Government and Politics in Southeast Asia 2012: Cambodia

สัปดาห์นี้คุยเรื่องกัมพูชาครับผม เช้าดูหนัง The Killing Field เย็นคุยเรื่องกัมพูชาครับ

21 responses to “Government and Politics in Southeast Asia 2012: Cambodia”

  1. สุวิจักขณ์ คีรีพัฒนานนท์ says :

    ธงและเพลงชาติกัมพูชา

    ธงชาติของกัมพูชานั้นจากภาพที่เห็นจะพบว่ามีทั้งหมด 3 สี จะมีสีน้ำเงิน สีแดง และสีขาวในสีตัวปราสาท ซึ่งทั้ง 3 สีดังที่กล่าวมานี้นั้นมีการสอดแทรกนัยความหมายที่คล้ายคลึงกับของไทย ในส่วนของนัยความหมายในแต่ละส่วนนั้นล้วนแล้วมาจากสถาบันสำคัญทั้ง 3 สถาบันของกัมพูชาเช่นเดียวกับไทย ในส่วนของสีน้ำเงินนื้เป็นการสร้างเห็นให้ถึงความสำคัญของความเป็นชาติ สีแดงนั้นแสดงให้เห็นว่าสถาบันพระมหากษัตริย์มีความสำคัญและธำรงค์อยู่ควบคู่กับประเทศและในส่วนของสีขาวที่เป็นรูปปราสาทนครวัด 3 ยอดนั้นแสดงให้เห็นถึงศาสนาและสันติภาพ ซึ่งศาสนาดังที่กล่าวมานี้เป็นศาสนาที่มีพื้นมาจากศาสนาพราหม์ ฮินดูและได้เปลี่ยนแปลงมาเป็นศาสนาพุทธในเวลาต่อมา

    ธงชาติของกัมพูชานั้นตั้งแต่สมัยช่วงที่ตกอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศสนั้นไม่ว่าจะเปลี่ยนเป็นรูปแบบใดแต่ยังคงรูปปราสาทนครวัดไว้ที่ใจกลางผืนธงชาติเสมอ โดยธงชาติที่ใช้ในปัจจุบันนี้เริ่มใช้ตั้งแต่เมื่อครั้งที่กระทำการเรียกร้องเอกราชจากฝรั่งเศสในปี พ.ศ. 2491 และใช้มาจนถึงวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2512 และได้มีการเปลี่ยนรูปแบบธงชาติใหม่เนื่องจากนายพลลอนนอลได้ทำการรัฐประหารรัฐบาลสังคมราษฎร์นิยมของสมเด็จกรมพระนโรดมสีหนุ และได้ใช้ธงชาติแบบใหม่แทน โดยหลังจากนั้นธงชาติกัมพูชาได้มีการเปลี่ยนแปลงไปในหลายรูปแบบตามอุดมการณ์ของพรรคการเมือง กลุ่มคนหรือประเทศที่ขึ้นมาเป็นใหญ่ในกัมพูชา ซึ่งในขณะนั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากการเมืองไม่นิ่งจึงเกิดการเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้ง จนเมื่อปี พ.ศ.2536 องค์การสหประชาชาติ ได้เข้ามาควบคุมดูแลประเทศกัมพูชาในเรื่องทางด้านการเมืองให้มีความสเถียรภาพยิ่งขึ้น โดยในการนี้ก่อให้เกิดการเลือกตั้งลงประชามติกำหนดทิศทางความเป็นไปของประเทศ ซึ่งผลการเลือกตั้งนั้นออกมาในชัยชนะของพรรคฟุนซินเปค ซึ่งเป็นพรรคการเมืองนิยมเจ้า โดยในการนี้จึงทำให้มีการกลับมาใช้ธงชาตินี้ที่ใช้ตั้งแต่ช่วง พ.ศ.2491 ที่ได้ถูกยกเลิกไปอีกครั้งและกลับมาใช้ชื่อประเทศว่า ราชอาณาจักรกัมพูชาอีกครั้ง

    เพลงชาติกัมพูชา
    ขอพวกเทวดา รักษามหากษัตริย์เรา
    ให้ได้รุ่งเรือง โดยชัยมงคลศรีสวัสดี
    เราข้าพระองค์ ขอพำนักใต้ร่มพระบารมี
    ในพระนรบดี วงศ์กษัตราซึ่งสร้างปราสาทหิน
    ครอบครองแดนเขมร โบราณเลื่องลือ ฯ
    ปราสาทศิลา ซ่อนอยู่ท่ามกลางไพร
    ควรคำนึงหวนให้ นึกถึงยศศักดิ์มหานคร
    ชาติเขมรดุจหิน ดำรงวงศ์ละออยืนหยัดถาวร
    เราหวังซึ่งพร บุญวาสนาแต่กาลก่อนของกัมพูชา
    มหารัฐเกิดมี ช้านานมาแล้ว ฯ
    ครบวัดอาราม ยินแต่ศัพท์สำเนียงเสียงธรรม
    สวดโดยยินดี รำลึกคุณพุทธศาสนา
    จงเราเป็นผู้เชื่อ แน่ในใจจริงตามแบบยายตา
    คงแต่เทวดา จะช่วยค้ำจุนบำรุงประโยชน์ให้
    แด่ประเทศเขมร เป็นมหานคร ฯ

    เพลงชาติเขมรเองนั้นมีลักษณะเช่นเดียวกับธงชาติ ซึ่งมักจะมีการเปลี่ยนแปลงเพลงชาติไปเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงผู้นำประเทศหรือผู้นำทางการเมือง ซึ่งเพลงที่ใช้ในปัจจุบันนี้เป็นเพลงที่เริ่มใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2484 จนเมื่อเกิดการล้มรัฐบาลสังคมราษฎร์นิยมของสมเด็จกรมพระนโรดมสีหนุโดยนายพลลอนนอล จึงได้มีการยกเลิกเพลงชาตินี้ไปและได้มีการนำกลับมาใช้อีกครั้งเมื่อพรรคนิยมเจ้าได้รับชัยชนะ โดยเพลงชาติเพลงนี้มีชื่อเขมรเรียกว่าเพลง โนโกร์เรียช หรือชื่อไทยว่าเพลงนครราช โดยมีความหมายว่าเมืองของพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งถูกแต่งขึ้นโดยพระบาทสมเด็จพระบรมนาถนโรดมสุรามฤต (เมื่อครั้งยังเป็นกรมขุนวิสุทธิ์ขัตติยวงศ์นโรดมสุรามฤต) ร่วมกันกับครูเพลงชาวฝรั่งเศส 2 คน คือ F. Perruchot และ J. Jekyll ส่วนเนื้อร้องประพันธ์ขึ้น โดยสมเด็จพระมหาสุเมธาธิบดี (ชวน ณาต โชตญาโณ) สมเด็จพระสังฆราชในคณะสงฆ์มหานิกาย แต่ครั้งยังเป็นสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ซึ่งจากที่เห็นทั้งจากคำแปลที่นำมาและความหมายชื่อเพลงของเพลงชาติกัมพูชานั้น เป็นเพลงที่เน้นให้เห็นถึงความภูมิใจของชาวกัมพูชาโดยให้ความสำคัญไปที่การเคารพเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ของกัมพูชา ซึ่งอาจเป็นเพราะเป็นเพลงที่ถูกแต่งขึ้นโดยเชื้อพระวงศ์ของกัมพูชาและอีกทั้งถูกใช้ในยุคที่ผู้นำทางการเมืองมีอุดมการณ์เชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ และมีการกล่าวถึงความยิ่งใหญ่ของปราสาทนครวัดและรวมถึงมีการกล่าวถึงศาสนาที่ใช้ ซึ่งสามารถสรุปได้ว่า เพลงชาติของเขมรนั้นมีการเน้นไปที่สถาบันที่สำคัญของประเทศทั้ง 3 สถาบันเช่นเดียวกับธงชาติแต่ในเพลงนี้จะเน้นหนักไปที่ความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์

    อ้างอิง
    http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A

    http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%98%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B9%E0%B8%8A%E0%B8%B2

    นาย สุวิจักขณ์ คีรีพัฒนานนท์ 534 10623 24

  2. THIPAKORN BUASOONTORN says :

    บัตรประชาชน ประเทศกัมพูชา

    บัตรประชาชนของกัมพูชาเป็นบัตรสมัยใหม่ที่มีการกำหนดข้อมูลของบัตรทั้งในเรื่องของตัวอักษร และลายนิ้วมือแบบสมัยใหม่ไว้อย่างครบถ้วน และในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาในประเทศกัมพูชาเริ่มมีการปรับเปลี่ยนตัวบัตรประชาชนของกัมพูชาจากการบันทึกข้อมูลประชากรที่มีอายุครบตามกำหนดด้วยกระดาษสีเหลืองที่มีขนาดใหญ่และใช้เวลาในการดำเนินการจำนวนมากมาเป็นบัตรรูปแบบสากลที่มีการบันทึกข้อมูลสำคัญการเกิด การบริการประชาสังคม และข้อมูลครอบครัว โดยประชาชนกัมพูชาให้ความสำคัญของการมีบัตรประชาชนเพื่อใช้ในการลงคะแนนเสียงการเลือกตั้ง และช่วยในการสมัครงาน และช่วยในการโยกย้ายระหว่างเมืองได้ดียิ่งขึ้น และรวมถึงเป็นเอกสารราชการที่สะดวกในการพกพาเพื่อใช้ในการติดต่อกับทางราชการ ซึ่งการกำหนดให้พลเมืองเริ่มมีบัตรประชาชนจะอยู่ที่ 18 ปี โดยเป็นอายุที่แสดงถึงความเป็นผู้ใหญ่และมีวุฒิภาวะในการใช้สิทธิเลือกตั้งได้ รวมไปถึงการลดภาระในการทำบัตรประจำตัวของเจ้าหน้าที่รัฐในสมัยก่อน ทำให้รัฐกัมพูชาต้องเผชิญหน้ากับปัญหาในการเลือกตั้งเป็นจำนวนมากในการตรวจสอบความเป็นพลเมืองของแต่ละคน ทำให้เปลี่ยนมาเป็นอายุ 15 ปีโดยอิงจากกฎหมายแรงงานและความสอดคล้องกับประเทศเพื่อนบ้าน

    แต่ทว่าบัตรประจำตัวประชาชนแบบใหม่ของกัมพูชาเริ่มมีการถกเถียงกันในเรื่องของความสอดคล้องของคำประกาศที่รัฐบาลได้ประกาศไว้ว่าเปิดโอกาสให้สำหรับทุกคน แต่ในเรื่องของค่าใช้จ่ายในเรื่องของแบบฟอร์มใบสมัคร และราคาบัตรที่มีราคาแพงถึง (2000 riel) ทำให้ประชาชนของกัมพูชาหลายคนไม่สามารถเข้าถึงตัวบัตรได้ ทำให้มีการตัดสินบนกับเจ้าหน้าที่ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาการทุจริตของกัมพูชาอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้จากภาวะจนมุม และอาจหมายถึงสวัสดิการต่อเจ้าหน้าที่ที่รัฐมีให้กับเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอทำให้เกิดการติดสินบนได้

    รัฐกัมพูชาได้กำหนดสิทธิที่จะได้จากการครอบครองบัตรประจำตัวประชาชนในเรื่องของการมีสิทธิสมัครงานในสถานที่ต่าง ๆ ที่รัฐกำหนดเป็นการทั่วไป และหน่วยงานของรัฐ รวมไปถึงสิทธิในการยืนยันตนเพื่อใช้สิทธิในการเลือกตั้งทั่วไปและท้องถิ่นของกัมพูชา และการเข้าถึงบริการสาธาณะที่รัฐจัดให้โดยทั่วไป ทั้งนี้บัตรประชาชนของกัมพูชายังให้สิทธิในการทำธุรกรรมที่รัฐเป็นผู้กำกับอีกด้วย เช่น การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ และการซื้อขายรถยนต์รวมไปถึงรถจักรยานยนต์

    จากบทความของคนกัมพูชาคนหนึ่ง ได้กล่าวไว้ว่าการเข้าถึงซึ่งการมีบัตรประชาชนและกระบวนการมีบัตรนั้น “รัฐไม่ให้ความสำคัญกับตัวพลเมืองโดยกำเนิดของเขาเลย โดยที่รัฐเน้นไปที่การที่จะทำเงินเข้าสู่รัฐให้มากที่สุด จากการที่เขาลองสำรวจจะพบว่าชาวเวียดนามมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ที่อาศัยถูกต้องตามกฎหมายสามารถเข้าถึงบัตรประชาชนได้ ในทางกลับกันคนกัมพูชาสามารถเข้าถึงบัตรได้เพียง 60 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการทำบัตรใช้เงินค่อนข้างสูง ซึ่งเริ่มต้นอยู่ที่ 150-200 ดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ชาวกัมพูชาอีกจำนวนหนึ่งไม่สามารถเข้าถึงการเลือกตั้งและบริการสาธารณะในตอนนี้ของกัมพูชาได้”

    แหล่งอ้างอิง

    http://khmer.cc/community/t.c?b=12&t=56396http://khmer.cc/community/t.c?b=12&t=56396

    ……………….
    ทิพากร บัวสุนทร
    534 10222 24

  3. PRANCHALEE KEEREEWET says :

    พระราชอาณาจักรกัมพูชา : คำอธิบายประวัติศาสตร์ของชาติ

    ประวัติศาสตร์ที่ถูกบันทึกอย่างเป็นทางการของประเทศกัมพูชา หรือพระราชอาณาจักรกัมพูชามีปรากฏให้เห็นอยู่หลายด้านและทุกด้านดูจะเป็นคำอธิบายที่ส่งเสริมให้ภาพลักษณ์ของกัมพูชาไปในทิศทางเดียวกันคือ กัมพูชาเป็นรัฐที่รักสงบ ซื่อตรง มีศักดิ์ศรีและสง่างามกว่ารัฐอื่นใดในอนุทวีปแห่งนี้ หากศึกษาเรื่องราวทางประวัติศาสตร์จากพงศาวดารเขมร และหนังสือแบบเรียนภาษาเขมรที่มีผู้นำมาแปลเป็นภาษาไทยแบบคำต่อคำเพื่อคงไว้ซึ่งความหมายเดิม จะเห็นได้ว่า ประเทศกัมพูชาให้คำอธิบายในอธิบายปรากฏการณ์ทางการเมืองและเรื่องราวทางประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการโดยเริ่มอธิบายการก่อร่างสร้างรัฐกัมพูชาว่า ผู้คนชนชาติที่รวมตัวกันในประเทศกัมพูชานี้ได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานที่อยู่อาศัยที่แหลมอินโดจีนก่อนชนชาติอื่นๆเช่น ญวน ไท พม่า ฯลฯ ผู้คนชนชาติดั้งเดิมของกัมพูชาได้ประดิษฐ์คิดค้นเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ และได้ติดต่อกับอินเดียมาตลอดเป็นเวลานาน ในด้านการสงครามนั้นกัมพูชามีทั้งการสงครามภายนอกกับรัฐหรืออาณาจักรอื่นๆ และมีรบพุ่งกันเองภายในประเทศ

    จากเนื้อหาประวัติศาสตร์ในแบบเรียนและหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของกัมพูชา เห็นได้ชัดว่ามีการเล่าประวัติศาสตร์การเมืองในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอยู่มาก แต่เป็นการเล่าที่มักกล่าวเกินจริงและต้องสร้างศัตรูที่ร้ายกาจเอาไว้เสมอ ในการรบกับสยามนั้น กัมพูชาอธิบายว่าสาเหตุในการรบพุ่งคือ พระเจ้ากรุงสยามทวงช้างเผือกแต่พระองค์จันท์กษัตริย์เขมรไม่ถวายให้ ประเทศสยามในความคิดความรู้สึกของคนกัมพูชาเป็นประเทศที่มักรุกรานและบุกตีเขมรก่อนเป็นประจำเพราะสยามมีความเชื่อว่าประเทศสยามและกัมพูชามีความคล้ายคลึงกันในหลายด้านจึงเป็นการดีที่จะรวมแผ่นดินให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ส่วนการรบกับเวียดนามนั้น มีสาเหตุจากเวียดนามใช้ข้ออ้างที่คนลาวก่อความวุ่นวายในเวียดนามโจมตีรุกรานเข้ามาในพื้นที่เขมรก่อน และส่วนการตกอยู่ในสถานะอาณานิคมของฝรั่งเศสนั้น กัมพูชาถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ฝรั่งเศสให้การอารักขาประเทศกัมพูชามากกว่าที่จะยอมรับการตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสเพราะเมื่อได้รับเอกราชแล้ว กัมพูชายังยกย่องฝรั่งเศสในฐานะมิตรประเทศที่ให้ความช่วยเหลือให้แผ่นดินเขมรที่สยามกับญี่ปุ่นล่อลวงยึดเอาไปด้วยอำนาจอันชั่วร้ายได้กลับคืนสู่เขมรอีกด้วย

    หากแนวทางการศึกษาแบบประวัติศาสตร์ (Historical Approach) เชื่อว่าประวัติศาสตร์เป็นเครื่องมือที่ดีที่จะช่วยอธิบายพัฒนาการของรัฐ สังคม และการเมืองของประเทศต่างๆได้ดีจริงๆ เหตุใดกัมพูชายังไม่สามารถยอมรับและบันทึกเอาความผิดพลาด ความล้มเหลว หรือความพ่ายแพ้ของตนเองเป็นประวัติศาสตร์ของชาติเพื่อสื่อสารกับประชาชนในประเทศได้เลย เนื่องจากรูปแบบการอธิบายประวัติศาสตร์ของกัมพูขามิได้แตกต่างไปจากกรณีประเทศอื่นๆที่พยายามยกย่องเชิดชูชนชาติตนเองมากกว่าชาติอื่นๆ เมื่อมีการรบหรือความขัดแย้งใดๆ แต่ละประเทศต่างก็พยายามอ้างความชอบธรรมให้กับการกระทำของตนเองทั้งสิ้น ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งถูกเขียนจึงไม่อาจเล่าเรื่องราวข้อเท็จจริงได้และไม่มีประโยชน์ในการนำมาวิเคราะห์เพื่อศึกษาพัฒนาการของรัฐเลยหากไม่ศึกษาการบันทึกประวัติศาสตร์ของชาติอื่นๆให้รอบด้าน

    อ้างอิง

    ศานติ ภักดีคำ. 2546. ประวัติศาสตร์กัมพูชา แบบเรียนของเขมรที่เกี่ยวข้องกับไทย.
    กรุงเทพฯ :สำนักพิมพ์มติชน

    ปราญชลี คีรีเวช 5341036024

  4. ถลัชนันท์ เอ่งฉ้วน says :

    ฟุตบอลกับประเด็นการเมืองในอุษาคเนย์: ประเทศกัมพูชา

    ประเทศกัมพูชามีฟุตบอลทีมชาติกัมพูชาเป็นทีมฟุตบอลตัวแทนราชอาณาจักร ภายใต้การควบคุมของสหพันธ์ฟุตบอลกัมพูชา ที่ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2476 และมี Cambodian League 10 ทีม คือ Boeung Ket Rubber Field, Build Bright United, Asia Europe University, Kirivong Sok Sen Chey, Nagacorp FC, National Defense Ministry, Phnom Penh Crown, National Police Commissary, Preah Khan Reach และ Senate Secretariat

    โดยจากทีมลีกส์ 10 ทีมข้างต้น จะสังเกตได้ว่า 9 ใน 10 ทีมที่อยู่ในพนมเปญ ยกเว้น Kirivong Sok Sen Chey อาจแสดงให้เห็นว่ากีฬาฟุตบอลของกัมพูชานั้นไม่ได้ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างเมืองหลวงกับภูมิภาคหรือท้องถิ่นก็เป็นได้ในแง่ของภูมิศาสตร์ อย่างไรก็ตาม อีกนัยยะหนึ่งอาจสะท้อนความสามารถของภูมิภาคหรือแม้กระทั่งเอกชนท้องถิ่นเกี่ยวกับการจัดการ ตลอดจนงบประมาณที่ได้รับการส่งเสริมที่มีน้อยมาก

    ประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับ Cambodian League อีกประเด็นหนึ่งก็คือเรื่องของผู้สนับสนุนอย่างบริษัทมือถือ Hello, KTC เคเบิลทีวี, KTH เทเลคอม, SCA airport management company และ International Airline Bangkok airways ซึ่งสังเกตได้ว่า ผู้สนับสนุนฟุตบอลลีกส์เหล่านี้ยังมีผลประโยชน์ด้านธุรกิจในประเทศกัมพูชาอีกด้วย

    คำถามคือ การดำเนินธุรกิจในประเทศกัมพูชาเกี่ยวอะไรกับการเป็นผู้สนับสนุนฟุตบอลลีกส์ เหตุผลก็หนึ่งก็คือ สนามฟุตบอลหรือกีฬาฟุตบอลนอกจากจะเป็นเกมส์กีฬาแล้วอีกฐานะหนึ่งก็คือเป็นตลาดขายสินค้าหรือโลโก้นั่นเอง ซึ่งเราจะเห็นได้ชัดในฟุตบอลยุโรป โลโก้สินค้าที่ติดตามสนามฟุตบอล บนเสื้อนักฟุตบอล แม้กระทั่งถุงเท้า เมื่อมีการถ่ายทอดสดออกไปทั่วโลกถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เช่นเดียวกันการที่บางกอก แอร์เวย์ไปสนับสนุนฟุตบอลลีกส์กัมพูชา เสมือนเป็นการโปรโมทสายการบินให้คนกัมพูชาหันมาใช้ อาจถือเป็นวัฒนธรรมในการปรับตัวให้เข้ากับคน กลุ่มลูกค้า เพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจทางหนึ่งด้วย
    และเนื่องจากฟุตบอลลีกกัมพูชามีปัญหาเรื่องงบประมาณ ซึ่งในปี 2005 ได้มีการจัดระบบฟุตบอลอาชีพใหม่ทั้งหมด ทำให้โครงสร้างลีกของกัมพูชามีฟุตบอลลีกทุกระดับตั้งแต่ลีกสูงสุด ถึงลีกเยาวชน แต่ไม่มีทีมเหย้า ทีมเยือน เนื่องจากขาดบุคลากรและขนาดสนาม

    ในแง่ของความนิยมฟุตบอลของคนกัมพูชานั้นไม่แพ้คนไทย เราจะเห็นความเป็นชาตินิยมของคนกัมพูชาผ่านฟุตบอล กล่าวคือ มีความพยายามที่จะสร้างทีมโดยการดึงนักเตะต่างแดนมาทำทีม โดยนักเตะต่างแดนในที่นี้คือ นักเตะสายเลือดกัมพูชาที่อาศัยอยู่ต่างประเทศ เนื่องจากกัมพูชามีการสร้างทีมในต่างแดนด้วย เช่น มีการสร้างทีมเยาวชนกัมพูชาที่ปารีส ฝรั่งเศส และมีการตั้งสมาคมนักฟุตบอลชาวกัมพูชาที่วอชิงตัน ดีซี เป็นต้น ซึ่ง Slogan ของสมาคมนี้ คือ FOR THE LOVE OF CAMBODIA หรือ สำนึกในความเป็นกัมพูชา นั่นเอง

    เราจะเห็นได้ว่าสมาคมฟุตบอลกัมพูชานั้นจะพุ่งเป้าไปที่การพัฒนาทีมฟุตบอลเยาวชนก่อน ประกอบกับที่มีการกำลังก่อสร้างศูนย์กีฬาฟุตบอลแห่งใหม่ที่บาติ ทำให้การส่งเสริมฟุตบอลลีกสูงสุดในเรื่องงบประมาณค่อนข้างน้อย รวมถึงการจัดแข่งขันฟุตบอลกระชับมิตรที่ผ่านมาระหว่างนักการเมืองไทย กับรัฐบาลกัมพูชา อาจมองได้ว่าสำหรับกัมพูชาฟุตบอลยังคงมีอีกสถานะคือเป็นเรื่องของประเพณี การแสดงออกอย่างหนึ่ง ซึ่งในการจัดการแข่งขันครั้งนี้มีการกล่าวว่า ถือเป็นการเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามบอล นั่นเอง

    อ้างอิง

    1. http://en.wikipedia.org/wiki/Cambodian_League
    2. http://www.siamsport.co.th/column/111010_077.html

    ถลัชนันท์ เอ่งฉ้วน
    5341020024

  5. Akesyan says :

    นายเอกลักษณ์ ไชยภูมี

    524 10600 24

    นิสิตปริญญาตรี ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    การเมืองของชนชั้นนำแบบเครือญาติในลาว

    “เลือดย่อมเข้มกว่าน้ำ” ดูเหมือนว่าสุภาษิตข้างต้นจะเป็นที่นิยม และยอมรับในทางปฏิบัติกันอย่างแพร่หลายในกัมพูชาซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเข้มข้นของระบบเครือญาติที่หยั่งรากลึกในสังคมกัมพูชาทั้งในระดับกลไกของรัฐเอง หรือ ในระดับเอกชน ที่กลไกของระบบที่อิงแอบอยู่กับวงวานว่านเครือนั้นดูจะตอบเป็นที่นิยมชมชอบของเหล่าบรรดาผู้ประกอบการธุรกิจเอกชนขนาดใหญ่ของกัมพูชาได้ดีกว่าระบบคุณธรรม (merit syatem) ผลที่ตามมาจากระบบวงวานว่านเครือในทั่วทุกหัวระแหงของสังคมนั้นนอกจากจะก่อให้เกิดความไม่โปร่งใสในระดับรัฐเพราะขาดซึ่งกลไกในการตรวจสอบ (หรือแม้จะมีกลไกในการตรวจสอบ แต่หากอยู่ในมือของญาติสนิทมิตรสหายเสียแล้ว กลไกดังกล่าวก็จักเป็นอัมพาตไป) แล้วยังก่อให้เกิดอันตรายต่อระบบการจ้างงานโดยรวมของภาคเอกชน เพราะคนกัมพูชารุ่นใหม่ที่สำเร็จการศึกษาในระดับอุดมศึกษาออกมาในแต่ละปีนั้นเริ่มมีปริมาณที่มากขึ้น ซึ่งสวนทางกับตำแหน่งที่อิงอยู่กับระบบเครือญาติที่ไม่ได้อิงอยู่กับระดับการศึกษา หรือ ความชำนาญสามารถในการทำงานแต่อย่างใด เหล่านี้ล้วนแล้วแต่สร้างให้เกิดความไม่พอใจในบรรดาชนชั้นกลางรุ่นใหม่ของกัมพูชาต่อการเข้าไปมีบทบาททั้งในภาครัฐ และเอกชน (ที่อิงอยู่กับระบบเครือญาติ)

    ในระดับโครงสร้าง หรือ กลไกของรัฐนั้น เป็นที่ทราบโดยทั่วกันแล้วว่าสมเด็จฯฮุนเซนนั้นครองตำแหน่งผู้นำประเทศ หรือ นายกรัฐมนตรีแห่งกัมพูชามาแล้วหลายสิบปี (ดำรงตำแหน่งครั้งแรกเมื่ออายุ 33 ปี) ซึ่งผลของการอยู่ในอำนาจที่ยาวนานกอปรกับวิธีคิดเกี่ยวกับระบบเครือญาติในสังคมกัมพูชาประกอบกันกลายเป็นกลไกในการสร้างเครือข่ายของชนชั้นนำผู้มีอำนาจในสังคมกัมพูชา ดังเช่นที่พระเจ้าฟ้ารั่วเคยทำกับกรุงสุโขทัยเมื่อเกือบแปดร้อยปีก่อน นั่นก็คือ “การแต่งงาน” ระหว่างชนชั้นนำผู้กุมอำนาจรัฐ ซึ่งฮุนเซนได้ใช้วิธีการที่ว่านี้สถาปนาเครือข่ายระหว่างชนชั้นนำของกัมพูชาขึ้นมาให้กลายเป็นครอบครัวขนาดใหญ่ที่มีสายสัมพันธืเชื่อมโยงกันด้วยการแต่งงานนั่นเอง

    ตัวอย่างของการสถาปนาเครือข่ายชนชั้นนำด้วยการแต่งงานดังกล่าวได้แก่ ฮุนเนิงผู้ว่าฯของKompong Cham ซึ่งมีศักดิ์เป็นน้องชายของฮุนเซนได้ส่งลูกสาวไปแต่งงานกับรองอธิบดีกรมตำรวจของกัมพูชา ในขณะที่ลูกชายของฮุนเนิงได้แต่งงานกับSok Sopheak ซึ่งเป็นลูกสาวของ Sok Phal รองอธิบดีกรมตำรวจกัมพูชาอีกคนหนึ่ง โดยที่ฮุนมานิทลูกชายของฮุนเซนนั้นแต่งงานกับลูกสาวของ Hok Lundy อธิบดีกรมตำรวจไม่เพียงเท่านั้นฮุนมานีลูกชายอีกคนของฮุนเซนได้แต่งงานกับ Yim Chay Lin ลูกสาวของ Yim Chay Li ซึ่งมีตำแหน่งสำคัญในหน่วยการที่มีหน้าที่เกี่ยวกับการพัฒนาในกัมพูชา ในขณะที่ฮุนมาลี ลูกสาวอีกคนของฮุนเซนได้แต่งงานกับ Sok Puthyvuth ลูกชายของ Sok An ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในครม. อีกทั้งยังเป็นเสมือนมือขวาของฮุนเซนอีกด้วยอีกทั้งยังมีสายสัมพันธ์ทางการแต่งงานกับเฮงสัมรินอีกด้วย

    นอกจากนี้ในระดับการเข้ายึดกุมตำแหน่ง หรือ โครงสร้างสำคัญของรัฐโดยบุคคลภายในครอบครัวของฮุนเซนนั้นก็เป็นที่ประจักษ์แจ้ง ดังจะเห็นจากการที่ฮุนฌวนมอบตำแหน่งหัวหน้ากองกำลังบอร์ดี้การ์ดส่วนตัว (RCAF) ให้แก่Hun Manet ลูกชายของเขาที่จบการศึกษาจากเวสต์พอยท์ สหรัฐฯ นอกจากนี้ยังให้นางบุนรานีภรรยาของฮุนเซนทำหน้าที่ดูแลเหล่ากาชาด (red cross) ของกัมพูชา และให้ฮุนมานีมานาลูกสาวคนโตทำหน้าที่ดูแลทีวีบายน ซึ่งเป็นสถานีวิทยุแพร่ภาพทางโทรทัศน์ที่มีคุณภาพสูงของกัมพูชาอีกด้วย

  6. นุชประภา โมกข์ศาสตร์ says :

    ผู้ทรงอิทธิพลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ : พระบาทสมเด็จพระนโรดม สีหนุ
    พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ระหว่าง พ.ศ.2484- 2498 และพ.ศ.2536-2547

    สมเด็จพระนโรดม สีหนุเป็นหนึ่งในพระมหากษัตริย์ที่ทรงครองราชย์เป็นเวลานานที่สุดในเอเชีย และเป็นหนึ่งในผู้ริเริ่มขบวนการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดแห่งประเทศโลกที่สาม พระองค์ทรงผ่านชีวิตมากมายทรงเป็นที่เคารพรักของประชาชนชาวกัมพูชาอย่างสุดซึ้ง บันทึกสถิติโลกกินเนสส์ได้บันทึกไว้ว่า พระองค์ทรงเป็นนักการเมือง ที่ทรงดำรงตำแหน่งทางการเมืองมากมายที่สุดในโลก (the world’s greatest variety of political offices) กล่าวคือ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ 2 สมัย ทรงเป็นประมุขแห่งรัฐ (ดำรงตำแหน่งกษัตริย์โดยไม่ได้รับการบรมราชาภิเษก) 2 สมัย ประธานาธิบดี 1 สมัย นายกรัฐมนตรี 2 สมัย และประมุขแห่งรัฐของรัฐบาลพลัดถิ่นของพระองค์เองอีก 1 สมัย

    สมเด็จพระนโรดม สีหนุเสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 31 เดือนตุลาคมปี 1922 ที่กรุงพนมเปญ สืบเชื้อสายจากสองราชสกุล ได้แก่ พระวงศ์นโรม กับ พระวงศ์สีสุวัตถิ์ ทรงเป็นพระราชโอรสของพระบาทสมเด็จพระนโรดม สุรามฤต และสมเด็จพระมหากษัตริยานีสีสุวัตถิ์ กุสุมะ นารีรัตน์ สิริวัฒนา และทรงขึ้นครองราชสมบัติเมื่อเดือนเมษายนปี 1941
    ช่วงระหว่างปี 1952-1953 สมเด็จพระนโรดม สีหนุในนามแห่งของกษัตริย์กัมพูชา ทรงเรียกร้องความเป็นเอกราชจากประเทศฝรั่งเศส ส่งผลให้กัมพูชาเป็นประเทศเอกราชอย่างสมบูรณ์ในวันที่ 9 พฤศจิกายนปี 1953

    เมื่อเดือนมีนาคมปี 1970 กลุ่มนายพลลอน นอลก่อรัฐประหาร ทำให้สมเด็จพระนโรดม สีหนุต้องเสด็จไปพำนักที่กรุงปักกิ่ง และได้รับการปฏิบัติอย่างสมพระเกียรติจากนายเหมา เจ๋อตง นายเติ้ง เสี่ยวผิง และผู้นำคนอื่นๆ ของจีน จากนั้น พระองค์ทรงจัดตั้งแนวร่วมเพื่อเอกภาพแห่งชาติกัมพูชาและทรงเป็นผู้นำแนวร่วมฯ ต่อสู้เพื่อการปลดปล่อยกัมพูชาจนได้รับชัยชนะ

    ช่วงปี 1975-1979 สมัยเขมรแดงนั้น กองกำลังเขมรแดงก็ค่อยๆสั่งสมและแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ ในที่สุดกองกำลังเขมรแดงซึ่งนำโดยพอล พต ก็บุกยึดกรุงพนมเปญในเดือนเมษายน พ.ศ. 2518 เวลานั้นสมเด็จพระนโรดมสีหนุจึงเสด็จกลับกัมพูชา ซึ่งพระองค์ทรงเป็นผู้นำประเทศในเชิงสัญลักษณ์ แต่แท้จริงแล้ว มิได้มีพระราชอำนาจใด ๆ พระองค์ทรงถูกกักบริเวณให้อยู่แต่ภายในพระราชวัง

    ขณะที่เขมรแดงซึ่งเรืองอำนาจอยู่ในช่วงปี พ.ศ. 2518 – 2522 ได้เกณฑ์ผู้คนออกไปเป็นแรงงานในต่างจังหวัด,สั่งจำคุกและสังหารผู้ที่ถูกมองว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อเขมรแดง มีการประเมินกันว่ามีผู้คนล้มตายราว 1,700,000 คน หรือคิดเป็น 1 ใน 5 ของประชากรในสมัยนั้น ท่ามกลางเสียงประณามจากทั่วโลก ทำให้เขมรแดงตัดสินใจให้พระองค์เสด็จไปเข้าร่วมการประชุมที่องค์การสหประชาชาติที่นครนิวยอร์คของสหรัฐ เพื่อประณามรัฐบาลเวียดนามที่พยายามเข้ามาแทรกแซงและขับไล่เขมรแดง ซึ่งพระองค์ถือโอกาสนี้ขอลี้ภัยไปประเทศจีนและเกาหลีเหนือ

    จนกระทั่งในเดือนธันวาคมปี พ.ศ. 2522 กองทัพเวียดนามบุกเข้ามาปราบเขมรแดงได้สำเร็จ พระองค์จึงเสด็จกลับประเทศอีกครั้ง และมาทำหน้าที่เป็นประธานรัฐบาลผสมกัมปูเจียประชาธิปไตย เพื่อต่อต้านและขับไล่กองทัพเวียดนามออกนอกประเทศได้สำเร็จในปี พ.ศ. 2532 พระองค์ทรงมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนผ่านประเทศจากอาณานิคมของฝรั่งเศสมาสู่ระบอบประชาธิปไตยได้สำเร็จ ซึ่งกัมพูชาได้จัดการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฏรครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2536

    หลังจากเวียดนามรุกรานกัมพูชาเมื่อปี 1979 สมเด็จพระนโรดม สีหนุทรงจัดตั้งแนวร่วมเพื่อความเป็นเอกราช เป็นกลาง สันติภาพ และความปรองดองแห่งชาติ และทรงเป็นผู้นำสงครามต่อต้านเวียดนาม จนกระทั่งเมื่อเดือนตุลาคมปี 1991 พระองค์ทรงนำคณะสภาสูงสุดแห่งชาติกัมพูชาเข้าร่วมการประชุมปารีส และทรงร่วมลงนามข้อตกลงต่างๆ ว่าด้วยการยุติสงครามกลางเมืองในกัมพูชาด้วยวิถีทางการเมืองทุกด้าน นั่นคือ “ข้อตกลงสันติภาพปารีส”

    เมื่อเดือนกันยายนปี 1993 กัมพูชาประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งมีการบัญญัติให้ฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตรยิ์เป็นประมุข จากนั้น สมเด็จพระนโรดม สีหนุทรงได้รับการถวายตำแหน่งเป็นพระมหากษัตริย์และเป็นประมุขแห่งชาติตลอดชีพ ต่อมา ทรงมีปัญหาด้านสุขภาพรุมเร้าทำให้พระองค์ตัดสินใจสละราชสมบัติเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2547 โดยให้พระบาทสมเด็จพระบรมนาถนโรดมสีหมุนี พระโอรสเสด็จขึ้นครองราชย์แทน แม้ว่าพระองค์จะทรงสละราชสมบัติไปนานหลายปีแล้วก็ตาม แต่พสกนิกรยังคงจงรักภักดีและเทิดทูนอดีตกษัตริย์องค์นี้ไม่เสื่อมคลาย

    พระบาทสมเด็จพระนโรดม สีหนุ พระมหาวีรกษัตริย์ เสด็จสวรรคตด้วยพระอาการพระหทัยวาย ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2555 หลังจากที่ทรงพระประชวรด้วยพระโรคมะเร็งในพระอันตะ เบาหวาน และโรคเครียด สิริรวมพระชนมายุได้ 89 พรรษา

    แหล่งอ้างอิง

    http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9550000126339http://th.wikipedia.org/wiki/พระบาทสมเด็จพระนโรดม_สีหนุ

    นางสาวนุชประภา โมกข์ศาสตร์
    รหัสนิสิต 5341033124
    ภาควิชาการปกครอง

  7. นาย วิชชวัฒน์ รอดรัตษะ 5441060124 says :

    นายวิชชวัฒน์ รอดรัตษะ 5441060124

    เสรีภาพนักหนังหนังสือพิมพ์ในประเทศกัมพูชา
    ความเป็นมาของหนังสือพิมพ์ในประเทศกัมพูชา เริ่มต้นมาพร้อมกับการที่ประเทศฝรั่งเศสได้ทำการเข้ามายึดครองดินแดน ภาษาที่ใช้จะเป็นภาษาฝรั่งเศสซึ่งทำขึ้นเพื่อแจกจ่ายให้กับชาวฝรั่งเศสที่อยู่ในประเทศกัมพูชา ซึ่งแรกเริ่ม มีวารสารปฐมภูมิฝรั่งเศส-เขมร ในปี ค.ศ.1925 วารสารกัมพุชสุริยา ค.ศ.1926และ วารสาร สรุกเขมร ค.ศ.1927 ต่อมาในช่วงปลายปี ค.ศ.1936 เริ่มมีหนังสือพิมพ์การเมืองเกิดขึ้น นำเสนอข่าวต่อต้านลัทธิพระมหากษัตริย์กับอาณานิคมนิยม ชื่อว่า หนังสือพิมพ์ นครวัด ภายหลังจากจากการได้รีบเอกราชของประเทศกัมพูชานั้น สื่อในเขมรเริ่มมีความเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาเป็นลำดับ โดยในสมัย รัฐบาล สังคมราษฎรนิยมที่มีสมเด็จสีหนุเป็นประธาน ได้เกิดหนังสือพิมพ์ทางการเมืองและรัฐบาลชื่อ หนังสือพิมพ์นักชาตินิยม

    การจัดลำดับเสรีภาพสื่อมวลชนในอาเซียนพบว่าประเทศกัมพูชามีเสรีภาพในการแสดงออกทางสื่อมากที่สุด โดยเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศไทยแล้วกัมพูชาอยู่ในลำดับที่117 ของโลก ส่วนไทยอยู่ในลำดับที่ 137 ของโลก

    ประเทศกัมพูชาปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข มีพรรคการเมืองที่ครองอำนาจการปกครองประเทศมาอย่างยาวนาน ภายใต้ชื่อพรรคประชาชนกัมพูชา หรือ ซีพีพี ที่มีสมเด็จ ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำ ภายใต้การปกครองที่ผูกขาดกับผู้นำเพียงคนเดียวทำให้เสรีภาพของหนังสือพิมพ์ในประเทศกัมพูชา ไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์ตัวผู้นำประเทศหรือฝ่ายรัฐบาลได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากในปัจจุบันสื่อสิ่งพิมพ์ของประเทศกัมพูชา มีกว่า 500 ฉบับ แต่มีที่ออกจำหน่ายเพียงแค่ 50 ฉบับ โดยมีหนังสือพิมพ์รายวันเพียง 4-5 ฉบับเท่านั้น โดยเกือบทั้งหมดของสื่อที่นำเสนอข่าวนั้นจะมีเนื้อหาข่าวที่สนับสนุนรัฐบาล เนื่องจากเจ้าของหนังสือพิมพ์มีความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับสมเด็จฮุนเซน และนอกจากนี้ยังไม่อยากมีปัญหากับรัฐบาลอีกด้วยนี่เป็นเพียงเหตุผลหนึ่งที่ทำให้การรับรู้ข้อมูลข่าวสารของคนกัมพูชาไม่ได้รับข้อมูลที่แท้จริงมากนัก

    การทำงานของนักหนังสือพิมพ์ในกัมพูชาถือว่าประสบกับความยากลำบากมากนักในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารเพราะ ภาครัฐหรือหน่วยงานราชการส่วนใหญ่ภายในประเทศมักทำการปกปิกข้อมูลและไม่ยอมให้ข้อมูลที่แท้จริงแก่นักหนังสือพิมพ์ ซึ่งหากถ้าหนังสือพิมพ์ทำการนำเสนอข่าวที่มีเนื้อหาไม่ครอบคลุมรอบด้าน บิดเบือนจากความเป็นจริงหรือมีหลักฐานไม่เพียงพอก็จะทำให้มีโอกาสถูกรัฐบาลฟ้องร้องได้ในข้อหาหมิ่นประมาทหรือยุยงให้เกิดภัยต่อความมั่นคงในประเทศได้

    อย่างไรก็ตามพบว่ามีหนังสือพิมพ์บางฉบับที่ทำการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลหรือตัวผู้นำประเทศแต่ไม่ค่อยมีอิทธิพลต่อความคิดของชาวกัมพูชามากนักเนื่องจากหนังสือพิมพ์มีอยู่เพียงแค่ไม่กี่ฉบับ อีกทั้งยังเป็นหนังสือพิมพ์ที่ไม่ได้จำหน่ายรายวันรวมถึงมียอมจำหน่ายที่ไม่มาก
    แต่ในทางกลับกัน ฝ่ายรัฐบาลของประเทศกัมพูชาได้ออกมาสนับสนุนเสรีภาพในการเสนอข้อมูลข่าวสารแก่สื่อได้อย่างเต็มที่ รวมถึงการปกป้องคุ้มครองสื่อให้พ้นจากภัยคุกคามต่างๆอีกทั้งยังมองว่าหากสื่อนำเสนอข่าวที่ไม่เป็นจริงรัฐบาลก็จะพยายามทำความเข้าใจและขอให้แก้ไข ส่วนการฟ้องร้องรัฐบาลมองว่าจะเป็นมาตรการสุดท้ายที่จะใช้ลงโทษสื่อ เป็นต้น

    ภาพรวมของสื่อหนังสือพิมพ์ในประเทศกัมพูชาจะไม่มีกฎหมายจำกัดเสรีภาพเหมือนอย่างประเทศไทย โดยเฉพาะกฎหมายอาญาโทษหมิ่นประมาทรวมถึงกฎหมายการพิมพ์ที่เข้มงวดแต่การเขียนข่าวหรือนำเสนอข่าวสารนั้นนักหนังสือพิมพ์ในกัมพูชาจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีหลักฐานไว้อ้างอิงในการเขียนข่าว มิเช่นนั้นอาจถูกรัฐบาลแจ้งข้อหาหมิ่นประมาทได้ เป็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งว่าถ้ามีการเปิดเป็นประชาคมอาเซียนแล้วนั้นประเทศกัมพูชาจะยังคงรักษาตำแหน่งเสรีภาพทางการสื่อไว้ได้อยู่หรือไม่

    หนังสือพิมพ์ที่ได้รับความนิยมในประเทศกัมพูชาในปัจจุบัน ได้แก่ หนังสือพิมพ์รัศมีกัมพูชาและหนังสือพิมพ์เกาะสันติภาพ ซึ่งหนังสือพิมพ์ทั้ง2 ฉบับมีเนื้อหาเสนอข่าวทั่วไป ไม่ได้เจาะจงเรื่องการเมืองมากนัก ไม่สนับสนุนฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้านเป็นพิเศษ แต่ส่วนใหญ่จะนำเสนอข่าวในเรื่องการทำดีของรัฐบาลไม่นำเสนอภาพลักษณ์ในแง่ลบของการทำงานของรัฐบาล นอกจากนี้ยังมีหนังสือพิมพ์ชื่อ เดิมอำปึลหรือชื่อภาษาไทย คือ ต้นมะขาม เป็นหนังสือพิมพ์เพิ่มตั้งขึ้นมาใหม่ นำเสนอข่าวตามความเป็นจริงไม่เข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด นำเสนอข่าวทั้งข้อดีและไม่ดีของทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้าน ส่วนหนังสือพิมพ์ฝ่ายค้านในประเทศกัมพูชา คือ หนังสือพิมพ์ มนัสสิการและเขมรจ๊าส์สรุก ซึ่งทำการเขียนสนับสนุนการทำงานของฝ่ายค้าน และวิจารณ์การทำงานของรัฐบาล แต่หนังสือพิมพ์ฉบับนี้ไม่ได้รับความนิยมมากนัก

    อ้างอิง
    http://www.thairath.co.th/column/tech/socialmediathink/311326
    http://mediainsideout.net/world/2012/10/67

  8. น.ส.ณัฐณิชา เชาวลิต says :

    เสรีภาพของสื่อมวลชน กัมพูชา
    หากจัดว่าประเทศใดที่มีสภาวการณ์ของสถานะของสื่อที่เหมือนกับประเทศไทยมากที่สุดนั้น ก็คือประเทศกัมพูชา ระเทศกัมพูชาที่ได้มีการให้สิทธิเสรีภาพแก่สื่อมวลชนเป็นอย่างมากนับจากการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกในปี 1993 เป็นต้นมา แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าการให้เสรีภาพ จะทำให้สื่อสามารถมีเสรีภาพได้อย่างแท้จริง เพราะ กลุ่มผลประโยชน์ต่างๆในทางการเมืองกัมพูชามีความพยายามแทรกแซง-คุกคามและควบคุมสื่อมวลชนในกัมพูชาอย่างมาก
    จากการรายงาน ของ Reporter Without Border การจัดอันดับในด้านเสรีภาพของสื่อมวลชน ของกัมพูชาที่ลดลงนั้น เป็นสาเหตุมาจาก การตั้งเป้าหมายของสื่อมวลชนชาวกัมพูชา ผ่านการตีพิมพ์เรื่องราวเสียๆหายๆ การบังคับใช้กฎหมายอย่างบิดเบือน และ การปิดตัวลงของหนังสือพิมพ์คู่ปรับ ตามรายงานเรื่องเสรีภาพของสื่อมวลชนปี 2011 ที่เผยแพร่โดย องค์กรเฝ้าระวังด้านเสรีภาพในสหรัฐอเมริกา ร่วมกับ วันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก อันดับเสรีภาพของสื่อมวลชนกัมพูชานั้นตกลงไปถึงอันดับ 141ในปี 2010 จาก 196 ประเทศ เมื่อเปรียบเทียบกับอันดับที่134 ของปี 2009 รายงาน อธิบายว่ากัมพูชา ไม่มีเสรี และ ประกาศว่าจำนวนของผู้คนทั่วโลกที่สามารถเข้าถึงสื่อที่อิสระและเสรี ได้ตกต่ำลงสู่จุดที่ต่ำที่สุดในรอบทศวรรษ อันดับของกัมพูชาได้ลดต่ำลงเช่นกันภายในพื้นที่เอเชียแปซิฟิก ในอันดับที่ 30 ในปี 2010 จาก40 ประเทศ เปรียบเทียบกับอันดับที่ 29 ในปี 2009 อันดับคะแนนของกัมพูชาร่วงลงเนื่องจาก การบิดเบือนข้อมูลอย่างรุนแรง และ การใช้กฎหมายโดยมีนัยยะเพื่อการจัดการบรรดานักหนังสือพิมพ์ เช่นเดียวกับการลดลดของความหลากหลายของสื่อจากการปิดตัวลงของสื่อมวลชนฝั่งตรงข้าม รายงานกล่าวหนังสือพิมพ์ฝั่งตรงข้าม ได้กลับมาผลิตใหม่ในเดือนมีนาคมหลังจากที่ปิดตัวลงไปในเดือนมิถุนายน ปี 2010 เนื่องจากขาดแคลนทุนทรัพย์ และอาการป่วยไข้ที่รบกวนเจ้าของสำนักพิมพ์ HENG CHAKRA ผู้ซึ่งถูกจำคุกในข้อหาบิดเบือนข้อมูลในปี 2009 ในบทความที่ตีพิมพ์ลงใน Kmer Machas Srok ซี่งถูกฟ้องร้องโดยเจ้าหน้าที่ของรองนายกรัฐมนตรี Sok An ว่าเกี่ยวข้องกับการทุจริต ซึ่งเขาได้รับพระราชทานอภัยโทษในเดือนเมษายนปีที่ผ่านมา Moen Chhean Narridh หัวหน้าสถาบันกัมพูชาเพื่อการศึกษาทางด้านสื่อมวลชน กล่าวว่า การใส่ร้าย และการใช้กฎหมายโดยมิชอบ นั้นถูกกระทำโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลบางคนอย่างตั้งใจในการฟ้องร้องนักหนังสือพิมพ์หลายราย มันก่อให้เกิดการคุกคามทางการเมือง เขากล่าว รัฐบาลต้องยกเลิก บทบัญญัตินี้ออกไปจากกฎหมาย เขากล่าวเสริมว่า รัฐบาลต้องร่างกฎหมายในประเด็นเสรีภาพทางข้อมูลข่าวสาร เราต้องการโครงร่างทางกฎหมายที่จะรับรองการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร
    รัฐมนตรีด้านข้อมูลข่าวสาร Khieu Kanharith บอกกับ The Post ในเดือนธันวาคม ว่า ร่างนโยบายของเสรีภาพทางข้อมูลข่าวสารนั้นเสร็จสมบูรณ์แล้วโดยรัฐบาลในปี2007 ซึ่งจะสามารถนำมาใช้เป็นร่างกฎหมายได้
    ด้วยสภาพการณ์เช่นว่านี้ก็ทำให้มีการจัดตั้งสมาคมของสื่อมวลชนขึ้นมารองรับในเวลานี้มากกว่า 10 สมาคมแล้ว ทั้งยังมีแนวโน้มที่จะมีการจัดตั้งสมาคมในลักษณะเดียว กันนี้ขึ้นมาอีกเรื่อยๆ
    ยิ่งไปกว่านั้น การจัดตั้งสมาคมสื่อมวลชนในกัมพูชายังมีนัยแอบแฝงโดยกลุ่มอำนาจทางการเมืองอีกด้วยซึ่งนั่นก็เป็นเพราะว่าบรรดานักการเมืองทั้งหลายในกัมพูชานั้นต่างต้องการที่จะมีสื่อมวลชนในกำมือของพวกตนทั้งสิ้น โดยสภาพการณ์ที่เป็นอยู่ในวงการสื่อมวลชนกัมพูชาในทุกวันนี้ ก็คือการแตกแยกและแบ่งแยกกันอย่างชัดเจนระหว่างสื่อมวลชนที่เป็นฝ่ายรัฐบาลของ ฮุน เซน กับฝ่ายที่ อยู่กับฟากฝ่ายค้าน(ที่ต้องการจะเป็นรัฐบาล)ของ สัม รังสี ซึ่งด้วยการแบ่งแยกออกเป็นฝักฝ่ายที่ชัดเจนเช่นนี้ จึงทำให้กัมพูชาเป็นประเทศหนึ่งที่มีนักข่าวต้องสังเวยชีวิตไปมากที่สุดในโลก
    นอกจากนี้ การแสดงบทบาทของสื่อมวลชนในกัมพูชายังสามารถที่จะยังผลในทางการเมืองอย่างมากนั่นคือ การนำไปสู่ความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านได้ โดยกรณีตัวอย่างที่ชัดเจนและก็เกิด ขึ้นบ่อยครั้งที่สุดก็คือการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนในเขมรที่ก่อให้เกิดกระแสชาตินิยมขึ้นภายในประเทศแล้วนำไปสู่ความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างประเทศไทย เช่นกรณีการบุกทำลายและเผาสถานทูตไทยในกรุงพนมเปญ และการปลุกกระแสชาตินิยมเพื่อต่อต้านไทยในกรณีข้อพิพาทเกี่ยวกับเขตแดนที่ปราสาทเขาพระวิหาร และปราสาทตาเมือน เป็นต้น
    ที่มา
    ชวรงค์ ลิมป์ปัทมาปาณี.(2555)สัมผัสสื่อเขมร หาคำตอบมีเสรีภาพจริงหรือ?(ออนไลน์).สืบค้นจาก http://www.thairath.co.th/column/tech/socialmediathink/311326
    กัมพูชา: เสรีภาพสื่อใต้เงาเผด็จการ(ออนไลน์)สืบค้นจากhttp://prachatai.com/journal/2012/07/41668

  9. จิตตราพร เลิศศิริ says :

    ประเทศกัมพูชา (Cambodia)

    การเข้ามามีอิทธิพลในประเทศกัมพูชาของชาติอื่นๆนั้น มีทั้งการเข้ามาในรูปแบบของ Hard-power หรือการใช้กำลังทหาร และการเข้ามาในรูปของ soft-power คือการขยายอำนาจและอิทธิพลผ่านทางอุดมการณ์ แนวความคิด ตลอดจนขนบธรรมเนียมวัฒนธรรม ทั้งนี้อาจแบ่งการเข้ามาแยกเป็นประเทศต่างๆได้ดังนี้ 1.การเข้ามามีอิทธิพลของชาติตะวันตก 2.การเข้ามามีอิทธิพลของประเทศเวียดนาม และ 3.การเข้ามามีอิทธิพลของประเทศจีน

    การเข้ามามีอิทธิพลของชาติมหาอำนาจในช่วงการก่อร่างสร้างชาติ

    สำหรับประเด็นแรกคือการเข้ามามีอิทธิพลของชาติตะวันตกในกัมพูชา เนื่องมาจากสถานการณ์โลกในช่วงหลังสงครามโลกที่ 2 ได้เกิดสภาวะที่สังคมโลกถูกแบ่งเป็นสองขั้วจากอุดมการณ์ทางความคิดที่แตกต่างกันระหว่างค่ายเสรีนิยมซึ่งมีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำและค่ายสังคมนิยมภายใต้การนำของสหภาพโซเวียต ถึงแม้สองประเทศมหาอำนาจจะไม่ได้ทำสงครามกันโดยตรง แต่ก็ได้ทำสงครามกันผ่านตัวแทนในประเทศต่างๆ (Proxy war) กัมพูชาก็เช่นกัน สงครามกลางเมืองที่เกิดในกัมพูชานั้นเป็นผลมาจากความแตกแยกทางอุดมการณ์ และไม่อาจปฏิเสธได้ว่ามหาอำนาจอย่างอเมริกาเองก็ได้เข้ามามีบทบาทในประเทศกัมพูชาด้วย จากความเชื่อในทฤษฎีโดมิโนที่ว่ารัฐต่างๆในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หากมีรัฐใดรัฐหนึ่งกลายเป็นคอมมิวนิสต์แล้ว รัฐเพื่อนบ้านก็จะกลายเป็นรัฐคอมมิวนิสต์ไปด้วยและ Truman Doctrine ที่ให้คำมั่นสัญญาว่าสหรัฐฯจะสนับสนุนอุดมการณ์เสรีนิยมโดยให้ความช่วยเหลือทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ และการทหาร แก่ประเทศที่ถูกคุกคามด้วยลัทธิคอมมิวนิสต์ และจะเทรกแซงในวิกฤตการณ์อันเกิดจากการขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์ในภูมิภาคเอเชีย เมื่อเจ้าสีหนุผู้ครองกัมพูชาในขณะนั้นประกาศวางตัวเป็นกลาง และมีความโน้มเอียงในการไปมีความสัมพันธ์กับฝ่ายสังคมนิยม (เจ้าสีหนุสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์อินโดจีนของเวียดนามและอนุญาตให้เวียดกงใช้พื้นที่บางส่วนของประเทศ) จึงทำให้สหรัฐฯเกิดความไม่พอใจและแอบสนับสนุนการยึดอำนาจของนายพลลอน นอล โดยใช้โอกาสที่เจ้าสีหนุไปรักษาพระองค์เนื่องจากโรคมะเร็งที่โซเวียต ทำการยึดอำนาจได้สำเร็จและแต่งตั้งเจ้าสีสุวัตถิ์ สิริมาตขึ้นเป็นประมุขแทน ทำให้เจ้าสีหนุกลับเข้าประเทศไม่ได้จึงต้องยึดเอาประเทศจีนเป็นฐานที่มั่นและหันไปมีความสัมพันธ์กับเขมรแดงในฐานะพันธมิตรเพื่อยึดอำนาจคืน

    สิ่งที่ต้องทราบในขณะนั้นคือสภาพประเทศในอินโดจีนยังคงไร้เสถียรภาพ มีความแตกแยก ประชาชนมีความยากจน รวมถึงมีความเหลื่อมล้ำทางฐานะสูง เพราะการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งเอกราชของประเทศเมืองขึ้นนั้นได้ทำให้เกิดสงครามและความขัดแย้งภายในประเทศ มีการแตกเป็นกลุ่ม เป็นก๊ก เหนือ ใต้ แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ สำหรับประเทศกัมพูชานั้นอาจแบ่งได้ออกเป็นฝ่ายขวาหรือฝ่ายสาธารณรัฐเขมรและฝ่ายซ้ายหรือฝ่ายนิยมคอมมิวนิสต์ โดยฝ่ายขวานั้นมีสหรัฐอเมริกาและประเทศไทยคอยให้การสนับสนุนอยู่อย่างลับๆจนกระทั่งสามารถยึดอำนาจการปกครองได้ใน เดือนมีนาคม ค.ศ.1970 ส่วนทางฝ่ายซ้ายนั้นก็มีประเทศเวียดนามและจีนคอยให้การสนับสนุนอยู่ ในที่สุดแล้วรัฐบาลฝ่ายสาธารณรัฐก็ล่มสลายเพราะเขมรแดงสามารถบุกยึดอำนาจได้ในปี 1975 สหรัฐอเมริกาจึงได้ปิดสถานทูตของตนในกรุงพนมเปญและอพยพคนของตนกลับประเทศ แต่เสถียรภาพในการปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามไม่ได้ยืนยาวนัก ในที่สุดก็เกิดการแตกคอกันเองระหว่างบรรดาผู้นำภายในกล่าวคือแยกออกเป็นฝ่ายที่สนับสนุนพอล พตและฝ่ายที่คัดค้านพอล พต (รายละเอียดส่วนนี้จะกล่าวถึงในช่วงของประเทศเวียดนาม) ทำให้ในปี 1982 มีการแบ่งเป็นถึง 4 กลุ่มด้วยกันในกัมพูชานั่นคือ 1.กลุ่มของเจ้าสีหนุ 2.กลุ่มเขมรแดง (กัมพูชาประชาธิปไตย) 3.กลุ่มของอดีตนายกซอนเซน โดยทั้งสามกลุ่มนี้รวมตั้งกันจัดตั้งเป็นรัฐบาลเขมรสามฝ่ายเพื่อต่อต้านรัฐบาลของเฮง สัมรินที่มีรัฐบาลเวียดนามคอยสนับสนุน ซึ่งรัฐบาลของเฮง สัมรินที่มีเวียดนามสนับสนุนนั้นสามารถยึดอำนาจจากพอล พตได้และจัดตั้งเป็นสาธารรัฐประชาชนกัมพูชาในปีค.ศ.1979

    บทบาทของสหรัฐฯเริ่มจางไปจากภูมิภาคเอเชีย เมื่อเกิดกระแสความไม่พอใจในหมู่ประชาชนชาวอเมริกันเอง เนื่องมาจากความยืดเยื้อของสงครามเวียดนามที่สูญเสียทั้งงบประมาณของประเทศและชีวิตของทหารอเมริกา สหรัฐอเมริกาจึงจำเป็นต้องถอนทหารออกจากเวียดนามและประกาศ Nixon Doctrine หรือที่รู้จักกันในนามของGuam Doctrine การประกาศหลักการนี้หมายความว่าสหรัฐอเมริกาจะลดบทบาทของตนในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ลง อย่างไรก็ตามสหรัฐอเมริกาก็ไม่ได้หมดบทบาทไปจากกัมพูชาไปเสียทีเดียว โดยยังคงให้ความสนับสนุนกลุ่มเขมรแดงผ่านทางประเทศไทย (สหรัฐอเมริกาให้ความสนับสนุนเขมรแดงเนื่องจากไม่ต้องการให้รัฐบาลของเฮง สัมรินที่มีเวียดนามเป็นผู้หนุนหลังอยู่มีอำนาจได้นานนัก ประกอบกับเขมรแดงในช่วงแรกก็ยอมที่จะแข่งขันในระบอบประชาธิปไตยคือมีการจัดตั้งพรรคการเมือง เขมรแดงก่อตั้งพรรคการเมืองที่มีชื่อว่าพรรคสามัคคีแห่งชาติกัมพูชา) อย่างไรก็ตามเขมรแดงได้เปลี่ยนจุดยืนของตนคือประกาศไม่เข้าร่วมการเลือกตั้งในปีค.ศ.1993 ภายหลักการเลือกตั้งเขมรแดงได้พยายามขอเจรจาเพื่อเข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารประเทศโดยแลกกับการคืนประสาทเขาพระวิหารและดินแดนที่ยึดไว้ให้แก่รัฐบาล สหรัฐฯได้เข้ามามีบทบาทอีกครั้งโดยประกาศจะตัดความสัมพันธ์กับกัมพูชาหากรัฐบาลจะยอมให้เขมรแดงเข้าร่วมรัฐบาล ในที่สุดเขมรแดงจึงถูกประกาศเป็นกลุ่มนอกกฎหมายในที่สุด

    ประเด็นต่อมาคือการเข้ามามีอิทธิพลในประเทศกัมพูชาของประเทศเวียดนาม ประเทศเวียดนามโดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม อาจจัดได้ว่ามีอิทธิพลมากต่อกัมพูชาฝ่ายซ้าย ช่วงที่กัมพูชากำลังทำสงครามเรียกร้องเอกราชจากประเทศฝรั่งเศส เวียดนามเองก็ได้เข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนกัมพูชาในรูปแบบของกองกำลังเวียดมินห์ อีกทั้งยังมีชาวกัมพูชาบางส่วนเข้าร่วมเป็นสมาชิกของพรรคคอมมิวนิสต์อินโดจีน ต่อมาถึงแม้กัมพูชาจะได้รับเอกราชในปี 1953 แต่สถานการณ์ในประเทศก็ยังคงไม่สงบ ได้มีความพยายามในการแก้ปัญหาความไร้เสถียรภาพในภูมิภาคนี้ด้วยการประชุมเจนีวาในปี 1954 ภายหลังจากการประชุมเจนีวาแล้ว ประเทศกัมพูชาได้จัดให้มีการเลือกตั้งภายในประเทศขึ้น โดยการเลือกตั้งครั้งแรกนั้นพรรคที่ได้รับชัยชนะคือพรรคสังคมราษฎร์นิยมของเจ้านโรดม สีหนุซึ่งมีนโยบายฝ่ายขวาจัดและต่อต้านคอมมิวนิสต์อย่างรุนแรง ช่วงที่รัฐบาลของเจ้าสีหนุอยู่ในอำนาจนั้น ได้ทำการปราบปรามฝ่ายซ้ายอย่างรุนแรง สมาชิกฝ่ายซ้ายหลายคนถูกลอบสังหารทำให้ขบวนการฝ่ายซ้ายต้องออกจากเมืองพนมเปญและไปตั้งหลักที่ชนบทแทน ช่วงนี้เองที่เจ้านโรดมได้เริ่มเรียกพรรคฝ่ายซ้ายว่าเขมรแดง (ปีค.ศ.1962) อย่างไรก็ตามผู้นำของฝ่ายซ้ายที่รอดจากการจับกุมของทางรัฐบาลได้เดินทางไปเยือนเวียดนามเหนือและจีนในช่วง 1965-1966 (รัฐบาลจีนเองถึงแม้จะเป็นพัทธมิตรกับเจ้าสีหนุแต่ก็ได้ปกปิดการมาเยือนของพรรคคอมมิวนิสต์กัมพูชาไว้)

    ในปี 1967 พรรคคอมมิวนิสต์กัมพูชาก็ได้รับการสนับสนุนทางด้านอาวุธและได้รับความช่วยเหลือทางด้านที่พักจากเวียดนามเหนือก็เริ่มปฏิบัติการต่อต้านเจ้าสีหนุ โดยได้รับความนิยมจากบรรดานักศึกษาและครูอาจารย์ในประเทศที่ไม่พอใจในนโยบายการบริหารประเทศของเจ้าสีหนุและหันมาศรัทธาการต่อสู้ทางการเมืองแทน ช่วงนั้นกัมพูชาได้รับอิทธิพลจากการปฏิวัติวัฒนธรรมในประเทศจีน และการลุกฮือขึ้นมาของประชาชนในฝรั่งเศสในปี 1968 ต่อมาเจ้าสีหนุก็ถูกยึดอำนาจจากนายพลลอน นอลและเจ้าสุวัตถิ์ สิริมาต อาจกล่าวได้ว่าช่วงนี้เป็นช่วงที่ฝ่ายขวามีอำนาจเต็มตัว รัฐบาลของนายพลลอนนอลได้ร่วมกับกองทัพอเมริกาปราบปรามฝ่ายซ้ายอย่างหนัก แต่อย่างไรก็ตามรัฐบาลฝ่ายสาธารณรัฐก็ต้องเผชิญกับปัญหาหลายอย่าง ทั้งปัญหาการคอรัปชั่นในหมู่ผู้นำ กองทัพที่ไร้ประสิทธิภาพ ทำให้ที่สุดแล้วในปี 1975 รัฐบาลสาธารณรัฐก็หมดอำนาจ ฝ่ายซ้ายได้ก้าวขึ้นมามีบทบาทในการบริหารประเทศอย่างเต็มตัวภายใต้การนำของเขมรแดง ระบอบการปกครองของกัมพูชาในช่วงนี้ได้ถูกเปลี่ยนให้เป็นระบอบสังคมนิยม (คอมมิวนิสต์)

    ในระหว่างที่อยู่ในอำนาจ เขมรแดงภายใต้การนำของพอล พตได้เริ่มที่จะขยายดินแดนของตนโดยยึดเอาดินแดนบางส่วนของเวียดนามและไทยเข้าเป็นส่วนหนึ่งของตน ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชาและเวียดนามเริ่มเกิดปัญหา เพราะสำหรับเวียดนามเหนือแล้วกัมพูชาไม่ได้จัดเป็นประเทศเอกราชและเป็นส่วนหนึ่งของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ซึ่งเวียดนามเหนือถือว่าตนเป็นพรรคคอมมิวนิสต์แห่งเดียวในอินโดจีน ทำให้เกิดการปะทะกันบ่อยครั้งที่บริเวณชายแดนของทั้งสองประเทศ ทางด้านเขมรแดงเองก็ได้จีนเป็นผู้คอยสนับสนุนทำให้สถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเลวร้ายมากขึ้น ประกอบกับช่วงนั้นเองภายในพรรคคอมมิวนิสต์ก็เกิดความขัดแย้งในระดับผู้นำขึ้น โดยแบ่งกลุ่มที่สนับสนุนพอล พตและกลุ่มที่ไม่สนับสนุนพอล พต ต่อมาฝ่ายหลังได้อพยพไปเวียดนามและได้รับการสนับสนุนจากเวียดนามในการโค่นอำนาจพอล พต ซึ่งสามารถทำสำเร็จได้ในเวลาต่อมา (ปี1979) เขมรแดงภายใต้การนำของพอล พตจึงหันไปร่วมมือกับแนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติประชาชนเขมรของซอนซาน และพรรคฟุนซินเปกของสมเด็จพระนโรดม สีหนุ ภายใต้ชื่อแนวร่วมเขมรสามฝ่ายเพื่อต่อต้านรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนกัมพูชาที่มีเวียดนามเป็นผู้หนุนหลัง ความขัดแย้งต่างๆเริ่มคลี่คลายลงเมื่อมีการเจรจาสันติภาพที่กรุงปารีสในปี 1991 อย่างไรก็ตามเขมรแดงก็สร้างปัญหาอีกครั้งเมื่อประกาศถอนตัวจากการเจรจาเพื่อสันติภาพและไม่เข้าร่วมการเลือกตั้ง และแสดงเจตนารมณ์ว่าต้องการเข้าไปมีบทบาทในรัฐบาลกัมพูชาที่มาจากเลือกตั้งโดยแลกกับการคืนพื้นที่เขาพระวิหารและพื้นที่อื่นๆที่ยึดมา แต่ไม่สำเร็จและถูกประกาศเป็นกลุ่มนอกกฎหมายในที่สุดโดยในช่วงนี้นั้นเวียดนามไม่ได้สนับสนุนการกระทำของเขมรแดงอีกต่อไป การที่เวียดนามค่อยๆลดบทบาทของตนในกัมพูชาลงนั้น ส่วนหนึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นผลมาจากนโยบายการเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามค้าของอดีตนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งของไทย พลเอกชาติชาย ชุณหะวัน เวียดนามได้ลดบทบาทของตนในกัมพูชาลงและในปี 1989 เวียดนามก็ได้ถอนทหารของตนออกจากกัมพูชาทั้งหมด เนื่องมาจากความพยายามให้เกิดการเจรจาสันติภาพในกัมพูชา แต่ก็ไม่สำเร็จเนื่องจากเขมรแดงถอนตัวและไม่เข้าร่วมการเลือกตั้ง
    จะเห็นได้ว่าถึงแม้จะเป็นกลุ่มที่มีอุดมการณ์คอมมิวนิสต์เช่นเดียวกัน แต่ก็ยังมีความพยายามแข่งกันเป็นใหญ่ภายในกลุ่ม อาจเข้าใจได้ว่าทั้งสองกลุ่ม(กลุ่มเขมรแดงและคอมมิวนิสต์เวียดนาม)มองพื้นฐานของตนอยู่บนฐานของความเป็นสัจนิยมนั่นคือเน้นการพึ่งพาตนเอง พยายามขยายอำนาจและอิทธิพลของตนออกไปให้ได้มากที่สุด ต่างฝ่ายต่างมองว่าไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร เราจะเห็นได้จากการจับกลุ่มเป็นพันธมิตรกันถ้าการเป็นพันธมิตรนั้นจะเอื้อต่อผลประโยชน์ของ เช่นการเป็นพันธมิตรระหว่างเจ้าสีหนุและเขมรแดง การที่เวียดนามให้การสนับสนุนแก่ฝ่ายที่ต้องการโค่นล้มพอล พตซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นพันธมิตรของตนมาก่อน เป็นต้น ทั้งนี้อาจกล่าวได้ว่าภายใต้มุมมองของสัจนิยม Hard power เป็นเรื่องที่สำคัญมากเพราะการที่จะยึดอำนาจจากอีกฝ่ายได้นั้นหรือการที่จะรักษาอำนาจของตนไว้ สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือกองกำลังทหารที่มีประสิทธิภาพ เวียดนามเองอาศัยประโยชน์จากการที่ตนมีอาวุธที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเข้ามามีอิทธิพลในประเทศกัมพูชาด้วยการคงกองกำลังทหารของตนเอาไว้ในประเทศกัมพูชา ทำให้การบริหารประเทศกัมพูชาในช่วงที่มีเวียดนามหนุนหลังนั้น กัมพูชาขาดเสถียรภาพในการบริหารประเทศเพราะทุกอย่างต้องมีเวียดนามเป็นผู้ตัดสินใจร่วม

    บทบาทของมหาอำนาจกับกัมพูชาในยุคปัจจุบัน

    ประเด็นที่สามคือบทบาทของประเทศจีนในกัมพูชา ประเด็นนี้ข้าพเจ้าจะขอวิเคราะห์จากสถานการณ์ในปัจจุบันซึ่งแตกต่างจากสองประเด็นบนที่เป็นการวิเคราะห์ในกรอบประวัติศาสตร์ กล่าวคือเราไม่อาจปฏิเสธได้ว่าประเทศจีนกำลังขยายอิทธิพลของตนเข้ามาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี การขยายอิทธิพลของประเทศจีนไม่ได้ทำในรูปแบบของการใช้กำลังทหาร (hard power) ดังเช่นในอดีต แต่เป็นการขยายอำนาจเข้ามาในรูปแบบของ soft-power โดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจ กัมพูชาซึ่งเป็นประเทศที่ยังไม่เจริญนักจำเป็นต้องรับความช่วยเหลือจากจีนซึ่งจุดนี้ก็ทำให้จีนสามารถขยายอิทธิพลเข้ามายังกัมพูชาได้ ปัจจุบันเราจะพบว่าจีนเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ในกัมพูชาทั้งในด้านการลงทุนป่าไม้ การร่วมมือกับทางการกัมพูชาสร้างโรงกลั่นน้ำมันแห่งแรกในประเทศกัมพูชา นอกจากการลงทุนแล้วจีนยังได้ให้การสนับสนุนด้านเงินกู้แก่กัมพูชาด้วย

    จีนมีความสัมพันธ์แนบแน่นกับบุคคลสำคัญในรัฐบาลกัมพูชาอย่างฮุนเซ็น ประกอบกับหลักการของประเทศจีนที่แตกต่างจากตะวันตกนั่นคือหลักการไม่แทรกแซงซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็น1ในหลักการ 5ประการที่จีนใช้ในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ ทำให้จีนไม่เคยแสดงท่าทีรุนแรงหรือออกมาวิพากษ์วิจารณ์กัมพูชาในประเด็นเรื่องประชาธิปไตยหรือสิทธิมนุษยชน นี่อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศแนบแน่นมาก อาจกล่าวได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศก็ตั้งอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกันทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะยั่งยืนหรือยาวนานแค่ไหน ก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจคาดเดาได้ เพราะในอนาคตอาจมีตัวแสดงใหม่ๆเข้ามาลดทอนความสัมพันธ์ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของเศรษฐกิจร่วมระหว่างสองประเทศ

  10. พีรภัทร มีแสง 5441045824 says :

    วิเคราะห์การเลือกตั้งในกัมพูชา

    กัมพูชา หรือ ราชอาณาจักรกัมพูชาปกครองแบบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ มีพระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี มาจากการเลือกตั้งโดยราชสภา เป็นประมุขแห่งรัฐ ประมุขรัฐบาล คือ สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน วัย 61 ปี ผู้ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้นำที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่นานสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยึดตำแหน่งผู้นำประเทศกัมพูชามาตั้งแต่ปี 2528 รวมเป็นระยะเวลากว่า 25 ปี เลยทีเดียว อีกทั้งยังให้คำ่มั่นว่าจะดำรงตำเเหน่งจนกว่าอายุ 90 ปี บริบูรณ์ คำกล่าวที่ว่า “มีเเต่ ฮุน เซนเท่านั้น ที่จะล้มฮุน เซนได้” จึงอธิบายสภาพการณ์ทางการเมืองได้เป็นอย่างดีถึงอำนาจที่แทบจะเบ็ดเสร็จนั้นอยู่ที่ใครกัน และคำถามที่สำคัญคือ แล้วเกิดอะไรขึ้นกับการเลือกตั้งที่เป็นกลไกป้องกันการผูกขาดทางการเมือง? หรือ การเลือกตั้งได้ทำงานเป็นกลไกสรรหาตัวแทนแล้วจริงๆ เพราะประชาชนทุกคนเลือก ฮุน เซน ?

    วุฒิสภา(The Senate) มีสมาชิกเป็นครึ่งหนึ่งของสภาแห่งชาติ(The National Assembly) คือจำนวน 61 คน มีวาระ 6 ปี มาทั้งจากการเเต่งตั้งและการเลือกตั้งทางอ้อม คือ พระมหากษัตริย์เเต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา 2 คน สภาแห่งชาติเลือกเเต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภาจำนวน 2 คน โดยเสียงส่วนมากของสภาเเห่งชาติ ส่วนสมาชิกอื่นๆนั้น มาจากการเลือกตั้งทางอ้อมจากสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาเทศบาล(คณะกรรมการการชุมนุมและแขวง) โดยเเบ่งออกเป็น 8 เขตเลือกตั้ง การเลือกตั้งครั้งล่าสุด เมื่อ วันที่ 29 มกราคม 2555 พรรคประชาชนกัมพูชา (CPP) ที่เป็นของ ฮุนเซน และเป็นพรรครัฐบาลกวาดเสียงส่วนใหญ่ได้คะเเนนเสียงไปทั้งหมดร้อยละ 77.81 (หรือ 44.3 ที่นั่ง) จากทั้งหมด 57 ที่นั่ง ส่วนพรรคสมรังสี ที่เป็นพรรคฝ่ายค้าน ได้เสียงร้อยละ 21.93 หรือ 12.5 ที่นั่ง

    สภาแห่งชาติ มีสมาชิกจำนวน 123 คน มาจาการเลือกตั้งเเบบสัดส่วน โดยเเบ่งเป็น 21 เขตการเลือกตั้งซึ่งที่มีสมาชิกได้หลายคน โดยในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ในปี 2551 นั้น ผลการเลือกตั้งก็คือ พรรคประชาชนกัมพูชา (CPP) ได้ที่นั่งในสภาได้ 90 ที่นั่ง ขณะที่พรรคสม รังสี (SRP) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน ได้ที่นั่งในสภาไปจำนวน 26 ที่นั่ง ส่วนพรรคพรรคสิทธิมนุษยชน (HRP) พรรคฟุนซินเปก และพรรคนโรดมรณฤทธิ์แบ่งกันพรรคละ 2 ที่นั่ง

    อย่างไรก็ดี ผลโพล จากเว็บไซต์ต่างๆทั้งในและต่างประเทศ ก่อนการเลือกตั้ง ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนว่า บุคคลใดที่เหมาะสมที่เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปมากที่สุด ซึ่งผลปรากฎว่า ผู้ที่ได้คะแนนนิยมมากที่สุดกลับไม่ใช่ ฮุน เซน เเต่กลับเป็น สัม รังซี ซึ่งได้คะเเนนนิยมสูงถึง 50% ขณะที่ ฮุนเซนได้คะแนนนิยมเพียง 30 % เท่านั้น แต่ถ้าหากมองในอีกืางหนึ่ง อาจกล่าวได้ว่า ฐานเสียงของฮุน เซน มิได้อยู่ในเมือง หากเเต่เป็นเขตชนบท เพราะพรรคประชาชนกัมพูชาของฮุนเซนนั้น มีนโยบายหลักคือการแก้ไขความยากจนของประชาชนชาวเขมรในชนบทมาโดยตลอด ประกอบกับการที่ฮุนเซน เติบโตมาจากท้องไร่ท้องนาด้วยทำให้เรามีภาพลักษณ์ที่ดีต่อชาวชนบทซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ

    ถึงกระนั้น ฮุนเซน ก็ได้ตระหนัก ถึงความนิยมของพรรคฝ่ายค้านภายใต้การนำของ สัมรัง สี ซึ่งฐานเสียงอยู่ในตัวเมืองใหญ่อย่ากรุงพนมเปญ และคนรุ่นใหม่ที่มีสิทธิในการเลือกตั้งเพิ่มขึ้นซึ่งเพิ่มขึ้นกว่าการเลือกตั้งครั้งก่อนเกือบสองล้านคน ฮุน เซน จึงได้พยายามสกัดกั้น โดยการไม่ยอมเพิ่ม จำนวนสมาชิกสภาแห่งชาติตามสัดส่วนจำนวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้นเเต่อย่างใด หากเเต่ยังคงไว้เท่าเดิม คือ 123 ที่นั่ง เพื่อรับประกันว่าพรรคของตนจะยังคงรักษาที่นั่งในสภาได้เท่าเดิม คือ 73 ที่นั่งเป็นอย่างน้อย ซึ่งเพียงพอสำหรับการจัดตั้งพรรครัฐบาล กล่าวคือ การเลือกตั้งทั่วไปในประเทศกัมพูชานั้นใช้ระบบสัดส่วนที่พิจารณาคะแนนเสียงเเล้วเฉลี่ยเป็นจำนวนสมาชิกที่เเต่ละพรรคการเมืองจะได้รับเฉพาะเเต่ละจังหวัดหรือเขตนั้นๆ เท่านั้น โดยไม่ได้พิจารณาจากผลรวมของคะแนนที่ได้รับจากทั้งประเทศเเต่อย่างใด ฉะนั้น ฮุน เซน จึงได้เปรียบเพราะฐานเสียงของตนอยู่ในชนบทซึ่งเป็นพื้นขนาดใหญ่ของประเทศ เห็นได้ว่า ฮุน เซน ในฐานะที่เป็นผู้กุมอำนาจทางการเมืองอยู่ เเทนที่จะเปลี่ยนแปลงระบบการเลือกตั้งเพื่อให้สภานั้นสะท้อนความเป็นตัวเเทนของประชาชน กลับเลือกที่รักษาระบบการเลือกตั้งเดิมไว้เพื่อให้เป็นประโยชน์ในการรักษาอำนาจของตน

    อีกทั้ง ฮุน เซน ก็ได้พยายามถ่วงและดึงคะแนนของพรรคการเมืองอื่นๆ ด้วยการสนับสนุนพรรคเล็ก ในการลงสมัครในการเลือกตั้งครั้งนี้ด้วย เพื่อไปตัดคะแนนเสียงจากพรรคสัม รังสี และอีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญ คือการที่ ฮุน เซน ใช้การเมืองระหว่างประเทศ ในกรณีพิพาทปราสาทเขาพระวิหารการเรียกคะแนนนิยมในการเลือกตั้งครั้งนี้ กล่าวคือ เขาได้ใช้ความสำเร็จจากการเจรจาต่อรองจนทำให้ UNESCO รับรองให้ปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกนั้นมารับใช้ผลประโยชน์ทางการเมืองของตนเอง

    ส่วนในการเลือกตั้งครั้งนั้นก็มีข้อน่ากังขาว่าไม่โปร่งใสและไม่เป็นธรรมด้วย ประการเเรก คือ ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งไม่สามารถเเสดงเจตจำนงได้อย่างแท้จริงและเป็นอิสระ พบเจ้าหน้าที่พรรคประชาชนกัมพูชาหลายคนไปปรากฎตัวที่คูหาเลือกตั้งหลายเเห่งซึ่งเชื่อว่ามีผลต่อการลงคะแนนของผู้มีสิทธิใช้เสียงเเน่นอน และพรรคประชาชนกัมพูชายังได้รับประโยชน์จากระบบอุปถัมภ์ที่ฝังรากลึกในสังคมกัมพูชามาอย่างช้านานด้วย กล่าวคือ โดยปกตินักการเมืองท้องถิ่นจะเป็นผู้บริจาคเงินหรือสิ่งของต่างๆให้กับชาวบ้านแลกกับคะแนนเสียง ซึ่งหากชาวบ้านครอบครัวใดหรือหมู่บ้านใดไม่ลงคะแนนให้นักการเมืองผู้นั้น หมู่บ้านนั้นก็อาจจะไม่ได้รับของบริจาคในคราวต่อไป ประการที่สอง คือ รัฐไม่ได้จัดการเลือกตั้งให้เป็นกลางแก่ทุกพรรคและaปิดกั้นสื่อในการตรวจสอบการเลือกตั้ง รัฐได้ใช้เจ้าหน้าที่รัฐบาล ตำรวจ ทหารและสื่อมวลชนของรัฐในการช่วยรณรงค์หาเสียงให้กับพรรครัฐบาล
     อีกทั้งยัง รัฐยังควบคุมควบคุมสื่อต่างๆ ทั้ง โทรทัศน์ วิทยุ และหนังสือพิมพ์ เช่น สถานีวิทยุถูกสั่งไม่ให้เสนอรายงานข่าวของสำนักข่าวต่างประเทศบางสำนักในวันเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็น รายงานข่าวจาก VOA ภาคภาษาเขมร หรือ Radio Free Asia โดยรัฐบาลกัมพูชาให้ข้ออ้างว่าเพื่อให้บรรยากาศการเลือกตั้งอยู่ในความสงบเรียบร้อย          
     
    ผมคิดว่าเป็นอันตรายมากสำหรับประชาธิปไตย ในการใช้ความชอบธรรมจากการเลือกตั้งเพื่อเข้าสู่อำนาจในการปกครองที่พรรครัฐบาลมีอำนาจเเบบเบ็ดเสร็จ ซึ่งเเน่นอนว่าย่อมเป็นผลจากโครงสร้างอื่น นอกเหนือจากการเลือกตั้งด้วย โดยไม่มีโอกาสให้พรรคอื่นเปล่ียนสับมาเป็นรัฐบาลเสียบ้าง เพราะระบบการเมืองเช่นนี้ย่อมทำให้ความไม่พอใจของประชาชนก่อตัวขึ้นเรื่อยๆ เเละเมื่อวันใด ปะทุขึ้นเพื่อเรียกร้องการเปลี่ยนเเปลงอาจนำไปสู่การนองเลือด หรือเผด็จการ ซึ่งเป็นการถอยหลังของระบอบประชาธิปไตยได้

    พีรภัทร มีแสง 5441045824
    ภาควิชาการปกครอง ชั้นปีที่ 2

  11. รุ่งทิวา เงินปัน says :

    พรรครัฐบาลกัมพูชา

    พรรครัฐบาลของกัมพูชาทำงานบนพื้นฐานของราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าพรรครัฐบาล และมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของรัฐ

    นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันคือสมเด็จฮุนเซน ที่มาจากพรรคประชาชนกัมพูชา ซึ่งทำหน้าที่เป็นหัวหน้าพรรครัฐบาลมีวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี ซึ่งสมเด็จฮุนเซนดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีมาตั้งแต่การเลือกตั้งเมื่อปี พ.ศ.2541จนถึงปัจจุบัน และมีสมเด็จกรมพระนโรดม รณฤทธิ์ ที่เป็นหัวหน้าพรรคฟุนซินเปก ทำหน้าที่เป็นประมุขแห่งรัฐ

    ปัจจุบันพรรครัฐบาลที่มาจาการเลือกตั้งคือพรรคประชาชนกัมพูชา (CPP) ที่ได้ที่นั่งในสภาเป็นจำนวน 90 ที่นั่งทำให้สามารถจัดตั้งพรรครัฐบาลได้ด้วยตนเองทำให้เป็นระบบพรรคการเมืองแบบพรรคเดียวมาเป็นเวลานาน แต่ในการทำงานของพรรครัฐบาลนอกจากจะมีพรรคประชาชนกัมพูชาแล้วยังมีพรรคฟุนซินเปกเข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลประเทศที่ถึงแม้ว่าในอดีตพรรคฟุนซินเปกจะเป็นพรรคร่วมรัฐบาล แต่ในปัจจุบันเพียงแค่คะแนนเสียงของพรรคประชาชนกัมพูชาเพียงพรรคเดียวก็สามารถทำให้จัดตั้งพรรครัฐบาลได้เอง

    นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกของสมัชชาแห่งชาติ ซึ่งในขั้นแรกจะต้องได้รับคะแนนความไว้วางใจจากสภาแห่งชาติก่อน และจะมีการแต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์ที่ได้รับคำแนะนำจากประธานและรองประธานสมัชชาแห่งชาติ

    ในปัจจุบันพรรคฝ่ายค้านคือพรรคสมรังสี ได้เข้ามามีบทบาทต่อการทำงานของพรรครัฐบาลเป็นอย่างมาก เพราะเป็นพรรคที่เข้ามามีบทบาททางการเมืองในช่วงพรรคฟุนซินเปกอ่อนแอลง จึงทำให้พรรคสมรังสีกลายเป็นพรรคที่มีขนาดใหย่เป็นอันดับสองของกัมพูชารองลงมาจากพรรคประชาชนกัมพูชา แต่เนื่องจากความขัดแย้งภายในของพรรคสมรังสีเองที่ทำให้เป็นอุปสรรคในการต่อสู้ทางการเมืองกับพรรคประชาชนกัมพูชา และจากการที่รัฐธรรมนูญของกัมพูชาได้กำหนดให้พรรคที่ได้คะแนนเสียงมากกว่าร้อยละ 50 หรือเป็นพรรคที่ได้คะแนนเสียงส่วนใหญ่ในสมัชชาแห่งชาติสมารถจัดตั้งรัฐบาลได้ นั่นจึงทำให้พรรคประชาชนกัมพูชาสามารถจัดตั้งพรรครัฐบาลพรรคเดียวได้และเป็นการลดโอกาสของการเกิดพรรครัฐบาลผสมที่จะสามารถเกิดขึ้นได้ด้วย

    รุ่งทิวา เงินปัน 5341051424

  12. นางสาววุฒิณี ทองแก้ว 5341057224 says :

    บทบาทของผู้หญิงในประเทศกัมพูชา

    สตรีในกัมพูชาถูกให้ภาพลักษณ์ว่าเหมือนกับนางฟ้าซึ่งมีรอยยิ้มที่สวยงาม นอกจากนั้น ภาพลักษณ์ของสตรีในอุดมคติยังได้จากนิทานพื้นบ้าน k ในชนบท ผู้หญิงกัมพูชามีบทบาทในการดูแลบ้าน เป็นผู้ดูแลสมาชิกในครอบครัวและการดูแลรักษาเรื่องการเงิน และยิ่งไปกว่านั้นต้องรักษาพรมหจรรจนกว่าจะแต่งงาน เมื่อแต่งแล้วก็ต้องเป็นภรรยาที่ซื่อสัตย์ เป็นที่ปรึกษาและผู้ให้บริการแก่สามี แต่ปัจจุบัน หญิงกัมพูชาก้าวพ้นจากพื้นที่ในครอบครัว(private sphere) เข้ามาสู่การทำงานนอกบ้านและโลกทางการเมืองมากขึ้น(public sphere) ซึ่งทำให้บทบาทของผู้หญิงในปัจจุบันนั้นต้องทำทั้ง2อย่าง คือมีบทบาทด้าน production หรือการผลิต และบทบาทด้าน reproduction คือ บทบาทด้านการเลี้ยงดู

    การเข้ามามีส่วนร่วมของผู้หญิงในด้านการเมืองเมื่อสงครามกลางเมืองกัมพูชาสิ้นสุดลง กัมพูชาประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานชาย ทำให้หญิงมีบทบาทในการทำงานมากขึ้น ภายใต้กฎหมายของกัมพูชา หญิงที่ทำงานจะได้ค่าแรงเช่นเดียวกับชาย แต่ในความเป็นจริงยังมีหญิงที่ได้ค่าแรงต่ำกว่าชายอยู่ ในช่วง พ.ศ. 2533 มีการอพยพเข้ามาทำงานในเมืองมาหญิงมีบทบาทในศาสนาพุทธและการเข้าร่วมพิธีกรรมและงานเฉลิมฉลองทางศาสนา หญิงที่มีอายุมากหรือเป็นหม้ายมักบวชชี
    การศึกษา ใน พ.ศ. 2547 มีสตรีกัมพูชา 45% ที่รู้หนังสือและมีเพียง 16% ที่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น สาเหตุที่ทำให้เด็กหญิงในกัมพูชามีการศึกษาน้อยมีหลายประการ เช่น ต้องเลี้ยงน้องอยู่กับบ้าน ทำงานบ้าน หรือโรงเรียนอยู่ไกลเกินไป แต่แนวโน้มการศึกษาของหญิงในกัมพูชากำลังเพิ่มขึ้น ใน พ.ศ. 2547 20% ของผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเป็นผู้หญิง
    สถานะทางการเมือง ก่อน พ.ศ. 2523 ผู้หญิงกัมพูชาที่มีบทบาททางการเมืองมีน้อยมาก แต่หลังจาก พ.ศ. 2536 เป็นต้นมา มีผู้หญิงเข้าร่วมในการเมืองและองค์กรต่างๆมากขึ้นเพื่อเคลื่อนไหวเกี่ยวกับสิทธิสตรี ใน พ.ศ. 2537 สมาชิกสมัชชาแห่งชาติเป็นหญิง 10% สมาชิกสภาระดับชุมชนเป็นหญิง 8%.
    สถานะทางกฎหมาย สถานะทางกฎหมายในกัมพูชา ระบุว่าชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน หญิงมีสิทธิในการหย่าร้างได้ง่าย
    โสเภณี โสเภณีในกัมพูชาเกี่ยวข้องกับผู้หญิงระดับล่างและหญิงจากเวียดนาม มีความเชื่อมโยงกับขบวนการค้ามนุษย์ในประเทศไทย การแพร่หลายของโสเภณีทำให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคเอดส์
    สวัสดิการ ในชนบท หญิงมักพบปัญหาความรุนแรงเพราะมีการศึกษาต่ำ จึงปกป้องตัวเองได้น้อยจากอาชญากรรม การข่มขืน ความไม่เท่าเทียมทางเพศง
    สถานะทางสังคม บริกรหญิงวัยรุ่นในกัมพูชา กำลังรอลูกค้าหญิงวัยรุ่นในปัจจุบันในกัมพูชาได้รับอิทธิพลจากตะวันตกมาก หญิงกัมพูชาโดยเฉพาะในพนมเปญดื่มแอลกอฮอล์มากขึ้น มักมีปัญหาความขัดแย้งในครอบครัว มีเพื่อนชายมาก

    ที่มา
    http://th.wikipedia.org สิทธิสตรีกัมพูชา
    http://www.tcijthai.com การเมืองกับบทบาทสตรีกัมพูชา
    http://futurechallenges.org/local/women%E2%80%99s-rights-in-cambodia-breaking-up-with-old-traditions/ women’s right in Cambodia breaking up with old traditional

    นางสาววุฒิณี ทองแก้ว 5341057224

  13. THEME THANAPRAT GONGSAB says :

    สายการบินแห่งชาติกัมพูชา
    1.1 ชื่อสายการบิน : กัมโบเดีย อังกอร์ แอร์(Cambodia Angkor Air)
    1.2 ตราประจำสายการบิน :
    1.3 สีประจำสายการบิน : ม่วงเข้ม เหลืองทอง และแสด
    1.4 คำขวัญประจำสายการบิน : Proudly the national flag carrier
    สัญลักษณ์ของสายการบิน Cambodia Angkor Air เป็นรูป อังกอร์วัดและปีกนก โดยอังกอร์วัด เป็นสัญลักษณ์ของชาติกัมพูชา โดยอังกอร์จะสมบูรณ์ได้ด้วยการเติมปีกนกที่มีความหมายว่า ความลื่นไหล และความสง่างาม เข้าไปจะทำให้มีความหมายว่า ความหมายว่าความแข็งแกร่งและความงามของวัด กับ ความคล่องตัวและความเร็วของนก เมื่อทั้งสองส่วนเติมเต็มซึ่งกันและกัน จะอธิบายคุณสมบัติของความปลอดภัยและประสิทธิภาพการทำงานที่นักเดินทางทุกท่านคาดหวังจากสายการบิน Cambodia Angkor Air
    สีประจำสายการบิน สีแรกคือสีม่วง ซึ่งเป็นสีผสมระหว่างสี “น้ำเงิน” มีความหมายว่า ปลอดภัยและสงบ กับ “สีแดง” มีความหมายว่า แข็งแกร่งและความหลงไหล ต่อมาสีเหลือง เป็นสีราชวงศ์ แสดงถึง ขนบธรรมเนียมประเพนีของกัมพูชา เป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จ และสีสุดท้ายสีแสด เป็นสีของคำว่า Air ที่มีสีแตกต่าง และ font แตกต่าง เพื่อเป็นการเพิ่มความสวงงามให้กับตรา และลดความยาวลง
    2. การแต่งกายของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน

    การแต่งกายของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของสายการบิน Cambodia Angkor Air (รูปซ้าย) เป็นชุดที่ถูกดัดแปลงมาจากชุดประจำชาติกัมพูชา คือ ซัมปอต (Sampot) (รูปกลาง) ตัดเย็บด้วยผ้าสีม่วง ที่เป็นสีประจำสายการบิน
    ชุดซัมปอต เราเห็นบ่อยในจิตกรรมฝาผนังของกัมพูชา คือ ภาพสลักนูนสูงรูปนางอัปสรฟ้อนรำที่อังกอร์วัด (รูปขวา) ที่แตกต่างคือ นางอัปสรจะเปลือยอก แต่สิ่งหนึ่งที่ยังปรากฎอยู่ในเครื่องแต่งกายประจำชาติคือ “กรองคอ” ในชุดพนักงานต้อนรับ จะดัดแปลงเป็นเสื้อคอกว้าง ขอบหนาสองชั้น ให้ลักษณะคล้ายกับกรองคอ
    นางอัปสร เป็นอัตลักษณ์ความเป็นชาติอย่างหนึ่ง ที่กัมพูชาได้ภูมิใจนำเสนอ โดยนำมา เป็นชุดแต่งกายประจำชาติ อีกการระบำนางอัปสร ก็ถูกยกขึ้นเป็นกิจกรรมประจำชาติเช่นกัน ถ้าหากย้อนกลับไปถึงประวัติความเป็นมานั้น การแต่งกายในลักษณะนี้มีมาตั้งแต่สมัยนครวัดยังเป็นศูนย์กลางการปกครองอาณาจักรขอม
    อัปสร หรือ นางอัปสร ถือเป็นชาวสวรรค์จำพวกหนึ่ง มีเพศเป็นหญิง อาจเรียกว่า นางฟ้า ก็ได้ แต่ไม่ใช่เทวดา มีฐานะเป็นอมนุษย์ บังเกิดขึ้นเมื่อครั้งกวนเกษียรสมุทร เพื่อเอาน้ำอมฤตขึ้นมา ดังความปรากฏในมหากาพย์มหาภารตะ ของอินเดีย นางอัปสรเป็นความเชื่อศาสนาฮินดูที่เผยแพร่เข้ามาในขอม และความเชื่อฮินดู เป็นเครื่องมือของกษัตริย์ในการสร้างความศักดิ์สิทธิ์ให้แก่ตนเองในสมัยโบราณ
    ดังนั้น เมื่อทำการศึกษาประวัติศาสตร์ความเป็นมาแล้ว ทำให้สรุปได้ว่า วัฒนธรรมการแต่งกายของกัมพูชามา เป็นผลพวงจากประวัติศาสตร์จากการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิ์ราชญ์

  14. ณัชชารีย์ ทิศาสมบูรณ์สิน 531017124 says :

    ชาตินิยมในกัมพูชา
    กัมพูชาถือเป็นประเทศที่ถูกคุกคามจากประเทศอื่นอยู่เป็นระยะ ๆ ทั้งจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทย (สยาม) กับเวียดนาม ไปจนถึงประเทศตะวันตกอย่างฝรั่งเศส ชาตินิยมในกัมพูชานี้ค่อนข้างจะเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นแต่เพียงอย่างเดียว บริบทของการเป็นผลผลิตทางประวัติศาตร์นั้นไม่ค่อยโดดเด่นมากนัก แม้ว่าชาตินิยมในกัมพูชาจะชาตินิยมที่ยึดติดกับอดีตอันรุ่งโรจน์ของนครวัดก็ตาม

    กัมพูชามีประวัติศาสตร์ที่ถูกรุกรานบ่อยครั้งจากประเทศเพื่อนบ้าน คือสยาม และเวียดนาม กัมพูชาจึงมีความทรงจำของการถูกเอาเปรียบจากกลุ่มชาติพันธุ์อื่นอย่างเลี่ยงไม่ได้ สิ่งนี้กลายเป็นความทรงจำร่วมทางประวัติศาสตร์ที่สืบทอดต่อกันมาในหมู่ชาวกัมพูชาและเป็นปัจจัยหนึ่งที่ก่อให้เกิดสำนึกแห่งความเป็นชาติขึ้นในเวลาต่อมา อย่างไรก็ตามในส่วนของประวัติศาสตร์กัมพูชาเองก็เป็นที่น่าสงสัยว่าเป็นประวัติศาสตร์ที่สืบทอดกันมาภายในกลุ่มชาติพันธุ์เหมือนประวัติศาสตร์ของชาติอื่นหรือไม่ ยังมีประเด็นที่จำกล่าวถึงต่อไปว่าประวัติศาสตร์กัมพูชาในส่วนที่ย้อนกลับไปในสมัยขอมโบราณนั้นเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นและสวมใส่ให้กับชาวกัมพูชาจนกลายเป็นประวัติศาสตร์ของกัมพูชาไปในที่สุด

    กัมพูชาก็เหมือนประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้รับอิทธิพลทางสังคมแบบใหม่จากชาติตะวันตก แต่อย่างไรก็ตามในกรณีของกัมพูชา การเข้ามาของชาติตะวันตกอย่างฝรั่งเศสนั้นไม่ได้ทำให้เกิดการพัฒนาในกัมพูชามากนัก ทั้งนี้อาจเป็นเพราะฝรั่งเศสไม่มีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาการศึกษาหรือคุณภาพพลเมืองในกัมพูชา เนื่องจากในกัมพูชามีทรัพยากรบุคคลที่พร้อมทำงานในระบบการปกครองของฝรั่งเศสอยู่แล้ว ทรัพยากรบุคคลที่ว่านี้คือชาวเวียดนามที่เข้ามาปกครองกัมพูชาอยู่แต่เดิม และชาวเขมรต่ำ ขณะเดียวกันชาวจีนก็เข้าครอบครองกิจกรรมทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่ของกัมพูชา การพัฒนาที่เกิดขึ้นในกัมพูชาจึงเป็นการพัฒนาแต่เพียงบางเมืองที่มีความสำคัญต่อระบอบการปกครองของฝรั่งเศสอย่างกรุงพนมเปญเท่านั้น

    อย่างไรก็ตามการเข้ามาของฝรั่งเศสก็ก่อให้เกิดสังคมสมัยใหม่ขึ้นในกัมพูชา แม้ว่าฝรั่งเศสจะไม่ได้ทำการพัฒนาระบบการศึกษาในกัมพูชาอย่างจริงจัง แต่ก็มีชาวกัมพูชาส่วนหนึ่งได้รับการศึกษาในระบบการศึกษาของฝรั่งเศส โดยคนกลุ่มนี้อาจเป็นผู้ที่ไปศึกษาเล่าเรียนในไซ่ง่อน หรือฝรั่งเศส ปัญญาได้รับการศึกษาตามแบบตะวันตกเหล่านี้เองที่กลายเป็นคนกลุ่มใหม่ในกัมพูชา คนกลุ่มใหม่นี้ส่วนหนึ่งเห็นดีด้วยกับระบอบการปกครองของฝรั่งเศสเนื่องจากตนได้ประโยชน์ แต่ก็มีกลุ่มที่เห็นต่างออกไปด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น จวน เจือน จวน ประสิทธ์ จวน มุม และซาลต ซอร์ ที่ยึดอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ ยปัญญาชนอีกกลุ่มหนึ่งเป็นกลุ่มที่ไม่ได้รับการศึกษาในระบบการศึกษาของฝรั่งเศส คนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ได้รับการศึกษาจากโรงเรียนวัด ไม่ค่อยมีความก้าวหน้าในหน้าที่การงานภายใต้ระบอบการปกครองของฝรั่งเศสมากนัก แต่ปัญญาชนทั้งสองกลุ่มนี้ก็เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ผลักดันให้สังคมกัมพูชาก้าวเข้าสู่รูปแบบของสังคมสมัยใหม่

    คนอีกกลุ่มหนึ่งที่มีบทบาทในสังคมสมัยใหม่ของกัมพูชาคือคณะสงฆ์ พุทธศาสนาในกัมพูชามีนิกายหลักอยู่สองนิกาย แต่นิกายที่มีบทบาทในสังคมใหม่คือมหานิกาย เหล่าสงฆ์ที่ได้รับอิทธิพลจากองค์ความรู้ตะวันตก เริ่มมีแนวคิดที่ต่างออกไป กล่าวคือมีความเชื่อในหลักวิทยาศาสตร์ และให้ความสำคัญกับการวิพากษ์วิจารณ์มากขึ้น คณะสงฆ์ใหม่นี้รู้จักกันในชื่อของคณะธรรมกาย คณะธรรมกายนี้เองที่ร่วมกับปัญญาชนกลุ่มอื่นของกัมพูชาในการต่อต้านฝรั่งเศส

    พื้นที่แสดงออกทางความคิด การติดต่อ สื่อสารแลกเปลี่ยนกันของกลุ่มปัญญาชนข้างต้นมีหลายแนวทางด้วยกัน แต่ที่น่าจะมีอิทธิพลต่อสังคมกัมพูชาอย่างมากคือสื่อ ในที่นี้หมายถึงสื่อสิ่งพิมพ์เช่นวารสาร และหนังสือพิมพ์ วารสารที่สำคัญ ๆ ในกัมพูชาขณะนั้นคือ วารสารกัมพุชสุริยา วารสารประเทศเขมร วารสารราตรีวันเสาร์ เป็นต้น ส่วนหนังสือพิมพ์มี นครวัด และเขมรตื่น สิ่งที่นำเสนอในวารสารและหนังสือพิมพ์มีทั้งการนำเสนอตำนานเก่า ๆ ของกัมพูชา ไปจนถึงการปลุกเร้าให้ชาวกัมพูชาพัฒนาตัวเอง โดยหยิบยกเวียดนามและจีนมาเป็นตัวกระตุ้น การเรียกร้องความเสมอภาคของชาวกัมพูชาในการมีงานทำ และการต่อต้าน คัดค้านการเข้ามามีอำนาจในทางปกครองของชาวเวียดนาม อาจกล่าวได้ว่าเป็นการสร้างจิตสำนึกของความเป็นชาติขึ้นในสังคมเวียดนาม

    ชาตินิยมกัมพูชาของสังคมใหม่กัมพูชานี้จึงมีลักษณะที่ยึดโยงกับประเพณี เรื่อเล่า และศาสนา ขณะเดียวกันก็มีแนวโน้มไปในทางต่อต้านต่างชาติ โดยเฉพาะเวียดนามที่ชาวกัมพูชาเห็นว่าเข้ามารุกรานตั้งแต่ครั้งอดีต

    ฝรั่งเศสมีความกระตือรือร้นในการสำรวจลำน้ำโขง อาจเรียกว่าเป็นความบ้าคลั่งแม่น้ำโขงเลยก็ว่าได้ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะฝรั่งเศสต้องการหาเส้นทางเดินเรือไปยังจีน แต่สิ่งที่ฝรั่งเศสได้จากการสำรวจแม่น้ำโขงในครั้งนี้ไม่ใช่เส้นทางไปสู่จีน แต่เป็นการค้นพบโบราณสถานขนาดใหญ่ที่ภายหลังได้รับยกย่องว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ระดับโลก นั่นคือปราสาทหินนครวัด ฝรั่งเศสตื่นเต้นและให้ความสำคัญกับนครวัดมาก ในขณะที่ชาวกัมพูชาไม่ได้ให้ความสนใจนักในระยะแรก อาจเรียกได้ว่านรครวัดไม่มีความสำคัญในทัศนคติของชาวกัมพูชาในขณะนั้นก็ได้ จนกระทั่งมีการตีพิมพ์และเผยแพร่เรื่องราวของนครวัดโดยยึดโยงเข้ากับประวัติศาสตร์ความเป็นชาติของชาวเขมร ปราสาทหิน หรอนครวัดจึงเข้ามามีความสำคัญในสำนึกความเป็นชาติของชาวกัมพูชา

    โดยสรุปแล้วชาวกัมพูชามีค่านิยมต่อต้านชาติอื่นอยู่แต่เดิม และมีความผูกพันกันทางภาษา วัฒนธรรมประเพณีภายในกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกัน ปัจจัยเหล่านี้ถือเป็นส่วนหนึ่งที่ก่อให้เกิดสำนึกความเป็นชาติเมื่อได้รับการกระตุ้นจากแนวคิดและสถาบันต่าง ๆ ในสังคมสมัยใหม่ อย่างไรก็ดี อิทธิพลเรื่องเล่าของนครวัดได้เข้ามามีอิทธิพลอย่างมากต่อสำนึกความเป็นชาติในกัมพูชา ชาตินิยมกัมพูชายึดโยงอยู่กับปราสาทหินหรือสัญลักษญ์ของอาณาจักรขอมโบราณอย่างไม่อาจแยกออกจากกันได้ อาจกล่าวได้ว่า ชาตินิยมกัมพูชาเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นหาใช่ผลผลิตทางประวัติศาสตร์ไม่ ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นสิ่งที่เริ่มสร้างโดยฝรั่งเศส และถูกสานต่อโดยปัญญาชนชาวกัมพูชา
    อ้างอิง
    “BBC News – Cambodia Profile – timeline”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://www.bbc.co.uk/news/world-asia-pacific-13006828. 2556.
    “Cambodia – Wikipedia”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://en.wikipedia.org/wiki/Cambodia. 2556.
    ธิบดี บัวคำศรี. ชุด “อาเซียน” ในมิติประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์กัมพูชา. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพมหานคร: เมืองโบราณ, 2555.
    วลัยลักษณ์ ทรงศิริ. “ชาตินิยมเขมร ในปาฐกถาความสัมพันธืไทย-กัมพูชา ประวัติศาสตร์เพื่อรับใช้การเมือง”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://www.lek-prapai.org/watch.php?id=78. 2556.

  15. วัชราพร คงศิริปัญญา says :

    การบริหารจัดการการศึกษา

    ประเทศกัมพูชามีระบบการศึกษาในรูปแบบ ๑๑ ปี โดยได้จากเดิมที่ ๑๐ ปี (ใช้มาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๒) ซึ่งรัฐบาลกัมพูชาได้มีการกำหนดแผนพัฒนาการศึกษาระยะยาว ๒๐๐๓-๒๐๑๕ โดยแผนการพัฒนาฯนี้ได้กำหนดให้กัมพูชาต้องบรรลุเป้าหมายดังต่อไปนี้ภายในปี ๒๐๑๕ อันได้แก่
    ๑. ประชาชนต้องได้เข้ารับการศึกษาขั้นพื้นฐานเพิ่มสูงขึ้นเป็น ๓.๘ ล้านคน
    ๒. การเพิ่มชั่วโมงการเรียนการสอนในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา
    ๓. การเพิ่มห้องเรียนและสถานที่เรียนในพื้นที่ห่างไกลและพื้นที่ขาดแคลน
    ๔. การเพิ่มปริมาณและคุณภาพครูและการฝึกหัดครู โดยจะเน้นสำหรับระดับมัธยมศึกษามากขึ้นจำนวนปีละประมาณ ๑๐,๐๐๐ คน ด้วยอัตราเงินเดือนที่จะเพิ่มสูงขึ้นร้อยละ ๓-๕ ต่อปี

    ทั้งนี้ กัมพูชาได้มีการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ทางศึกษามาได้ระยะหนึ่งแล้ว เห็นได้จาก แผนยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า Educational Strategic Plan ๒๐๐๔/๒๐๐๘ หรือที่เรียกโดยย่อว่า ESP ๒๐๐๔/๐๘ แผนยุทธศาสตร์ทางศึกษาดังกล่าว มีเป้าหมายระยะยาวในการทำให้เด็กและเยาวชนชาวกัมพูชาทุกคน ได้รับโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง ทุกระดับสถานะทางเศรษฐกิจ ทุกเพศ ทุกพื้นที่ ทุกเชื้อชาติ แม้ผู้พิการทางร่างกาย เพื่อให้สอดรับกับรัฐธรรมนูญของประเทศ และความผูกพันที่ทางรัฐบาลมีต่อ U.N. Convention on the Rights of the Child

    รัฐบาลกัมพูชานั้นมุ่งให้ผู้สำเร็จการศึกษามีคุณภาพตามมาตรฐานสากลและภูมิภาค ในลักษณะที่สามารถแข่งขันได้ในตลาดแรงงานโลก และตลาดแรงงานต่างๆ ในภูมิภาคโดยเฉพาะในการที่กำลังจะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนนี้ ตลอดจนสามารถเป็นกลไกขับเคลื่อนให้สังคมและเศรษฐกิจของประเทศพัฒนาต่อไป นอกจากนั้นกัมพูชายังได้รับความช่วยเหลือจากต่างชาติในการพัฒนาการศึกษาอีกด้วย เช่น ประเทศญี่ปุ่น ญี่ปุ่นนั้นเป็นประเทศที่มีความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือกัมพูชาในทุกด้านเพื่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดีของชาวกัมพูชา โดยเฉพาะในด้านการศึกษา ญี่ปุ่นได้ให้ความช่วยเหลือผ่านองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น(JICA) ร่วมกับนานาประเทศ และองค์กรพัฒนาเอกชน รวมทั้งญี่ปุ่นได้ระดมทุนและกำลังคนในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆเพื่อพัฒนาการศึกษาของกัมพูชาให้สามารถเป็นกลไกขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจของกัมพูชาได้ นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังมีบทบาทสำคัญในการขยายโอกาสการศึกษาขั้นพื้นฐานแก่เด็กและเยาวชนชาวกัมพูชาและขจัดปัญหาความไม่เท่าเทียมทางการศึกษาของเพศชายและหญิง รวมถึงผู้ด้อยโอกาสอื่น ๆ

    อ้างอิง

    พัชราวลัย วงศ์บุญสิน. แนวทางการพัฒนาการศึกษาของประเทศสมาชิกใหม่อาเซียน:กรณีศึกษาประเทศกัมพูชาและเวียดนาม. http://www.thaiworld.org/th/include/answer_search.php?question_id=948

    อำภา แก้วกำกง. ญี่ปุ่นกับการพัฒนาและส่งเสริมความเท่าเทียมทางการศึกษาในกัมพูชา. http://library.tu.ac.th/ojs2/index.php/JSJ/article/view/102

    สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สำนักปลัดกระทรวงศึกษาธิการ. ระบบการศึกษากัมพูชา. http://www.bic.moe.go.th/th/index.php?option=com_content&view=article&id=395&catid=61

    นางสาววัชราพร คงศิริปัญญา

    ๕๓๔๑๒๕๔๕๒๔

  16. kaimukpearl says :

    ศาสนาพุทธกับกัมพูชา

    ศาสนาพุทธเข้ามาในกัมพูชาเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 10 โดยศาสนาพุทธนิกายเถรวาทเป็นศาสนาประจำรัฐตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 18 ยกเว้นช่วงที่เขมรแดงครองอำนาจ ปัจจุบันมีประชากรร้อยละ 95 นับถือศาสนาพุทธ[ ] ศาสนาพุทธมีความสำคัญกับวิถีชีวิตของชาวกัมพูชาคล้ายๆกับคนไทยไม่ว่าจะเกิดงานมงคลหรืออมงคลก็ต้องมีการทำพิธีกรรมซึ่งในบางครั้งอาจจะมีความเชื่อทางฮินดูเข้ามาบ้าง[ ]
    บทบาทของศาสนาพุทธในประเทศกัมพูชามีหลายช่วง ช่วงแรกตั้งแต่ศตวรรษที่ 1950 เป็นช่วงของการได้รับเอกราชจากฝรั่งเศส เจ้านโรดมสีหนุได้นำเสนอ พุทธสังคมนิยม[ ] โดยเน้นที่ความเสมอภาคและการเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนและยิ่งจะเป็นการตอกย้ำความเป็นกลางเพราะศาสนาพุทธสอนให้เดินทางสายกลาง ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ผู้นำพยายามที่จะสร้างความชอบธรรมให้แก่ตนในการก่อให้เกิดสังคมนิยมโดยนำเอาศาสนาพุทธมาประยุกต์ใช้ ต่อมาเมื่อถึงคราวเขมรแดงคำสอนต่างๆของศาสนาถูกทำให้หายไป คนเขมรถูกใส่ความคิดความเชื่อแบบใหม่ที่เกิดจากการปฏิวัติ คำสอนต่างๆถูกตีความใหม่เพื่อให้เข้ากับการปฏิวัติ พระจะต้องทำงานเช่นเดียวกับฆราวาส ในยุคสมัยนี้ศาสนาพุทธเกือบที่จะหมดสิ้นไป ต่อมาเมื่อกองทัพเวียดนามเข้ายึดกรุงพนมเปญได้ เขมรแดงก็ถึงคราวจบสิ้นเวียดนามได้สถาปนาระบบขึ้นมาใหม่เพื่อใช้ในการปกครองชาวเขมรโดยมีพระสงฆ์และศาสนาพุทธเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยให้คนกัมพูชาอยู่ภายใต้การปกครอง พระสงฆ์เหล่านี้จะถูกควบคุมดูแลจากทางรัฐอย่างเข้มงวด พระสงฆ์จะต้องเข้าไปรับการอบรมเรื่องคอมมิวนิสต์และต้องมีหลักธรรมคำสอนที่จะต้องสอดคล้องกับนโยบายของรัฐด้วย
    ศาสนาพุทธที่เข้ามาสู่อาณาจักรกัมพูชานั้นไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยใดก็ต่างถูกใช้เป็นเครื่องมือของผู้ปกครองประเทศทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นไปเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับตนว่าคนเป็นคนดี ได้รับอำนาจอันชอบธรรมจากทางศาสนา หรือ เป็นเครื่องมือในการกล่อมเกลาประชาชนให้คล้อยตามที่รัฐ

    ที่มา
    http://th.wikipedia.org/wiki/ศาสนาในประเทศกัมพูชา
    กัมพูชา ประวัติศาสตร์ สังคม เศรษฐกิจ ความมั่งคง การเมือง และการต่างประเทศ
    http://www.thaicadet.org/Buddhism/Buddhism-Social-East.html

    นางสาวธนพร คงชัย 53410251 24

  17. Jakraparkt says :

    จักรภาค ทวยหาญรักษา 524 10010 24

    Internet ในกัมพูชา

    ในสังคมปิดอย่างกัมพูชา ที่ซึ่งเสรีภาพในการแสดงออกและสื่อสารมวลชน (Traditional) ได้ถูกควบคุมอย่างเข้มงวดผ่าน Royal Government of Cambodia แต่เมื่อเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ง่าย ทำให้ประโยชน์ตกไปสู่ภาคเอกชนและปัจเจกชนทั่วไป จนกระทั่งเกิดกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ได้เริ่มสร้างสรรค์เว็บไซต์และ Blogs ขึ้นมา จนเกิดกลุ่มคนที่เรีกยว่า Cloggers (Cambodian Bloggers) ที่มีการกระจายมุมมองแนวคิดทางประเด็นการเมืองและสังคม บน Social Media เช่น Facebook Twitter จนกลายเป็นเครื่องมือสื่อสารของภาค NGOs ในการใช้เป็นพื้นที่ในการ promote ประเด็นทางสิทธิมนุษยชน ลำดับแรกสุด คือเป็นการเพิ่มการเข้าถึงให้กับสตรีกัมพูชาให้มีส่วนร่วมมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามการควบคุมของรัฐบาลสมเด็จฮุนเซ็นในประเด็นทางการเมืองต้องห้ามยังคงถูกเฝ้าระวังอย่างหนัก
    Censorship of KI-Media, BlogSpot and other websites
    ยุทธวิธีของรัฐบาลในการจัดการกับเสรีภาพ(ที่มากเกินไป) คือ การควบคุมและการลงโทษ (control and punishment) ในสื่อกระแสหลัก มีกฎหมายห้ามวิจารณ์เจ้าหน้าที่รัฐ ข้อมูลระบุว่าในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์กัมพูชา 42 ฉบับถูกสั่งปิด และมีการข่มขู่นักข่าวในประเทศมาตลอด ในโลกออนไลน์ ตัวอย่างสำคัญที่แสดงถึงการลงมาเล่นบทบาทในเรื่องนี้ของฮุนเซ็น คือในปี 2011 Blogspots ในประเทศได้ถูกปิดตัวไปเป็นจำนวนมาก โดย Ministry of Interior ไปยังผู้ให้บริการต้นทางอินเตอร์เน็ตทุกสาย (ISPs) เป็นเวลาหลายสัปดาห์ที่ผู้ใช้งานในเครือข่าย EZECOM หนึ่งในบรรดาผู้ให้บริการที่เป็น host ให้กับ blog ชื่อดังอย่าง KI-Media ที่เคยออกมาเล่นประเด็นทางวัฒนธรรม เช่นกรณีกบ-สุวนันท์ คงยิ่ง ถูกตัดต่อไปเป็นนางอัปสรเพื่อล้อเลียนเป็นประเด็นทางการเมืองระหว่างประเทศ ภายหลังสมเด็จฮุนเซ็นได้ออกมาให้ความเห็นเองว่าการใช้งานในอินเตอร์เน็ตช่วงนั้นเป็นการกระตุ้นความไม่สงบ และได้ไม่พอใจกับแนวคิดในบล็อคว่ามีคนต้องการให้กัมพูชาหยิบนำแนวทางการปฏิวัติของตูนิเซียมาปรับใช้ โดยฮุนเซ็นได้พูดประโยครุนแรงต่อว่าว่า “I will close the door to beat the dog this time, to the head” กับใครก็ตามที่คิดถึงเรื่อง revolt
    ข้ออ้างในการปิดเว็บไซต์หรือยับยั้งชั่วคราวของรัฐบาลกัมพูชาจะเป็นประเด็นทางสิทธิมนุษยชนและวัฒนธรรมเป็นส่วนใหญ่ ที่เกี่ยวข้องกับประเพณีเดิมที่ไม่ค่อยให้สิทธิให้เสียงกับสตรีเท่าใดนัก (“that affect Khmer morality and tradition and the government”)
    เนื่องจากประชากรกัมพูชาจำนวนมากอ่านหนังสือไม่เป็น จึงต้องอาศัยข้อมูลข่าวสารจากวิทยุและโทรทัศน์ อย่างไรก็ตาม สื่อช่องทางนี้เกือบทั้งหมดอยู่ในการควบคุมของรัฐบาลกัมพูชา ประชาชนกัมพูชา โดยเฉพาะในชนบท จึงไม่ค่อยมีช่องทางเข้าถึงข่าวสารที่เป็นกลางและเป็นกลาง แล้วทิศทางต่อไปของสื่ออินเตอร์เน็ตในกัมพูชาจะเป็นอย่างไรจึงขึ้นอยู่กับระบบการจัดการที่ยังคงเป็นปัญหาระหว่างการแบ่งอำนาจระหว่าง State-run Internet hub ที่รัฐบาลสามารถควบคุมได้เองแต่ขาดประสิทธิภาพ (Telecom Cambodia) หรือจะปล่อยให้เอกชนเป็นผู้ปล่อยผ่านข้อมูลเข้ามาช่วย เพราะปัญหาที่รัฐบาลไม่อาจจะบล็อคพวก Bloggers ได้มากนัก ก็เพราะว่า Host หรือต้นทางของเว็บไซต์ของ Blogspot และเว็บไซต์ของรัฐบาลมีที่มาเดียวกัน ทำให้รัฐบาลจะต้องรีบจัดการเรื่องนี้ และท้ายสุดการขจัดความกลัวที่มีต่อผู้นำน่าจะเจือจางลง ไม่เกรงกลัวกับวาทกรรมของรัฐมนตรีกระทรวงICT ที่ว่า “if people love technology, they should not use technology to affect someone, especially leaders” เสียที
    ———————————————————
    -Kje, “Tunisia in Cambodia”, Cambodia as it is, 22 January 2011, available at: http://aboutcambodia.blogspot.com/2011_01_01_archive.html.
    -Global Voices, “Blogspot sites blocked in Cambodia”, 20 January 2011, available at: http://globalvoicesonline.org/2011/01/20/blogspotsites-blocked-in-cambodia/.
    -E Dyer, “Government axes Internet monopoly plan”, The Phnom Penh Post, 13 April 2010
    -Sen David, “PM’s daughter doesn’t ‘like’ Facebook profile”, The Phnom Penh Post, 30 May 2011

  18. เอกพงศ์ มีสุข says :

    กลุ่มพลังงานในกัมพูชา

    กัมพูชามีองค์การปิโตรเลียมของรัฐบาลมีหน้าที่ในการจัดการกับผลิตผลทางน้ำมันของชาติ โดยในประเทศกัมพูชาเองยังไม่มีบริษัทที่ขุดเจาะ หรือ กลั้นน้ำมันได้เอง จึงมีระบบสัมปทานให้ต่างชาติเข้าร่วมสัมปทาน เช่น จากรูป ในแปลง A เป็นสัมปทานของบริษัทเชฟรอน ของสหรัฐอเมริกา และบริษัทมิตซุยของญี่ปุ่น ส่วนบริษัทไทย ปตท.สผ. อินเตอร์เนชั่นแนลได้รับสัมปทานจากรัฐบาลกัมพูชาในการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซนอกชายฝั่ง ในบริเวณอ่าวไทย ในพื้นที่ “บล็อก B” และบริษัทอื่นๆ จากอีกหลากหลายประเทศ นอกจากนี้ทางการกัมพูชายังมีความร่วมมือกับประเทศต่างๆ เพื่อสำรวจและวิจัยแหล่งพลังงานทั้งทางใต้ดิน และดาวเทียม บริเวณพื้นที่ชายฝั่ง และเบื้องต้นว่า บริเวณทะเลสาบ หรือ“โตนเลสาบ” ใจกลางประเทศ ยังมีแนวโน้มของแหล่งน้ำมันดิบ ที่เรียกว่า Permian Carbonates ซึ่งพบทั่วไปในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกเหนือจากแถบชายฝั่งที่มีแหล่งก๊าซอีกหลายแห่ง โดยเฉพาะแถบ “จังหวัดเกาะกง” ของกัมพูชา จังหวัดทะเลชายฝั่งทางตอนใต้ ซึ่งพบแหล่งน้ำมัน คำถามคือ ทำไมกัมพูชา จึงปล่อยประเทศเหล่านี้เข้ามาสัมปทานมาถึงขนาดนี้ คำตอบเบื้องต้น คือ กัมพูชากำลังพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ เพราะเชื่อว่ามันจะเป็นสังคมประชาธิปไตยที่ดีในอนาคตได้ เพราะหลังจากที่กัมพูชาเปิดให้หลายประเทศสัมปทานน้ำมันไปนั้น พบว่า GDP ของประเทศเพิ่มเป็น 3 เท่า จึงเป็นที่คาดหวังของกัมพูชาว่าอนาคตประเทศจะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

    ประเด็นที่น่าสนใจอีกอย่าง คือ จากภาพพื้นที่สีชมพู เป็นพื้นที่ทับซ้อนกับประเทศไทย จึงเกิดประเด็นที่แย่งน้ำมัน และโยงใยถึงประเด็นปัญหาเขาพระวิหารด้วย แต่ปัจจุบันเรื่องได้จบไปแล้ว เกิดสิ่งสำคัญที่ได้เรียนรู้ในประเด็นเขาพระวิหาร คือ ความเป็นชาติของคนไทยอยู่ที่ดินแดน แต่ของกัมพูชาอยู่ที่ปราสาท ซึ่งประเด็นนี้ก็อาจสะท้อนลักษณะแนวคิดความเป็นชาติที่ต่างกันของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    เอกพงศ์ มีสุข 524 10594 24

  19. หนุ่งฤดี says :

    ขบวนการคอมมิวนิสต์:กัมพูชา
    หลังการเจรจาสันติภาพ ระหว่างฝรั่งเศสกับขบวนการปลดแอกเวียดนาม ที่เจนีวา ซึ่งเป็นผลจากชัยชนะของขบวนการเวียดมินห์ในการต่อสู้กับฝรั่งเศส เจ้าสีหนุขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีกึ่งเผด็จการและตั้ง “พรรคสังคม” ขึ้นมาเพื่อเป็นฐานอำนาจ เจ้าสีหนุพยายามใช้นโยบายเป็นกลางไม่เข้าข้างฝ่ายใดในสงครามเย็น และโดยเฉพาะในสงครามเวียดนาม นโยบายนี้เป็นประโยชน์กับขบวนการคอมมิวนิสต์เวียดนามเพราะเป็นการกีดกันไม่ให้สหรัฐเข้ามามีอิทธิพลในเขมร และเปิดโอกาสให้ขบวนการชาตินิยมเวียดนามลำเลียงเสบียงจากเวียดนามเหนือลงมาให้ขบวนการปลดแอกชาติในเวียดนามใต้ ผ่านเส้นทางโฮจิมินห์ โดยที่สีหนุทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น โดยจุดยืนของเจ้าสีหนุบวกกับความอ่อนแอของพรรคคอมมิวนิสต์เขมร มีผลให้พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ให้ความสำคัญกับการสร้างแนวร่วมกับเจ้าสีหนุมากกว่าการสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์เขมร ยิ่งกว่านั้นพรรคเวียดนามพยายามยับยั้งการต่อสู้ของพรรคเขมรกับเจ้าสีหนุเพื่อเอาใจสีหนุ ซึ่งเป็นนโยบายคล้ายคลึงกับนโยบายของสตาลินต่อพรรคคอมมิวนิสต์จีนในปี ค.ศ. 1926 หรือนโยบายต่อกรณีสเปนในปี ค.ศ. 1936
    สีหนุปกครองในรูปแบบเผด็จการ มีการโกงการเลือกตั้งและคุกคามฝ่ายค้าน การจำกัดพื้นที่ประชาธิปไตยแบบนี้ส่งผลให้ฝ่ายซ้ายเขมรหนีเข้าป่าในปี ค.ศ. 1962 และร่วมสู้รบกับเวียดมินห์ ส่งผลให้ ในปี ค.ศ. 1960 สล็อท ซาร์ หรือที่ใครๆ รู้จักในนามของ “พอล พต” รวมถึงผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์เขมรอื่นๆ ประกาศแถลงการณ์ที่เจาะจง ว่าภาระหลักของพรรคคือการต่อสู้กับระบบศักดินาเพื่อปลดแอกประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นการโจมตีเจ้าสีหนุโดยตรง แถลงการณ์นี้สะท้อนความไม่พอใจของคอมมิวนิสต์เขมรต่อนโยบายพรรคเวียดนามที่คอยยับยั้งการต่อสู้ของชาวคอมมิวนิสต์เขมรมา ตลอด อย่างไรก็ตามพรรคเขมรยังต้องเข้าไปอาศัยพื้นที่ชายแดนที่อยู่ภายใต้การควบคุมของพรรคเวียดนาม เพื่อความปลอดภัย ด้วยเหตุนี้ พอลพตจึงเดินทางไป ผูกมิตรไมตรีกับจีนระหว่างปี ค.ศ. 1965-1966 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดการปฏิวัติวัฒนธรรม ในจีน หลังจากที่กลับจากจีน สล็อด ซาร์ ย้ายที่ทำการพรรค จากดินแดนภายใต้การดูแลของทหารคอมมิวนิสต์เวียดนามทางใต้ไปสู่ป่าเขาของเขตรัตนคีรี ซึ่งติดพรมแดนลาวและเวียดนามทางตะวันออกเฉียงเหนือของเขมร
    ในปี ค.ศ. 1970 สหรัฐหนุนการทำรัฐประหารล้มเจ้าสีหนุและส่งกองทัพและเครื่องบินรบเข้าไปทิ้งระเบิดในเขมร ซึ่งเป็นการขยายสงครามเวียดนามเข้าไปในดินแดนเขมร ประธานาธิบดีนิคสันพยายามจัดการกับสายส่งเสบียงของเวียดนามเหนือที่ผ่านลาวและเขมร(เส้นทางโฮจิมินห์)
    สหรัฐสนับสนุนการทำรัฐประหารของนายพลลอนนอล เพื่อล้มรัฐบาลที่เป็นกลางของเจ้าสีหนุ หลังจากนั้นรัฐบาลฝ่ายขวาใหม่ของลอนนอลก็ “เชิญ”กองทัพสหรัฐให้บุกเข้าไปในเขมรและทิ้งระเบิดประเทศอย่างหนักการกระทำของสหรัฐมีผลให้พรรคคอมมิวนิสต์เขมรขึ้นมาเป็นองค์กรนำของขบวนการชาตินิยมเขมร และยังปูทางไปสู่นโยบายของ “เขมรแดง” อีกด้วย หลังจากที่เขมรแดงยึดอำนาจได้ ก็เชิญเจ้าสีหนุมาเป็น “ประมุข” แต่ในไม่ช้าก็ทะเลาะกันและแยกทาง ที่สุด เดือนเมษายน พ.ศ.2510 ชาวบ้านและชาวนาในอำเภอซัมโลต์ ก่อการจลาจล และการปราบปรามอย่างรุนแรงตามมา ทำให้ประชาชนซึ่งถูกเรียกรวมว่าเป็นฝ่ายซ้าย ได้หลบหนีเข้าร่วมกับ ฝ่ายคอมมิวนิสต์ที่มีผู้นำเป็นกลุ่มปัญญาชนที่ได้รับการศึกษาจากฝรั่งเศส หนึ่งในนั้นคือ พลพต หัวหน้ากองกำลังคอมมิวนิสต์ หรือเขมรแดง ยึดอำนาจการปกครองกัมพูชาเบ็ดเสร็จ กัมพูชาระหว่างปี 2518-2522 ตกอยู่ในความรุนแรงสุดขั้ว อยุในสภาวะปิดประเทศ โรงเรียน โรงพยาบาล โรงงาน ยกเลิกระบบธนาคาร ระบบเงินตรา ศาสนาพุทธที่มีล้วนสูญสิ้นสถานะ วัดวาอารามปิดทิ้งร้าง
    เหตุผลหนึ่งเพราะว่า พล พต เชื่อว่าระบบสังคมนิยมแบบพึ่งตนเอง จะนำกัมพูชาสู่ความเจริญรุ่งเรืองเหมือนในอดีตได้ โดยประเทศควรจะอยู่อย่างสันโดษ ไม่ต้องเพิ่งวิทยาการเทคโนโลยีใด ๆ นักศึกษา ปัญญาชน ศิลปิน ล้วนเป็นภัยต่อความมั่นคง ต้องฆ่าเสียให้สิ้น กัมพูชาต้องมีแต่ชนชั้นแรงงานเท่านั้น ประชาชนพลเมืองถูกหลอกออกจากเมืองไปทำไร่ทำนายังชนบทกันดาร
    พรรคคอมมิวนิสต์กัมพูชาที่นำโดยพลพต หวาดระแวงต่างชาติ ทั้งเกรงการหวนกลับของฝ่ายที่มีตะวันตก ทั้งหวาดเกรงเวียดนามที่มีท่าทีต้องการครอบงำกัมพูชามาตลอด กลายเป็นความพยายามพึ่งตนเองอย่างสุดขั้ว เมื่อเกิดสภาพขาดแคลนอาหารโดยเฉพาะข้าว ทำให้เกิดการกะเกณฑ์ประชาชนลงใช้แรงงานทำนาข้าวโดยไม่ใช้เทคโนโลยี ซึ่งอาจนำไปสู่การพึ่งพาต่างชาติ ในห่วงเวลาที่อยู่ในอำนาจ 4 ปี ผู้คนล้มตายนับล้าน ทั้งอดอยาก ทั้งถูกทารุณกรรม ถูกฆ่ายิ่งมหาศาล “ทุ่งสังหาร” ได้เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นของกัมพูชา
    มกราคม พ.ศ.2522 เขมรฝ่ายที่เวียดนามหนุนหลังบุกเข้ายึดกรุงพนมเปญ เขมรแดงแตกพ่ายมาหลบอยู่ตามตะเข็บชายแดน กัมพูชา-ไทย ขณะที่ระเบิดนับสิบล้านลูกฝังอยู่ทั่วประเทศ

    แหล่งอ้างอิง
    เขมรแดง. (2013, มีนาคม 10). วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี.จาก //th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87&oldid=4749263
    ยาสึโกะ นะอิโต (ผุสดี นาวาวิจิต, ผู้แปล). 4 ปี นรกในเขมร. พิมพ์ครั้งที่ 9. กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์ผีเสื้อ.
    http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=historyandphilosophy&date=03-12-2006&group=3&gblog=29+ +

    หนึ่งฤดี นวนสาย
    5341465624
    ภาคสังคมฯ

  20. น.ส. จิตอนงค์ สารภีเพ็ชร 5241003224 says :

    บทบาททหารในกัมพูชา
    หลังกัมพูชาได้รับเอกราชตามสัญญาเจนีวาในปี 1954 กษัตริย์สีหนุได้สละราชสมบัติและจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้น ชื่อพรรคสังคมนิยมราษฎรนิยม เพื่อรักษาฐานอำนาจการเมืองของตนเอง ขณะเดียวกันมีกลุ่มทางการเมืองอีก 2 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มทหารที่นิยมขวา มีนายพลลอน นอลและนายพลเจ้าสิริมาตะ เป็นแกนนำ ต้องการให้กัมพูชามีระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมและให้เจ้าสีหนุขับไล่เวียดกงและเวียดนามเหนือที่อยู่ใกล้บริเวณเวียดนามใต้ ปฏิเสธคอมมิวนิสต์ สนับสนุนสหรัฐฯ
    ในขณะที่กลุ่มสนับสนุนซ้าย นำโดยนายเขียงสัมพัน และนายเอียง สารี ต้องการโอนกิจการต่างๆให้เป็นของรัฐตามแนวคิดสังคมนิยม และไม่ต่อต้านเวียดกงและเวียดนามเหนือ สานสัมพันธ์ไมตรีกับประเทศคอมมิวนิสต์อย่างจีนและเวียดนามเหนือ จากแนวคิดสองกลุ่มที่อยู่ตรงข้ามกันนี้ เจ้าสีหนุพยายามลดความขัดแย้งทั้งสองฝ่ายโดยร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล ถ้าใดมีอำนาจเจ้าสีหนุก็จะหนุนอีกฝ่ายหนึ่งเพื่อลดทอนอำนาจลง ในขณะที่เจ้าสีหนุกำลังเดินทางไปเยือนโซเวียตและจีน เจ้าสีหนุถูกฝ่ายโค่นอำนาจลง
    ฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาเผชิญหน้ากัน นายพลลอน นอล ได้ร่วมมือกับสหรัฐฯ ในขณะที่ฝ่ายซ้ายร่วมมือกับจีนและคอมมิวนิสต์เขมรแดง กัมพูชาสถาปนารัฐบาลใหม่โดยกลุ่มเขมรแดง เนื่องจากสหรัฐฯถอนกำลังออกจากเวียดนามทำให้รัฐบาลของลอนนอลไร้เสถียรภาพในสถานการณ์เช่นนี้ กัมพูชาจึงปรับแนวคิดเข้าสู่สังคมคอมมิวนิสต์ นายเฮง สัมริน เวียดนามใต้หนุนหลังอยู่ได้บุกดจมตีเขมรแดงทำให้กัมพูชาเต็มไปด้วยทหารเวียดนาม ต่อมาได้จัดตั้งรัฐบาลผสมเขมรสามฝ่าย ได้แก่ กลุ่มของเจ้าสีหนุ กลุ่มของอดีตนายกซอนซานน์ และกลุ่มกัมพูชาประชาธิปไตย
    หลังเหตุการณ์สงบกัมพูชามีการเลือกตั้งครั้งแรกในปี 1993 ปัญหาคือ ชาวกัมพูชาไม่คุ้นชินกับการเลือกตั้ง ตัวเลขผู้มีสิทธิการเลือกตั้งไม่ชัดเจน มีการกระจายประชากรสูงเนื่องจากภาวะสงคราม ทำให้ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง รัฐบาลชุดแรกภายใต้รัฐธรรมนูญ 1993 มีนายกรัฐมนตรีสองคนได้แก่ เจ้ารณฤทธิ์และนายฮุนเซน อีกทั้งกระทรวงกลาโหมและมหาดไทย มีรัฐมนตรีสองคนจากพรรคฟุนซินเปคและพรรคประชาชน ในที่สุดความขัดแย้งมาถึงขีดสุดนายฮุนเซนกล่าวหาเจ้ารณฤทธิ์ว่าสะสมอาวุธผิดกฎหมายและสมคิดกับเขมรแดงในการเข้าสู่กัมพูชาอีกครั้ง จนนำมาสู่การเลือกตั้งใหม่โดยนายฮุนเซนเป็นนายกรัฐมนตรี และเจ้ารณฤทธิ์เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร
    สภาพการเมืองของกัมพูชาถือว่ามีเสถียรภาพของพรรคการเมืองสองพรรคหลักได้แก่พรรคประชาชนกัมพูชาโดยนายฮุนเซน และพรรคฟุนซินเปคโดยเจ้ารณฤทธิ์ ทหารไม่มี บทบาททางการเมืองมากนัก นับตั้งแตการเข้ามของเขมรแดง ทหารอยู่ภายใต้อำนาจของรัฐบาลพลเรือน

  21. THYP P. BHAVABHUTANON NA MAHASARAKARM says :

    การเซ็นเซอร์และการแบนภาพยนตร์ในประเทศกัมพูชา

    อุตสาหกรรมภาพยนตร์ในประเทศกัมพูชาเริ่มต้นขึ้นในปี 1950 ภาพยนตร์หลายเรื่องถูกฉายในโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ ในปี 1960 ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็น “ยุคทองของภาพยนตร์” แต่หลังจากเข้าสู่ช่วงการเปลี่ยนแปลงปกครองสู่ระบอบของเขมรแดงประกอบกับการแข่งขันจากวิดีโอและโทรทัศน์ ทำให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์กัมพูชามีขนาดเล็กลง คณะกรรมาธิการภาพยนตร์แห่งกัมพูชา (CFC) เป็นผู้คัดกรองฉากการถ่ายทำและเนื้อเรื่องทั้งจากผู้สร้างภายในและภายนอกประเทศเพื่อให้กระทบต่อโครงสร้างภาพลักาณ์ของประเทศกัมพูชาให้น้อยที่สุด รวมทั้งส่งเสริมการเข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ในประเทศกัมพูชา เนื่องจากกัมพูชาตอนนี้ได้พัฒนาตนเองจนกลายเป็นแหล่งลงทุนในการใช้ภูมิทัศน์เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ได้ต้นทุนต่ำที่สุดในตอนนี้ กัมพูชาแม้จะเป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่ลงนามอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษยชนฉบับหลักๆ ครบทั้ง 9 ฉบับ แต่ในทางปฏิบัติ สถานการณ์สื่อและเสรีภาพในการแสดงออกในกัมพูชายังเป็นคำถามที่รัฐบาลสมเด็จฮุนเซนไม่เคยมีคำตอบที่น่าพอใจให้กับประชาคมนานาชาติ แต่จากรายงานของ Article 19 ในปี 2011 แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลใช้กฎหมายหมิ่นประมาทเป็นเครื่องมือในการปิดปากฝ่ายตรงข้ามและผู้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล โดยเฉพาะในประเด็นสิ่งแวดล้อมและความขัดแย้งเรื่องที่ดิน ล่าสุดเจ้าของสถานีวิทยุชุมชนวัย 71 ถูกจับและพิพากษาจำคุก 20 ปีหลังจากไปยื่นคำร้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศกล่าวหารัฐบาลกัมพูชาในข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ในเดือนพฤษภาคม 2012 นักกิจกรรมหญิงประเด็นที่ดิน 13 คนถูกพิพากษาจำคุกระหว่างหนึ่งถึงสองปีครึ่งในข้อหายึดครองที่ดินโดยผิดกฎหมายและยุยงให้ผู้อื่นยึดครองที่ดินโดยผิดกฎหมาย และกรณีที่องค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศให้ความสนใจเป็นอย่างมากคือการเสียชีวิตของ Chut Wutty ประธานกลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติในการปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจหลังจากเขาปฏิเสธที่จะมอบฟุตเตจและภาพที่ถ่ายทำการตัดไม้ผิดกฎหมายในกัมพูชาให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: