชาชนของตนนั้นมีอิสระที่จะเลือก และคนส่วนใหญ่ก็เลือกที่จะนับถือศาสนาพุทธ ทั้งนี้อาจจะเป็นอิทธิพลจากประเทศเพื่อนบ้านด้วย แต่บางประเทศเช่น สิงคโปร์ที่มีความหลากหลายทั้งเรื่องของศาสนาและเชื้อชาติและถูกล้อมด้วยประเทศที่นับถือศาสนาอิสลาม คนส่วนใหญ่ในประเทศก็ยังเป็นคนที่นับถือศาสนาพุทธนั้นหมายความว่าปัจจัยแวดล้อมซึ่งในที่นี้คือประเทศเพื่อนบ้านนั้นไม่มีอิทธิพลในเรื่องของความเชื่อทางศาสนาของชาวสิงคโปร์ แต่อาจจะเป็นเรื่องของเชื้อชาติของคนสิงคโปร์มากกว่าที่ส่วนใหญ่นั้นมีเชื้อชาติจีน ซึ่งคนจีนส่วนหญ่มักจะนับถือศาสนาพุทธหรือโน้มเอียงไปในความคิดความเชื่อที่สัมพันธ์กันกับพุทธศาสนา แต่ถึงอย่างไรก็ดีประเทศสิงคโปร์นั้นก็มีคนเลือกที่จะไม่มีศาสนาเช่นกันและดูเหมือนว่าจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
    ดังนั้นในการวิเคราะห์ศาสนาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นจะมองดูประวัติศาสตร์ของศาสนาต่างๆที่เข้ามามีอิทธิพลในแต่ละพื้นที่ก่อน จากนั้นดูว่าใครเป็นผู้นำเข้าศาสนาเหล่านั้นมา และศาสนาเหล่านั้นถูกใช้เป็นเครื่องมือโดยกลุ่มคนหรือคนนั้นอย่างไร และสุดท้ายแล้วศาสนาที่เข้ามาอยู่ในระยะเวลาที่ยาวนานของแต่ละประเทศนั้นหล่อหลอมให้เกิดวัฒนธรรมทางการเมืองในประชากรของแต่ละที่อย่างไร เพราะถึงอย่างไรศาสนานั้นเป็นสถาบันทางการเมืองอย่างหนึ่งซึ่งมีความสำคัญมากในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับชาติ ผู้นำ และคนในชาติ ให้มีความคิดไปในทางเดียวกัน ดังนั้นศาสนาจึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่เข้ามามีอิทธิพลทางการเมืองและไม่ควรมองข้าม เนื่องจากเป็นสิ่งที่เข้ามาเชื่อมโยงการเมือง สังคม วัฒนธรรมกับประชากรอย่างเห็นได้ชัด

    นางสาวธนพร คงชัย

    534 10251 24

  3. ถลัชนันท์ เอ่งฉ้วน says :

    Conceptual Framework: ฟุตบอล.. เกมการเมืองในอุษาคเนย์

    “Football is not proletarian, but a capitalistic kind of sport”
    -Von Wal Buchenberg- (1)

    ข้าพเจ้ายกประโยคข้างต้นมาใช้เป็นส่วนเริ่มต้นของงานชิ้นนี้ เนื่องจากเป็นประโยคที่สามารถสะท้อนประเด็นในหัวข้อ “ฟุตบอล.. เกมการเมืองในอุษาคเนย์” ได้ไม่มากก็น้อย กล่าวคือ เป็นความพยายามศึกษาฟุตบอลของแต่ละประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในแง่ของการเป็นเกมมายาคติ การเมืองเชิงพื้นที่ และ การบริโภคผ่านเกมฟุตบอล

    เมื่อขอบเขตการศึกษาคือฟุตบอลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จาก 2 แง่ข้างต้น จึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจในเชิงประวัติศาสตร์สากลฟุตบอลโดยสังเขปด้วย เพราะทำให้เห็นว่า เกมฟุตบอลเป็นอย่างทุกวันนี้ได้อย่างไร เกมฟุตบอลเป็นของใคร อำนาจอยู่ที่ใคร ในปัจจุบันของแต่ละประเทศ รวมถึงทุนนิยมเข้ามาเปลี่ยนเกมกีฬาชนิดนี้อย่างไร เหตุใดจึงกลายเป็นการบริโภคผ่านเกมฟุตบอลเช่นนี้ เป็นต้น

    ในเชิงประวัติศาสตร์สากลของฟุตบอลนั้น มีความเชื่อว่าแรกเริ่มเดิมทีเกมฟุตบอลนั้นเป็นเกมการเล่นของชนชั้นล่างที่ไม่มีกติกา ต่อมาในปี 1844-1855 เริ่มมีการพัฒนาประดิษฐ์ลูกบอลที่เป็นทรงกลม และได้ถูกเผยแพร่ในโรงเรียนเอกชนต่างๆและได้เริ่มมีกติกาขึ้นมา ต่อมาเกมชนิดนี้ได้ถูกกำหนดให้เป็นกีฬาที่ถูกใช้เพื่อพัฒนาเยาวชนให้เป็นผู้พิชิตและผู้ปกครองของจักรวรรดิอังกฤษ และเพื่อดึงพลังหนุ่มจากอัตกามกิจและรักร่วมเพศ นอกจากนี้หากมองในระดับระหว่างประเทศหรือภูมิภาคของโลก เกมฟุตบอลจะถือเป็นวัฒนธรรมของเจ้าอาณานิคม (ประเทศทุนนิยม) ที่ขยายหรือเผยแพร่ไปสู่ประเทศใต้อาณานิคมในลำดับต่อมาอีกด้วย เราจะสังเกตได้ว่าเกมฟุตบอลจะค่อยๆเริ่มเปลี่ยนมือจากชนชั้นล่างมาอยู่ในมือของผู้ที่ครอบครองปัจจัยการผลิตในรูปแบบของธุรกิจ จนฟุตบอลนอกจากจะเป็นกีฬาแล้วยังเป็นสินค้าที่มีไว้ขายให้กับมวลชนในเวลาต่อมาอีกด้วยโดยสำหรับพัฒนาการฟุตบอลของแต่ละประเทศในอุษาคเนย์นั้นอาจเหมือนหรือแตกต่างกันขึ้นกับบริบทภายในประเทศด้วย

    กรอบวิเคราะห์หรือแนวคิดที่ใช้ในการวิเคราะห์ในหัวข้อ ฟุตบอล.. เกมการเมืองในอุษาคเนย์ คือ อัตลักษณ์ (Identity) ความรู้สึกนึกคิดต่อตนเองว่า “ฉันคือใคร” อัตลักษณ์ต้องการความตระหนัก (awareness) ในตัวเราและพื้นฐานของการเลือกบางอย่าง นั่นคือเราจะต้องแสดงตนหรือยอมรับอย่างตั้งใจกับอัตลักษณ์ที่เราเลือก ความสำคัญของการแสดงตนก็คือ การระบุได้ว่าเรามีอัตลักษณ์เหมือนกลุ่มหนึ่งและมีความแตกต่างจากกลุ่มอื่นอย่างไร และ “ฉันเป็นใคร”ในสายตาคนอื่น (2) เป็นกรอบการวิเคราะห์ซึ่งนำมาอธิบายใน 3 ประเด็น กล่าวคือ

    ประการที่หนึ่ง ฟุตบอลในฐานะเกมการเมืองเชิงพื้นที่ผ่านอัตลักษณ์ โดยในระดับของฟุตบอลทีมชาติที่ผูกติดกับความเป็นชาติสร้างฐานมวลชนคือคนทั้งชาติ ผู้มีอำนาจในเกมฟุตบอลระดับชาติ อาจสามารถครอบครองพลังมวลชนส่วนใหญ่ได้ ในขณะเดียวกันฟุตบอลลีกที่ยึดกับพลังการเมืองท้องถิ่น และท้องถิ่นนิยม มีอัตลักษณ์ร่วมกันก็ได้กลายเป็นเครื่องมือการต่อรองผลประโยชน์ระหว่างส่วนกลางและท้องถิ่นได้เช่นกัน โดยประเด็นนี้จะเห็นได้ชัดในประเทศไทย ฟุตบอลลีกจังหวัดที่มีแฟนบอลเป็นคนท้องถิ่น แฟนบอลเหล่านี้อาจเป็นคะแนนเสียงในการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น เป็นต้น ทั้งยังสะท้อนปัญหาการสนับสนุนงบประมาณของภาครัฐต่อท้องถิ่นที่มีช่องโหว่ได้เช่นกัน

    ประการที่สอง เป็นเกมมายาคติที่ใช้การแสดงอัตลักษณ์ผ่านทีมฟุตบอลของแฟนคลับเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจทางการเมือง หรือผู้มีผลประโยชน์ กล่าวคือ เป็นเกม ฟุตบอลในแง่ของพิธีกรรม และมายาคติ เราจะเห็นได้ชัดเจนเกี่ยวกับแนวคิดที่ใช้ฟุตบอลเป็นเครื่องมือในการไปสู่จุดหมาย หรือเพื่อเป้าหมายใดเป้าหมายหนึ่ง เช่น ฟุตบอลประเพณีไทย ลาว หรือฟุตบอลระหว่างกัมพูชา กับไทย (เปลี่ยนสนามรบ เป็นสนามฟุตบอล) เพื่อสร้างสัมมพันธ์ที่ดี ตลอดจนการเป็นมายาคติฟุตบอลต้านภัยยาเสพติด ฟุตบอลเพื่อรักษาสุขภาพ เป็นต้น ซึ่งเกมฟุตบอลในประเด็นนี้นอกจากจะเป็นเครื่องมือของการควบคุมคนเเล้ว ยังเเสดงว่าผลการเเข่งขันหรือฟุตบอลนั้นเป็นเพียงสัญลักษณ์หนึ่งเท่านั้น (เป็นการลดทอนความเป็นกีฬา ?)

    ประการที่สาม คือ การขายสินค้าต่างๆ (ซึ่งอาจเป็นสินค้าที่มีอัตลักษณ์อย่างอื่น หรือเป็นสินค้าชาติอื่น) ผ่านการสนันสนุนทีมฟุตบอลภายในชาตินั้นๆในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น การที่สายการบิน Bangkok Airway สนับสนุนงบประมาณกับทีมฟุตบอลลีกกัมพูชา โดยเป็นการขายสินค้าที่ไปผูกกับความเป็นกัมพูชา ชุดกีฬา รองเท้ากีฬา รวมถึงค่าตั๋วจากแฟนฟุตบอล เป็นต้น จะสังเกตได้ว่าการดำรงอยู่ของทุกสองฝ่ายทั้งทีมฟุตบอล แฟนบอล และ sponsor เป็นแบบพึ่งพากัน ถ้าหากขาด sponsor เงินสนับสนุนในการสร้างทีมก็ไม่มี แฟนฟุตบอลก็จะไม่มีทีมที่ตัวเองชื่นชอบให้ชมกัน อย่างไรก็ตาม เกมฟุตบอลในอีกฐานะหนึ่ง ยังเป็นเกมที่มากกว่าการชมเพื่อจรรโลงจิตใจ เพราะขณะเดียวกันก็สามารถใช้ประโยชน์ในทางการเมือง เช่น การปลุกระดม ตลอดจน ทางเศรษฐกิจจากเกมกีฬาชนิดนี้ได้อีกด้วย

    ____________________________________

    อ้างอิง
    (1) อ้างใน วิทยากร บุญเรือง, “ฟุตบอลกับทุนนิยม,” ประชาไท, 23 มิถุนายน 2549 [ระบบออนไลน์]; available from http://prachatai.com/journal/2006/06/8772; Internet; accessed 20 มกราคม 2556.

    (2) นัทธนัย ประสานนาม. 2550. “เพศ ชาติพันธุ์ และปัญหาเกี่ยวกับอัตลักษณ์ ในภาพยนตร์เรื่อง Touch of Pink.” [ระบบออนไลน์]; Available from http://semeion.multiply.com/journal/item/2?&show_interstitial=1&u=%2Fjournal%2Fitem
    ;internet; accessed 20 มกราคม 2556.

    ____________________________________

    ถลัชนันท์ เอ่งฉ้วน
    5341020024

  4. ถลัชนันท์ เอ่งฉ้วน says :

    Conceptual Framework: ฟุตบอล.. เกมการเมืองในอุษาคเนย์

    “Football is not proletarian, but a capitalistic kind of sport”
    -Von Wal Buchenberg- (1)

    ข้าพเจ้ายกประโยคข้างต้นมาใช้เป็นส่วนเริ่มต้นของงานชิ้นนี้ เนื่องจากเป็นประโยคที่สามารถสะท้อนประเด็นในหัวข้อ “ฟุตบอล.. เกมการเมืองในอุษาคเนย์” ได้ไม่มากก็น้อย กล่าวคือ เป็นความพยายามศึกษาฟุตบอลของแต่ละประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในแง่ของการเป็นเกมมายาคติ การเมืองเชิงพื้นที่ และ การบริโภคผ่านเกมฟุตบอล

    เมื่อขอบเขตการศึกษาคือฟุตบอลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จาก 2 แง่ข้างต้น จึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจในเชิงประวัติศาสตร์สากลฟุตบอลโดยสังเขปด้วย เพราะทำให้เห็นว่า เกมฟุตบอลเป็นอย่างทุกวันนี้ได้อย่างไร เกมฟุตบอลเป็นของใคร อำนาจอยู่ที่ใคร ในปัจจุบันของแต่ละประเทศ รวมถึงทุนนิยมเข้ามาเปลี่ยนเกมกีฬาชนิดนี้อย่างไร เหตุใดจึงกลายเป็นการบริโภคผ่านเกมฟุตบอลเช่นนี้ เป็นต้น

    ในเชิงประวัติศาสตร์สากลของฟุตบอลนั้น มีความเชื่อว่าแรกเริ่มเดิมทีเกมฟุตบอลนั้นเป็นเกมการเล่นของชนชั้นล่างที่ไม่มีกติกา ต่อมาในปี 1844-1855 เริ่มมีการพัฒนาประดิษฐ์ลูกบอลที่เป็นทรงกลม และได้ถูกเผยแพร่ในโรงเรียนเอกชนต่างๆและได้เริ่มมีกติกาขึ้นมา ต่อมาเกมชนิดนี้ได้ถูกกำหนดให้เป็นกีฬาที่ถูกใช้เพื่อพัฒนาเยาวชนให้เป็นผู้พิชิตและผู้ปกครองของจักรวรรดิอังกฤษ และเพื่อดึงพลังหนุ่มจากอัตกามกิจและรักร่วมเพศ นอกจากนี้หากมองในระดับระหว่างประเทศหรือภูมิภาคของโลก เกมฟุตบอลจะถือเป็นวัฒนธรรมของเจ้าอาณานิคม (ประเทศทุนนิยม) ที่ขยายหรือเผยแพร่ไปสู่ประเทศใต้อาณานิคมในลำดับต่อมาอีกด้วย เราจะสังเกตได้ว่าเกมฟุตบอลจะค่อยๆเริ่มเปลี่ยนมือจากชนชั้นล่างมาอยู่ในมือของผู้ที่ครอบครองปัจจัยการผลิตในรูปแบบของธุรกิจ จนฟุตบอลนอกจากจะเป็นกีฬาแล้วยังเป็นสินค้าที่มีไว้ขายให้กับมวลชนในเวลาต่อมาอีกด้วยโดยสำหรับพัฒนาการฟุตบอลของแต่ละประเทศในอุษาคเนย์นั้นอาจเหมือนหรือแตกต่างกันขึ้นกับบริบทภายในประเทศด้วย

    กรอบวิเคราะห์หรือแนวคิดที่ใช้ในการวิเคราะห์ในหัวข้อ ฟุตบอล.. เกมการเมืองในอุษาคเนย์ คือ อัตลักษณ์ (Identity) ความรู้สึกนึกคิดต่อตนเองว่า “ฉันคือใคร” อัตลักษณ์ต้องการความตระหนัก (awareness) ในตัวเราและพื้นฐานของการเลือกบางอย่าง นั่นคือเราจะต้องแสดงตนหรือยอมรับอย่างตั้งใจกับอัตลักษณ์ที่เราเลือก ความสำคัญของการแสดงตนก็คือ การระบุได้ว่าเรามีอัตลักษณ์เหมือนกลุ่มหนึ่งและมีความแตกต่างจากกลุ่มอื่นอย่างไร และ “ฉันเป็นใคร”ในสายตาคนอื่น (2) เป็นกรอบการวิเคราะห์ซึ่งนำมาอธิบายใน 3 ประเด็น กล่าวคือ

    ประการที่หนึ่ง ฟุตบอลในฐานะเกมการเมืองเชิงพื้นที่ผ่านอัตลักษณ์ โดยในระดับของฟุตบอลทีมชาติที่ผูกติดกับความเป็นชาติสร้างฐานมวลชนคือคนทั้งชาติ ผู้มีอำนาจในเกมฟุตบอลระดับชาติ อาจสามารถครอบครองพลังมวลชนส่วนใหญ่ได้ ในขณะเดียวกันฟุตบอลลีกที่ยึดกับพลังการเมืองท้องถิ่น และท้องถิ่นนิยม มีอัตลักษณ์ร่วมกันก็ได้กลายเป็นเครื่องมือการต่อรองผลประโยชน์ระหว่างส่วนกลางและท้องถิ่นได้เช่นกัน โดยประเด็นนี้จะเห็นได้ชัดในประเทศไทย ฟุตบอลลีกจังหวัดที่มีแฟนบอลเป็นคนท้องถิ่น แฟนบอลเหล่านี้อาจเป็นคะแนนเสียงในการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น เป็นต้น ทั้งยังสะท้อนปัญหาการสนับสนุนงบประมาณของภาครัฐต่อท้องถิ่นที่มีช่องโหว่ได้เช่นกัน

    ประการที่สอง เป็นเกมมายาคติที่ใช้การแสดงอัตลักษณ์ผ่านทีมฟุตบอลของแฟนคลับเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจทางการเมือง หรือผู้มีผลประโยชน์ กล่าวคือ เป็นเกม ฟุตบอลในแง่ของพิธีกรรม และมายาคติ เราจะเห็นได้ชัดเจนเกี่ยวกับแนวคิดที่ใช้ฟุตบอลเป็นเครื่องมือในการไปสู่จุดหมาย หรือเพื่อเป้าหมายใดเป้าหมายหนึ่ง เช่น ฟุตบอลประเพณีไทย ลาว หรือฟุตบอลระหว่างกัมพูชา กับไทย (เปลี่ยนสนามรบ เป็นสนามฟุตบอล) เพื่อสร้างสัมมพันธ์ที่ดี ตลอดจนการเป็นมายาคติฟุตบอลต้านภัยยาเสพติด ฟุตบอลเพื่อรักษาสุขภาพ เป็นต้น ซึ่งเกมฟุตบอลในประเด็นนี้นอกจากจะเป็นเครื่องมือของการควบคุมคนเเล้ว ยังเเสดงว่าผลการเเข่งขันหรือฟุตบอลนั้นเป็นเพียงสัญลักษณ์หนึ่งเท่านั้น (เป็นการลดทอนความเป็นกีฬา ?)

    ประการที่สาม คือ การขายสินค้าต่างๆ (ซึ่งอาจเป็นสินค้าที่มีอัตลักษณ์อย่างอื่น หรือเป็นสินค้าชาติอื่น) ผ่านการสนันสนุนทีมฟุตบอลภายในชาตินั้นๆในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น การที่สายการบิน Bangkok Airway สนับสนุนงบประมาณกับทีมฟุตบอลลีกกัมพูชา โดยเป็นการขายสินค้าที่ไปผูกกับความเป็นกัมพูชา ชุดกีฬา รองเท้ากีฬา รวมถึงค่าตั๋วจากแฟนฟุตบอล เป็นต้น จะสังเกตได้ว่าการดำรงอยู่ของทุกสองฝ่ายทั้งทีมฟุตบอล แฟนบอล และ sponsor เป็นแบบพึ่งพากัน ถ้าหากขาด sponsor เงินสนับสนุนในการสร้างทีมก็ไม่มี แฟนฟุตบอลก็จะไม่มีทีมที่ตัวเองชื่นชอบให้ชมกัน อย่างไรก็ตาม เกมฟุตบอลในอีกฐานะหนึ่ง ยังเป็นเกมที่มากกว่าการชมเพื่อจรรโลงจิตใจ เพราะขณะเดียวกันก็สามารถใช้ประโยชน์ในทางการเมือง เช่น การปลุกระดม ตลอดจน ทางเศรษฐกิจจากเกมกีฬาชนิดนี้ได้อีกด้วย

    อ้างอิง
    (1) อ้างใน วิทยากร บุญเรือง, “ฟุตบอลกับทุนนิยม,” ประชาไท, 23 มิถุนายน 2549 [ระบบออนไลน์]; available from http://prachatai.com/journal/2006/06/8772; Internet; accessed 20 มกราคม 2556.

    (2)นัทธนัย ประสานนาม. 2550. “เพศ ชาติพันธุ์ และปัญหาเกี่ยวกับอัตลักษณ์ ในภาพยนตร์เรื่อง Touch of Pink.” [ระบบออนไลน์]; Available from http://semeion.multiply.com/journal/item/2?&show_interstitial=1&u=%2Fjournal%2Fitem
    ;internet; accessed 20 มกราคม 2556.

    ถลัชนันท์ เอ่งฉ้วน
    5341020024

  5. PRANCHALEE KEEREEWET says :

    โครงร่างงาน

     หัวข้อ
    การศึกษาคำอธิบายประวัติศาสตร์ชาติอย่างเป็นทางการของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

     ที่มาและความสำคัญ
    เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia) ในฐานะอนุภูมิภาคของทวีปเอเชียนั้น อาจดูคล้ายจะมีสถานภาพเป็นกลุ่มประเทศที่มีภูมิศาสตร์เศรษฐกิจและภูมิศาสตร์การเมืองที่ใกล้เคียงกันคือ หลายประเทศในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ตกอยู่ในช่วงเวลาของการทำให้ประเทศเป็นสมัยใหม่โดยอิงกับกระแสหลักในการพัฒนา จะเห็นได้ว่าภายหลังการสร้างรัฐสมัยใหม่ หลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เช่น ไทย กัมพูชา มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ฯลฯ ต่างก็ได้รับอิทธิพลของกระแสการพัฒนาทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม เทคโนโลยี ฯลฯ จากประเทศมหาอำนาจอย่างไม่อาจต้านทานได้ทั้งสิ้น
    แม้ว่าประเทศกลุ่มนี้ได้รับเอาแนวคิดในการศึกษารัฐและสังคมจากประเทศมหาอำนาจทั้งแนวการศึกษาจากยุโรปและอเมริกามาใช้เป็นกระแสหลักในการศึกษาองค์ความรู้ทางรัฐศาสตร์ แต่อำนาจของรัฐกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้ยังแผ่มาครอบงำความคิดในการศึกษาประวัติศาสตร์ของชาติได้อย่างย้อนแย้งต่อหลักการพัฒนาของสมัยใหม่ ประวัติศาสตร์ของชาติหลายๆประเทศถูกรัฐเขียนและแทรกแซงเพื่อทำให้รัฐเป็นสถาบันหลักทางการเมือง มีความชอบธรรมและความน่าเชื่อถือในการเขียนประวัติศาสตร์ มีความงดงามในภาพทางประวัติศาสตร์ทั้งการกระทำต่อประชาชนภายในรัฐและการกระทำต่อรัฐอื่นๆภายนอก รัฐสำหรับประเทศในกลุ่มนี้จึงกลายเป็นสถาบันที่มีอำนาจเด็ดขาดในการอธิบายประวัติศาสตร์ของชาติทั้งในแบบเรียน จดหมายเหตุ ตำนาน ฯลฯ และยังมีพื้นที่ในการสื่อสารกับประชาชนมากกว่าสื่อมวลชนอีกด้วย
    เมื่อศึกษาประเด็นคำอธิบายประวัติศาสตร์ของชาติพบว่า การศึกษาเชิงวิเคราะห์วิพากษ์คำอธิบายประวัติศาสตร์ของชาติในประเทศกลุ่มนี้มีอยู่น้อยมาก เรารับรู้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของประเทศเพื่อนบ้านร่วมภูมิภาคน้อยมาก แต่เรามีโอกาสได้วิเคราะห์คำอธิบายประวัติศาสตร์ชาติของประเทศร่วมภูมิภาคของเราเหล่านี้น้อยยิ่งกว่า โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชาติมหาอำนาจ

     แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง
    การศึกษาคำอธิบายประวัติศาสตร์ชาติอย่างเป็นทางการของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในแบบรัฐศาสตร์เชิงวิพากษ์จะใช้แนวทางการศึกษาแบบประวัติศาสตร์ (Historical Approach) โดยมีหลักการสำคัญคือ การศึกษาพัฒนาการทางเศรษฐกิจและการเมืองของรัฐต้องศึกษาผ่านประวัติศาสตร์การเมือง ประวัติศาสตร์พรรคการเมือง ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมถึงประวัติศาสตร์ความคิดทางการเมือง วิธีการศึกษาตามแนวทางการศึกษาแบบประวัติศาสตร์นี้จะทำให้เห็นได้ว่า ประวัติศาสตร์เป็นเครื่องมือหลักที่ดีในการศึกษาและวิเคราะห์การเมืองการปกครองของประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อสร้างกรอบความคิด (Conceptual Framework) ขอบข่าย และสาระสำคัญในหัวข้อการศึกษา การทำความเข้าใจการเมืองผ่านการศึกษาประวัติศาสตร์จึงทำให้การมองการเมืองและการจัดการปกครองในประเทศกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมดจะถูกวิเคราะห์ ให้คุณค่า และตัดสินด้วยผ่านมาตรฐานเดียวกันคือมาตรฐานการวิเคราะห์ประวัติศาสตร์การเมืองตามแนวทางการศึกษาแบบประวัติศาสตร์

     ข้อค้นพบเบื้องต้น
    ประเด็นเรื่องคำอธิบายประวัติศาสตร์ของชาติอย่างเป็นทางการของประเทศในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้ ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่างก็มีการบันทึกประวัติศาสตร์ในหลายแบบ มีชุดความจริงหลายชุดเช่นเดียวกันกับที่เราได้เรียนรู้จากการเลือกบันทึกประวัติศาสตร์ชาติของประเทศไทย การนำเอาแนวทางการศึกษาแบบตะวันตกและแบบอเมริกามาศึกษาการเมืองการปกครองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ช่วยทำให้เราเห็นจุดอ่อนในการเขียนประวัติศาสตร์ของประเทศกลุ่มนี้คือ มีความชัดเจนที่จะเลือกยอมรับ เลือกปฏิเสธ หรือเลือกที่จะลืมความจริงบางเรื่องในประวัติศาสตร์ของชาติอย่างสุดขั้ว มีการเลือกที่จะจำและบันทึกประวัติศาสตร์บางเรื่องเพื่อนำเสนอชุดประวัติศาสตร์ที่เลือกดังกล่าวนั้นต่อประชาชนอย่างเห็นได้ชัด ในการตัดสินใจเลือกหรือไม่เลือกประวัติศาสตร์ชุดใดในการอธิบายนี้อาจทำให้แนวทางการศึกษาแบบประวัติศาสตร์มีแนวโน้มที่จะเกิดผลสัมฤทธิ์ในการใช้ประวัติศาสตร์ในการอธิบายการรัฐและการเมืองของประเทศกลุ่มนี้ แต่ในขณะเดียวกัน ประเทศกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็อาจมีข้อยกเว้นที่แตกต่างกันออกไปจากแนวทางการศึกษาแบบประวัติศาสตร์คือ แนวทางการศึกษาแบบประวัติศาสตร์ไม่อาจทำให้เรามองเห็นภาพกว้างของพัฒนาการทางการเมืองการปกครองของประเทศกลุ่มนี้ได้ทั้งหมดเช่น อินโดนีเซียเลือกที่จะปฏิเสธอิทธิทางความคิดและวัฒนธรรมจากทั้งญี่ปุ่นและเนเธอร์แลนด์ สิงคโปร์เลือกที่จะยอมรับประวัติศาสตร์ของชาติตั้งแต่เริ่มก่อตั้งประเทศเมื่อไม่นานมานี้เพราะเลือกที่จะแข่งขันก้าวไปข้างหน้าโดยไม่สนใจอดีต ไทยเลือกที่ไม่รับประวัติศาสตร์บางชุดที่อาจทำให้เกิดการตั้งคำถามต่อบางสถาบันในสังคม เป็นต้น

    ปราญชลี คีรีเวช 5341036024

  6. Akesyan says :

    นายเอกลักษณ์ ไชยภูมี 524 10600 24
    นิสิตปริญญาตรี ภาควิชาการปกครอง
    คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    การวิเคราะห์การเมืองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
    ภายใต้กรอบทฤษฎี “ชนชั้นนำ” แบบ “เครือญาติ” (clan politics or nepotism)

    เป็นที่ทราบโดยทั่วกันว่าในการศึกษาการเมืองการปกครองนั้นมักหนีไม่พ้นวิวาทะ หรือ ข้อโต้แย้งระหว่างสองทฤษฎีหลักที่ใช้ในการมองปรากฏการณ์ทางการเมือง โดยกลุ่มแรกได้แก่ทฤษฎีชนชั้นนำทางการเมือง (political elite) และกลุ่มหลังก็คือทฤษฎีว่าด้วยพหุนิยมทางการเมือง (political pluralism) ซึ่งแนวการอธิบายของทั้งสองกลุ่มต่างก็มีพลังในการอรรถาธิบายในมุมมองที่แตกต่างกัน โดยที่ฝ่ายหนึ่งมองการเมืองผ่านกลุ่มคนที่เรียกว่าชนชั้นนำ ในขณะที่อีกฝ่ายมองว่าเป็นเรื่องของกลุ่มต่าง ๆ ที่มีความหลากหลายในสังคม ซึ่งส่งผลให้อำนาจทางการเมืองนั้นมีลักษณะที่ “กระจุก” ตัวในชนชั้นนำ หรือ “กระจาย” ตัวไปในกลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ ตามลำดับ จากข้อเสนอในข้างต้นทำให้แนวคิดทั้งสองได้ถูกนำไปประยุกต์ใช้วิเคราะห์ปรากฏการณ์ทางการเมืองต่าง ๆ ในโลกได้เป็นอย่างดีมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน

    สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศไทยนั้นประกอบไปด้วยประเทศที่ส่วนใหญ่ยังจัดอยู่ในฐานะประเทศกำลังพัฒนา (developing country) อีกทั้งประเทศเกือบจะทั้งหมดในภูมิภาค (ยกเว้นประเทศไทย) เพิ่งจะได้รับเอกราชจากมหาอำนาจในยุคอาณานิคมมาไม่นาน ทำให้มรดกตกทอดของการเมืองในยุคอาณานิคม ประกอบกับเสถียรภาพทางด้านการเมืองยังไม่มีความมั่นคง และแน่นอนมากนัก ด้วยเหตุนี้จึงทำให้แนวคิดเกี่ยวกับ “ชนชั้นนำทางการเมือง” ดูจะเป็นกรอบทฤษฎีที่อาจมีความเหมาะสมมากกว่า “ทฤษฎีพหุนิยม ในการทำความเข้าใจ ตลอดจนการศึกษาปรากฏการณ์ทางการเมืองของประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
    ปรากฏการณ์หนึ่งที่อาจหยิบยกมาเป็นตัวอย่างให้เห็นภาพคร่าว ๆ นั้นได้แก่การสืบทอดอำนาจทางการเมืองในตำแหน่งสูงสุดของประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอดีต หรือ แม้กระทั่งในปัจจุบันเอง ซึ่งพบว่าตำแหน่งสูงสุดทางด้านการเมืองการปกครองของหลาย ๆ ประเทศในภูมิภาคนั้นดูจะกลายเป็นทรัพย์สินที่มีเจ้าข้าวเจ้าของเป็นของส่วนตัว เช่นในกรณีของบรูไน, กัมพูชา เป็นต้น หรือเป็นทรัพย์สินของครอบครัว – วงศ์ตระกูล (clan) เช่นในกรณีของสิงคโปร์ที่ผู้นำคนปัจจุบัน (ลี เซียง ลุง) ดูเหมือนว่าจะเป็นการสืบทอดอำนาจมาจากบิดา (ลี กวน ยู) เป็นต้น นอกจากนี้ในอีกหลาย ๆ ประเทศในภูมิภาคจะพบว่าผู้นำคนปัจจุบันมักเป็นทายาท หรือ ญาติ กับผู้นำในอดีตมาก่อน เช่นในกรณีของประเทศฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และประเทศไทยในปัจจุบัน หรือ กรณีของอินโดนีเซีย (อดีตประธานาธิบดี) เป็นต้น

    ลักษณะดังกล่าวเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพล และการเข้ามามีบทบาทอย่างสูงของชนชั้นนำทางการเมืองในระบบการเมืองแบบปกติ (formal political system) ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่แม้บางประเทศการสืบทอดตำแหน่งทางการเมือง หรือ ฐานที่มาของความชอบธรรมในการใช้อำนาจทางการเมืองนั้นจะมีความแตกต่างกันออกไป เช่น ในหลาย ๆ ประเทศใช้กระบวนการเลือกตั้งในระบอบ (ที่อ้างว่าเป็น) ประชาธิปไตย (ภายใต้ระบบเลือกตั้ง และระบบพรรคการเมืองที่แตกต่างกัน) มาใช้เป็นขั้นตอนสำคัญของกระบวนการสร้างความชอบธรรมให้แก่การเข้าสู่อำนาจของชนชั้นนำทางการเมือง แม้จะยังคงมีบางประเทศ เช่น บรูไนที่อาจยังคงใช้การสืบสายโลหิต (hereditary) ในการสืบทอดตำแหน่งทางการเมืองอยู่ก็ตาม แต่ไม่ว่าจะมีกระบวนการที่แตกต่างกันอย่างไร ลักษณะของกลุ่มคนที่เข้ามาสู่อำนาจมักมีแนวโน้มไปในทางเดียวกัน คือเป็นชนชั้นนำทางการเมืองที่มีที่มาจากกลุ่มทหาร กลุ่มทุนอุตสาหกรรมหรือบริษัทขนาดใหญ่ หรือ ข้าราชการในระบบราชการของรัฐทั้งสิ้น

    อย่างไรก็ตามการพิจารณาภายใต้กรอบทฤษฎีชนชั้นนำก็หาได้เป็นการละทิ้งพลังทางการเมืองในรูปแบบอื่น ๆ เช่นพลังของกลุ่มผลประโยชน์โดยเฉพาะกลุ่มทุนต่าง ๆ ในสังคมไปอย่างสิ้นเชิงไม่ เพราะแม้กลุ่มทุน และกลุ่มผลประโยชน์ในทางการเมืองของภูมิภาคเอเชียตะวันเฉียงใต้จะทวีความสำคัญในระบบการเมืองมากขึ้นก็ตาม แต่ลักษณะของระบบการเมืองก็ยังคงมีลักษณะที่เปรียบได้ดั่งวงดนตรีที่แม้จะมีประกอบไปด้วยเครื่องดนตรีหลากหลายชนิดอยู่ภายในวง แต่ก็ยังจำเป็นที่จะต้องอาศัยวาทยกร (conductor) หรือ ยังคงจำเป็นต้องมีเครื่องดนตรีนำ (concertmaster) ไว้คอยกำกับดูแลวงอยู่เสมอดังเช่นในกรณีของวงออเคสตร้า (ซึ่งส่วนมากจะเป็นไวโอลินตัวแรกที่อยู่ทางด้านซ้ายมือของวาทยกร) นั่นเอง

  7. พีรภัทร มีแสง 5441045824 says :

    พีรภัทร มีแสง 5441045824

    กรอบแนวคิดและทฤษฎีที่ใช้ในการศึกษาการเมืองเรื่องการเลือกต้ังในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    การเลือกตั้งเป็นเหมือนคู่แฝดกับการปกครองระบอบประชาธิปไตย กล่าวได้ว่าระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากไม่มีการเลือกตั้ง การเลือกตั้งจึงเป็นเงื่อนไขและกระบวนการที่จำเป็น ถึงแม้การเลือกตั้งอย่างเดียวจะไม่เพียงพอต่อการเป็นประชาธิปไตย แต่สำหรับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ส่วนใหญ่เเล้วเป็นประเทศเอกราชใหม่ การเลือกตั้งก็ถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญต่อการจรรโลงประชาธิปไตย และสร้างความชอบธรรมให้แก่ระบบการเมืองที่หวังว่าจะเป็นประชาธิปไตย หรือจะกล่าวได้ว่าเป็นเครื่องชี้วัดว่ามาถูกทางแล้วหรือยัง

    กรอบแนวคิดและทฤษฎีที่ใช้ในการวิเคราะห์การเมืองเรื่องการเลือกตั้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น ส่วนใหญ่แล้วอ้างอิงมาจาก บทที่5 ว่าด้วย การเลือกตั้งและระบบเลือกตั้ง ใน “การเมืองการปกครองเปรียบเทียบ” เขียนโดย สิริพรรณ นกสวน สวัสดี ซึ่งใช่เป็นหนังสือเรียนในวิชาความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการเมืองเปรียบเทียบ โดยนอกเหนือจาการใช้ข้อมูลระบบการเลือกตั้งระบบต่างๆ แนวคิดและทฤษฎีที่ใช้เป็นประเด็นหลักในการวิเคราะห์การเลือกตั้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สองประเด็น คือ 1) หลักการและความสำคัญของการเลือกตั้งที่เป็นอิสระและเป็นธรรม 2)ความสัมพันธ์ระหว่างระบบเลือกตั้งและระบบการเมือง
    ประเด็นแรก คือ หลักการและความสำคัญของการเลือกตั้งที่เป็นอิสระและเป็นธรรม การเลือกตั้งมีความสำคัญเพราะเป็นกลไกสรรหาตัวเเทนของประชาชนเข้าไปทำหน้าที่ในสภา เพื่อให้ประชาชนส่งผ่านข้อเรียกร้องและความต้องการสู่ระบบการเมืองได้ อีกทั้งยังเป็นกลไกเชื่อมโยงประชาชนและผู้ปกครองในเชิงสัญลักษณ์ และสร้างความชอบธรรมให้แก่ผู้ปกครองอีกด้วย การเลือกตั้งที่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตยจะต้องมีคุณสมบัติและหลักเกณฑ์คือเป็นการเลือกตั้งที่ “เป็นอิสระและเป็นธรรม” ซึ่งหมายถึง การเลือกตั้งที่เป็นการทั่วไปบนพื้นฐานของความเท่าเทียมและเป็นความลับ

    การเลือกตั้งที่เป็นอิสระและเป็นธรรมจะเกิดขึ้นได้ต้องมี 3 องค์ประกอบ คือ 1)ประชาชน ประชาชนต้องได้รับสิทธิและสามารถเข้าถึงกระบวนการเลือกตั้งอย่างทั่วถึง ไม่ถูกกีดกัน นอกจากนี้ สิทธิในการเลือกตั้งยังต้องเป็นความลับ และไม่ถูกบิดเบือน 2)ผู้สมัครและพรรคการเมือง พวกเขามีสิทธิและหน้าที่แข่งขันเลือกตั้งตามเกณฑ์ที่สอดคล้องกับหลักกฎหมายอันเป็นสากล ผู้สมัครและพรรคการเมืองควรเข้าถึงเครื่องมือสื่อสารได้อย่างเท่่าเทียมกัน และได้รับการคุ้มครองในชีวิตและทรัพสินจากการใช้ความรุนแรง รวมถึงไม่ใช้ความรุนแรงต่อผู้อื่นหรือกีดกันผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใดด้วยเหตุผลอันไม่สมควร 3)รัฐ รัฐมีหน้าที่จัดให้กะบวนการเลือกตั้งมีประสิทธิภาพและเป็นกลางสำหรับทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกณฑ์เรื่องคุณสมบัติก็ดี การให้ข้อมูลการเลือกตั้งอย่างทั่วถึงก็ดี และที่สำคัญที่สุดคอ รัฐต้องมั่นใจว่ามาตรการเรื่องการเลือกตั้ง จะไม่ส่งผลให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบ ต่อพรรคการเมืองบางพรรคหรือผู้สมัครบางคน อย่างไรก็ดี หลักการและเงื่อนไขเหล่านี้มีความเป็นอุดมคติเสียมาก ในทางปฎิบัติแล้วคงจะ ไม่มีทางที่จะหาการเลือกตั้งในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประเทศใดที่จะปฎิบัติตามเงื่อนไขเหล่านี้ได้ทั้งหมด แตก็่ไม่สามารถปฎิเสธได้ว่าหลักการและเงื่อนไขเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ควรจะเป็นในสังคมประชาธิปไตย

    ประเด็นที่สอง คือความสัมพันธ์ระหว่างระบบเลือกตั้งและระบบการเมือง ระบบการเลือกตั้งเป็นได้ทั้งตัวแปรต้นหรือตัวแปรอิสระ และตัวแปรตาม กล่าวคือ ระบบเลือกตั้งเป็นสาเหตุให้เกิดการเปลี่ยนแปลงปัจจัยต่างๆ ในระบบการเมือง แต่ขณะที่บางลักษณะ ปัจจัยตัวอื่นก็เป็นตัวกำหนดระบบการเลือกตั้งเช่นกัน โดยระบบเลือกตั้งในฐานะตัวแปรต้นสามารถแบ่งย่อยได้อีก 4 ประเด็นย่อย ประเด็นที่หนึ่งคือ อิทธิพลของระบบเลือกตั้งต่อจำนวนพรรคการเมือง โมดิช ดูเเวร์แฌร์ เสนอว่าระบบเลือกตั้งเสียงข้างมากที่เขตเลือกตั้งมีตัวแทนได้คนเดียวมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดระบบพรรคการเมืองสองพรรค ในขณะที่ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนจะส่งผลให้มีระบบพรรคการเมืองหลายพรรค ซึ่งถูกวิพากษ์ว่า ทั้งสองปัจจัยเป็นเป็นปรากฎการณ์ที่เกิดร่วมกัน นอกจากนี้ระบบการเลือกตั้งสามารถก่อให้เกิดการปรับตัวในระบบพรรคการเมืองหรือการจัดกลุ่มในสังคมการเมือง ระบบเลือกตั้งแบบเสียงข้างมากธรรมดาในเขตเลือกตั้งที่มีตัวแทนได้คนเดียว อาจกลายเป็นเเรงจูงใจให้พรรคการเมืองขนาดเล็กรวมตัวกันเพื่อขยายฐานเสียงในการเเข่งขัน ประเด็นต่อมาคือ กติกาการเลือกตั้งส่งผลต่อองค์กรพรรคและการจัดทำยุทธศาสตร์ของพรรคการเมือง กล่าวคือ ในระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนที่เขตการเลือกตั้งมีขนาดใหญ่ พรรคมีแนวโน้มต้องเเสดงจุดยืนเชิงอุดมการณ์หรือนโยบายที่ชัดเจนกว่าระบบการเลือกตั้งที่มีขนาดเล็กที่เน้นคุณสมบัติส่วนตัว เเต่ก็จะกระตุ้นให้พรรคต้องสร้างองค์กรที่เข้มแข็ง ประเด็นที่สามคือ อิทธิพลของระบบเลือกตั้งต่อการตัดสินใจลงคะเเนนเสียงประชาชน การตัดสินใจเลือกระหว่างผู้สมัครหรือพรรคการเมืองที่ตนชื่นชอบ กับผู้สมัครหรือพรรคการเมืองที่มีโอกาสชนะในการเลือกตั้ง ผู้เลือกตั้งจะเลือกด้วยกลยุทธ์ที่ไม่ต้องการให้คะแนนเสียงของตนสูญเปล่า มากกว่า เพื่อป้องกันไม่่ให้ผู้สมัครที่ตนไม่ชอบชนะ ประเด็นที่สี่ คือ ระบบเลือกตั้งส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างผู้แทนและประชาชน กล่าวคือ ระบบเลือกตั้งเเบบเขตเดียวคนเดียว และในเขตเลือกตั้งขนาดเล็กจะทำให้ได้ตัวแทนที่มีความใกล้ชิดกับประชาชนในพื้นที่ ในขณะที่ ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนที่มีเขตเลือกตั้งขนาดใหญ่ จะทำให้ผู้แทนห่างเหินกับประชาชน โดยเฉพาะเมื่อทั้งประเทศเป็นเขตเดียวเเล้ว ผู้แทนจะรับผิดชอบต่อพรรคการเมืองและสนใจปัญหาระดับชาติมากกว่า

    อย่างไรก็ดี ในกรณีการเลือกตั้งเป็นตัวแปรตามนั้น คือเมื่อ ระบบการเลือกตั้งถูกกำหนดโดยผู้เขียนหฎหมายการเลือกตั้งหรือรัฐบาล เพื่อผลประโยชน์ของผู้คุมอำนาจเสียทางการเมืองขณะนั้นหรือเพื่อพรรคของรัฐบาลเสียเอง จากแนวคิดและทฤษฎีทั้งหมดที่ได้กล่าวขึ้น เราจึงสามารถใช้ศึกษาได้ใครมีอำนาจในระบบการเลือกตั้ง และการเลือกตั้งถูกใช้และบิดเบือนจากวัตถุประสง์ตั้งต้นอย่างไรโดยผู้มีอำนาจ

    เอกสารอ้างอิง
    สีดา สอนศรีและคณะ. (2547). การเลือกตั้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้: ศึกษาเฉพาะประเทศอินโดนิ เซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย. (พิมพ์ครั้งที่1).กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์เเห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
    สิริพรรณ นกสวน สวัสดี(2553).การเมืองการปกครองเปรียบเทียบ

  8. นุชประภา โมกข์ศาสตร์ says :

    กรอบคิดและทฤษฎีรายงาน หัวข้อ “ผู้ทรงอิทธิพลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

    กรอบคิดในส่วนของรายงาน นำเสนอรูปแบบของผู้ทรงอิทธิพลที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละประเทศ ซึ่งความน่าสนใจคือนำความทรงอิทธิพลนั้นมาเปรียบเทียบกันเพื่อจะได้เข้าใจความหมายของการทรงอิทธิพลในมิติที่หลากหลาย เนื่องจากการทรงอิทธิพลไม่ใช่เพียงการขึ้นมามีอำนาจและจบลงด้วยการโค่นล้มของประชาชน อย่างเช่นเหตุการณ์ที่เคยเกิดในบางประเทศ แต่ยังต้องเป็นผู้ทรงอิทธิพลที่ประชาชนยอมรับและให้ความไว้วางใจ

    ทฤษฎีที่จะนำมาใช้ได้แก่ ทฤษฎีอำนาจนิยม (Authoritorian Theory) เป็นทฤษฎีที่มีความเชื่อมโยงกับประเทศที่ปกครองแบบเผด็จการ ทฤษฎีนี้สามารถนำมาอธิบายสภาวะทางการเมืองที่เคยเกิดขึ้นในแต่ละประเทศ เช่น ในสมัยของเฟอร์ดินาน มาร์กอส ช่วงปกครองฟิลิปปินส์แบบผูกขาดอำนาจมาอย่างยาวนาน ระบบราชการและอำนาจนิติบัญญัติถูกแทรกแซง สื่อมวลชนไม่มีอิสรภาพในการนำเสนอข่าว ซึ่งในบางประเทศก็เกิดปัญหาในลักษณะคล้ายกัน เช่น อินโดนีเซีย และพม่า ดังนั้นธรรมชาติของเผด็จการจำเป็นต้องปกครองแบบอำนาจนิยมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    ทฤษฎีต่อมาคือทฤษฎีชนชั้นนำและกลุ่มผลประโยชน์ ซึ่งแทรงซึมอยู่ในการเมืองการปกครองทุกประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทฤษฎีชนชั้นนำเป็นลักษณะของการปกครองแนวดิ่ง กลุ่มชนชั้นนำมักเป็นผู้ที่ครองอำนาจทางเศรษฐกิจและอำนาจทางการเมืองมาอย่างยาวนาน และเมื่อขึ้นมามีอำนาจได้แล้วก็ต้องการสืบต่ออำนาจ เพื่อรักษาผลประโยชน์ ส่วนกลุ่มผลประโยชน์มีความเกี่ยวข้องกับชนชั้นนำโดยธรรมชาติ เช่น กลุ่มนักธุรกิจ สหภาพแรงงาน บริษัทจดทะเบียน หากกลุ่มชนชั้นนำเป็นรัฐบาลของประเทศ ก็จำเป็นต้องจัดสรรให้ผลประโยชน์เป็นที่น่าพอใจต่อทุกฝ่าย หลายครั้งที่เกิดการจลาจล เป็นเพราะการจัดสรรผลประโยชน์ไม่ลงตัว ดังนั้นประเด็นของผลประโยชน์เองจึงมีความน่าสนใจ ว่าผลประโยชน์คืออะไรและใครจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์ ซึ่งผุู้ทรงอิทธิพลส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่มเหล่านี้ เช่น พระมหากษัตริย์ของบรูไน เป็นชนชั้นนำของประเทศที่ครองราชบังลังค์มาจนถึงปัจจุบัน หรือนายลี เซียน ลุง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ก็สืบทอดอำนาจมาจากนาย ลี กวน ยู หลายประเทศใน South East Asia จึงถูกปกครองโดยชนชั้นนำ ไม่มีประเทศไหนที่ผู้นำมาจากการเลือกสรรของประชาชนอย่างแท้จริงแม้แต่ในประเทศที่เป็นประชาธิปไตย ผู้มีอิทธิพลในภูมิภาคนี้จึงขึ้นอยู่กับปัจจัยทางเศรษฐกิจและปัจจัยทางการเมืองอย่างเห็นได้ชัด อย่างไรก็ตามมีบางประเทศที่ไม่ได้เป็นตามนี้ซะทีเดียว เพราะผู้ทรงอิทธิพลยังตั้งอยู่บนพื้นฐานของกระบวนการทางจริยธรรมอันเป็นหัวใจของการปกครองบ้านเมือง เช่น โฮจิมินห์ ผู้ทรงอิทธิพลของเวียดนาม ลี กวน ยู บิดาผู้อยู่เบื้องหลังการสร้างชาติสิงคโปร์ และออง ซาน ซูจี นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของพม่า

    การศึกษาเรื่องนี้อาจมีขอบเขตไปถึงอิทธิพลทางความคิด ที่ถูกสร้างขึ้นจนกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ทางการเมืองในแต่ละประเทศ เช่น ลี กวน ยู สร้างวาทกรรมที่เรียกว่า Asian Values ขึ้นมาต่อสู้กับวิถีตะวันตก ซึ่งเปลี่ยนแนวคิดดังเดิมของวิถีแบบเอเชียที่ต้องพึ่งพิงความสามารถของฝรั่งอย่างเดียวเท่านั้น เป็นไปได้ที่ผู้มีอิทธิพลที่กล่าวถึงจะสร้างอิทธิพลทางความคิดทิ้งเอาไว้ให้ลูกหลาน (Generations to come) ได้นำมาใช้ เพื่อจุดประกายมากกว่าปกครองประเทศในแบบที่เคยมีมา ซึ่งเราสามารถนำสิ่งที่เกิดขึ้นมาเป็นแบบอย่างหรือเป็นบทเรียนไปพร้อมๆกัน

    นางสาวนุชประภา โมกข์ศาสตร์
    รหัสนิสิต 5341033124
    ภาควิชาการปกครอง

  9. THEME THANAPRAT GONGSAB says :

    นายธนปรัชญ์ กองทรัพย์ 534 10239 24
    Conceptual Framework

    การศึกษาเรื่อง “สายการบินแห่งชาติอาเซียน” นั้น สามารถทำให้เราเข้าใจในอัตลักษณ์ของชาตินั้น ๆ ได้ง่ายยิ่งขึ้น เพราะสายการบินแห่งชาติทุกชาติในโลกย่อมมีจุดขายที่เอกลักษณ์ประจำตัว ซึ่งย่อมจะดึงเอาเอกลักษณ์ประจำชาตินั้นเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของชื่อสายการบิน ตราสัญลักษณ์ประจำสายการบิน คำขวัญสายการบิน การแต่งกายของพนักงานบนเครื่อง อาหารบนเครื่อง ภาษา วัฒนธรรม ธรรมเนียมปฏิบัติ ต่างสะท้อนความเป็นชาติของประเทศนั้น ๆ
    อีกเพราะสายการบิน เป็นธุรกิจบริการ ที่มีการแข่งขันสูง จึงจำเป็นต้องคัดสรรค์สินค้าที่ดีที่สุด บริการที่ดีที่สุดนำเสนอต่อผู้ใช้บริการ รวมถึงความประทับใจในอัตลักษณ์ของชาตินั้นในแง่มุมที่ดีที่สุดด้วย
    สิ่งที่ถูกนำเสนอจากสายการบินไม่ว่าทางใดก็ตามจึงเป็นเรื่องของภาพพจน์ อัตลักษณ์ จุดขาย และหากทำการศึกษาอย่างละเอียดจะสามารถเข้าใจในเรื่องอัตลักษณ์ได้เป็นอย่างดี

    ขอบเขตการศึกษา
    1. ชื่อสายการบิน ตราสายการบิน คำชวัญสายการบิน
    2. สีประจำสายการบิน การแต่งกายของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน
    3. การบริการ ต้อนรับ ภาษาทักทาย วัฒนธรรมการเคารพ ธรรมเนียมปฏิบัติ
    4. ประวัติการก่อตั้งสายการบิน
    5. โฆษณาของสายการบิน
    6. การประดับ ตกแต่งลายละเอียดอื่น ๆ

    ทฤษฎี
    อัตลักษณ์ความเป็นชาติ ถูกนำเสนอออกมาในรูปสมบูรณ์แบบของกิจการสายการบิน ในกลไกทางการตลาด

  10. จิตตราพร เลิศศิริ says :

    กรอบในการศึกษาอิทธิพลของมหาอำนาจที่มีต่อประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ไม่มีรัฐใดในโลกที่สามารถดำรงอยู่ได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ได้รับอิทธิพลจากรัฐอื่นๆอาจสังเกตว่าตั้งแต่ในอดีต รัฐต่างๆที่มีการติดต่อค้าขายกันนั้น หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะได้รับอิทธิพลระหว่างกัน ทั้งในด้านขนบธรรมเนียมประเพณี ตลอดจนกรอบความคิด และแน่นอนว่าสิ่งเหล่านั้นส่งผลต่อรูปแบบการปกครองของรัฐต่างๆอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รัฐจำเป็นต้องพยายามปรับตัวให้เข้ากับสภาพสังคมเพื่อทำให้ตนได้ผลประโยชน์สูงสุด ในที่นี้ขอยกตัวอย่างเรื่องของการล่าอาณานิคม ที่เป็นผลผลิตจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม รัฐตะวันตกต้องการวัตถุดิบที่จะป้อนเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรมรวมถึงต้องการขยายตลาดให้กว้างขึ้น ลัทธิการล่าอาณานิคมซึ่งเป็นแนวความคิดของฝั่งตะวันตกจึงส่งผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ต่อประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ถูกมองว่าเป็นตลาดชั้นดีในการขนถ่ายสินค้ารวมถึงยังคงความอุดมสมบูรณ์เต็มไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ

    การศึกษาอิทธิพลของมหาอำนาจที่มีในภูมิภาคเอเชียงตะวันออกเฉียงใต้นั้นจะอยู่ภายใต้กรอบกลุ่มทฤษฎี Rationalism คือทฤษฎีที่พิจารณารัฐในฐานะตัวแสดงที่มีเหตุผล และทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของตน (States as unitary, rational, utility-maximizing actors) ทฤษฎีที่จัดอยู่ใน Rationalism ประกอบไปด้วยกลุ่ม realism และ liberalism อย่างไรก็ตามข้าพเจ้าจะขอเน้นการพิจารณารัฐภายใต้กรอบของ Neorealism หรือ Structural Realism นั่นคือการพิจารณาอิทธิพลของมหาอำนาจที่มีต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายใต้เงื่อนไขว่า สภาวะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นสภาวะอนาธิปไตย ที่ทำให้ตัวแสดงหลักภายใต้สภาวะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศซึ่งในที่นี่คือรัฐ จำต้องพยายามรักษาสถานภาพของตัวเองให้อยู่รอดให้ได้ด้วยตนเอง สิ่งสำคัญสำหรับทฤษฎี Neorealism คือ Self-help หรือการพยายามอยู่ให้ได้ด้วยตัวเอง เนื่องมาจากสภาวะอนาธิปไตย(Anarchy) ที่ปราศจากอำนาจสูงสุดในการควบคุมพฤติกรรมของรัฐต่างๆ สภาวะอนาธิปไตยได้สร้างเงื่อนไขให้กับรัฐต่างๆดังนี้ 1.จากสภาวะ No central authority ทำให้รัฐต่างๆหลีกเลี่ยงการร่วมมือเพราะปราศจากหลักประกันว่าต่างฝ่ายต่างจะยึดมั่นในข้อตกลงหรือกล่าวง่ายๆคือต่างฝ่ายต่างกลัวถูกหักหลัง
    2.จากการที่ต่างฝ่ายต่างพยายามเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ ทำให้การจะร่วมมือกับรัฐอื่นเป็นไปได้ยากขึ้น เพราะต้องมองผลประโยชน์ที่จะได้รับในรูปของ relative gain กล่าวคือไม่ใช่แค่จะได้ผลประโยชน์ร่วมกันแล้วจะร่วมมือกัน แต่ต้องพิจารณาในเงื่อนไขที่ว่าต้องได้ผลประโยชน์มากกว่า เพราะส่วนต่างของผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นอาจถูกแปรสภาพไปเป็นศักยภาพทางการทหาร ซึ่งส่งผลอิทธิพลของประเทศนั้นๆที่เพิ่มขึ้น จนอาจกระทบต่อเสถียรภาพความมั่นคงของอีกรัฐได้
    3.การที่รัฐร่วมมือกันจำทำให้เกิดภาวะพึ่งพิงกัน (Dependence) อันจะนำไปสู่ความเปราะบาง (vulnerability) ต่อการตัดสินใจของรัฐ กล่าวคือถ้ารัฐจะตัดสินใจกำหนดนโยบายอย่างใด อย่างหนึ่ง รัฐจำเป็นต้องคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นระหว่างความสัมพันธ์ระหว่างรัฐด้วย ทำให้รัฐขาดเอกภาพในการตัดสินใจ

    การที่รัฐจะสามารถใช้นโยบาย Self-help ได้นั้น รัฐจำเป็นต้องมีทรัพยากรที่มากพอที่จะขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจภายในประเทศดำเนินต่อไปได้ ทั้งนี้เพื่อคงไว้ซึ่งการรักษาเสถียรภาพอำนาจของตนด้วย แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือรัฐแต่ละรัฐมีทรัพยากรจำกัด ดังนั้นสิ่งที่รัฐจะทำภายใต้กรอบทฤษฎีแบบสัจนิยมใหม่ย่อมไม่ใช่การไปร่วมมือกับอีกรัฐเพื่อให้สามารถเข้าถึงทรัพยากรของอีกรัฐ แต่สิ่งที่รัฐที่เชื่อในกรอบทฤษฎีสัจนิยมใหม่จะทำคือการขยายอิทธิพลของตนเข้าไปสู่อีกรัฐ อาจจะเป็นในรูปแบบของศักยภาพทางการทหาร (Hard power) หรือการใช้อิทธิพลในรูปของ Soft power เพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ตนต้องการ

    ภายใต้กรอบทฤษฏีสัจนิยมใหม่นี้ ข้าพเจ้าจะขอแบ่งช่วงในศึกษาเป็นสองช่วงใหญ่ๆคือ
    1.ในช่วงประวัติศาสตร์การก่อร้างสร้างรัฐ ซึ่งในช่วงดังกล่าวจะเห็นถึงอิทธิพลของมหาอำนาจตะวันตกที่ยังคงอยู่ในกรอบแนวคิดของจักรวรรดินิยม หรืออยู่ในช่วงการล่าอาณานิคม เราจะเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสภาพสังคม วิถีชีวิตตลอดจนระบบการปกครอง ที่ถูกชาติตะวันตกปรับเปลี่ยนเพื่อให้เอื้อต่อการแสวงหาผลประโยชน์ของตน และการตอบสนองต่อระบบกดขี่ขูดรีดของเจ้าอาณานิคมของประชาชนในพื้นที่ จนนำมาสู่การเรียกร้องเอกราชในที่สุด
    2.ในช่วงของสภาวการณ์ในปัจจุบัน เนื่องจากสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้การเข้ามามีอิทธิพลของมหาอำนาจต่อประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่ได้ทำในรูปแบบการทหารดังเช่นในอดีต กฎเกณฑ์ระหว่างประเทศที่ถูกจัดตั้งขึ้นได้ทำให้การใช้ Hard power ไม่เป็นที่ยอมรับ รัฐมหาอำนาจจึงต้องเปลี่ยนรูปแบบการขยายอิทธิพลเป็นในรูปแบบของ soft-power ซึ่งส่วนใหญ่จะมาในรูปของการให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจแก่ประเทศที่กำลังพัฒนา หรือคือประเทศส่วนใหญ่ในภูมิภาคนี้ ตลอดจนอิทธิพลของสถาบันระหว่างประเทศที่บางครั้งถูกใช้เป็นเครื่องมือของรัฐมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาในการครอบงำทางความคิดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในรูปแบบของเศรษฐกิจเสรีนิยมภายใต้สถาบันการเงินอย่าง IMF และ WB

  11. รุ่งทิวา เงินปัน says :

    กรอบคิดในการศึกษาเรื่อง พรรครัฐบาล

    จากการอธิบายเรื่อง “พรรครัฐบาล” ของประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น จะนำเอาการศึกษาโดยใช้ Structural-functional approach มาอธิบายในเรื่องนี้
    การวิเคราะห์โดยใช้การศึกษาโครงสร้าง-หน้าที่ (Structural-functional approach) ในเรื่องพรรครัฐบาลของประเทศต่างๆในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น จะดูที่ตัวระบบของพรรครัฐบาลแต่ละประเทศว่ามีระบบเป็นอย่างไร และมีการแบ่งโครงสร้างหน้าที่เป็นแบบไหน ซึ่งความแตกต่างของรัฐบาลแต่ละประเทศก็จะขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการประเทศ ระบบบริหารจัดการแบ่งงานของตัวรัฐบาลเองในการดูแลแต่ละภาคส่วน รวมทั้งดูประวัติความเป็นมาของแต่รัฐบาลแต่ละที่ว่ามีที่มา และมีจุดเปลี่ยนเป็นอย่างไรบ้าง

    นอกจากนี้ก็จะดูที่โครงสร้างของระบอบการปกครองของแต่ละประเทศ ที่ต้องนำมาดูในเรื่องนี้ก็เนื่องจากมีความสอดคล้องกับพรรครัฐบาลที่จะทำให้เห็นถึงลักษณะเฉพาะของพรรครัฐบาลในแต่ละประเทศ ทำให้เห็นความแตกต่างของประเทศที่ปกครองแบบประชาธิปไตยและแบบสังคมนิยม หรือแบบอื่นๆ ว่าจะส่งผลให้พรรครัฐบาลที่เกิดขึ้นเป็นพรรครัฐบาลเดียวมาตลอด หรือมีการเปลี่ยนพรรครัฐบาลบ่อยครั้ง

    ต่อมาจะดูโครงสร้างด้านผู้ปกครองสูงสุดของรัฐหรือประมุขของรัฐ เนื่องจากในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีประเทศที่มีประมุขของรัฐทั้งที่เป็นกษัตริย์ เป็นทหาร หรือเป็นนายกรัฐมนตรีเพียงอย่างเดียว ที่ต้องนำมาดูในเรื่องนี้ด้วยนั้น เพราะนั่นทำให้เห็นว่า ถ้าหากประมุขของรัฐหรือผู้นำสูงสุดของรัฐเป็นใครก็ย่อมแสดงให้เห็นถึงความสำคัญและการมีอำนาจของพรรครัฐบาลว่าจะมีมากน้อยเพียงใดในการบริหารประเทศ
    โครงสร้างด้านต่อมาที่จะดูคือการตกอยู่ภายใต้อาณานิคมของประเทศตะวันตก การดูในด้านนี้นั้นทำให้เห็นว่าพรรครัฐบาลแต่ละประเทศจะรับอิทธิพลการปกครองของประเทศที่ตนตกเป็นอาณานิคมมามากน้อยแค่ไหน และทำให้เห็นถึงการให้ความสำคัญต่อตัวผู้นำพรรครัฐบาลว่าจะมีมากหรือน้อยอย่างไร เช่นประเทศสิงคโปร์ที่ตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศอังกฤษก็จะให้ความสำคัญไปที่ตัวนายกรัฐมนตรีเป็นอย่างมากถึงแม้ว่าจะมีการแต่งตั้งประธานาธิบดีขึ้นภายในประเทศด้วยก็ตาม เป็นต้น

    จากที่กล่าวมาในการใช้การศึกษาโครงสร้าง-หน้าที่ (Structural-functional approach) ในการอธิบายเรื่องพรรครัฐบาลในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น ก็เพื่อต้องการศึกษาโครงสร้างด้านต่างๆที่มีส่วนเกี่ยวข้องและมีความสำคัญต่อรูปแบบของพรรครัฐบาลในประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างระบบการบริหารของพรรครัฐบาลเองในประเทศ โครงสร้างระบอบการปกครองทั้งระบอบประชาธิปไตยหรือระบอบสังคมนิยม โครงสร้างด้านผู้นำสูงสุดของรัฐหรือประมุขแห่งรัฐ รวมทั้งโครงสร้างด้านการตกเป็นประเทศอาณานิคม จากโครงสร้างด้านต่างๆที่มองนั้นก็เพื่อจะต้องการมองให้รอบด้านถึงปัจจัยที่ส่งผลให้พรรครัฐบาลในแต่ละประเทศมีความแตกต่างกันในด้านไหนหรือแตกต่างกันอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นในด้านการใช้อำนาจในด้านต่างๆของประเทศ การดำรงตำแหน่งสำคัญๆต่างๆในประเทศ การแต่งตั้งบุคคลดำรงตำแหน่งต่างๆ การเป็นเจ้าผู้ปกครองรัฐ รวมทั้งการทำให้ประเทศของตนเองมีความสัมพันธ์อันดีงามและเปิดประเทศเพื่อต้อนรับประเทศเพื่อนบ้าน

    จากการใช้การศึกษาเชิงโครงสร้าง-หน้าที่ (Structural-functional approach) มาศึกษาเรื่องพรรครัฐบาล จากที่กล่าวมาทั้งหมดเมื่อได้ทำการศึกษาพรรครัฐบาลครบทุกประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว จะสามารถนำพรรครัฐบาลในแต่ละประเทศมาเปรียบเทียบถึงความเหมือนและหรือความแตกต่างในรูปแบบการบริหารงานของแต่ละพรรครัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องความมีเสถียรภาพของพรรครัฐบาลในแต่ละประเทศ การสืบทอดอำนาจของแต่ละรัฐบาล วาระการดำรงตำแหน่งในการเป็นพรรครัฐบาล อำนาจที่ใช้ในการบริหารประเทศ รวมทั้งหน้าที่ต่างๆที่พรรครัฐบาลได้จัดทำและมอบหมายให้แต่ละส่วนทำ เป็นต้น ซึ่งหลังจากเปรียบเทียบแล้วก็จะทำให้สามารถเข้าใจรูปแบบการบริหารงานของพรรครัฐบาลในแต่ละประเทศได้มากขึ้น และเข้าใจถึงความสามารถของพรรครัฐบาลในแต่ละประเทศที่สามารถจัดการดูแลประชาชนในทุกๆด้านว่ามีปัจจัยใดบ้างที่ให้อำนาจแก่พรรครัฐบาล แลมองเห็นอำนาจในการบริหารประเทศของพรรครัฐบาลในแต่ละประเทศได้

    รุ่งทิวา เงินปัน 5341051424

  12. นายวิชชวัฒน์ รอดรัตษะ 5441060124 says :

    นายวิชชวัฒน์ รดรัตษะ 5441060124

    วิเคราะห์เสรีภาพนักหนังสือพิมพ์ในประเทศสมาชิกอาเซียน ภายใต้แนวคิด
    ทฤษฎีสื่อสารเพื่อการพัฒนา (Development Communication Theory)

    ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ Sea ประกอบด้วยประเทศ กัมพูชา ลาว พม่า ไทย มาเลเซีย บูรไน ติมอร์ตะวันออก อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ มีพื้นที่ประมาณ 4,000,000 ตารางกิโลเมตร (1.6 ล้านตารางไมล์) มีประชากรมากกว่า 593 ล้านคน โดยกว่าหนึ่งในห้า (125 ล้านคน) อยู่บนเกาะชวาของอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นเกาะขนาดใหญ่ที่มีความหนาแน่นที่สุดในโลก ด้วยความที่ประเทศอินโดนีเซียมีประชากรถึง 230 ล้านคน ทำให้เป็นประเทศที่มีประชากรหนาแน่นมากเป็นอันดับ 4 ของโลก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความหลากหลายทางเชื้อชาติและศาสนาที่จะแตกต่างไปในแต่ละประเทศ มีชาวจีนโพ้นทะเล 30 ล้านคน อาศัยอยู่ในภูมิภาคนี้ โดยที่เด่นชัดที่สุดคือที่เกาะคริสต์มาส, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, อินโดนีเซีย และไทย รวมถึงชาวฮั้วในเวียดนาม เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าการที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีทั้งจำนวนประชาการที่มากและมีพื้นที่ขนาดใหญ่จึงทำให้การบริโภคสื่อข่าวสารย่อมมีปริมาณมากโดยเฉพาะ สื่อหนังสือพิมพ์ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นสื่อที่อยู่ใกล้ตัวทุกคนมากที่สุดตั้งแต่การเริ่มเข้ามาของสื่อในทุกวันนี้ เนื่องจากสื่อหนังสือพิมพ์มีราคาถูก หาซื้อได้ง่าย อีก
    ทั้งยังเป็นสื่อที่ทุกชนชั้นสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้โดยง่าย

    แต่ในปัจจุบันเราพบว่าการบริโภคสื่อหนังสือพิมพ์ดูเหมือนว่าจะเริ่มลดลงเนื่องจากการเข้ามาของสื่อสังคมออนไลน์ที่มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เป็นสื่อที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทุกๆคนสามารถเข้าถึงสื่อผ่านทางเว็บไซต่างๆได้มากยิ่งขึ้น พัฒนาการของสื่อดูเหมือนจะไม่มีกรหยุดนิ่งแต่อย่างไรโดยเฉพาะการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ฉับไว ทันเวลาและรวดเร็วมากกว่าแต่ก่อน ถึงกระนั้นสื่อหนังสือพิมพ์ก็ยังคงไม่มีวันหมดออกไปจากสังคมสื่อในปัจจุบันได้

    การมองเสรีภาพสื่อของนักหนังสือพิมพ์จะช่วยสะท้อนให้เห็นถึง ความมีเสรีภาพที่มากหรือน้อยเพียงไรในประเทศนั้นๆ เพราะการนำเสนอข้อมูลข่าวสารย่อมมาพร้อมกับการรับรู้ข่าวสารข้อมูล สื่อในแต่ประเทศมีเสรีภาพที่แตกต่างกันตามแต่การเปิดกว้างทางด้านสื่อของรัฐบาล รวมถึงสภาวะสังคมในแต่ละประเทศ สื่อหนังสือพิมพ์ที่เหล่านักหนังสือพิมพ์ได้ทำการนำเสนอข้อมูลข่าวสสารนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอาศัยหลักการพื้นฐานในการนำเสนอข้อมูล โดยมองบนพื้นฐาน ทฤษฎีสื่อสารเพื่อการพัฒนา (Development Communication Theory) ซึ่งมีหลักการไว้ว่า

    หลักการใหญ่ ๆ ของทฤษฎีนี้มีดังต่อไปนี้
    1. สื่อยอมรับและปฏิบัติตามภาระหน้าที่ตามนโยบายพัฒนาของชาติ
    2. เสรีภาพจะถูกจำกัดลงได้ตามความเหมาะสมด้านเศรษฐกิจ และด้านพัฒนาสังคม
    3. สื่อต้องสนับสนุนวัฒนธรรม และภาษาของชาติก่อนอื่นใด ในเนื้อหาของข่าวสาร ข้อมูล
    4. สื่อต้องเสนอข่าวสาร ข้อมูล เกี่ยวกับประเทศพัฒนาด้วยกันที่มีลักษณะภูมิประเทศ วัฒนธรรม และการเมืองคล้าย ๆ กัน
    5. บุคลากรในสื่อ แม้มีเสรีภาพ แต่ต้องมีความรับผิดชอบต่อการรวบรวมและกระจายข่าวสาร ข้อมูล
    6. เพื่อการพัฒนา รัฐบาลมีสิทธิเข้าแทรกแซง จำกัดในการทำงานของสื่อและสามารถตรวจตรา กำหนดเงินสนับสนุนจากรัฐหรือเข้าควบคุมโดยตรงได้

    ดังนั้นจึงอาจกล่าวโดยสรุปถึงบทบาทหน้าที่ของนักหนังสือพิมพ์ตามแนวทฤษฎีสื่อสารเพื่อการพัฒนาเป็นข้อ ๆ ได้ดังนี้คือ
    1. ควรจะต้องยอมรับหลักการและภาระในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมตามนโยบายและแผนที่ได้กำหนดไว้แล้ว โดยการเผยแพร่ข่าวสาร ความคิดเห็น และการศึกษาไปในทิศทางที่เห็นด้วยและสนับสนุนแนวนโยบายและแผนเหล่านั้น
    2. ควรจะต้องช่วยกันอนุรักษ์และพัฒนาและเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมของชาติเพื่อให้เป็นมรดกและเอกลักษณ์ที่แสดงความเป็นชาติ
    3. ควรจะต้องให้ความสำคัญกับการแลกเปลี่ยนข่าวสารกับประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ ที่มีความใกล้ชิดกันทางภูมิศาสตร์ ทางวัฒนธรรมและทางการเมือง
    ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นหลักการพื้นฐานของนักหนังสือพิมพ์ที่ต้องนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ตรงไปตรงมาบนพื้นฐานของความถูกต้องเพื่อให้ประชาชนได้ข้อมูลที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

    ในการเปิดประชาคมอาเซียนที่กำลังใกล้เข้ามาแล้วนั้นซึ่งที่นักหนังสือพิมพ์ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ คือ การปรับตัวของสื่อในประเด็นอาเซียน, หลักประกันการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพสื่อ, การละเมิดสื่อ การไม่ให้ความสำคัญกับบทบาทสื่อ ด้วยการปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงออกทางความคิด ยังมีอยู่มากและประเด็นสุดท้าย ความท้าทายใหม่ๆ ที่สื่ออาเซียนควรปรับตัวและรับรู้ด้วย

    อ้างอิง
    http://prachatai.com/journal/2013/01/44879
    http://e-book.ram.edu/e-book/m/mc111/mc111_09_06.html

  13. นางสาววุฒิณี ทองแก้ว 5341057224 says :

    หัวข้อที่ศึกษา คือ ผู้หญิงกับการเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
    ที่มา
    ความเท่าเทียม ความเสมอภาค เป็นหัวใจสำคัญของสังคมประชาธิปไตย จึงมีชุดความคิดเรื่องความเท่าเทียมกันของชนชั้น เผ่าพันธุ์ ชาติพันธุ์ รวมถึง เรื่อง เพศ การแบ่งแยกดังกล่าว ทำให้เกิดการต่อสู่ปลดแอก เพื่อความเท่าเทียม และความเสมอภาคกันในสังคม ดังจะเห็นได้จากในอดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งในอดีตจะเห็นได้อย่างชัดเจนจากการต่อสู้ทางชนชั้น แต่ในสังคมปัจจุบันประเด็นเรื่องความเท่าเทียมกันของมนุษย์ก็ยังคมอยู่แต่มาในรูปแบบความเท่าเทียมกันทางเพศเป็นส่วนใหญ่
    ผู้หญิงป็นประชากรครึ่งหนึ่งของทุกสังคมและโลก ถ้าขาดเพศหญิง ก็จะไม่สามารถดำรงเผ่าพันธุ์หรือมีชีวิตต่อไปได้เพราะ เป็นทั้งแม่ ผู้ให้กำเนิดและเลี้ยงดู อบรมบ่มนิสัยลูก เป็นผู้มีบทบาทสำคัญยิ่งของครอบครัว เป็นกำลังการผลิต และกิจกรรมของชุมชนและสังคมทุกประเทศ แต่อย่างไรก็ตามตั้งแต่สมัยโบราณถึงปัจจุบัน สภาพและสถานภาพของสตรีจะต่ำต้อยด้อยค่า ไม่เสมอภาคเท่าเทียมชาย และที่สำคัญ สตรีถูกกดขี่ ขูดรีด เหยียดหยาม และกีดกันทางสังคม เศรษฐกิจและการเมือง สภาพดังกล่าว ถือเป็นไม่เคารพสิทธิมนุษยชนของสตรีในทุกสังคม จึงมีการลุกขึ้นเรียกร้องสิทธิสตรี รัฐและสังคมประเทศต่างๆ ค่อยยอมรับฐานะและบทบาทของสตรี สิทธิสตรี ในระดับสากล มีการออกอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ ค.ศ. 1979 แต่การละเมิดสิทธิสตรียังดำรงอยู่อย่างกว้างขวาง แม้จะน้อยลงเมื่อเปรียบเทียบกับสมัยที่ผ่านๆ ทั้งนี้เป็นเพราะโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมที่ผู้ชายยังเป็นใหญ่ ค่านิยมในสังคมไทยที่ครอบงำสังคมให้ผู้หญิงอยู่ภายใต้อำนาจเป็นมาอย่างต่อเนื่อง สังคมยังมีทัศนคติที่ว่าผู้ชายเป็นใหญ่ ผู้ชายมีภรรยาได้หลายคน ผู้หญิงต้องทำงานบ้าน เลี้ยงลูก มีบทบาทสำคัญในครัว หรือถ้าผู้หญิงทำงาน นอกบ้านก็ยังต้องกลับมาทำงานในบ้านด้วย รวมถึงทัศนคติที่คิดว่าการที่ผู้หญิงออกมาเรียกร้องสิทธิมากๆ ทำให้ครอบครัวเกิดความแตกแยก สภาพดังกล่าว ก่อให้เกิดปัญหาสะสม มาเรื่อยๆ เช่น ปัญหากฎหมายที่บัญญัติให้สามีสามารถข่มขืนภรรยาของตนเองได้ ปัญหาการมีส่วนร่วมทางการเมืองหรือการเข้าไปมีบทบาทในตำแหน่งสำคัญของภาคราชการและเอกชน ผู้หญิงก็ยังได้ตำแหน่งโดยมีสัดส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับผู้ชาย รวมถึงปัญหาการค้ามนุษย์ซึ่งส่วนมากเป็นเด็กและสตรี
    เพศหญิง เป็นเพศที่ถูกกดขี่ในสังคมมาตั้งแต่สมัยโบราณ และเมื่อมีความคิดความเท่าเทียมดังกล่าวเพศหญิงจึงลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อความเสมอภาคนี้ แต่ถึงอย่างไรก็ตามเพศหญิงก็ยังถูกกดขี่ในสังคมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และสังคมอื่น ๆ ในโลกอยู่ โดยปัญหานั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย การศึกษานี้จะศึกษาในเรื่อบทบาท และ สิทธิ ของสตรีในแต่ละประเทศตะวันออกเฉียงใต้ ว่ามีสตรีมีสิทธิอะไรบ้างที่เท่าเทียมเพศชาย และไม่เท่าเทียมเพศชาย มีปัญหาสตรีถูกกดขี่โดยผู้ชายอย่างไรบ้าง สตรีในแต่ละประเทศมีความเท่าเทียมกันทางสังคมมากน้อยแค่ไหน ทั้งในทางกฎหมายและในทางปฏิบัติ และ เหตุใดผู้หญิงจึงดูมีอำนาจน้อย อะไรคือคือสิ่งที่ทำให้ผู้หญิงมีส่วนในการเข้าถึงสิทธิเสรีภาพ
    กรอบทฤษฎีที่จะใช้คือ
    Women’s rights , Historical background
    ขอบเขตการศึกษา
    1.บทบาทของผู้หญิงในสังคม ในครอบครัว
    2.บทบาทของผู้หญิงในพื้นที่การเมือง
    วิธีการศึกษา
    อ่านข่าว อ่านบทความ จากการดูภาพยนตร์
    ทฤษฏี
    1.พื้นฐานของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ส่วนใหญ่เดิมเป็นสังคมศักดินา ซึ่ง ถือเป็นสังคมชายเป็นใหญ่เพราะผู้ชายมีหน้าที่ ที่ต้องปกป้องดูและประเทศ สตรีจึงมีบทบาทน้อยมาก และ ยังเป็นผู้ตามอยู่ เมื่อเข้าสู่สังคมประชาธิปไตยแล้วในทางทฤษฎี สตรีมีสิทธิ์เท่าเทียมบุรุษ แต่ในทางปฏิบัติก็ยังเห็นอยู่ว่ามีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้สตรีถูกกีดกันจากสิทธิ์ที่ควรจะได้รับอยู่
    2.ในประเทศที่ยึดกฎหมายอิสลามเป็นหลักในการปฏิบัติได้ ซึ่งกฎหมายอิสลามมีการแบ่งแยกเพศอย่างชัดเจนจึงทำให้สตรียังถูกจำกัดสิทธิ์อยู่

    นางสาววุฒิณี ทองแก้ว 5341057224

  14. ณัฐณิชา เชาวลิต says :

    Conceptual Framework
    สื่อมวลชน(mass media)
    ความหมายและความสำคัญ
    สื่อมวลชน อันได้แก่ หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ ต่างมีบทบาทสำคัญในการเข้าถึง และเปลี่ยนแปลงความคิดของประชาชนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูง โดยเฉพาะในประเทศที่มีการปกครองแบบระบอบประชาธิปไตย สื่อมวลชนเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เสรีภาพในการเข้าถึงสื่อมวลชนเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า เพราะหากประชาชนไม่มีเสรีภาพในการแสดงออกและโดยการเข้าถึงสื่อมวลชนแล้วประชาธิปไตยก็เป็นไปได้ยากยิ่ง
    บทบาทที่สำคัญของสื่อมวลมีสองทาง ทางแรก คือ สะท้อนความเห็นของมวลชน และทางที่สอง คือ เป็นกระบอกเสียงให้กับรัฐบาล ในประการแรก ความคิดเห็นของสื่อมวลชนอาจจะสะท้องเสียงของประชาชน เพราะสื่อมวลชนก็เป็นผลผลิตของสังคม หากสื่อมวลชนพูดอะไรไม่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน สื่อนั้นก็จะไม่ได้รับการ
    เป็นการโฆษณาชวนเชื่อจากรัฐบาล สื่อมวลชนอาจจะรับใช้รัฐบาลก็ได้ โดยการโฆษณาชวนเชื่อ หรือเป็นกระบอกเสียงให้กับการทำงานของรัฐบาล จะเห็นได้ชัดเจนในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบเผด็จการ เช่น ประเทศจีน พม่า หรือประเทศทุนนิยมเผด็จการ เช่นประเทศสิงคโปร์ เป็นต้น ส่วนประเทศที่อ้างว่าเป็นประชาธิปไตย เช่น สหรัฐอเมริกา ก็เช่นเดียวกัน มีการใช้ประโยชน์จากสื่อมวลชน ในการอ้างความชอบธรรมของการต่างประเทศของสหรัฐไปทั่วโลก
    ในปัจจุบัน สื่อมวลชนมีอิทธิพลต่อประชาชนอย่างมาก วิทยุ โทรทัศน์ และภาพยนตร์ เป็นสื่อที่ทำให้ผู้บริโภคทั้งได้เห็นและได้ยิน จึงมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงมติมหาชน และสร้างความคิดเห็นของมวลชนได้ดี เช่นการที่สื่อมวลชนโดยเฉพาะวงการภาพยนตร์ พยายามสร้างหนังกระแสชาตินิยม เพื่อสร้างกระแสรักชาติให้เกิดในสังคมไทย แต่ในอีกแง่หนึ่งก็น่าสนใจศึกษาที่ว่า การสร้างหนังกระแสชาตินิยมเรื่องที่ 2 ,3 และเรื่องต่อๆไปนั้น เพื่อประโยชน์ในการค้ามากกว่าจะมุ่งสร้างกระแสหรือไม่
    ปัจจัยที่ทำให้สื่อมวลชนมีความสำคัญทางการเมือง
    1.การขยายตัวอย่างรวดเร็วของสื่อมวลชน
    2.ลัทธิทุนนิยมแพร่หลายไปทั่วโลก
    3.การขยายตัวของอุดมการณ์ประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพ
    บทบาทของสื่อมวลชนในทางการเมือง
    1.เผยแพร่ข้อมูลตามหลักความจริง ทัศนคติ และความคิดเห็น
    2.เปิดโปงเรื่องราวความจริงที่อาจเป็นประโยชน์ต่อสังคม
    3.ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล
    4.สร้างอุดมการณ์ ค่านิยม
    5.เป็นตัวกลางในการแสดงความคิดเห็นร่วมของประชาชน
    6.เป็นตัวกลางในการร้องเรียนความผิดพลาดต่างๆ
    7.ส่งต่อความคิดเห็นไปยังรัฐบาล
    8.ช่วยประชาสัมพันธ์การทำงานของรัฐบาล
    น.ส. ณัฐณิชา เชาวลิต 5441014324

  15. วัชราพร คงศิริปัญญา says :

    “การดำเนินนโยบายด้านการศึกษาโดยรัฐบาลของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”
    ในการศึกษาเรื่องการดำเนินนโยบายด้านการศึกษาโดยรัฐบาลของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้ ข้าพเจ้าจะใช้ทฤษฎีสัจนิยมใหม่ในการศึกษาตามหัวข้อรายงานข้างต้น

    ในการดำเนินนโยบายใดๆก็ตามของรัฐนั้นย่อมมีความต้องการที่จะให้ได้ผลประโยชน์คืนแก่รัฐอย่างสูงสุด โดยในที่นี้จะมองผลประโยชน์ หรือก็คือผลที่ได้จากการดำเนินนโยบายด้านการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ซึ่งเป้าหมายที่จะได้จากการดำเนินนโยบายการศึกษานั้นๆก็จะเป็นไปเพื่อการพัฒนาประเทศให้ไปสู่ความเจริญสูงสุดเท่าที่รัฐจะมีศักยภาพทำได้นั่นเอง และสำหรับนโยบายด้านการศึกษานี้ตัวรัฐบาลซึ่งเป็นตัวแทนของรัฐจะเป็นผู้ดำเนินการเองโดยจะมีการสั่งการลงไปเพื่อมอบหมายหน้าที่ให้แต่ละหน่วยย่อยซึ่งก็คือสถาบันการศึกษาทั้งหลายนั้นกระทำตามที่มีคำสั่งหรือประกาศใดๆออกมา รัฐบาลที่เป็นตัวแทนของรัฐในการบริหารประเทศนี้จะมีอำนาจสูงสุดในการสั่งการและตัดสินใจในเรื่องใดๆก็ตาม ซึ่งเป็นการตัดสินใจเพื่อบริหารจัดการทรัพยากร(มนุษย์)ที่รัฐนั้นครอบครองอยู่ และในการดำเนินนโยบายก็ย่อมต้องมีกฎระเบียบเพื่อให้หน่วยย่อยต่างๆปฏิบัติตามเพื่อให้บรรลุตามเป้าระสงค์อันมีผลประโยชนสูงสุดของรัฐเป็นที่ตั้งสำคัญ

    การที่รัฐบาลจะกำหนดเป้าหมายของการดำเนินนโยบายด้านการศึกษานั้น ก็จะคำนึงถึงผลที่จะได้ตามมาเป็นหลัก และดูจากกระแสภายนอกด้วย ยกตัวอย่างเช่น ในปัจจุบันนี้ ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สำคัญและใช้สื่อสารกันในเวทีระดับประเทศ หากรัฐบาลต้องการที่จะให้ประชาชนของตนสามารถแข่งขันกับประชาชนของนานาประเทศ อันรวมไปถึงเพื่อที่จะให้ประเทศของตนสามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆได้ก็จำเป็นที่จะต้องเตรียมความพร้อมและให้มีการเรียนการสอนภาษาอังกฤษเพิ่มเข้าไปในหลักสูตรการศึกษาของประเทศด้วย เพื่อทำให้บุคลากรอันเป็นทรัพยากรของประเทศมีศักยภาพทัดเทียมประเทศอื่นๆได้

    รัฐบาลต้องมีการเตรียมความพร้อมของทรัพยากรบุคคลเพื่อที่จะสามารถรับมือกับเหตุการณ์ในอนาคตได้ ในการดำเนินนโยบายการศึกษาหรือการกำหนดหลักสูตรการศึกษาต่างๆ จะต้องมีการเตรียมการพร้อมรับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การจะเกิดขึ้นของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในอนาคตอันใกล้นี้ กระทรวงศึกษาธิการของแต่ละประเทศในภูมิภาคนี้จะมีการเตรียมการที่จะรับมือกับสถานการณ์นี้อย่างไร เพื่อให้ประชาชนของตนสามารถแข่งขันกับเพื่อนบ้านหรืออยู่ในฐานะที่ได้เปรียบกว่าได้ เพื่อให้รัฐมีความมั่นใจในการแข่งขันและอยู่รอดได้เป็นอย่างดีภายใต้บริบทใหม่นี้ หรืออาจจะหวังผลที่มากกว่านั้นคือเพื่อทำให้ประเทศสามารถก้าวมาเป็นผู้นำภายในภูมิภาคด้วยทรัพยากรมนุษย์ ที่ซึ่งผ่านกระบวนการขัดเกลา ฝึกฝนโดยนโยบายด้านการศึกษาที่รัฐบาลเป็นผู้กำหนดมาแล้วนั่นเอง

    ในการดำเนินนโยบายด้านการศึกษานี้อาจจะมีการรวมกลุ่มกับประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อความร่วมมือในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์นี้ร่วมกัน หรืออาจจะเป็นการร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆเพื่อพัฒนาระบบการศึกษา แต่ถึงกระนั้นหากมองตามหลักสัจนิยมแล้ว การรวมกลุ่มเพื่อความร่วมมือต่างๆนั่นไม่มีความเสถียร กล่าวคือ ต่างก็มีผลประโยชน์แอบแฝงอันหวังซึ่งผลประโยชน์สูงสุดของตนเป็นที่ตั้ง รัฐบาลของแต่ละประเทศจะต้องแข่งขันกันเพื่อความอยู่รอด และความเป็นใหญ่ของรัฐตนอันรวมไปถึงผลประโยชน์ของรัฐบาลเองด้วยนั่นเอง

    นางสาววัชราพร คงศิริปัญญา

    5341254524

  16. สุวิจักขณ์ คีรีพัฒนานนท์ says :

    เพลงชาติและธงชาติ

    ในธงชาติและเพลงชาตินั้น 2 สิ่งนี้เป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวของทุกคนตั้งแต่เกิดจนกระทั่งปัจจุบัน ซึ่งเราได้คลุกคลีกับทั้ง 2 สิ่งนี้มาทั้งการร้องและการเห็นตัวผืนธงชาติ แต่ภายในสิ่งที่เราเห็นนั้นล้วนแล้วแต่สอดแทรกทั้งประวัติศาสตร์ความเป็นชาติ สถาบันที่สำคัญของชาติรวมถึง สิ่งที่ต้องการปลูกฝังต่อผู้รับ

    ในเพลงชาติและธงชาตินั้นจากที่ได้กล่าวไปถึงบริบทต่าง ๆ โดยคร่าว ๆ ในส่วนนี้ผมอยากที่จะทำการศึกษาเนื้อเพลงชาติละธงชาติเนื่องจากหลายสาเหตุ โดยสิ่งที่ต้องการนั้นจะเป็นความต้องการที่จะศึกษาถึงเนื้อหาความหมายของเพลงชาติว่ามีลักษณะเป็นอย่างไรมีความหมายเช่นไรและท่วงทำนองเป็นเช่นไร มีการสอดแทรกสิ่งใดที่เข้ามาปลูกฝังอยู่ภายในจิตใจมากน้อยเพียงใด อีกทั้งเพลงชาตินี้มีนัยความหมายซ้อนเร้นและที่เปิดเผยโดยเน้นไปที่เรื่องใด เช่น บางประเทศมีการแสดงให้เห็นถึงสถาบันต่าง ๆ ที่สำคัญของประเทศ ทั้งสถาบันกษัตริย์ สถาบันทางศาสนา ดังเช่นในเพลงชาติของประเทศบรูไนและกัมพูชานั้นมีความต้องการที่จะสอดแทรกให้เห็นถึงความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์และความธำรงค์อยู่ของสถาบันพระมหากษัตริย์ และในส่วนของบริบทของธงชาตินั้นจะทำการมองในมุมเดียวกับธงชาติ โดยที่จะศึกษาถึงความหมายในแต่ละสีหรือภาพสัญลักษณ์ที่อยู่บนผืนธงชาติว่าเป็นเช่นไรและสอดแทรกให้เห็นนัยความหมายอย่างไร โดยที่จะนำมาเปรียบเทียบกับเนื้อเพลงชาติว่าทั้ง 2 อย่างนี้มีความสอดคล้องกันมากน้อยเพียงใด ทั้งในบริบททางด้านความหมาย สิ่งที่ต้องการเน้นเป็นสำคัญรวมถึงสถาบันสำคัญในประเทศ

    ในส่วนต่อมาคือทำการศึกษาถึงเงื่อนไขและประวัติศาสตร์ของแต่ละประเทศผ่านมุมมองทางด้านเนื้อเพลงชาติและธงชาติ ว่าทั้ง 2 สิ่งนี้มีเงื่อนไขในการสร้างและเปลี่ยนแปลงธงชาติและเพลงชาติอย่างไรซึ่งจะทำให้สามารถมองเห็นรายละเอียดในเชิงประวัติศาสตร์ทางด้านการเมืองการปกครองของแต่ละประเทศผ่านเรื่องธงชาติและเพลงชาติได้ เช่น มีการเปลี่ยนธงชาติใหม่ ๆ ในหลายประเทศเนื่องด้วยเงื่อนไขทางการเมืองการปกครอง เช่น หลาย ๆ ประเทศที่ได้รับเอกราชจากชาติตะวันตกทำให้หลุดพ้นจากการเป็นอาณานิคมทำให้มีการเปลี่ยนธงชาติใหม่และในบางประเทศมีการเปลี่ยนเพลงชาติ ซึ่งในที่สุดแล้วจะทำให้สามารถรับรู้ได้ถึงประวัติศาสตร์ทางการเมืองได้ในระดับหนึ่ง

    ในส่วนสุดท้าย คือ เมื่อได้ศึกษาถึงในประเด็นทั้ง 2 ประการที่ผ่านมาแล้วจะสามารถที่จะศึกษาเปรียบเทียบเพื่อดูบริบททางด้านต่าง ๆ ของแต่ละประเทศได้ โดยที่จะเน้นการศึกษามองดูในประเด็นทางด้านการเมืองการปกครองเป็นหลัก ซึ่งสามารถสรุปสิ่งที่ต้องการได้ดังนี้ คือ ต้องการที่จะศึกษาให้เห็นถึงสภาพบริบททางการเมืองของแต่ละประเทศ โดยผ่านการมองจากเพลงชาติและธงชาติ โดยที่ต้องการจะเห็นตั้งแต่ในอดีตจนกระทั่งปัจจุบันผ่านเงื่อนไขในการเปลี่ยนแปลงธงชาติและเพลงชาติ ต้องการที่จะศึกษาให้เห็นถึงเนื้อหาของเพลงชาติและธงชาติเพื่อที่จะศึกษาและชี้ให้เห็นว่าในความเป็นจริงแล้วเพลงชาติที่ประชาชนในแต่ละประเทศร้องและคลุกคลีอยู่ทุกวันมีนัยความหมายที่ซ้อนเร้นที่ต้องการปลูกฝังให้ประชาชนเป็นเช่นไร โดยดูจากเนื้อเพลงชาติและความหมายธงชาติ และสิ่งที่ต้องการเป็นสิ่งสุดท้ายและสำคัญที่สุด คือ ต้องการศึกษาทั้ง 2 ประการแรกของแต่ละประเทศแล้วนำมาเปรียบเทียบกับประเทศต่าง ๆ เพื่อให้เห็นถึงรูปแบบในการเปลี่ยนแปลงทางด้านการเมืองการปกครองในเชิงประวัติศาสตร์ทางการเมืองของแต่ละประเทศ เพื่อที่จะสามารถมองเห็นในภาพรวมว่าลักษณะการเปลี่ยนแปลงของแต่ละประเทศนั้นเป็นไปโดยเงื่อนไขเดียวกันหรือไม่ มีบริบททางการเมืองในอดีตที่คล้ายคลึงกันหรือไม่และรวมถึงสามารถที่จะสรุปได้ถึงภาพรวมทางด้านการเมืองการปกครองของแต่ละประเทศผ่านเงื่อนไขในการเกิดธงชาติและเพลงชาติในแต่ละประเทศว่าเป็นไปในทิศทางใด และในที่สุดจะนำมาถึงข้อสรุปของรูปแบบแนวทางในการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของภูมิภาคนี้

    นายสุวิจักขณ์ คีรีพัฒนานนท์ 534 10623 24

  17. ณัชชารีย์ ทิศาสมบูรณ์สิน 5341017124 says :

    ชาตินิยม

    กรอบการศึกษา – ศึกษาชาตินิยมของแต่ละประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในแง่ของการเป็นเครื่องมือของรัฐ ในการปกครอง และสร้างความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของปัจเจกชนในรัฐ

    ทำการพิจารณาชาตินิยมในสองทัศนะใหญ่ ๆ คือ ชาตินิยมในฐานะสิ่งที่เป็นผลผลิตทางประวัติศาสตร์ และชาตินิยมในบริบทของสิ่งใหม่ที่ถูกสร้างขึ้น หรือก็คือการศึกษาชาตินิยมในมุมมองของสองสำนักคิด คือสำนักเก่าแก่โบราณ (primordialist) ที่มีนักคิดเช่น A.D Smith, Clifford Geertz และสำนักสมัยใหม่ (modernist) นักคิดเช่น Benedict Anderson เป็นต้น ทั้งนี้จะอาศัยข้อคิดของนักคิดหลาย ๆ ท่านประกอบการพิจารณา แต่จะไม่ขอเจาะจงแนวคิดของนักคิดคนใดเป็นพิเศษ คงจะสรุปรวมแนวคิดที่คล้ายกันเพื่อใช้เป็นกรอบในการวิเคราะห์

    ที่จำเป็นต้องศึกษาชาตินิยมโดยใช้กรอบคิดสองอย่างก็เพราะ ชาตินิยมมีความซับซ้อนในตัวเอง ทั้งในแง่ของการกำเนิดและผลบังคับใช้ต่อสังคม อีกสาเหตุหนึ่งเพราะไม่มีกรอบแนวคิดใดที่สามารถอธิบายครอบคลุมความเป็นชาตินิยมในภูมิภาคนี้ได้โดยลำพังตัวมันเอง

    การศึกษาในกรอบทัศนะแรก เป็นการศึกษาภายใต้กรอบความคิดที่ว่าชาตินิยมเป็นผลผลิตทางประวัติศาสตร์ เป็นผลของการหลอมรวม ชาติพันธุ์ ภาษา ศาสนา วัฒนธรรม ความเชื่อ ถิ่นฐาน และประวัติศาสตร์เข้าด้วยกัน การศึกษาในกรอบความคิดนี้เหมาะสมแก่การศึกษาในบริบทของประวัติศาสตร์ที่ยาวนานของแต่ละชาติพันธุ์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมไปถึงใช้อธิบายปฏิกิริยาโต้ตอบต่อลัทธิอาณานิคมของชาติตะวันตกได้ในส่วนหนึ่ง

    สำหรับอีกแนวคิดหนึ่งนั้นมองชาตินิยมในฐานะสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น คือเป็นสิ่งใหม่ อาจเกิดขึ้นจากความต้องการของชนชั้นนำ หรือเป็นผลผลิตจากพัฒนาการทางสังคมและเศรษฐกิจ หรือเป็นผลจากการดข้ามาของอารยะธรรมตะวันตก กรอบจำกัดในที่นี้จึงเหมาะแก่การศึกษาชาตินิยมใหม่ที่เกิดขึ้นในหลายประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งนี้เพราะโดยความเป็นจริงแล้วประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประกอบด้วยชาติพันธุ์หลายชาติพันธุ์ ไม่ใช่รัฐของชาติพันธุ์ในชาติพันธุ์หนึ่งเพียงลำพัง ประเทศเหล่านี้จึงมีความจำเป็นต้องสร้างความเป็นชาติขึ้นมาใหม่ ใช้ชาตินิยมสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันภายในรัฐ และทำให้สามารถขับเคลื่อนรัฐต่อไปได้

    ในส่วนของวิธีการศึกษา ข้าพเจ้าใช้วิธีการศึกษาผ่านการศึกษาประวัติศาสตร์ของแต่ละประเทศ ในกรอบพิจารณาซึ่งได้กล่าวไปแล้วข้างต้น เมื่อได้ข้อสรุปของแต่ละประเทศมาแล้ว จึงจะนำข้อสรุปที่ได้ในแต่ละประเทศมาทำการเปรียบเทียบ พิจารณาร่วมกันอีกครั้งหนึ่ง

    อ้างอิง

    ธีรยุทธ บุญมี. ชาตินิยมและหลังชาตินิยม. พิมพ์ครั้งที่3. กรุงเทพมหานคร: สายธาร, 2547.
    เบน แอนเดอร์สัน. ชุมชนจินตกรรม. กรุงเทพมหานคร: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์, 2552.

  18. THEME THANAPRAT GONGSAB says :

    ทฎษฎีและขอบเขตุการศึกษา
    การศึกษาเรื่อง “สายการบินแห่งชาติอาเซียน” นั้น สามารถทำให้เราเข้าใจในอัตลักษณ์ของชาตินั้น ๆ ได้ง่ายยิ่งขึ้น เพราะสายการบินแห่งชาติทุกชาติในโลกย่อมมีจุดขายที่เอกลักษณ์ประจำตัว ซึ่งย่อมจะดึงเอาเอกลักษณ์ประจำชาตินั้นเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของชื่อสายการบิน ตราสัญลักษณ์ประจำสายการบิน คำขวัญสายการบิน การแต่งกายของพนักงานบนเครื่อง อาหารบนเครื่อง ภาษา วัฒนธรรม ธรรมเนียมปฏิบัติ ต่างสะท้อนความเป็นชาติของประเทศนั้น ๆ
    อีกเพราะสายการบิน เป็นธุรกิจบริการ ที่มีการแข่งขันสูง จึงจำเป็นต้องคัดสรรค์สินค้าที่ดีที่สุด บริการที่ดีที่สุดนำเสนอต่อผู้ใช้บริการ รวมถึงความประทับใจในอัตลักษณ์ของชาตินั้นในแง่มุมที่ดีที่สุดด้วย
    สิ่งที่ถูกนำเสนอจากสายการบินไม่ว่าทางใดก็ตามจึงเป็นเรื่องของภาพพจน์ อัตลักษณ์จุดขาย และหากทำการศึกษาอย่างละเอียดจะสามารถเข้าใจในเรื่องอัตลักษณ์ได้เป็นอย่างดี
    ขอบเขตการศึกษา
    1. ชื่อสายการบิน ตราสายการบิน สีประจำสายการบิน คำชวัญสายการบิน
    2. การแต่งกายของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน
    3. การประดับ ตกแต่งลายละเอียดอื่น ๆ
    ทฤษฎี
    “อัตลักษณ์ความเป็นชาติ คือ ลักษณะ วัฒนธรรมของแต่ละชนเผ่า แต่ละชาติ ที่สร้างขึ้น” (นิธิ เอียวศรีวงศ์) และถูกนำเสนอออกมาในรูปแบบต่าง ๆ เช่น วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ภาษา การแต่งกาย สัญลักษณ์ ฯลฯ อีกทั้งยังสามารถเปลี่ยนแปลงไปได้ผ่านกาลเวลา ผ่านยุคผ่านสมัย ผ่านสังคม
    ธุรกิจสายการบิน เป็นธุรกิจข้ามชาติ อย่างลีกเลี่ยงไม่ได้ กลไกทางการตลาดบีบบังคับให้เกิดการแข่งขัน ธุระกิจการบินในปัจจุบันแปรสภาพจาก การให้บริการการเดินทาง มาเป็นการให้บริการความสะดวกสบาย ประสบการณ์ เป็นต้น ในฐานะของสายการบินแห่งชาติ การสร้างความโดดเด่นเพื่อการค้านั้น จะเป็นต้องอาศัยศักยภาพในอัตลักษณ์ความเป็นชาตินั้น ที่มีความโดดเด่น แตกต่าง หน้าสนใจ เพียงพอที่จะแข่งขันกับสายการบินอื่น ๆ บนโลกได้
    อัตลักษณ์ความเป็นชาติที่ปรากฎได้ในสายการบินจึงเป็นอัตลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบที่สุด และแสดงให้เห็นถึงความดีงามที่คนในชาตินั้นภูมิใจเสนอมากที่สุด และส่วนใหญ่จะปรากฎออกมาในรูปแบบของทัศนศิลป์ (Visual Art) คือ ศิลปะที่มองเห็นได้ การรับรู้ทางจักษุประสาท โดยการมองเห็น สสาร วัตถุ และสรรพสิ่งต่าง ๆ ที่เข้ามากระทบ รวมถึงมนุษย์ และสัตว์ จะด้วยการหยุดนิ่ง หรือเคลื่อนไหวก็ตาม หรือจะด้วยการปรุงแต่ง หรือไม่ปรุงแต่งก็ตาม ก่อให้เกิดปัจจัยสมมุติต่อจิตใจ และอารมณ์ของมนุษย์ อาจจะเป็นไปในทางเดียวกันหรือไม่ก็ตาม มีขั้นตอนและกระบวนการในการถ่ายทอดที่มีลักษณะเฉพาะ หรืออาจจะกว่าว่า ทัศนศิลป์ที่เราเห็น สามารถทำให้เราสามารถตีความหมายของมันได้ต่อมา ซึ่งทัศนศิลป์ในสายการบิน เช่น ชื่อสายการบิน การประดับตกแต่ง การใช้สี การแต่งกาย เป็นต้น และความหมายของมันก็คือ “ชาติ”
    “ความเป็นชาติ” สำหรับชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้วเป็นปรากฎการณ์ใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นในยุคอาณานิคมนี้เอง ก่อนหน้านั้นเป็นเพียง เมือง นคร เวียง มีอาณาเขตุ อำนาจปกครอง อัตลักษณ์ อยู่ภายในกำแพงเมืองเท่านั้น วัฒนธรรมเดียที่มีขนาดใหญ่กว่าอัตลักษณ์ความเป็นเมือง คือ พุทธศาสนา
    อัตลักษณ์ช่วงเปลี่ยนผ่าน จากเมืองมาสู่ความเป็นชาติแล้ว นอกจากพุทธศาสนา คือ อัตลักษณ์ของการปกครองโดยระบอบกษัตริย์ ที่ยังดำรงอยู่ และถูกให้คุณค่ากับมัน เพราะกษัตริย์มีความมั่งคั่ง ยิ่งใหญ่ในสมัยก่อน ดั้งนั้น ศิลปะ ความวิจิตรงดงาม จึงอยู่คู่แต่กับกษัตริย์ในสมัยโบราณ อีกโบราณวัตถุ โบราณสถานที่ยังอยู่ทนถึงทุกวันนี้ ส่วนใหญ่ล้วนเป็นของกษัตริย์
    กล่าวคือ อัตลักษณ์ความเป็นชาติของทุกวันนี้ ล้วนมาจากผลพวกทางประวัติศาสตร์ที่มีการปกครองโยกษัตริย์ทั้งหมด ไม่ว่าอัตลักษณ์นั้นจะถูกสร้างขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์อะไร แต่อัตลักษณ์นั้นถูกสร้างขึ้นมาจากพื้นเพทางประวัติศาสตร์
    นอกจากอัตลักษณ์ที่เป็นมาจากกษัตริย์แล้ว ยังมีอัตลักษณ์ที่มาจากปัจจัยภายนอกอีก คือ ความเชื่อ ศาสนา และเจ้าอาณานิคมที่เข้ามารุกดินแดนแถวเอเชียตะวังออกเฉียงใต้นี้ ทำให้เกิดการผสมของอัตลักษณ์ จนกระทั้งบางครั้งเราไม่อาจแยกความเป็นอาณานิคม กับอัตลักษณ์ดั่งเดิมออกจากกันได้ อีกยังรวมทั้งสองสิ่งเข้าเป็นอัตลักษณ์ประจำชาติของชาตินั้น ๆ
    อัตลักษณ์ความเป็นชาติในสายการบินนั้น เป็นอัตลักษณ์สมบูรณ์ที่ชาตินั้นภูมิใจนำเสนอดังที่กล่าวมาข้างต้น จากแนวคิดและทฤษฎีแล้ว อัตลักษณ์ในสายการบิน จะต้องสามารถสะท้อนถึงประวัติความเป็นมาของชาตินั้นได้ อีกสะท้อนวัฒนธรรมความคิดของชาติในปัจจุบัน ที่มีผลต่อค่านิยม อุดมการณ์ทางการเมืองของชาติได้
    โดยสรุปแล้ว อัตลักษณ์ความเป็นชาติที่สะท้อนผ่านทัศนศิลป์ในสายการบิน สามารถสะท้อนถึงสังคม วัฒนธรรม ความเป็นชาติของชาตินั้น ๆ ได้ต่อมา

  19. Jakraparkt says :

    นายจักรภาค ทวยหาญรักษา 524 10010 24

    Conceptual Framework

    (ทฤษฎีพื้นที่สาธารณะและพื้นที่เสมือน Public/Virtual Community) J.Habermas
    เมื่อโลกได้ย่างก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 การปรากฏตัวของพื้นที่ใหม่ที่เรียกว่า “โลกไซเบอร์” (cyberspace) ได้กลายเป็นเวทีแห่งการแข่งขัน (sphere of contestation) ระหว่างพลังประชาธิปไตยขนานใหญ่ที่มุ่งแสวงหาการใช้อินเตอร์เน็ตในฐานะเป็นเทคโลยีที่จะมาปลดปล่อย (liberation technologies) ขยายและเพิ่มเสรีภาพในการแสดงออก (freedom of expression), ความรู้ และการเชื่อมต่อกันของภาคสังคม ขณะที่บรรดารัฐเผด็จการ (autocratic state) ต่างมุ่งที่จะอุดช่องว่างระบบการควบคุมพื้นที่นี้เอาไว้อย่างแน่นหนา
    ปรากฏการณ์ Arab Spring ได้ให้ความหมายใหม่กับ เครือข่ายสื่อทางสังคมรูปแบบใหม่ (new social media networks) ซึ่งได้กลายเป็นเครื่องมือที่สำคัญยิ่งของบรรดา activists ในการระดมขับเคลื่อนผู้คนออกมาสู่การปฏิวัติ และสะท้อนความล้มเหลว ความไร้ศักยภาพของรัฐในการกระชับการควบคุม ระบุ, ป้องกัน, ตรวจตราและระงับเครือข่ายชนิดใหม่นี้ได้ ขณะที่จีนได้พยายามวางแนวทางในการป้องกันเชิงรุกเพื่อขัดความพื้นที่ไซเบอร์นี้ ผ่านระบบการป้องกันในระยะยาว ที่มีการคัดกรอง (filtering), เซ็นเซอร์ (censorship), การเฝ้าดู (surveillance) ที่มีเทคนิควิธีที่มีแนวโน้มก้าวร้าวรุนแรงมากขึ้น เช่น การแบน Facebook และการปิดการเข้าถึง Youtube โดยกระบวนการของรัฐในการใช้ระเบียบกฎหมายในฐานะข้ออ้างในการจำกัด (as pretext for restriction) ต่างๆนาๆ เช่น การจำแลงของเหตุผลด้านความมั่นคง-การยึดเหนี่ยวทางสังคมและความอ่อนไหวทางวัฒนธรรม (the guise of national security, social cohesion cultural sensitivity) ได้เปรียบเสมือนการตอกย้ำปฏิกิริยาที่รุนแรงและไม่เอื้อประโยชน์ให้กับการเติบโตของ ภาคประชาสังคม (civil society) จนทำให้เกิดสภาวะเป็นกำแพงที่ปิดกั้นขอบเขตการเคลื่อนไหวของโลกไซเบอร์ (national cyber zone) จากโลกภายนอก เสมอเสมือนกับ กำแพงเมืองจีน (The Great Wall) ที่กั้นในเชิงกายภาพในสมัยก่อน กล่าวคือพื้นที่ทางโลกไซเบอร์ได้ยกระดับจนกลายเป็นอาณาเขต (Domain) ที่มีความสำคัญกับอำนาจอธิปไตยของรัฐ เทียบเท่า พื้นดิน, อากาศ, ทะเลและอวกาศไปแล้ว ในทางการเมืองนั้นได้โยงมาสู่ประเด็นศึกษาทางการแข่งขันในภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างพลังประชาธิปไตยและเผด็จการ ที่ซึ่งในขณะนี้ภูมิภาคที่เป็นที่น่าตึงเครียดที่สุดคือ เอเชีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เอง ก็เป็นภูมิภาคย่อย (Sub-region) ที่กำลังมีแนวโน้มในการเป็นรัฐเผด็จการอำนาจนิยมมากขึ้นในการควบคุมสื่อ โดยหวังว่าจะควบคุมได้เหมือนที่จีนทำด้วยเทคโนโลยีที่ซับซ้อน ที่ภาคประชาสังคมมิอาจจะตระหนักรู้ด้วยซ้ำว่า กำลังถูกควบคุมอยู่ ซึ่งเป็นความน่ากลัวอย่างยิ่ง ยิ่งไปกว่าปัญหา Self-Censorship ของ Mass Media เดิมเสียอีก
    หากเราจะแบ่งช่วงระยะเวลาของการออกกฎควบคุมพื้นที่ไซเบอร์ในโลกแล้วสามารถแบ่งได้เป็น 4 ระยะ
    Phase 1: The Open Commons (1960s to 2000) – เป็นช่วงที่หน่อความคิดของพื้นที่เสมือนจริง (Virtual Sphere) เพิ่งเริ่มต้นขึ้น จินตนาการของพื้นที่นี้ยังไม่ถูกนำมาผนวกรวมกับพื้นที่จริง (real space) เช่น ดินแดน ฯลฯ และอินเตอร์เน็ตยังเป็นเพียงพื้นที่ทางการค้าอยู่ แต่เมื่อในยุค 90s ได้มีการตระหนักถึงการใช้อินเตอร์เน็ตในฐานะพลังในการสร้างสรรค์และจรรโลงประชาธิปไตย (as a force for democratization) ผ่านการใช้เครื่องมือทางอินเตอร์เน็ต เช่น E-mail ของบรรดา NGOs ข้ามชาติเพราะเป็นเครื่องมือที่สะดวกขึ้น เร็วขึ้นในการเรียกระดมทรัพยากรเพื่อเร่งให้เกิดการรวมตัว-การกระทำรวมหมู่ (collective action) ที่กว้างขวางมากขึ้น แต่ท้ายสุดก็ยังเป็นแค่ virtual platform ไม่ใช่ real platform ด้วยข้อจำกัดทางขนาด ความเร็ว และราคา
    Phase 2: Access Denied (2000 to 2005) – หรือที่เราพบกันเป็นประจำเวลาเข้าเว็บไซต์ต้องห้ามแล้วถูก “ปฏิเสธการเข้าถึง” ด้วยความคิดของรัฐและที่ว่าการแสดงออกในโลกออนไลน์ควรที่จะมีการจัดการ (management) จากปัญหาความวุ่นวายจากภัย Terrorism ทำให้แนวความคิดแบบเสรีนิยม (laissez-faire approach) ในรัฐที่ไม่ใช่ประเทศจีนและอาหรับ ถูกจัดการและรัฐเริ่มที่จะเข้าแทรกแซงการจัดการพื้นที่ใหม่นี้ ตัวแบบของ censorship ตามเนื้อหา (content) ที่จัดตามกลุ่ม (category) จะถูกบล็อคออกหมด เช่น pornography ทุกเว็บในประเทศไม่สามารถเข้าถึงได้ แต่ปัญหาคือมันเป็นการไปบล็อคเนื้อหากลุ่มอื่นเข้าไปด้วย โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่นำเสนอหลายหมวดเนื้อหา และเมื่อประชาชนได้เริ่มเข้าถึงมีความรู้ด้านการใช้จนเกิดความตระหนักว่าการบล็อคเป็นการละเมิดเสรีภาพของตนในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร (access to information) ก็ได้ปรับตัวเช่นกันในการหลบหนี (evade) การเข้าถึงด้วยเทคนิควิธี เช่น การเปลี่ยนช่องทางของผู้ให้บริการ (Internet Service Providers: ISPs) หรือการใช้ Domain และ Protocol ผ่านประเทศอื่นแทน
    Phase 3: Access Controlled (2005 to 2010) – เมื่อฟังก์ชั่นในการคัดกรองและบล็อคเว็บไซต์เป็นสิ่งที่ไม่เพียงพอ จากการที่ผู้ใช้งานรู้เท่าทันการหลบหนีแล้ว เทคนิควิธีใหม่ที่ซํบซ้อนขึ้นจึงถูกพัฒนาให้มีการรุกล้ำมากขึ้น (offensive) จากเดิมที่เป็นแบบตั้งรับ เพราะว่าระบบการคัดกรองแบบเดิมเป็นเพียงการป้องกันให้ทันในช่วงเวลาขณะนั้น (just-in-time) ดังนั้นหนทางที่รัฐจะพัฒนาเทคโนโลยีการป้องกันให้เท่าทัน คือ การพึ่งภาคเอกชนที่เป็นผู้ให้บริการต้นทางและเป็น hosting-platforms ให้มีภาระรับผิดชอบตรงต่อรัฐบาล หรือแม้แต่ในระดับโลก Google เริ่มได้ถูกขอความร่วมมือจากองค์การข้ามชาติต่างๆมากขึ้น แต่ทั้งนี้ในระยะนี้ยังคงเป็นการใช้ระบบการป้องกันแบบผสมผสานกับการป้องกันแบบเดิมที่ไม่ใช้เทคโนโลยี (non-technology control) ดังเช่น การตั้งกล้องตามร้านอินเตอร์เน็ตคาเฟ่, การประสานงานด้านการจัดการกับภาคเอกชน
    Phase 4: Access Contested (2010 and Beyond) –ในปัจจุบันจากการสั่งสมของพัฒนาการที่ผ่านมา โลกของอินเตอร์เน็ตกลายเป็นพื้นที่ที่เป็นจริงเสียแล้ว (real space) ที่ซึ่งการออนไลน์หรือการมีตัวตนสามารถทำได้ทุกที่จากพัฒนาการของโทรศัพท์มือถือที่เทียบเท่าคอมพิวเตอร์ขนาดพกพา เท่ากับว่าภาวะการแข่งขัน-ขัดแย้งระหว่างทั้ง 3 ภาค คือ รัฐ ธุรกิจเอกชน และภาคประชาสังคม มีอิทธิพลในระดับเท่าๆกันแล้ว ชุดความคิด ค่านิยมของพลเมืองได้ปะทะประสานกับชุดความคิดด้านผลประโยชน์ (ความมั่นคง) ของภาครัฐและเอกชน อินเตอร์เน็ตไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ที่เป็นเครื่องมือหรือสนาม global communications ที่ใครจะควบคุมได้เพียงแต่ฝ่ายเดียวอีกต่อไป หากแต่เป็นอนาคตของประชาธิปไตยและประเด็นทางสิทธิมนุษยชน ซึ่งจะต้องอาศัยความเห็นพ้องในการควบคุมพื้นที่แห่งนี้จากภัยอันตรายร่วมกัน คือ Cybercrime และ Terrorism เท่านั้น
    หากรัฐจะทำการออกกฎหมาย Regulate อินเตอร์เน็ตมากขึ้นควรจะทำในทิศทางใดในบริบทของประเทศกำลังพัฒนา (Developing Countries) โดยเฉพาะพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้ ดังนั้นจึงเป็นความสำคัญของ การศึกษานี้ที่ผู้ศึกษาต้องการจะทราบภูมิหลังประวัติศาสตร์ เจตนารมย์ของแต่ละประเทศตั้งแต่การเริ่มนำเข้า ระบบอินเตอร์เน็ต เข้ามาใช้ในฐานะใด เป็นเครื่องมือทางการเมืองชนิดใด มีพัฒนาการทางปัญหาและมีแนวโน้มเป็นอย่างไร ความก้าวหน้าทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแห่งรัฐสะท้อนนัยทางการเมืองอย่างไร
    ——————————————————————–
    Access Contested Security, Identity, and Resistance in Asian Cyberspace Edited by Ronald Deibert, John Palfrey, Rafal Rohozinski and Jonathan Zittrain

  20. เอกพงศ์ มีสุข says :

    เรื่อง กลุ่มทุนพลังงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต่

    กรอบทฤษฎีที่ใช้ คือ Political Economy

    เป็นแนวคิดหนึ่งในสำนัก Marx ที่ความพยายามจะศึกษาถึงความสัมพันธ์หรือผลกระทบที่มีต่อกันระหว่างปัจจัยทางเศรษฐกิจและการเมือง เพื่อเป็นหนทางไปสู่การทำความเข้าใจกับปรากฏการณ์ต่างๆ ในสังคม
    ทุนที่จำแนกตามลักษณะของสถานภาพทางสังคม ข้าพเจ้าขอศึกษาการแบ่งทุนตามลักษณะนี้ เพราะถือเอาสถานภาพทางสังคมในประเทศนั้นๆเป็นตัวกำหนด และสถานภาพนั้นก็กำหนดโดยอำนาจทางการเมืองการปกครองและอำนาจทางเศรษฐกิจ ซึ่งสามารถแบ่งเป็น
    (1) ทุนจักรวรรดินิยม
    การจำแนกดังนี้ ถือเอาว่า กลุ่มทุนที่เข้ามาจากต่างประเทศได้เข้ามาครอบงำและดูดกินทรัพยากรและความมั่งคั่งของประเทศด้อยพัฒนา ทำให้ประเทศที่ถูกครอบงำโดยทุนเหล่านี้สูญเสียเอกราชทางเศรษฐกิจ ซึ่งในทางประวัติศาสตร์การครอบงำและควบคุมมีสองรูปแบบ กล่าวคือ
    รูปแบบที่หนึ่ง(รูปแบบดั้งเดิม) คือ การเข้ายึดครองประเทศด้อยพัฒนาให้เป็นอาณานิคมของประเทศจักรวรรดินิยม แล้วเปลี่ยนแปลงระเบียบกฎเกณฑ์ทางเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศอาณานิคมให้เป็นไปเพื่อสนองตอบผลประโยชน์ของประเทศจักรวรรดินิยมผู้ครองครอง
    รูปแบบที่สอง ซึ่งเห็นกันทั่วไปในปัจจุบัน คือ การใช้กลไกทุนนิยมและอำนาจทุนเข้ามาครอบงำทางเศรษฐกิจ ทางด้านการผลิตและการค้า โดยรูปการณ์ทางการเมืองและการปกครองของประเทศด้อยพัฒนายังคงมีลักษณะอยู่ภายใต้อำนาจของผู้นำประเทศนั้น ๆ แต่มักจะมีลักษณะเป็นผู้ตามที่ดีของผู้นำประเทศจักรวรรดินิยม
    เลนิน เป็นคนแรกที่เสนอแนวคิดว่า จักรวรรดินิยม เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับประเทศทุนนิยมตะวันตกที่ต้องเผชิญภาวะถดถอยทางกำไร จึงต้องขยายอำนาจอำนาจเข้าครอบงำเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศอื่น เพื่อพัฒนาทุนนิยมของตนเองให้ก้าวหน้าต่อไป
    (2) ทุนขุนนาง
    ได้แก่ กลุ่มทุน ที่สะสมขึ้นมาจากระบบสมบูรณาญาสิทธิราช ที่มีศูนย์กลางของการสะสมทุนอยู่ที่พระคลังสินค้าและขุนนางที่เกี่ยวข้องกับพระคลังสินค้าและการค้าขายระหว่างประเทศ เช่น ในไทยช่วงหลังปี 1932 มี “ขุนนางกลุ่มใหม่” ขึ้นมาปกครองประเทศได้สร้างฐานเศรษฐกิจให้แก่กลุ่มตนเอง โดยการจัดตั้ง “รัฐวิสาหกิจ” และใช้อภิสิทธิ์ของอำนาจรัฐเข้าไปสะสมทุนก็เรียกได้ว่าเป็น “ทุนขุนนาง”เช่นเดียวกัน
    (3) ทุนนายหน้า
    ทุนประเภทนี้ ตัวอย่างในไทย เช่น เริ่มจากการเป็นนายหน้าหรือตัวกลางให้แก่พระคลังสินค้าและเจ้านายยุคสมบูรณาญาสิทธิราช โดยการเป็นเจ้าภาษีนายอากรให้แก่ทางราชการ โดยทั่วไปผู้ที่ทำหน้าที่นี้คือ “คนจีน” ที่ได้รับการอุปถัมภ์จากขุนนางต่าง ๆ ในยุคนั้น(ทุนกลุ่มนี้ก็คือทุนสวามิภักดิ์นั่นเอง) ต่อมาเมื่อทุนจักรวรรดินิยม(หรืออาจเรียกทุนต่างชาติ) เข้ามาแพร่ขยาย คนพวกนี้ก็ทำหน้าที่เป็นคนกลางรวบรวมสินค้าให้แก่ทุนจักรวรรดินิยมและนำสินค้าที่ผลิตจากประเทศจักรวรรดินิยมไปขายแก่คนทั่ว ๆ ไปในตลาดต่าง ๆ ทุนกลุ่มนี้จึงถูกเรียกว่า “ทุนนายหน้า” (compradore capital) และนายทุนกลุ่มนี้ก็ถูกเรียกว่า “นายทุน-นายหน้า”(compradore capitalist)
    (4) ทุนสามัญ
    ทุนกลุ่มนี้มาจากสามัญชนที่ประสบความสำเร็จในวิถีการผลิตแบบทุนนิยม บางกลุ่มนั้นเนื้อแท้ของความสามัญเติบโตอย่างอิสระและด้วยพลังของตนเอง แต่บางกลุ่มยังต้องอาศัยข้าราชการหรือพวกขุนนางบ้าง บางกลุ่มก็มีลักษณะนายหน้าอยู่บ้าง แต่อย่างไรก็ตามโดยทั่วไปแล้วทุนสามัญมักจะเป็น ทุนขนาดกลางและขนาดเล็ก ส่วนทุนที่เป็นทุนขนาดใหญ่และมีอำนาจผูกขาดทางเศรษฐกิจ

    อ้างอิง กำชัย ลายสมิต. 2533. เศรษฐกิจไทยในระบบทุนนิยมโลก. กรุงเทพฯ : คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

    เอกพงศ์ มีสุข 524 10594 24

  21. หนุ่งฤดี says :

    ขบวนการคอมมิวนิสต์ในเอเชียตะวันเฉียงใต้
    ปัจจัยและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง
    ๏ สงครามเย็น (Cold War)
    ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สหรัฐอเมริกาและรัสเซีย เป็นมหาอำนาจที่มีความสำคัญ และมีอิทธิพลทั้งทางด้านการทหารและเศรษฐกิจ แต่เนื่องจากมหาอำนาจทั้งสองมีอุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกัน จึงมีความหวาดระแวงในเจตนาร้ายแรงของกันและกัน ทำให้เกิดความขัดแย้งกันขึ้น โดยแต่ละฝ่ายแข่งขันกัน เพื่อชิงอำนาจทางการทหาร และอิทธิพลทางการเมือง ตลอดจนต่อสู้กันในทางการเมืองระหว่างประเทศ ถึงแม้ว่าจะไม่มีการประกาศสงครามและใช้อาวุธต่อสู้กันโดยตรง แต่มีผลทำให้สัมพันธภาพของประเทศอภิมหาอำนาจทั้งสองตกอยู่ในสภาพที่ตึงเครียดตลอดเวลา สภาพการณ์นี้เรียกว่า สงครามเย็น (เพ็ญจันทร์ กู้ประเสริฐ 2540:1-6)
    สาเหตุของสงครามเย็น
    สงครามเย็นมีสาเหตุมาจากความขัดแย้งทางด้านอุดมการณ์ทางการเมืองของประเทศมหาอำนาจ ทั้งสอง ที่ยึดถือเป็นแนวทางในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ และความขัดแย้งทางด้านผลประโยชน์และเขตอิทธิพล เพื่อครองความเป็นผู้นำของโลก โดยพยายามแสวงหาผลประโยชน์และเขตอิทธิพลในประเทศต่าง ๆ ทั้งนี้เป็นผลมาจากการที่ผู้ยิ่งใหญ่หรือผู้นำทางการเมืองของโลกในสมัยก่อน คือ อังกฤษ เยอรมัน ได้หมดอำนาจในภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2และมีแนวคิดอุดมการณ์ทางการเมืองที่ต่างกัน
    กล่าวคือ ความขัดแย้งเริ่มต้นขึ้นในปัญหาที่เกิดขึ้นภายหลังสงครามที่เกี่ยวกับอนาคตของประเทศในยุโรปตะวันออกและประเทศเยอรมัน ปัญหาทั้งสองนี้แสดงให้เห็นถึงการขัดแย้งทางอุดมการณ์อย่างชัดเจน กล่าวคือ เกี่ยวกับข้อตกลงที่ว่า “……เมื่อสิ้นสงครามแล้ว จะมีการสถาปนาการปกครองระบบประชาธิปไตยในประเทศเหล่านั้น” แต่พอสิ้นสงคราม รัสเซียได้ใช้ความได้เปรียบของตนในฐานะที่มีกำลังกองทัพอยู่ในประเทศเหล่านั้น สถาปนาประชาธิปไตยตามแบบของตนขึ้นที่เรียกว่า “ประชาธิปไตยของประชาชน” ฝ่ายสหรัฐอเมริกาจึงทำการคัดค้าน เพราะประชาธิปไตยตามความหมายของสหรัฐอเมริกา หมายถึง “เสรีประชาธิปไตยที่จะเปลี่ยนรัฐบาลได้โดยวิธีการเลือกตั้งที่เสรี ส่วนรัสเซียก็ยืนกรานไม่ยอมให้มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ส่วนที่เกี่ยวกับประเทศเยอรมันก็เช่นกันเพราะรัสเซียไม่ยอมปฏิบัติการตามการเรียกร้องของสหรัฐอเมริกาที่ให้มีการรวมเยอรมัน และสถาปนาระบอบเสรีประชาธิปไตยในประเทศนี้ตามที่ได้เคยตกลงกันไว้ ความไม่พอใจระหว่างประเทศทั้งสองเพิ่มมากขึ้น
    สหรัฐอเมริกาก็แสดงให้ปรากฏว่า ตนพร้อมที่จะใช้กำลังทหารและเศรษฐกิจ สกัดกั้นการขยายอิทธิพลของคอมมิวนิสต์ทุกแห่งในโลก ไม่ว่าจะเป็นทวีปยุโรป เอเชีย หรืออัฟริกา ต่อมาในเดือนกันยายน ค.ศ. 1947 ผู้แทนของรัสเซียได้ประกาศต่อที่ประชุมพรรคคอมมิวนิสต์ทั่วโลกที่นครเบลเกรด ประเทศยูโกสลาเวียว่า “…..โลกได้แบ่งออกเป็นสองค่ายแล้วคือ ค่ายจักรวรรดินิยมอเมริกันผู้รุกราน กับค่ายโซเวียตผู้รักสันติ…และเรียกร้องให้คอมมิวนิสต์ทั่วโลก ช่วยสกัดกั้นและทำลายสหรัฐอมริกา….” ฉะนั้น จึงกล่าวได้ว่าถ้อยแถลงของผู้แทนรัสเซียนี้เป็นการประกาศ “สงคราม” กับสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการ
    สงครามเย็นที่มีลักษณะเป็นทั้งการขัดแย้งทางอุดมการณ์และการแข่งขันเพื่อกำลังอำนาจของประเทศมหาอำนาจทั้งสอง ซึ่งต้องการที่จะเป็นผู้นำโลก ได้เริ่มเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะที่ลดความรุนแรง ทั้งนี้เนื่องจากได้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองระหว่างประเทศสำคัญ 2 ประการคือ 1. การนำนโยบาย “การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ” (Peaceful Co-existence) ของประธานาธิบดี นิกิตา ครุสชอฟ (Nikita Khrushchev) ของรัสเซียมาใช้ ดังนั้น การต่อสู้ระหว่างค่ายเสรีประชาธิปไตยกับค่ายคอมมิวนิสต์อาจจะเอาชนะกันได้โดยไม่ต้องใช้กำลัง
    2. ความแตกแยกในค่ายคอมมิวนิสต์ระหว่างรัสเซียกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเริ่มปรากฏตั้งแต่ปี ค.ศ. 1960 เป็นต้นมา และเมื่อจีนสามารถทดลองระเบิดปรมาณูสำเร็จและกลายเป็นประเทศมหาอำนาจคิวเคลียร์ในปี ค.ศ. 1964 ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสองก็เสื่อมลง จนถึงขึ้นปะทะกันโดยตรงด้วยกำลังในปี ค.ศ. 1969 จากความขัดแย้งทางด้านอุดมการณ์และการแข่งขันกันเป็นผู้นำในโลกคอมมิวนิสต์ ระหว่างจีนกับรัสเซีย มีผลทำให้ความเข้มแข็งของโลกคอมมิวนิสต์ลดน้อยลง และมีส่วนผลักดันให้จีนเปลี่ยนแปลงนโยบายต่างประเทศ ไปสู่การปรับความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกาในที่สุด
    วิธีการที่ใช้ในสงครามเย็น
    1. การโฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda) เป็นวิธีการหนึ่งที่ฝ่ายเสรีประชาธิปไตยและฝ่ายคอมมิวนิสต์นิยมใช้ เพื่อสร้างความรู้สึกและทัศนะที่ดีเกี่ยวกับประเทศของตน โดยใช้คำพูด สิ่งตีพิมพ์ และการเผยแพร่เอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตและวัฒนธรรมของประชาชนในประเทศของตน เพื่อแสดงให้เห็นว่าฝ่ายตนเป็นฝ่ายที่รักความยุติธรรม รักเสรีภาพและสันติภาพ ขณะเดียวกันก็ประณามฝ่ายตรงข้ามว่าเป็นฝ่ายรุกราน เป็นจักรวรรดินิยม เป็นต้น
    2. การแข่งขันทางด้านอาวุธ สหรัฐอเมริกาและรัสเซีย ต่างพยายามแข่งขันกันสร้างเสริมกำลังอาวุธที่มีอานุภาพร้ายแรงไว้ครอบครองให้มากที่สุด
    สรุปลักษณะการต่อสู้ในสงครามเย็น
    ความขัดแย้งทางด้านอุดมการณ์ระหว่างค่ายโลกเสรีซึ่งมีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำ และค่ายโลกคอมมิวนิสต์ซึ่งมีรัสเซียเป็นผู้นำมีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและหวาดระแวงต่อกันในทางการเมือง มากขึ้น จากการที่มหาอำนาจเหล่านี้พยายามเข้าไปมีบทบาทในส่วนต่าง ๆ ของโลกเพื่อขยายอาณาเขตและรักษาดินแดนนั้น ๆ จึงส่งผลทำให้เกิดการเผชิญหน้านั้นในภูมิภาคทั่วโลก
    ผลสะท้อนของสงครามเย็นต่อประเทศเล็ก
    เมื่อประเทศมหาอำนาจทำการแข่งขันกันเพื่อให้ชนะจิตใจของประชากรของโลก (Struggle for the minds of men) และต้องการให้ประเทศต่าง ๆในโลกสนับสนุนนโยบายของตน ประเทศเล็กจึงมีทางเลือกอยู่ 2 ทางคือ ทางแรกเลือกเข้ากับมหาอำนาจประเทศใดประเทศหนึ่งเสีย เมื่อมั่นใจว่ามหาอำนาจนั้นจะเป็นผู้ชนะในสงครามเย็นนี้ และเป็นผู้ที่จะช่วยป้องกันตนให้พ้นจากการคุกคามของอีกฝ่ายหนึ่ง ทางเลือกที่สองคือ คอยดูไปก่อนว่า มหาอำนาจฝ่ายใดจะเป็นฝ่ายชนะในสงครามเย็นนี้ โดยวางตนเป็นกลางไม่สนับสนุนหรือเข้ากับฝ่ายใด

    ๏ทฤษฎีโดมิโน (domino theory)
    เป็นทฤษฎีทางนโยบายด้านการต่างประเทศ อุปมาขึ้นจากลักษณะของเกมไพ่ต่อแต้ม ซึ่งถ้ามีไพ่ล้มหนึ่งใบ ไพ่ใบอื่น ๆ ก็จะล้มเป็นแถบติดต่อเป็นลูกโซ่ ทฤษฎีโดมิโนที่นำมาอธิบายขบวนการคอมมิวนิสต์นี้หมายความว่าถ้าประเทศหนึ่งหันไปใช้ระบอบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ จะส่งผลให้ประเทศรอบข้างก็จะเอาอย่างตามไปด้วย เรียกว่า “ผลกระทบแบบโดมิโน (domino effect)
    ทฤษฎีโดมิโนเกิดขึ้นจากกรณีการขยายตัวของลัทธิและระบอบคอมมิวนิสต์ในทวีปเอเชีย เมื่อจีน เกาหลีเหนือ และเวียดนามเหนือตกเป็นคอมมิวนิสต์ จึงมีความเชื่อว่าประเทศอื่น ๆ เช่น ลาว เขมร ไทย มาเลเซีย ฯลฯ จะถูกครอบงำโดยระบบคอมมิวนิสต์ในที่สุดตามไปด้วย การล้มของโดมิโนจึงหมายถึงการล้มตัวของระบอบประชาธิปไตย
    แต่เมื่อนำมาใช้กับประเทศในโลกตะวันตกแล้ว อาจกล่าวได้ว่าเป็นทฤษฎีโดมิโนแบบกลับตาลปัตร คือ แทนที่จะเป็นการล้มของระบอบประชาธิปไตย กลับเป็นการคลายตัวและแปรเปลี่ยนจากระบอบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ และระบบเศรษฐกิจสังคมนิยม ไปสู่การปกครองแบบหลายพรรค เช่น ในกรณีที่โปแลนด์ หรือในการสลายตัวของพรรคคอมมิวนิสต์ที่ฮังการี การต่อสู้เพื่อเสรีภาพที่โรมาเนีย รวมทั้งการมีท่าทีที่จะใช้ระบบหลายพรรคในสหภาพโซเวียต
    อย่างไรก็ดี ราชบัณฑิตยสถานแห่งประเทศไทยวิเคราะห์ว่า “…ในสหภาพโซเวียตและใน กลุ่มประเทศยุโรปตะวันตกออกจะแปรเปลี่ยนเป็นทุนนิยมและประชาธิปไตยสมบูรณ์ คงต้องเปิดช่องสำหรับข้อเท็จจริงที่ว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่น่าจะเป็นไปอย่างสมบูรณ์ที่หวังได้ คือ การมีระบบผสมผสาน แต่ระบบเดิมคงเหลืออยู่เป็นฐาน ทฤษฎีโดมิโนเมื่อใช้ในกรณีกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออกน่าจะถูกเพียงครึ่งเดียว ซึ่งก็เป็นกรณีเดียวกับที่ใช้กับกลุ่มประเทศแถบเอเชีย”1

    ดิฉันจะใช้ทฤษฎีเเละสาเหตุของสงครามเย็นมาอธิบายถึงปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งภายในอาเซียนเเละประเทศสมาชิก

  22. น.ส. จิตอนงค์ สารภีเพ็ชร 5241003224 says :

    แนวคิดการแทรกแซงทางการเมืองของทหาร แบ่งออก 2 กลุ่มใหญ่ โดย
    กลุ่มแรก การแทรกแซงเกิดจากความเปราะบางของรัฐบาลพลเรือน ความอ่อนแอของโครงสร้างสังคม Huntington มองว่าทหารจะเข้ามาแทรกแซงท่ามกลางความวุ่นวายของสังคม ไม่มีสถาบันใดที่เข้มแข็ง โครงสร้างอำนาจเก่าล้มในขณะเดียวกันยังไม่มีโครงสร้างอำนาจใหม่ขึ้นมาแทนที่ ทหารจึงเข้าสวมบทบาทเป็นผู้ดูแลชั่วคราวทั้งในระยะสั้นและยาว จนกว่าในทัศนะของทหารเองมองว่าสังคมมีความพร้อมในการดูแลตัวเองแล้ว
    อธิบายเพิ่มเติม แนวคิด “ความเปราะบางของรัฐบาลพลเรือน (regime vulnerability)” จนนำไปสู่การเข้าแทรกแซงของทหารใน 5 ประเด็น ดังนี้
    1. มรดกทางประวัติศาสตร์ ทำให้รัฐบาลพลเรือนอ่อนแอ ที่เกิดจากการรัฐประหารล้มล้างรัฐบาลพลเรือนอยู่เนื่องๆ รวมถึงการเข้ามามีบทบาทสำคัญของทหารในช่วงการเปลี่ยนแปลงการปกครองหรือการกอบกู้เอกราช ทำให้ทหารเข้ามามีบทบาททางการเมืองตลอด
    2. ความล้มเหลวในการปกครองระบอบประชาธิปไตย การดำเนินงานของรัฐสภา และพรรคการเมือง Rupert Emerson อธิบายความล้มเหลวมี 3 ประการ คือ 2.1ความแตกแยกภายในและขาดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของชาติ 2.2 การขาดปัจจัยพื้นฐานที่เอื้อให้ประชาธิปไตยประสบความสำเร็จ 2.3 การที่ประชาชนขาดความรู้และประสบการณ์ต่อระบอบประชาธิปไตย
    3. ทหารถูกดึงเข้ามายุ่งการเมือง เพื่อเติมช่องว่างทางการเมืองจากความไม่มีเสถียรภาพของระบบการเมืองและแก้วิกฤตการณ์ทางการเมือง
    4. ทหารมีบทบาทเป็นตัวแทนของประชาชน โดยเป็นตัวแทนของชนชั้นกลางที่มีความต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมให้มีความทันสมัย
    5. ระบบการเมืองไม่มีความต่อเนื่อง มีรัฐประหารล้มรัฐบาลพลเรือนเสมอ ทำให้พัฒนาการขาดความต่อเนื่อง

    กลุ่มสอง เกิดจากความเข้มแข้งขององค์กรทหาร เน้นการจัดขั้นลำดับการบังคับบัญชา มีความเป็นวิชาชีพ และความเป็นหนึ่งเดียว Janowitz มองว่าความเข้มแข็งของสถาบันทหารทำให้มีความสามารถสูงในการแทรกแซง นอกจากนี้สถาบันทหารเป็นเพียงสถาบันเดียวที่ครอบครองเทคโนโลยีที่ทันสมัย ก่อให้ความตระหนักในการนำพาสังคมให้พ้นจากความล้าหลัง ในทางตรงกันข้ามมองว่ายิ่งทหารมีความแตกแยกมากเพียงใด ทำให้ทหารเข้ามามีบทบาททางการเมืองมากกว่ากองทัพที่มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียว เพื่อแย่งชิงพื้นที่ทางการเมืองในการต่อรองอำนาจให้เหนือกลุ่มอื่นๆ
    วิชาการตะวันตก กล่าวถึงสถาบันทหารในประเทศกำลังพัฒนาในฐานะพลังทางการเมืองอิสระเป็นปรากฏการณ์พิเศษทางการเมือง เพราะบทบาทกองทัพในตะวันตกกองทัพอยู่ในฐานะ “เป็นกลาง” และยอมอยู่ใต้รัฐบาลพลเรือน เรียกว่าแนวคิด “การควบคุมโดยพลเรือน (Civilian Control)” ช่วงการปลดปล่อยเอกราชในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเมืองการปกครองของประเทศเหล่านี้เข้าสู่ “การสร้างความเข้มแข็งให้แก่ระบอบประชาธิปไตย (Democratic Consolidation)” กองทัพถูกทำให้ลดบทบาทลง ผู้นำถูกคัดสรรผ่านระบบการเลือกตั้ง
    อำนาจของทหารทางการเมืองไม่ยอมรับในประชาคมโลกโดยเฉพาะเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ ทหารจำต้องลดบทบาทตนมากเท่านั้น อาทิ บทบาททหารในพม่าก็ได้ลดบทบาทของตนลงให้มีการเลือกตั้งและเปิดประเทศมากขึ้น ถ้าทหารต้องการพื้นที่ทางการเมืองของตนคืน แน่นอนวีการเข้าถึงไม่ง่ายเพราะ ชัยชนะทางทหารในท้ายที่สุดมักนำไปสู่ความพ่ายแพ้ทางการเมือง ชัยชนะนี้ไม่ได้ยอมรับในสังคมสมัยใหม่ ที่ใดที่มีสังคมล้าหลัง ทหารยิ่งมีบทบาทในการปกครองมากเท่านั้น
    นอกจากนี้ความผูกพันของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลพลเรือนมากขึ้น ความสำคัญของสถาบันทหารจึงถูกลดทอน แต่เมื่อใดที่รัฐบาลพลเรือนอ่อนแอ เมื่อนั้นประชาชนจะให้ความสำคัญกับสถาบันทหารมากขึ้น รวมถึงความชอบธรรมของทหารทางการเมืองไม่ได้รับการสนับสนุนจากประเทศมหาอำนาจอีกต่อไป บรรดาผลประโยชน์ของรัฐมหาอำนาจที่อยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลพลเรือนมีมากกว่าการปกครองของทหาร ถ้าเป็นของทหารแต่เพียงผู้เดียว อาจจะเกิดการผูกขาดทรัพยากรโดยกองทัพ ทหารกับระบอบประชาธิปไตยเป็นของคู่กันโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา เนื่องจากเป็นสถาบันที่มีความเข้มแข็งที่สุดเนื่องจากได้รับการพัฒนามาก่อนสถาบันทางการเมืองอื่นๆ ทำให้มีความพร้อมและความเข้มแข็งทางอุดมการณ์ อีกทั้งสถาบันทหารในรัฐสมัยใหม่ถูกทำให้เป็นทหารอาชีพ ไม่ใช่ทหารรับจ้างแบบสมัยโบราณ ทำให้มีความรับผิดชอบกับภาระงานของตนมากขึ้น เพราะ “ความเป็นมืออาชีพจึงพร้อมเข้าแทรกแซง” ท้ายที่สุดแล้วกองทัพในระบอบประชาธิปไตยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเป็นเครื่องมือตามคำกล่าวของจอห์น เอฟ เคนเนดี้ ว่า “กองทัพของเราจะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของพลเรือนอย่างเด็ดขาดตลอดเวลา” หรือไม่ สำหรับคำตอบในภูมิภาคนี้คงไม่สามารถสอดคล้องกับคำดังกล่าวได้ ยกเว้นแต่ สิงคโปร์และบรูไนเพียงสองประเทศเท่านั้น สิงคโปร์สอดคล้องกับคำพูดของจอห์น เอฟ เคเนดี้ รัฐบาลพลเรือนกุมบังเหียนอำนาจทางการเมืองเหนือทหารอย่างเด็ดขาด ในขณะที่บรูไน กิจการภายในและภายนอกประเทศต่างผูกขาดกับพระราชาธิบดีแต่เพียงผู้เดียว

  23. THYP P. BHAVABHUTANON NA MAHASARAKARM says :

    กรอบทฤษฎีที่ใช้

    กรอบทฤษฎีการพัฒนาสื่อ

    นับตั้งแต่สื่อมวลชนถูกคิดค้นมากกว่าศตวรรษที่ผ่านมาทางด้านการสื่อสาร ทำให้นักวิชาการส่วนใหญ่เริ่มศึกษาถึงผลกระทบของสื่ออย่างต่อเนื่อง ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนาทฤษฎีการสื่อสารมวลชนในช่วงปลายศตวรรษที่19 มีการแตกออกเป็นสองมุมมองที่ขัดแย้งกันเกี่ยวกับบทบาทของสื่อ คือในแง่ประโยชน์และผลเสีย มุมมองในแง่ผลดีคือสื่อเป็นเครื่องมือในการยกระดับคุณภาพชีวิตของมนุษย์ ในขณะที่อีกมุมหนึ่งเป็นผลเสียของสื่อในการเป็นเครื่องมือสำหรับออกคำสั่งและควบคุมความคิดของคนในสังคม ทฤษฎีสังคมมวลชนและปรัชญาของมันมีประสิทธิภาพที่จะอธิบายผลกระทบและความหมายของการที่สื่อเข้าไปมีบทบาทอยู่ในสังคมและวัฒนธรรมของมวลชน โดยผู้เสนอใช้ทฤษฎีนี้เชื่อว่าสื่อที่ทำหน้าที่ในลักษณะโน้มน้าวความคิดและจิตใจของผู้คนนั้นเป็นการส่งเสริมความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในสังคม แต่ก็มีนักวิชาการบางคนอ้างว่าสื่อจะเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพได้ทั้งในด้านที่ดีหรือไม่ดีนั้น ขึ้นอยู่กับการแสดงพฤติกรรมตอบสนองของผู้ชมเรื่อย ๆด้วย ผลกระทบที่มีประสิทธิภาพของสื่อมักถูกตั้งคำถามจากสังคมมากมายในโลกของการสื่อสารทางสังคมศาสตร์ Paul Lazarsfeld อ้างถึง Baran & เดวิส (2003) ที่ถ่ายมอดมุมมองทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับการสื่อสารมวลชนด้วยการยืนยันข้อมูลที่ได้การทำวิจัยอย่างละเอียดเพื่อออกแบบตรวจสอบเกี่ยวกับการวัดผลของสื่อว่ามีอิทธิพลต่อสังคมมากเพียงใด ในสมัยก่อนสื่อก็ถือว่าเป็นพลังที่มีอิทธิพลต่อสิ่งที่เรียกว่าผู้ชมอย่างต่อเนื่อง ผู้ที่อยู่ในอำนาจการปกครองหรือ รัฐบาล มักจะตั้งข้อสงสัยและพยายามเข้าควบคุมสื่อให้เป็นไปตามที่พวกเขาต้องการอยู่เสมอ เพราะสื่อมีความสามารถในการเปลี่ยนแปลงการจัดระเบียบหรือโครงสร้างทางสังคม เพราะฉะนั้นอำนาจที่มีอยู่ของรัฐบาลมักจะถูกใช้ออกมาในรูปแบบของการควบคุมสื่อและการเซ็นเซอร์ เพื่อเป็นเครื่องมือที่จะควบคุมหรือลดการคุกคามการสั่นคลอนอำนาจในการปกครองของพวกเขา และด้วยนโยบายดังกล่าวนี้เองก็เป็นตัวลดคุณค่าทางสุนทรียศาสตร์และประเด็นการสื่อสารของภาพยนตร์อีกด้วย

    กรอบทฤษฎีการใช้สื่อเพื่อการต่อสู้ทางวัฒนธรรมและอุดมการณ์

    โดยประยุกต์นำเอาทฤษฎีการต่อสู้ทางอุดมการณ์การเมือง(Ideological Struggle) ของ อันโตนิโอ กรัมชี่ มาใช้ โดยจะกล่าวถึงแนวคิดทฤษฎีพื้นฐานของ กรัมชี่ ดังนี้
    – กรัมชี่ ไม่เชื่อในคำอธิบายของกลุ่มมาร์กซิสที่ว่าผู้ใดมีอำนาจควบคุมทุนหรือปัจจัยการผลิตก็จะสามารถควบคุมจิตสำนึก อุดมการณ์ และความคิดไปโดยปริยายและทำให้ผู้ที่ถูกควบคุมไม่มีการต่อสู้ แต่กรัมชี่เชื่อว่าทุกคนมีความพยายามที่จะปฎิบัติการต่อสู้ทางอุดมการณ์ทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจอยู่ตลอดเวลาตามสภาพและเงื่อนไขของปัจเจกชนนั้นๆ ความขัดแย้งทางชนชั้นจึงเปรียบเสมือนเหรียญ2ด้าน คือ ทั้งด้านการควบคุม การครอบงำ การปฎิเสธ และการต่อสู้
    – ในมิติการต่อสู้นั้นจะมีความพยายามในการใช้กลไกสังคม 2 ชนิด คือ กลไกการปราบปราม เช่น อาวุธ กฎหมาย ศาล คุก คือ สถาบันทางการเมืองต่างๆที่ถูกกำหนดโดยรัฐบาล และ กลไกด้านการครอบงำทางความคิดและอุดมการณ์เป็นหลัก เช่น ครอบครัว ศาสนา โรงเรียน และสื่อมวลชนเป็นต้น โดย กรัมชี่ให้ความสำคัญกับกลไกด้านการครอบงำทางความคิดและอุดมการณ์มากกว่า ซึ่งการทำงานของกลไกนี้นั้นต้องผูกพันทั้งในระดับความคิดและจิตใจของผู้ถูกปกครองให้ได้ รวมทั้งต้องทำให้ผู้คนยอมรับความเห็นและอุดมการณ์ของผู้ปกครองหรือกลุ่มผลประโยชน์ในขณะนั้นได้อย่างยินยอมพร้อมใจ
    – ต่อมา กรัมชี่ได้นำเสนอลักษณะและช่วงเวลาของการต่อสู้ออกเป็น 2 ประเภท 1.การต่อสู้เคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อช่วงชิงอำนาจรัฐ อันเป็นรูปแบบการต่อสู้ครั้งใหญ่ที่มองเห็นได้ชัดเจน เช่น การเลือกตั้ง การอภิปรายไม่ไว้วางใจ การทำรัฐประหาร เป็นต้น ซึ่งเป็นการต่อสู้ในสังคมการเมือง 2.การต่อสู้ในการแย่งชิงพื้นที่ทางความคิดของประชาชน และพื่นที่ทางวัฒนธรรมในสังคม อันเป็นการต่อสู้ย่อยๆที่เกิดขึ้นอย่างกระจัดกระจายในชีวิตประจำวันในขอบข่ายของความเป็นประชาสังคม เช่น การเรียกร้องให้นายจ้างรับผิดชอบต่อค่าแรง ประท้วงโรงงานที่ไม่รับผิดชอบต่อการบำบัดน้ำเสีย หรือการเรียกร้องความเป็นธรรมจากภาครัฐ เป็นต้น

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: