Government and Politics in Southeast Asia 2012: Brunei

สัปดาห์นี้เราจะมาคุยกันเรื่องบรูไน
นิสิตแต่ละคนก็อัพเดทเรื่องที่ตัวเองจะต้องทำเป้นรายการประจำวิชาได้เลยครับ

25 responses to “Government and Politics in Southeast Asia 2012: Brunei”

  1. taelynn says :

    ฟุตบอลกับประเด็นการเมืองในอุษาคเนย์
    “ กีฬาคือปฏิบัติการทางสังคมสมัยใหม่ ที่พัฒนาจนกลายเป็นสถาบันหนึ่งของสังคม กีฬาฟุตบอลเป็นกีฬามวลชน และกลายเป็นวัฒนธรรมของชนชั้นกรรมาชีพในสมัยต้นทศวรรษ 1960 นักฟุตบอลต้องเป็นผู้ที่มีทักษะความชำนาญมากกว่าเป็นผู้ที่ใช้กำลังเพียงอย่างเดียว”
    ประวัติศาสตร์ฟุตบอล
    ในประวัติศาสตร์การกำเนิดของฟุตบอล เริ่มขึ้นเมื่อ3000กว่าปีมาแล้วโดยชนเผ่าอะบอริจินในนครวิคตอเรียของออสเตรเลียปัจจุบันซึ่งเรียกเกมที่ใช้เท้าเตะนี้ว่า “มาร์นกุค” (marn gook) ก่อนที่ผู้อพยพผิวขาวจะมาพบเห็น 206ปีก่อนคริสตกาลชาวจีนในสมัยราชวงศ์ฮั่นเล่นลูกเตะ หรือ คูจู ปี800- 1400 เกมฟุตบอลกลายเป็นเกมศักดิ์สิทธิ์ของชาวมายา จึงมีความเชื่อได้ว่าเกมฟุตบอลนั้นเป็นเกมการเล่นของชนชั้นล่างจึงไม่มีกติกา และนั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้เล่นฟุตบอลในยุคสมัยนั้นถึงกับพิการหรือไม่ก็เสียชีวิตเลยทีเดียว

    พัฒนาการของเกมฟุตบอลในปี1844-1855ในอเมริกาเริ่มมีการประดิษฐ์ลูกบอลที่เป็นทรงกลม ก่อนศตวรรษที่19กีฬาฟุตบอลได้ถูกเผยแพร่ในโรงเรียนเอกชนและมีการกำหนดกติกาอย่างไม่เป็นทางการขึ้นเพื่อฝึกวินัยของนักเรียน เมื่อเข้าสู่ยุควิคทอเรียนเกมฟุตบอลถูกกำหนดให้เป็นกีฬาประเภททีมถูกใช้ในการพัฒนาเยาวชนเพื่อเป็น “ผู้พิชิตและผู้ปกครองของจักรวรรดิอังกฤษ”และเพื่อ “ดึงพลังหนุ่มจากอัตกามกิจและรักร่วมเพศ” ปี1872 สมาคมฟุตบอลอังกฤษได้มีการกำหนดว่าลูกบอลต้องมีทรงกลมและมีขนาดตามมาตรฐาน และเริ่มมีการกำหนดกติกาฟุตบอลอย่างเป็นทางการขึ้น และเกิดFA Challenge Cup อย่างเป็นทางการ แต่ในบางประเทศอย่างIreland,Canada,Australia,New Zealand ที่ไม่ยอมรับฟุตบอลเพราะถือเป็นวัฒนธรรมตัวแทนเจ้าอาณานิคม ซึ่งแตกต่างกับประเทศแอฟริกาที่รับฟุตบอลไว้เพราะมองว่าชัยชนะของเกมเป็นการชนะเชิงสัญลักษณ์ นั่นก็คือการรู้สึกว่าได้มีชัยชนะเหนือเจ้าอาณานิคม นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ฟุตบอลได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมืองของแต่ละประเทศ
    “ฟุตบอลเคยเป็นของเล่นของผู้นำเผด็จ การเช่นเดียวกับเคยเป็นเครื่องปลอบประโลมของคนยากไร้”
    (ข้อมูลจากรายการดีว่าคาเฟ่)
    สำหรับประวัติศาสตร์ฟุตบอลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นการเข้ามาของฟุตบอลและยุคประวัติศาสตร์ของแต่ละประเทศในอุษาคเนย์แห่งนี้สะท้อนประเด็นและมุมมองทางการเมืองและสังคมของแต่ละประเทศได้เป็นอย่างดี โดยจากการค้นคว้าหาข้อมูลของประเทศบรูไน ได้ค้นเจอข่าวว่า

    ทีมชาติบรูไน สามารถกลับมาแข่งขันฟุตบอลในระดับนานาชาติได้แล้ว หลังจากที่ “ฟีฟ่า” ยกเลิกโทษแบน ที่สั่งตัดสิทธิ์ทีมชาติบรูไน ในการส่งทีมเข้าแข่งขันในระดับนานาชาติเป็นเวลา 10 ปี โดยจะประเดิมสนามในรายการ ซีเกมส์ ในประเทศอินโดนีเซีย ในเดือนพฤศจิกายน นี้
    สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ “ฟีฟ่า” ได้สั่งยกเลิกคำสั่งตัดสิทธิ์การส่งทีมเข้าแข่งขันฟุตบอลระดับนานาชาติของทีมชาติบรูไนเป็นเวลา 10 ปี เป็นที่เรียบร้อยเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม ที่ผ่านมา จากกรณีที่มีการเมืองแทรกแซงวงการกีฬาของประเทศบรูไน โดยรัฐบาลบรูไนได้ยกเลิกสมาคมฟุตบอลของตัวเอง และตั้งสมาคมฟุตบอลขึ้นมาใหม่ในปี 2008 แต่ก็ไม่ได้รับการรับรองจาก “ฟีฟ่า” ทำให้ยังไม่มีสิทธิ์ในการส่งทีมเข้าแข่งขันในระดับนานาชาติ

    ทั้งนี้ หลังจากที่คณะกรรมการของ “ฟีฟ่า” เข้ามาตรวจสอบการทำงานภายในสมาคมฟุตบอลบรูไน และได้ประกาศยกเลิกโทษแบนดังกล่าว ทำให้ทีมฟุตบอลทีมชาติบรูไน ชุดอายุไม่เกิน 23 ปีจะได้เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ที่ประเทศอินโดนีเซีย ในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน นี้ และเป็นการแข่งขันรายการแรกหลังจากถูกลงโทษโดย ฟีฟ่า ซึ่ง บรูไน จับสลากอยู่ในกลุ่มบี ร่วมกับ เวียดนาม, ลาว, ฟิลิปปินส์, ติมอร์เลสเต และ พม่า โดยจะลงสนามนัดแรกในวันที่ 5 พฤศจิกายน พบกับ ติมอร์เลสเต ที่สนาม เกโลรา บัง การ์โน สเตเดี้ยม โดยทีมชาติบรูไน เข้าร่วมการแข่งขันระดับนานาชาติครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2001 ในการแข่งขันกีฬา ซีเกมส์ ที่ประเทศมาเลเซีย

    คำถามที่เกิดขึ้นคือการที่รัฐบาลบรูไน เข้ามาแทรกแซงวงการลูกหนังของประเทศ ตั้งแต่เดือนธ.ค.ที่ผ่านมา และได้ปฏิรูปองค์กรใหม่ ทำให้ฟีฟ่า เห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม ที่รัฐเข้ามาก้าวก่ายในองค์กรกีฬา และตัดสินลงโทษแบนบีเอเอฟเอนี้สะท้อนประเด็นอะไรบ้าง และทำไมรัฐบาลบรูไนถึงต้องเข้ามาแทรกแซงกีฬาชนิดนี้ด้วย
    จากข้างต้นทั้งหมดนี้นอกจากประเด็นเศรษฐกิจ ความเป็น gender ที่ติดมากับฟุตบอล ประเด็นเรื่องชนชั้นทางการเมือง สัญลักษณ์ของความสัมพันธ์ ฟุตบอลในแง่ของการควบคุมมวลชนโดยมีการเข้ามาแทรกแซงทางการเมือง การเข้ามาของฟุตบอลผ่านอาณานิคม ยังทำให้เห็นถึงประเด็น imagine community ผ่านกีฬาฟุตบอลด้วย

    ข้อมูล: (1) รายการdivas café
    (2)www.google.co.th/url?sa=t&rct=j&q=&esrc=s&source=web&cd=3&ved=0CEEQFjAC&url=http%3A%2F%2Fwww.sportradiothai.com%2Fnews%2Fnews.php%3Fid_news%3D31812&ei=xcPHUMKbBMqeiAf54IC4Bw&usg=AFQjCNHcXl9uekjCBnERDXX-dBbE-7NcNA&sig2=dQVuggLDItc26G8EfhCC3Q

  2. Suvichak Kerepattananon says :

    การเลือกตั้งในประเทศบรูไน

    ประเทศบรูไนนั้นมีรูปแบบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราช โดยมีพระมหากษัตริย์หรือสุลต่านเป็นประมุข ซึ่งพระมหากษัตริย์นั้นทรงดำรงตำแหน่งทั้งเป็นประมุขของรัฐและเป็นหัวหน้าในฝ่ายบริหารในขณะเดียวกัน ซึ่งพระมหากษัตริย์นั้นจะทรงดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในเวลาเดียวกัน นอกจากนี้ในส่วนของคณะรัฐมนตรีทั้งหมดนั้นจะมาจากการแต่งตั้งของพระมหากษัตริย์ทั้งหมดโดยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประธาน ซึ่งจากที่กล่าวมานี้จะแสดงให้เห็นว่าการดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ของพระมหากษัตริย์บรูไนและที่มาของตำแหน่งต่าง ๆ นั้น สามารถชี้ให้เห็นว่าประเทศบรูไนนั้นไม่มีการเลือกตั้งตำแหน่งต่าง ๆ นั้นมาจากการแต่งตั้งของกษัตริย์บรูไน และในส่วนของตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่เป็นคำแหน่งที่พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่นั้นจะเปลี่ยนตำแหน่งไปโดยการสืบทอดผ่านสันตติวงศ์หรือสืบทอดตามตระกูลนั่นเอง โดยองค์สุลต่านในปัจจุบัน คือ สมเด็จพระราชาธิบดีฮัจญี ฮัสซานัล โบลเกียห์ มูอิซ ซัดดิน วัดเดาละห์ (His Majesty Paduka Seri Baginda Sultan Haji Hassanal Bolkiahu’izzaddin Waddaulah)

    จากที่ได้กล่าวมาว่า ประเทศบรูไนไม่มีการเลือกตั้งแต่ประเทศบรูไนนั้นเป็นประเทศที่มีพรรคการเมืองโดยมีพรรคที่สำคัญ ๆ อยู่ 3 พรรค คือ พรรคประชาชนบรูไน พรรคพัฒนาแห่งชาติบรูไน พรรคสามัคคีแห่งชาติบรูไน ซึ่งทั้ง 3 พรรคนี้ได้ถูกลดบทบาทลงอย่างมากจนแทบไม่มีส่วนอะไรกับการเมืองเลยทั้ง ๆ ที่ได้มีการจดทะเบียนพรรคการเมืองไว้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งเป็นเหตุมาจากใช่วงปี พ.ศ. 2505 ที่มีการจัดการเลือกตั้งในบรูไนและพรรคประชาชนบอร์เนียวได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้น แต่ได้ถูกกีดกันมิให้จัดตั้งรัฐบาล ซึ่งทำให้พรรคดังกล่าวมีความพยายามที่จะทำการยึดอำนาจจากองค์สุลต่านแต่ด้วยความช่วยเหลือของกองทหารอังกฤษในประเทศสิงคโปร์ทำให้องค์สุลต่านสามารถที่จะรักษาพระราชอำนาจไว้ได้ และนำมาสู่การประกาศภาวะฉุกเฉินต่อเนื่องกันทุก ๆ 2 ปี จนถึงปัจจุบันรวมถึงในประเทศบรูไนยังมีการประกาศใช้กฎอัยการศึกออกมาซึ่งทำให้มีกฎหมายที่ใช้ในการควบคุมมิให้มีการชุมนุมทางการเมือง จำกัดกรอบของพรรคการเมืองให้มีบทบาทน้อยลงด้วยการมีการถอดถอนการจดทะเบียนพรรคการเมืองหากฝ่าฝืนกฎหมายดังกล่าว รวมถึงองค์สุลต่านและรัฐบาลมีมุมมองที่ว่าพรรคการเมืองไม่มีความจำเป็นต้องมีเพราะหากประชาชนมีปัญหาใด ๆ สามารถที่จะร้องขอความช่วบเหลือจากข้าราชการขององค์สุลต่านได้ตลอดเวลาอยู่แล้วในเรื่องของพรรคการเมืองจึงไม่มีความจำเป็นต้องมีบทบาทอะไร

    สุวิจักขณ์ คีรีพัฒนานนท์
    534 10623 24

  3. THIPAKORN BUASOONTORN says :

    บัตรประชาชน
    ประเทศบรูไน

    บัตรประชาชนของประเทศบรูไนจะแบ่งประเภทของประชากรออกเป็น 3 ประเภท ซึ่งบัตรจะแบ่งเป็น 3 สี (1) คือ
    1. สีเหลือง เป็นบัตรที่รออกให้กับพลเมืองของบรูไนโดยกำเนิดโดยขึ้นกับพระมหากษัตริย์ หรือ ผู้ปกครองสูงสุด
    2. สีเขียว เป็นบัตรที่ออกให้สำหรับชาวต่างชาติที่เข้ามาอาศัยเป็นการชั่วคราว
    3. สีม่วง เป็นบัตรที่ออกให้สำหรับผู้พำนักถาวรของประเทศ แต่ไม่ได้ขึ้นกับกิจการของพระมหากษัตริย์

    [url=http://image.ohozaa.com/view2/wvUCk2irjTa63GP8][img]http://image.ohozaa.com/i/705/HoFyGr.jpg[/img][/url]

    — รูปตัวอย่างบัตรประจำตัวประชาชนของประเทศบรูไน ประเภทบัตรผู้พำนักในประเทศชั่วคราว—

    เป็นบัตรแบบที่รัฐออกให้เพื่อใช้ในการใช้งานและตรวจสอบที่หลากหลาย โดยเริ่มใช้เมื่อปี 2000 ซึ่งเป็นโครงการริเริ่มมาจากตรวจคนเข้าเมืองของประเทศบรูไนเพื่อใช้ในการลงทะเบียนคนผ่านเข้าออกประเทศ และแยกประเภทจำนวนประชากร เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการสำรวจประชากร รวมไปถึงการสะดวกต่อการเข้าถึงบริการของรัฐในด้านต่าง ๆ เช่นแสดงข้อมูลและเป็นใบอนุญาตขับขี่ ใบอนุญาตทางอิเล็กทรอนิกส์ของทางราชการทั้งหมดอีกด้วย

    สำหรับประชากรของบรูไนและผู้พำนักอาศัยถาวร ทางรัฐกำหนดไว้ว่าจะต้องลงทะเบียนกับตรวจคนเข้าเมืองและการลงทะเบียนประชากร ในช่วงอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป ตามบทบัญญัติที่ได้กำหนดไว้ตามกฎหมาย (***บรูไนใช้เกณฑ์อายุุ 12 ปีขึ้นไปแสดงฐานะของความพร้อมในการเป็นพลเมือง เป็นเส้นแบ่งในการตจัดการสวัสดิการให้แก่บุคคล โดยการจะจัดการเข้าถึงบริการของรัฐ เช่นการศึกษา หรือการรักษาพยาบาลโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายสำหรับอายุต่ำกว่า 12 ปีขึ้นไป***) โดยจะต้องมีรูปถ่ายและการประทับรอยนิ้วมือเป็นเครื่องยืนยันการเป็นเจ้าของบัตร แต่ว่าในส่วนของความปลอดภัยทางด้านการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของรัฐไม่ได้มีกฎหมายเป็นการกำหนดเฉพาะ ดังนั้นจะทำให้มีช่องโหว่ในเรื่องความปลอดภัยในการทำธุรกรรมต่าง ๆ ซึ่งส่งผลต่อภาพลักษณ์ของรัฐบรูไนอยู่ในปัจจุบัน

    โดยในบัตรจะรวบรวมข้อมูลไว้โดยจะแสดงข้อมูลดังต่อไปนี้ คือ ชื่อ , ที่อยู่และสถานที่โดยได้รับการยืนยันจากรัฐ , สถานที่เกิด , วันเกิดและเพศ , ความผิดปกติทางร่างกาย หรือตำหนิบนร่างกาย , สถานภาพความเป็นพลเมืองบุคคล เช่น เป็นผู้พำนักถาวร เป็นพลเมืองโดยกำเนิด หรือเป็นผู้อพยพ ฯลฯ เป็นต้น และกรุ๊ปเลือดของบุคคล

    [url=http://image.ohozaa.com/view2/wvUCne6zScjtZZID][img]http://image.ohozaa.com/i/afc/1WNJFF.jpg[/img][/url]

    —สถิติและข้อมูลจำนวนบุคคลในแต่ละส่วนของสถานภาพของผู้ที่อยู่ในบรูไน ตั้งแต่ปี 1971-1991 ที่อ้างถึงการถือจำนวนบัตรประจำตัว— (2)

    จากข้อมูลสะท้อนให้เห็นถึงอัตราการเกิดหรือจำนวนประชากรที่มากขึ้นของประชากรบรูไน ที่อ้างได้จากจำนวนการถือบัตรประจำตัวสีเหลือง แต่ในส่วนของผู้พำนักถาวรนั้นได้มีจำนวนลดลงไปโดยอ้างจากการถือบัตรประจำตัวสีม่วง และในส่วนของการถือครองบัตรประจำตัวสีเขียว หรือบัตรของชาวต่างชาติหรือหมายรวมถึงนักท่องเที่ยวที่เข้ามาอาศัยชั่วคราวมีจำนวนมากขึ้น ซึ่งสะสอดคล้องกับที่ประเทศบรูไนมีความพร้อมในหลาย ๆ ด้าน และเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 1984

    ——————————–
    แหล่งอ้างอิง
    (1)http://www.commonlii.org/bn/legis/nra19nrr657/ : Brunei Legislation
    (2)Parvez Azim, The Ageing Population of Brunei Darussalam: Trends and Economic Consequences. Maktab Dduli Pengiran Muda Al-Muhtadee Billah School, Gadong, Bandar Seri Begawan, Brunei Darussalam. Asia-Pacific Population Journal, March 2002.

    ——————————–
    ทิพากร บัวสุนทร
    534 10222 24

  4. Jittraporn Lertsiri says :

    อิทธิพลของมหาอำนาจและผลกระทบต่อโครงสร้างทางการเมืองการปกครองของประเทศบรูไน

    ระบบการปกครองของบรูไนในปัจจุบันเป็นแบบ Constitutional sultanate หรือการปกครองด้วยระบบสุลต่าน โดยมีการกำหนดให้สุลต่านดำรงตำแหน่งเป็นทั้งประมุข นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (หรืออาจเข้าใจได้ว่าเป็นระบบการปกครองแบบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ Constitutional Monarchy โดยมีภายใต้หลักการ MIB หรือ Melayu Islam Berraja ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์ของผู้ที่จะเป็นสุลต่านไว้ด้วย กล่าวคือผู้ที่จะดำรงตำแหน่งสุลต่านนั้นต้องเป็นชาวบรูไนเชื้อสายมาเลย์แต่กำเนิดและนับถือศาสนามุสลิมนิกายซุนหนี่) อย่างไรก็ตามการที่กล่าวว่าประเทศบรูไนมีระบบการปกครองแบบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญอาจไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องนัก เพราะการที่สุลต่านหรือกษัตริย์ของบรูไนดำรงตำแหน่งทั้งสามที่มีความสำคัญต่อการปกครองประเทศ ทำให้อาจกล่าวได้ว่าพระองค์ได้ใช้พระราชอำนาจเต็มที่ในการปกครองประเทศในรูปแบบของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ โดยมีการแต่งตั้งเชื้อพระวงศ์ผู้ใกล้ชิดในการดำรงตำแหน่งที่สำคัญต่างๆในรัฐบาลของพระองค์โดยหลักการปกครองที่สำคัญคือหลักไตรลักษณ์ ได้แก่มาเลย์ ศาสนาอิสลาม และพระมหากษัตริย์ หรือหลัก MIB นั่นเอง

    สำหรับการจะดูอิทธิพลของมหาอำนาจที่เข้ามามีอิทธิพลต่อประเทศบรูไนนั้นอาจแบ่งได้เป็น 3 ช่วงใหญ่ๆ ดังนี้ 1.บรูไนช่วงก่อนตกเป็นอาณานิคมของประเทศอังกฤษ (Brunei: Before the sixteenth Century) 2.บรูไนในระหว่างการตกเป็นเมืองอารักขาของอังกฤษ (Brunei: The falling into British Colony) และ 3. บรูไนหลังยุคอาณานิคม (Brunei: After Falling into British Colony)

    1.บรูไนช่วงก่อนตกเป็นอาณานิคมของประเทศอังกฤษ (Brunei: Before the sixteenth Century) สำหรับในช่วงนี้ สภาพของประเทศบรูไนเป็นรัฐอิสระขนาดเล็กที่มีอำนาจอิสระในการปกครองตัวเอง แต่จากเป็นรัฐขนาดเล็กนี่เองทำให้บรูไนต้องพยายามอยู่รอดด้วยการยอมรับอำนาจของรัฐมหาอำนาจอื่นๆ (การเป็นเมืองสองฝ่ายฟ้าซึ่งเป็นการ balance of power อีกรูปแบบหนึ่ง) ประเทศที่เข้ามามีอิทธิพลต่อบรูไนในช่วงนี้คือ ประเทศจีน ซึ่งสามารถสร้างอิทธิพลต่อประเทศบรูไนได้ในหลายด้านทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคม ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากค่านิยมของจีนเองที่ถือตนเองเป็นศูนย์กลางของเอเชีย การที่จะได้ค้าขายตลอดจนการได้สิทธิพิเศษทางการค้าจากจีนนั้นต้องแลกมากับการยอมรับธรรมเนียมจีนด้วยการส่งบรรณาการ ประเทศบรูไนเองซึ่งสามารถปรับตัวให้เข้ากับระบบบรรณาการของจีนได้จึงได้รับประโยชน์จากการค้าขายกับจีนอย่างเต็มที่ นอกจากประเทศจีนแล้วอีกประเทศหนึ่งที่เข้ามามีอิทธิพลต่อประเทศบรูไนก็คือมะละกา การที่บรูไนไม่มีนโยบายต่อต้านมหาอำนาจและยอมรับในอำนาจของประเทศมหาอำนาจทุกฝ่ายทำให้บรูไนได้ประโยชน์จากการค้าขายกับมะละกาและจีนอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประเทศมะละกา บรูไนได้ยอมรับการนับถือศาสนาอิสลาม นั่นทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างบรูไนและมะละกาแน่นแฟ้นมากขึ้น นอกจากปัจจัยด้านภูมิศาสตร์และการเป็นศูนย์กลางการค้าอาวุธปืนแล้ว การที่มีความสัมพันธ์อันดีกับมะละกานี้เองมีส่วนทำให้บรูไนเจริญรุ่งเรืองมากขึ้นในฐานะเป็นศูนย์กลางการค้าในย่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต่อมาบรูไนสามารถตั้งตัวเป็นอิสระจากมะละกาได้ในค.ศ.1511 เนื่องจากอาณาจักรมะละกาถูกโปรตุเกสโจมตีจนสูญเสียอิสรภาพ อย่างไรก็ตามบรูไนไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายการต่างประเทศของตนนั่นคือการยอมรับอำนาจของมหาอำนาจทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นสเปนหรือโปรตุเกสที่ต้องการเข้ามามีอิทธิพลในเอเชียตะออกเฉียงใต้ในขณะนั้น ทำให้บรูไนมีสภาพการเป็นเมืองศูนย์กลางทางการค้าที่ชัดเจนขึ้น มีชุมชนของชาวต่างชาติที่ย้ายเข้ามาเพื่อตั้งหลักแหล่งการทำมาค้าขาย นอกจากนี้บรูไนยังเป็นศูนย์กลางการเผยแพร่ศาสนาอิสลามด้วย

    2.บรูไนในระหว่างการตกเป็นเมืองอารักขาของอังกฤษ (Brunei: The falling into British Colony) ช่วงต้น C.16 อาณาจักรบรูไนต้องเผชิญกับปัญหาการเมืองภายในประเทศซึ่งทำให้ประเทศบรูไนไร้เสถียรภาพมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีการแย่งชิงอำนาจกันเองในกลุ่มผู้ปกครอง จนมีการดึงเอาชาติต่างๆเข้ามาเกี่ยวข้องในการเสริมสร้างอำนาจของตน ผลจากการกระทำนี้ทำให้ประเทศบรูไนขาดเสถียรภาพในการบริหารประเทศตนเอง และสูญเสียสภาพการเป็นศูนย์กลางทางการค้าในที่สุด สิ่งที่ประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องเผชิญในขณะนั้นคือการที่บรรดาประเทศมหาอำนาจตะวันตกหลายชาติต้องการที่จะเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ ในที่นี้จะขอกล่าวถึงชาติมหาอำนาจใหญ่ๆ 3 ชาติที่ส่งผลกระทบต่อประเทศบรูไน กล่าวคือ 1.ฮอลันดา ทำให้บรูไนได้เสียหนึ่งในบรรดาประเทศพันธมิตรไปเนื่องจากฮอลันดาสามารถยึดเอามะละกาไปจากโปรตุเกสได้ และทำให้โปรตุเกสหมดอิทธิพลไปจากภูมิภาคนี้ และการขยายอำนาจของฮอลันดาทางเศรษฐกิจในบริเวณชายฝั่งทางตอนใต้และทางตะวันออกของเกาะบอร์เนียว ทำให้บรูไนได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะนโยบายการผูกขาดการค้าของฮอลันดา ด้วยการออกกฎข้อบังคับให้ชาติที่ต้องการเข้ามาค้าขายในภูมิภาคนี้ต้องผ่านหรือแวะที่เมืองท่าของฮอลันดาเท่านั้น นโยบายของฮอลันดาในลักษณะนี้ได้ทำลายการค้าของชาวพื้นเมืองเพราะไม่สามารถค้าขายกันโดยตรงได้ 2.สเปน เป็นประเทศที่ต้องการขยายอำนาจเข้ามายังบรูไนโดยตรง ดังนั้นอิทธิพลที่สเปนมีต่อบรูไนคือการเข้ารุกรานโดยใช้กองทัพเข้าโจมตี โดยทำการโจมตีบรูไนถึง 3 ครั้งด้วยกัน การรุกรานของสเปนได้ทำให้บรูไนที่ย่ำแย่อยู่แล้วมีสภาพทรุดโทรมขึ้น 3.อังกฤษ จากความเข้มแข็งที่มีมากกว่าชาติมหาอำนาจอื่นๆในขณะนั้นทำให้อังกฤษเป็นชาติที่มีอิทธิพลต่อบรูไนมากที่สุด อังกฤษเริ่มเข้ามามีอิทธิพลต่อบรูไนเมื่อสุลต่านของบรูไนยอมยกเกาะลาบวน (Labuan) ให้กับบริษัทอีสต์อินเดีย และได้ขยายอิทธิพลของตนเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆจนทำให้บรูไนต้องยอมรับอำนาจของอังกฤษ ทั้งนี้อาจกล่าวได้ว่าการยอมตกเป็นเมืองอารักขาของอังกฤษสำหรับบรูไนนั้นเป็นสถานการณ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะขณะนั้นบรูไนอ่อนแอมากในทุกๆด้าน ประกอบกับการแก่งแย่งอำนาจของผู้นำในประเทศทำให้เกิดปัญหาการเมืองภายใน จนทำให้ท้ายที่สุดแล้วผู้ปกครองของบรูไนได้ตัดสินใจยอมเป็นรัฐอารักขาเพื่อรักษาสภาพความมั่นคงของประเทศ

    3.บรูไนหลังยุคอาณานิคม (Brunei: After Falling into British Colony)
    เมื่อบรูไนยอมรับการเป็นรัฐในอารักขาของประเทศอังกฤษแล้ว สถานภาพการเมืองการปกครองของบรูไนก็มีการเปลี่ยนแปลง กล่าวคือมีการแต่งตั้งข้าราชการจากอังกฤษให้มาดำรงตำแหน่งเป็นข้าหลวงใหญ่ของบรูไน ทำให้อำนาจการปกครองภายในของบรูไนถูกจำกัด บรูไนต้องเผชิญกับสภาพความเป็นจริงที่ว่าอำนาจในการบริหารประเทศทั้งหมดอยู่ในมือของข้าหลวงอังกฤษ แม้ว่าจะมีสุลต่านดำรงตำแหน่งผู้ปกครองประเทศ แต่ในทางปฎิบัติแล้วก็ต้องยอมรับฟังคำแนะนำจากข้าหลวงอังกฤษเกือบทุกเรื่อง เว้นเพียงแค่เรื่องเกี่ยวกับประเพณีและศาสนาเท่านั้น อย่างไรก็ตามอาจกล่าวได้ว่าประเทศอังกฤษในฐานะผู้อารักขาไม่ได้ให้ความสนใจที่จะพัฒนาให้บรูไนมีความเจริญขึ้นในทุกๆด้านเพราะสำหรับอังกฤษแล้ว การยึดครองประเทศบรูไนก็เป็นไปเพื่อนอำนวยความสะดวกทางด้านการค้าขายเท่านั้น เพราะในขณะนั้นแล้วบรูไนเองไม่มีทรัพยากรที่มีค่าพอที่จะทำให้อังกฤษสนใจ ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าการที่บรูไนตกเป้นรัฐอารักขาของอังกฤษนั้นไม่ได้ทำให้บรูไนเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในสภาพที่ดีขึ้น มีเพียงแค่การเปลี่ยนสถานภาพทางการเมืองเท่านั้น

    จากการมองอิทธิพลของมหาอำนาจที่ส่งผลกระทบต่อบรูไนนี้ ได้ทำให้เห็นภาพคุณลักษณะของสุลต่านบรูไนด้วย กล่าวคือ 1. สุลต่านของบรูไนมักจะยึดนโยบายการพึ่งพาชาติมหาอำนาจเพื่อหวังความช่วยเหลือในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาภายในหรือภายนอกประเทศ และ 2.ความอ่อนแอในการปกครองและการควบคุมเสถียรภาพภายในประเทศ ดังที่จะพบว่าสุลต่านของบรูไนมักแก้ปัญหาโดยการไปร้องขอความช่วยเหลือจากชาติมหาอำนาจนั่นเอง

    บทสรุป อิทธิพลของชาติมหาอำนาจที่ส่งผลกระทบต่อระบบการปกครองของบรูไนนั้น สะท้อนให้เห็นจากการbalance of power hegemonyของบรูไน โดยกระบวนการในการรักษาดุลอำนาจก็แตกต่างกันไปตามแต่บริบทและยุคสมัย อาจสามารถสังเหตได้จากในช่วงแรกคือยุคก่อน C.16 ซึ่งเป็นยุคก่อนที่แนวความคิดรัฐสมัยใหม่ (รัฐแบบ Westphalia) จะเข้ามามีอิทธิพล เส้นพรมแดน เขตแดนหรืออำนาจอธิปไตยของรัฐไม่ได้มีความสำคัญมากไปกว่าผลประโยชน์ของประเทศ ซึ่งถ้าเป็นในปัจจุบันที่ชุดแนวคิดเรื่องรัฐอธิปไตยเข้าครอบงำ การยอมรับอิทธิพลของทั้งสองประเทศในรูปแบบของเมืองสองฝ่ายฟ้าจะไม่เกิดขึ้นเป็นอันขาด เนื่องจากรัฐแต่รัฐในปัจจุบันให้ความสำคัญกับเรื่องของอำนาจอธิปไตยและเส้นพรมแดนมาก อย่างไรก็ตามจากความพยายามที่จะดุลอำนาจระหว่างมหาอำนาจหลายฝ่ายได้ส่งผลกระทบต่อรูปแบบการปกครองของประเทศบรูไนด้วยเช่นกัน เช่นการที่ต้องยอมเสียอำนาจในการปกครองตนเองบางส่วนโดยการยอมตกเป็นรัฐอารักขาของอังกฤษเพื่อความอยู่รอดจากรุกรานของเจมส์ บรู๊ก เป็นต้น นอกจากนั้นแล้วสิ่งที่เป็นมรดกจนถึงปัจจุบันและมีความสำคัญต่อประเทศบรูไนอีกประการหนึ่งคือ การนับถือศาสนาอิสลามเป็นศาสนาประจำชาติที่ได้รับอิทธิพลจากมะละกา ซึ่งมีความสำคัญมากเพราะศาสนาอิสลามได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชาวบรูไน บทบาทของศาสนาอิสลามมีมากจนกลายเป็นสัญลักษณ์ของประเทศ (ตามหลัก MIB) รวมถึงสะท้อนออกมาในรูปแบบของกฎหมายด้วย

    อ้างอิง
    C.M. Turnbull, A Short History of Malaysia, Singapore and Brunei (Singapore: Graham Brash, 1981), P.60.
    จอห์น แบสติน, แฮรี เจ เบนดา, ประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้สมัยใหม่ แปลโดยชื่นจิตต์ อำไพพรรณ และภรณี กาญจนัษฐิติ, (กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2521), หน้า 59และ63
    ศิริพร สมัครสโมสร, บรูไน: อาณานิคมของอังกฤษ, (กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์,2541), หน้า101-105

    จิตตราพร เลิศศิริ
    534 12064 24

  5. Akesyan says :

    การแบ่งแยก (การใช้) อำนาจของรัฐบรูไนดารุสซาลาม

    รัฐบรูไนดารุสซาลามจัดเป็นรัฐที่ปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช (absolute monarchy) ในรูปแบบราชาธิบดีภายใต้รัฐธรรมนูญ (constitutional sultanate) ซึ่งทำให้นอกจากจะไม่มีการแบ่งแยกอำนาจของผู้ปกครอง หรือ ผู้นำทางโลก (secular power) ออกจากอำนาจของผู้นำทางศาสนา(ecclesiastical power) แล้ว (ตามมาตรา 3 และ 4 ของรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1959) ในทางการเมืองการปกครองก็ยังไม่มีการแบ่งแยก (การใช้) อำนาจที่ชัดเจน มีแต่เพียงการแบ่งแยกกลไก (branch) ของรัฐบางส่วนออกจากกันเท่านั้น เช่น แบ่งแยกฝ่ายบริหารที่มีคณะรัฐมนตรี ออกจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ แต่ทว่าในเชิงหน้าที่ (function) และบุคลากร (agency) นั้นกลับมีการซ้อนทับ (encroachment) กันอย่างชัดเจน กล่าวคือ ประมุขของรัฐ (head of state) กับ ประมุขของฝ่ายบริหาร (head of government) หรือ นายกรัฐมนตรีนั้นคือคน ๆ เดียวกันซึ่งก็คือ สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไน ซึ่งนอกจากจะมีอำนาจเต็มที่ในทางการบริหาร (execute) แล้ว ยังทรงมีอำนาจในทางนิติบัญญัติ (legislate) อีกด้วยเนื่องจากสภานิติบัญญัติแห่งชาตินั้นมีหน้าที่เพียงแค่ให้คำปรึกษาสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไนเท่านั้น นอกจากนี้สมาชิกทั้งหมดยังมาจากการแต่งตั้งของสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไนอีกด้วย ซึ่งเท่ากับสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไนทรงมีทั้งอำนาจในทางนิติบัญญัติ และบริหารในเวลาเดียวกันนั่นเอง

    ในส่วนของอำนาจตุลาการนั้นแม้จะมีความเป็นอิสระ (judicial independence) ในเชิงหน้าที่จากสองอำนาจที่เหลือ แต่องค์คณะตุลาการทั้งหมดนั้นมาจากการแต่งตั้งของรัฐบาล (ที่มีสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไนเป็นหัวหน้ารัฐบาล) โดยองค์คณะของศาลคอมมอนลอว์นั้นจะมาจากนักกฎหมายภายในประเทศ ในขณะที่อีกส่วนเช่นศาลอุทธรณ์นั้นมาจากอดีตผู้พิพากษาชาวอังกฤษ (หรือชาวฮ่องกงในกรณีของศาลสูง)

    ด้วยเหตุนี้ทำให้กระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไนนั้นแทบจะไม่มีความเป็นไปได้เลยในทางปฏิบัติ เนื่องจากอำนาจ หน้าที่ และกลไกของรัฐส่วนใหญ่อยู่ในมือของสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไน ทำให้รัฐบรูไนดารุสซาลามจัดเป็นรัฐที่มี “รัฐธรรมนูญ” แต่ยังคงไร้ซึ่ง “ระบอบรัฐธรรมนูญ” อันเป็นตัวจำกัดอำนาจ และตรวจสอบการใช้อำนาจของผู้ปกครองตามหลักการแบ่งแยก (การใช้) อำนาจที่ถูกต้อง

    เอกลักษณ์ ไชยภูมี 524 10600 24

  6. THIPAKORN BUASOONTORN says :

    บัตรประชาชน ประเทศบรูไน

    บัตรประชาชนของประเทศบรูไนจะแบ่งประเภทของประชากรออกเป็น 3 ประเภท ซึ่งบัตรจะแบ่งเป็น 3 สี (1) คือ
    1. สีเหลือง เป็นบัตรที่รออกให้กับพลเมืองของบรูไนโดยกำเนิดโดยขึ้นกับพระมหากษัตริย์ หรือ ผู้ปกครองสูงสุด
    2. สีเขียว เป็นบัตรที่ออกให้สำหรับชาวต่างชาติที่เข้ามาอาศัยเป็นการชั่วคราว
    3. สีม่วง เป็นบัตรที่ออกให้สำหรับผู้พำนักถาวรของประเทศ แต่ไม่ได้ขึ้นกับกิจการของพระมหากษัตริย์

    [url=http://image.ohozaa.com/view2/wvUCk2irjTa63GP8][img]http://image.ohozaa.com/i/705/HoFyGr.jpg[/img][/url]

    — รูปตัวอย่างบัตรประจำตัวประชาชนของประเทศบรูไน ประเภทบัตรผู้พำนักในประเทศชั่วคราว—

    เป็นบัตรแบบที่รัฐออกให้เพื่อใช้ในการใช้งานและตรวจสอบที่หลากหลาย โดยเริ่มใช้เมื่อปี 2000 ซึ่งเป็นโครงการริเริ่มมาจากตรวจคนเข้าเมืองของประเทศบรูไนเพื่อใช้ในการลงทะเบียนคนผ่านเข้าออกประเทศ และแยกประเภทจำนวนประชากร เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการสำรวจประชากร รวมไปถึงการสะดวกต่อการเข้าถึงบริการของรัฐในด้านต่าง ๆ เช่นแสดงข้อมูลและเป็นใบอนุญาตขับขี่ ใบอนุญาตทางอิเล็กทรอนิกส์ของทางราชการทั้งหมดอีกด้วย

    สำหรับประชากรของบรูไนและผู้พำนักอาศัยถาวร ทางรัฐกำหนดไว้ว่าจะต้องลงทะเบียนกับตรวจคนเข้าเมืองและการลงทะเบียนประชากร ในช่วงอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป ตามบทบัญญัติที่ได้กำหนดไว้ตามกฎหมาย (***บรูไนใช้เกณฑ์อายุุ 12 ปีขึ้นไปแสดงฐานะของความพร้อมในการเป็นพลเมือง เป็นเส้นแบ่งในการตจัดการสวัสดิการให้แก่บุคคล โดยการจะจัดการเข้าถึงบริการของรัฐ เช่นการศึกษา หรือการรักษาพยาบาลโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายสำหรับอายุต่ำกว่า 12 ปีขึ้นไป***) โดยจะต้องมีรูปถ่ายและการประทับรอยนิ้วมือเป็นเครื่องยืนยันการเป็นเจ้าของบัตร แต่ว่าในส่วนของความปลอดภัยทางด้านการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของรัฐไม่ได้มีกฎหมายเป็นการกำหนดเฉพาะ ดังนั้นจะทำให้มีช่องโหว่ในเรื่องความปลอดภัยในการทำธุรกรรมต่าง ๆ ซึ่งส่งผลต่อภาพลักษณ์ของรัฐบรูไนอยู่ในปัจจุบัน

    โดยในบัตรจะรวบรวมข้อมูลไว้โดยจะแสดงข้อมูลดังต่อไปนี้ คือ ชื่อ , ที่อยู่และสถานที่โดยได้รับการยืนยันจากรัฐ , สถานที่เกิด , วันเกิดและเพศ , ความผิดปกติทางร่างกาย หรือตำหนิบนร่างกาย , สถานภาพความเป็นพลเมืองบุคคล เช่น เป็นผู้พำนักถาวร เป็นพลเมืองโดยกำเนิด หรือเป็นผู้อพยพ ฯลฯ เป็นต้น และกรุ๊ปเลือดของบุคคล

    [url=http://image.ohozaa.com/view2/wvUCne6zScjtZZID][img]http://image.ohozaa.com/i/afc/1WNJFF.jpg[/img][/url]

    —สถิติและข้อมูลจำนวนบุคคลในแต่ละส่วนของสถานภาพของผู้ที่อยู่ในบรูไน ตั้งแต่ปี 1971-1991 ที่อ้างถึงการถือจำนวนบัตรประจำตัว— (2)

    จากข้อมูลสะท้อนให้เห็นถึงอัตราการเกิดหรือจำนวนประชากรที่มากขึ้นของประชากรบรูไน ที่อ้างได้จากจำนวนการถือบัตรประจำตัวสีเหลือง แต่ในส่วนของผู้พำนักถาวรนั้นได้มีจำนวนลดลงไปโดยอ้างจากการถือบัตรประจำตัวสีม่วง และในส่วนของการถือครองบัตรประจำตัวสีเขียว หรือบัตรของชาวต่างชาติหรือหมายรวมถึงนักท่องเที่ยวที่เข้ามาอาศัยชั่วคราวมีจำนวนมากขึ้น ซึ่งสะสอดคล้องกับที่ประเทศบรูไนมีความพร้อมในหลาย ๆ ด้าน และเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 1984

    ——————————–
    แหล่งอ้างอิง
    (1)http://www.commonlii.org/bn/legis/nra19nrr657/ : Brunei Legislation
    (2)Parvez Azim, The Ageing Population of Brunei Darussalam: Trends and Economic Consequences. Maktab Dduli Pengiran Muda Al-Muhtadee Billah School, Gadong, Bandar Seri Begawan, Brunei Darussalam. Asia-Pacific Population Journal, March 2002.

    ——————————–
    ทิพากร บัวสุนทร
    534 10222 24

  7. PRANCHALEE KEEREEWET says :

    ตราแผ่นดิน นัยของการสื่อสารจากรัฐสู่ประชาชน

    นาการา บรูไนดารุสซาลาม

    ภาษาและสัญลักษณ์เป็นเครื่องมือสื่อสารที่สำคัญยิ่งของมนุษย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกปัจจุบันที่การสื่อสารเป็นการแย่งชิงพื้นที่ในการใช้อำนาจไปพร้อมๆกันด้วย ภาษาและสัญลักษณ์อาจถูกใช้เพื่อให้เกิดความเข้าใจต่อกัน การสั่งการ การโน้มน้าวชี้นำหรือการแสดงออกซึ่งความต้องการอื่นๆ แต่ในทางการเมืองการปกครอง การสื่อสารระหว่างมนุษย์ด้วยกันซึ่งมีสถานภาพทางการเมืองที่แตกต่างเช่น การสื่อสารของรัฐกับประชาชนดังเช่นการสื่อสารผ่านตราสัญลักษณ์ที่รัฐออกแบบและกำหนดขึ้นไว้เพื่อให้เกิดการเรียนรู้จากการรับสารของประชาชนนั้น ควรต้องพิจารณาอย่างยิ่งว่าสัญลักษณ์ที่รัฐใช้กระทำการสื่อสารต่อประชาชนนั้นมีนัยสำคัญที่จะกล่อมเกลาหรือสร้างความรู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่งต่อประชาชนอย่างไร

    ตราแผ่นดินของประเทศบรูไน หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ นาการาบรูไนดารุสซาลามนั้นคือตราสัญลักษณ์แบบเดียวกันกับตราสัญลักษณ์บนธงชาติบรูไน ซึ่งตราแผ่นดินชองบรูไนประกอบด้วย ราชธวัชและพระกลด(ธงและร่ม) เป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์ที่เป็นสัญลักษณ์ของสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไนดารุสซาลาม, ปีกนกสี่ขนหมายถึง การมุ่งพิทักษ์ความยุติธรรม ความสงบร่มเย็น ความเจริญและสันติสุขของชาติให้ดำรงคงอยู่, มือสองข้างที่ชูขึ้น เป็นสัญลักษณ์แทนคำมั่นสัญญาในหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องยกระดับความมั่งคั่ง สันติสุข และความเจริญรุ่งเรืองของประเทศให้มีมากขึ้นไปเรื่อยๆ, ซีกวงเดือนหงาย เป็นเครื่องหมายแทนศาสนาอิสลามซึ่งเป็นศาสนาประจำชาติบรูไน และแบบธงยาวด้านล่างมีตัวหนังสือภาษาอาราบิค คือ บรูไนมีความพร้อมที่จะปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระผู้เป็นเจ้า ความเป็นมาของตราสัญลักษณ์นี้มีพัฒนาการมาจากตราที่เป็นสัญลักษณ์ประจำราชวงศ์ของสุลต่านบรูไน เป็นที่รู้จักครั้งแรกสมัยสุลต่านองค์ที่สามราวๆศตวรรษที่15 แต่ได้รับการพัฒนาทั้งรูปแบบและดูแลเป็นอย่างดีในด้านของการประดิษฐ์ตกแต่งเสมอจนมีลักษณะเช่นที่ปรากฏให้เห็นในปัจจุบัน การนำตราแผ่นดินบรูไนใช้ทำให้เราสามารถพบเห็นตราสัญลักษณ์นี้ได้ตามบนธงชาติของบรูไนและตามกฎหมายที่มีการประกาศใช้อย่างเป็นทางการในรัฐธรรมนูญ

    นัยของการใช้สัญลักษณ์ของรัฐในหนังสือราชการ บนธงชาติ หรือตราลงบนกฎหมายที่ประกาศใช้แล้วแสดงให้เห็นว่า องค์ประกอบของตราแผ่นดินของบรูไนผ่านการให้คุณค่าจากทั้งสุลต่าน(ผู้ปกครอง)และประชาชนชาวบรูไนในเรื่องความเป็นธรรม ความสงบเรียบร้อยของสังคม และความมั่นคงรุ่งเรืองของประเทศอย่างมาก การใช้สัญลักษณ์แทนความหมายของเรื่องต่างๆนั้นรัฐบาลอาจมีแนวโน้มที่จะพยายามสื่อสารถึงความยึดมั่นในคุณค่าที่ถูกกำหนดมาตั้งแต่เริ่มสร้างประเทศ แต่สิ่งที่ยังปรากฏให้เห็นชัดเจนคือ การเทิดทูนสุลต่านให้เป็นสัญลักษณ์ของรัฐทั้งในการเมืองการปกครองและสถานะที่อยู่เหนือกว่าศูนย์รวมจิตใจของประชาชนคือ มีความเบ็ดเสร็จเด็ดขาด นอกจากนี้ยังมีสัญลักษณ์ซีกวงเดือนหงายซึ่งหมายถึงศาสนาอิสลามโดยไม่มีสัญลักษณ์หรือเครื่องของศาสนาหรือลัทธิอื่นอยู่ร่วมในตราแผ่นดินด้วยเลยแสดงถึง ความเชื่อและเคารพเป็นอย่างสูงในศาสนาอิสลามโดยไม่สนับสนุนและไม่เปิดให้ประชาชนได้มีเสรีภาพนับถือศาสนาอื่นๆ ประชาชนส่วนใหญ่ของบรูไนจึงนับถือศาสนาอิสลามอย่างเคร่งครัด ในเรื่องศาสนานี้ อาจวิเคราะห์ได้ว่าความคับแคบของพื้นที่เสรีภาพในการนับถือศาสนาของขาวบรูไนน่าจะเป็นผลจากนโยบายของรัฐและกฎหมายที่มีพื้นฐานจากศาสนาอิสลามซึ่งไม่อนุญาตให้ศาสนาคริสต์เผยแผ่คำสอนและไม่อนุญาตให้ชาวมุสลิมเปลี่ยนการนับถือศาสนาได้ จากสัญลักษณ์ของบรูไน แม้จะมีน้อยประเทศนักที่จะนำตราสัญลักษณ์ที่รวมความสำคัญทั้งสุลต่าน รัฐบาล การตำรวจ และศาสนามาใช้เป็นตราแผ่นดิน แต่สุดท้ายจะเห็นได้ว่าประเทศเล็กๆอย่างบรูไนได้นำเสนอตนเองโดยมีจุดยืนที่เด่นชัดคือ ชาวบรูไนยอมรับ เทิดทูนและคงไว้ซึ่งการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ บรูไนมีทรัพยากรที่สำคัญและมีค่ายิ่งคือน้ำมันจึงมีช่องทางในการสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ ชาวบรูไนยึดมั่นในศาสนาอิสลามและรักในความสงบตามที่พระเจ้าปรารถนา ดังนั้นจึงเพียงไม่กี่เรื่องที่จะต้องรัฐบรูไนต้องบริหารจัดการเพราะคุณค่าด้านต่างๆเด่นชัดในตัวเองและปรากฏให้เห็นว่าได้ถูกให้คุณค่าและความสำคัญเอาไว้เป็นหลักในการพัฒนาประเทศของบรูไน

    อ้างอิง
    ชาญวิทย์ เกษตรศิริและกาญจนี ละอองศรี. 2541. บรูไน อาณานิคมของอังกฤษ Brunei : The British
    Colonization. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
    สุวิทย์ ตราสุวรรณ์. 2555. หนังสือหนึ่งในประชาคมอาเซียน ชุดประเทศบรูไน. กรุงเทพฯ : บริษัท เจเนซิส
    มีเดียคอม จำกัด.

    ปราญชลี คีรีเวช 5341036024

    • PRANCHALEE KEEREEWET says :

      เนื่องจากได้เปลี่ยนหัวข้อเป็นคำอธิบายประวัคิศาสตร์ของชาติค่ะ
      ขอความอนุเคราะห์อาจารย์ลบอันนี้ด้วยนะคะ ขอบพระคุณค่ะ

  8. นายวิชชวัฒน์ รอดรัตษะ 5441060124 says :

    “กองทหารกูรข่า แห่ง เนการาบรูไนดารุสซาลาม”

    ทหารกุรข่า เป็นทหารรับจ้างที่มีความเป็นมายาวนานมาก และยังคงมี ตัวตนอยู่จนถึงปัจจุบันผลงานการรบของเขาแม้ไม่เคยถูกเล่าขานหากแต่เป็น ตำนานที่ช่วยให้กองทัพอังกฤษอันเกรียงไกรนั้นได้รับชัยชนะในทุก ๆ สมรภูมิ รบเรื่อยมา ทั้งนี้เนื่องจากทหารอังกฤษใช้ทหารรับจ้างกุรข่านี้เป็นหัวหอกในการเข้า โจมตีศัตรูแม้ว่าจะมีความแข็งแกร่งเพียงใดก็ตาม นี่จึงเป็นเหตุผลหลักว่าทำไม อังกฤษจึงยังคงการจ้างทหารพื้นเมืองเหล่านี้มาตราบจนปัจจุบัน

    ทหารกุรข่า ได้ชื่อมาจากเมิองบนภูเขาชื่อ Gorkha ซึ่งถือว่าเป็นจุดกำเนิดของอาณาจักรเนปาล พวกเขาสู้รบเพื่ออังกฤษมาตั้งแต่การสิ้นสุดสงครามกุรข่านาน2 ปีเมื่อปี 1816 ….พวกเขาสู้รบเคียงข้างทหารอังกฤษมาในสารพัดสมรภูมิรบ เริ่มจากเป็นทหารรับจ้างของบริษัทอีสต์ อินเดียในสงครามปินดารี ปี 1817 ไปจนถึงการสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ทหารอังกฤษช่วงเกิดกบฏในอินเดียปี 1857 ก่อนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพอังกฤษอินเดียอย่างเป็นทางการในปีต่อมา
    หลังจากอินเดียได้เอกราชในปี 1947 ทหารกุรข่า 4 กรม จากทั้งหมด 10 กรม ได้เข้าร่วมในกองทัพอังกฤษอย่างเต็มรูปแบบ มีทหารกุรข่า 100,000 นายสู้รบเคียงข้างทหารอังกฤษในสงครามโลกครั้งที่ 1 และในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 มีทหารญี่ปุ่นยอมรับว่า ทหารกุรข่าคือข้าศึกที่น่าครั่นคร้ามมากที่สุด และมีดาบโค้งคู่กาย”คูกรี”เป็นสัญลักษณ์ แต่ความรู้สึกพิเศษกับอังกฤษ มักถูกบั่นทอนด้วยอคติของอดีตเจ้าอาณานิคม

    กล่าวถึงกองทัพของบรูไน (Royal Brunei Armed Forces หรือ RBAF) มีกำลังพลเพียง 7,000 นาย และกำลังสำรอง 700 นาย โดยแบ่งเป็นกองทัพบก 4,900 นาย กองทัพเรือ 1,000 นาย และกองทัพอากาศ1,100 นาย

    อย่างไรก็ดี สุลต่านยังมีกองทหารกูรข่าของพระองค์เอง เรียกว่า Gurkha Reserve Unit (GRU) จำนวน 2,500 นาย และกองทหารกูรข่าของอังกฤษ (British Gurkha) รวมกำลังพล 1,000 คน ประจำอยู่ที่เมืองเซรีอา เพื่อดูแลรักษาความปลอดภัย ให้แก่บ่อน้ำมัน และกิจการผลิตน้ำมันของ Brunei Shell Petroleum โดยรัฐบาลบรูไนเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย
    การเข้ามาของทหารกุรข่าเริ่มขึ้นในช่วงที่ประเทศบรูไนเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษในขณะนั้นบรูไนอยู่บนโซนของเกาะบอร์เนียวอังกฤษได้ส่งกองทหารุรข่าที่ประจำการอยู่ประเทศสิงคโปร์เข้าไปที่บรูไนแต่ปรากฏว่ากองทหารที่เข้าไปอยู่มีประโยชน์สำหรับ Power politic ของบรูไนเนื่องจากว่าหลังจากที่บรูไนได้รับเอกราชในปี ค.ศ.1984 สมเด็จพระราชาธิบดีหรือสุลต่านกลับใช้กองทหารกุรข่าเข้าเป็นทหารราชองครักษ์หรือทหารรักษาพระองค์เพื่อคุ้มกันและปราบปรามคู่ปรปักษ์ทางการเมือง ในปัจจุบันเราพบว่ากองทหารกุรข่าได้กลายเป็นทหารพิทักษ์ราชบัลลังค์ของกษัตริย์บรูไนเหมือนกับการเมืองไทยในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ที่มีทหารมัวจากเปอร์เซียเข้ามาเป็นทหารรับจ้างด้วย

    คำขวัญประจำหน่วยทหารของทหารกุรข่าคือ ” ตายดีกว่าอยู่อย่างคนขลาด” (It is better to die than to live a coward.)

    สรุป
    การมีกองทหารกุรข่าของบรูไนเป็นการรักษาความมั่นคงทางอำนาจและเศรษฐกิจของสถาบันกษัตริย์และเป็นเครื่องมือเสริมสร้างอำนาจทางการเมืองที่ทำให้ระบอบการปกครองแบบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญของประเทศบรูไนมีความเข้มแข็งและยากต่อการล้มล้าง

    แหล่งอ้างอิง

    (1)http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0
    %B9%84%E0%B8%99

    (2) http://forum.plus.in.th/index.php?topic=273.0

    (3) http://www.youtube.com/watch?v=3X4CWq1CtLk

    นายวิชชวัฒน์ รอดรัตษะ 5441060124

  9. รุ่งทิวา เงินปัน says :

    พรรครัฐบาล

    ประเทศบรูไนเป็นประเทศที่พรรครัฐบาลไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เป็นพรรครัฐบาลของสุลต่านที่ทำหน้าที่เป็นทั้งประมุขของรัฐ เป็นนายกรับมนตรี เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ทำให้สุลต่านเป็นผู้ถืออำนาจทุกอย่างของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเงินและการทหาร สมาชิกของพรรครัฐบาลมีหลักๆทั้งหมด 14 คน ซึ่งเป็นคนที่สุลต่านเลือกทั้งหมด โดยที่สองคนจากทั้งหมดเป็นคนสนิทของสุลต่านเป็นอย่างมากนั่นคือ พี่น้องของสุลต่านหนึ่งคนที่ทำหน้าที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ และลูกชายของสุลต่านที่ทำหน้าที่เป็นรัฐมนตรีอาวุโส และถึงแม้จะยังมีพรรคการเมืองหลงเหลืออยู่ในประเทศบรูไน แต่พรรคการเมืองที่มีอยู่ก็ไม่มีอำนาจและบทบาททางการเมืองมากนัก เนื่องจากการมีอำนาจฉุกเฉินที่มีการต่ออายุทุก 2 ปีที่เกิดขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.2505 ซึ่งจากการมีอำนาจฉุกเฉินนี่เองที่ทำให้สุลต่านกลายเป็นองค์อธิปัตย์ปกครองประเทศ สุลต่านองค์ปัจจุบันคือ Hassanal Bolikiahสำหรับพรรครัฐบาลนี้ประกอบด้วย 12 กระทรวงดังนี้

    – กระทรวงกลาโหม Hassanal Bolikiah
    – กระทรวงการคลัง Hassanal Bolikiah และ Abdul Rahman bin lbrahim
    – กระทรวงการต่างประเทศ MOHAMED Bolkiah และ Lim Jock Seng
    -กระทรวงกิจการบ้านเมือง Adanan bin Begawan
    – กระทรวงศึกษาธิการ Abdul Rahman bin Mohamed Taib
    – กระทรวงอุตสาหกรรม Yahya bin Begawan
    – กระทรวงศาสนา Mohd Zain bin Serudin
    – กระทรวงการพัฒนา Abdullah bin Begawan
    – กระทรวงวัฒนธรรม เยาวชนและกีฬา Almad bin Jumat
    – กระทรวงสาธารณสุข Suyol bin Osma
    – กระทรวงคมนาคม Awang ABU Bakar bin Apong
    รัฐมนตรีอาวุโส Al Muhtadee BILLAH
    ผู้แทนสหประชาชาติที่ New York LATIF bin Tuah

    จะเห็นได้ว่าพรรครัฐบาลของบรูไนเป็นพรรคเดียวที่ผูกขาดอำนาจในประเทศ ซึ่งไม่มีใครที่จะสามารถโค่นได้ และเป็นพรรครัฐบาลที่เอื้อผลประโยชน์ อำนาจ และหน้าที่ให้กับคนในครอบครัวของตัวเอง และทำให้เห็นว่าสุลต่านเป็นผู้ที่สำคัญและมีอิทธิพลมากที่สุดในประเทศ

    อ้างอิง
    Brunei: Government. http://globaledge.msu.edu/countries/brunei/government
    Brunei Government. http://www.mapsofworld.com/brunei/government/
    ประเทศบรูไนดารุสซาลาม. http://www.apecthai.org/apec/th/profile1.php?continentid=2&country=b5#ประมุขของรัฐและคณะรัฐบาล

    รุ่งทิวา เงินปัน 5341051424

  10. น.ส.จิตอนงค์ สารภีเพ็ชร 5241003224 says :

    กองทัพของบรูไน (Royal Brunei Armed Forces หรือ RBAF) หรือภาษามาเลย์ Angkatan Bersenjata Diraja Brunei คือ กองกำลังติดอาวุธของราชอาณาจักรบรูไนดารุสซาราม ก่อตั้งเมื่อ 31 พฤษภาคม ค.ศ.1961 รูปแบบปัจจุบันของกองทัพปรับปรุงเมื่อ 1 มกราคม พ.ศ. 1984 มีกำลังพลเพียง 7,000 นาย และกำลังสำรอง 700 นาย โดยแบ่งเป็นกองทัพบก 4,900 นาย กองทัพเรือ1,000 นาย กองทัพอากาศ 1,100 นาย และสถาบันฝึกอบรม ผู้บังคับบัญชาการ สมเด็จพระราชาธิบดี สุลต่าน ฮัจญี ฮัสซานัล โบลเกียห์ รัฐมนตรีกลาโหมคือ สมเด็จพระราชาธิบดี สุลต่าน ฮัจญี ฮัสซานัล โบลเกียห์ และผู้บังคับบัญชาการกองทัพคือ พลตรี อาไมนุดดิน อีห์ซาน เงินร้อยละต่อ GDP คือ 4.5% (ปี 2006)
    อย่างไรก็ดี สุลต่านยังมีกองทหารกูรข่าของพระองค์เอง เรียกว่า Gurkha Reserve Unit (GRU) จำนวน 2,500 นาย และกองทหารกูรข่าของอังกฤษ (British Gurkha) รวมกำลังพล 1,000 คน ประจำอยู่ที่เมืองเซรีอา เพื่อดูแลรักษาความปลอดภัย ให้แก่บ่อน้ำมัน และกิจการผลิตน้ำมันของ Brunei Shell Petroleum โดยรัฐบาลบรูไนเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย
    สังเกตเห็นว่า กองทัพของบรูไนไม่มีความสำคัญต่อบทบาททางการเมืองของประเทศเลย เป็นเพียงเพื่อปกป้องรักษากิจการน้ำมันของประเทศและผลประโยชน์ของสุลต่านแต่เพียงเท่านั้น โดยที่สุลต่านดูแลกองทัพโดยตรงจากการครองตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมและกระทรวงการคลังอีกด้วย เพราะฉะนั้นผู้ที่กำหนดทิศทางการเมืองของบรูไนคือสมเด็จพระราชาธิบดี

    ที่มา
    http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%84%E0%B8%99#.E0.B8.81.E0.B8.B3.E0.B8.A5.E0.B8.B1.E0.B8.87.E0.B8.9E.E0.B8.A5
    http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%84%E0%B8%99

  11. ณัฐณิชา เชาวลิต 5441014324 says :

    สื่อมวลชนบรูไน
    ด้วยการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชของบรูไน เพราะฉะนั้นสื่อมวลโดยทั่วไปของบรูไนจะถูกควบคุมอย่างเคร่งครัดโดยรัฐบาล ภายใต้การนำของนำของ สมเด็จพระราชาธิบดีฮัจญี ฮัสซานัล โบลเกียห์ มูอิซซัดดิน วัดเดาเลาะห์ สุลต่านแห่งบรูไน ซึ่งเป็นผู้กำหนด กฎอัยการศึก ของประเทศตั้งแต่การปฏิวัติบรูไน ในปี 1962 การรายงานข่าวโดยทั่วไป ประกอบด้วย ข่าวแวดวงตำรวจ รูปแบบการดำเนินชีวิต และสถานการณ์การติดต่อสื่อสารทั่วไป ซึ่งเราจะสามารถพบการใส่ความคิดเห็นของสื่อน้อยมาก
    Reporter without Borders หรือองค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนก็ได้มีการทำรายงานออกมาว่า สื่อของบรูไนไม่มีการวิจารณ์รัฐบาลอย่างแท้จริงออกมา และกลุ่ม Freedom House ก็ได้รายงานว่า สื่อของบรูไนไม่ได้ทำหน้าที่เป็นสมกับความเป็นสื่อ (watchdog) และว่าสื่อของบรูไนนั้นไม่มีเสรีภาพเพียงพอกระนั้นการรายงานล่าสุดจากองค์กร Reporter without Borders ผลการทำงานของสื่อบรูไนนั้นดีขึ้น โดยถูกจัดลำดับเป็นลำดับที่ 125 จาก 195 ประเทศ โดยมี ช่วงการประเมินอยู่ 56.20 ถือว่ามีการพัฒนาจากเดิมกว่า 10 ช่วงด้วยกัน
    สื่อของเอกชน (Brunei Press Snd Bhd.) ผู้พิมพ์ Borneo Bulletin ถูกควมคุมโดยราชวงศ์ของสุลต่าน ผู้รายงานและบรรณาธิการได้ทำการเซ็นเซอร์ ในเรื่องของการเมือง และศาสนาด้วยตัวเอง
    ในส่วนของหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นของบรูไน จะมีทั้งหมด 4 สำนักพิมพ์ คือ

    1. Pelita Brunei เป็นหนังสือพิมพ์รายปักษ์ที่ใช้ภาษามาเลเซีย ถูกตีพิมพ์โดย กรมข้อมูลข่าวสารของรัฐบาล ถูกตีพิมพ์ครั้งละประมาณ 40,000 ฉบับ ซึ่งถือว่าเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ที่มีการตีพิมพ์จำนวนมาก เนื้อหาและรูปแบบ ไม่ทันสมัยเท่าที่ควร ชีสีเหลือง ทอง และน้ำตาล ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของสุลต่าน ข่าวที่รายงานส่วนใหญ่เป็นเรื่องทั่วไป แต่สกู๊ปข่าวหลักจะต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับพระราชวงศ์ของสุลต่าน ในส่วนภาษาในการรายงานข่าวนั้น ใช้เป็นภาษามาเลเซียทั้งหมด
    http://www.pelitabrunei.gov.bn/
    2. Borneo Bulletin เป็นหนังสือพิมพ์รายวันภาษาอังกฤษฉบับแรก ของสุลต่าน ถูกวางจำหน่ายบริษัท Brunei Press ตีพิมพ์ราว 20,000 ฉบับในวันธรรมดา และ 25,000 ฉบับในช่วงวันเสาร์ อาทิตย์ มีรูปแบบการจัดทำเวปไซท์ ที่ทันสมัยมากขึ้นรูปลักษณ์และการใช้สี มีลักษณะของการได้รับอิทธิพลจากสื่อยักษ์ใหญ่ของต่างชาติ อย่าง CNN
    http://www.borneobulletin.com.bn/

    3. Media Permata เป็นหนังสือพิมพ์รายวันของมาเลเซีย ถูกตีพิมพ์โดยบริษัท Brunei Press เดียวกัน ยอดพิมพ์ ราว 10,000 ฉบับต่อวัน เป็นหนังสือพิมพ์รายวันที่เป็นภาษามาเลเซีย รูปแบบการนำเสนอเรียบง่าย และเนื้อหาไม่หลายหลายครอบคลุม
    http://www.mediapermata.com.

    4. The Brunei Times เป็นหนังสือพิมพ์รายวันภาษาอังกฤษรายใหญ่ เริ่มกิจการในปี 2006 รูปแบบการแสดงทรรศนะของหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ มีความเป็นสากลมากกว่า Borneo Bulletin ที่เป็นหนังสือพิมพ์รายวันภาษาอังกฤษเช่นเดียวกัน โดยที่ The Brunei Times จะเน้นในส่วนแวดวงข่าวสารมากกว่า แต่อย่างไรก็ตามยอดพิมพ์ของ The Brunei Times ก็น้อยกว่า Borneo Bulletin ซึ่อการตีพิมพ์ของ The Brunei Times อยู่ที่ประมาณ 10,000 ฉบับ และในปี 2011และในปี 2011 ก็เพิ่มเป็น 15,500 ฉบับ หากแต่การทำงานของเวปไซด์ข่าว The Brunei Times ก็เป็นไปได้อย่างดี หลากหลาย และน่าสนใจ ด้วยความที่The Brunei Times มีความหลายหลายของข้อมูลข่าวสารมากที่สุด และเสนอข้อมูลข่าวสารเป็นภาษาอังกฤษ ดังนั้น สื่อจากต่างประเทศ จึงให้ความสำคัญ และความสำคัญกับ หนังสือพิมพ์ฉบับนี้มากที่สุด เห็นได้จากการนำข่าวจากบรูไนมานำเสนอ เราจะเห็นได้ว่าแหล่งข่าวนั้น ล้วนมากจาก หนังสือพิมพ์The Brunei Times ทั้งสิ้น
    http://www.bt.com.bn/

    หนังสือพิมพ์ต่างประเทศที่ถูกตีพิมพ์ในบรูไน ไม่เป็นที่นิยม แต่ก็สามารถดำเนินกิจการได้ ภายใต้การควบคุมจากรัฐบาลบรูไน เช่น
    – The Borneo Post
    – New Straits Times
    – The Straits Times
    – International Herald Tribune

  12. PRANCHALEE KEEREEWET says :

    บรูไน ดารุสซาลาม : คำอธิบายประวัติศาสตร์ของชาติ

    การบันทึกประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการของบรูไน ปรากฏให้เห็นอยู่น้อยมากโดยเฉพาะบันทึกประวัติศาสตร์ พงศาวดาร หรือเอกสารราชการที่ทำการบันทึกอย่างเป็นทางการ เมื่อศึกษาข้อมูลจาก Institution for research and documentation of Brunei’s History พบข้อมูลเพียงเล็กน้อยในการสร้างคำอธิบายประวัติศาสตร์ของชาติบรูไน บรูไนเลือกที่จะเริ่มต้นการอธิบายที่มาของชนพื้นเมืองในบรูไนโดยอ้างอิงจากบันทึกการเดินทางของชาวจีนที่ได้ทำการค้าขายกับอาณาจักรโปนิซึ่งคาดว่าเป็นประเทศบรูไน และต่อมาทางการบรูไนได้เพิ่มเติมการอธิบายชื่อประเทศ “บรูไน” ว่ามีที่มาจากคำว่า varunai มีความหมายว่า ชาวเรือทะเล จากที่บรูไนอยู่ในเส้นทางการค้าของจีนกับประเทศตะวันตก จึงทำให้บรูไนเป็นเมืองท่าที่สำคัญอย่างมากในการค้าทางทะเล แม้ว่าในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของประเทศอื่นๆเช่น พงศาวดารมลายู บันทึกประวัติศาสตร์มาเลเซีย สิงคโปร์ และบรูไนของ C. Mary Turnbull จะบ่งชี้ว่าบรูไนมีความสัมพันธ์อย่างยาวนานกับอาณาจักรอื่นๆอยู่มากคือ เมื่ออาณาจักรใดขยายอำนาจได้มาก อาณาจักรนั้นก็จะส่งผู้แทนมาปกครองและกำหนดให้บรูไนส่งเครื่องราชบรรณาการอยู่เสมอ หากเทียบเป็นรัฐในปัจจุบันอาณาจักรต่างๆก็คือ จีน มาเลเซีย และฟิลิปปินส์

    บรูไนมีคำอธิบายประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับประชาชนและความสัมพันธ์กับรัฐอื่นๆในปริมาณที่น้อย แต่มีปริมาณเนื้อหาที่บรูไนพยายามนำเสนอความสามารถทางการเมืองการปกครองและความเที่ยงธรรมของผู้ปกครองคือ สุลต่าน ที่มาก นอกจากนี้ประวัติศาสตร์ทางการของบรูไนก็ได้นำเสนอภาพของตนเองในนามนครแห่งสันติสุข และเป็นดินแดนที่ผู้คนที่อาศัยอยู่ต่างมีแต่ความสุขเนื่องจากเป็นประเทศที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดี ประชาชนกินดีอยู่ดี ไปพร้อมๆกันด้วย หากพิจารณาตามแนวทางการศึกษาแบบประวัติศาสตร์จะพบว่า บรูไนมีความพยายามกล่อมเกลาประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการที่ผ่านการต่อสู้ทั้งภายในและภายนอกรัฐน้อยกว่ามากเมื่อเทียบกับชาติอื่นๆในอนุภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยกัน ความพยายามสร้างรัฐผ่านการสร้างศัตรูดูจะมีอยู่และเป็นไปได้บ้างตามแนวทางใช้ประวัติศาสตร์สร้างรัฐ แต่บรูไนมีการสร้างศัตรูภายนอกรัฐเสียส่วนใหญ่ ซึ่งศัตรูที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้ทำให้ความรุนแรงทางอารมณ์ในการอ่านประวัติศาสตร์ แต่จะเน้นในเรื่องความขัดแย้งและการเอาเปรียบผลประโยชน์ทางการค้ามากกว้าเช่น ในการแทรกแซงการเมืองของสเปน การผูกขาดการค้าโดยฮอลันดา การตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ เป็นต้น การเมืองของบรูไนมีเสถียรภาพค่อนข้างสูงเนื่องจากมีการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และแทบไม่พบประวัติศาสตร์สงครามกลางเมืองที่เกิดจากความขัดแย้งในอุดมการณ์ทางการเมืองของคนในชาติด้วยกันเลย

    แนวทางการศึกษาแบบประวัติศาสตร์ (Historical Approach) อาจบ่งชี้ให้เห็นข้อสังเกตกรณีคำอธิบายประวัติศาสตร์บรูไนได้ว่า บรูไนมีการสร้างประวัติศาสตร์แบบที่การสร้างรัฐเป็นผลจากการสร้างศัตรูที่น้อยกว่าชาติอื่นๆในอนุภูมิภาคนี้ แต่ในขณะเดียวกันบรูไนก็ไม่ได้ถือเอาความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นกับรัฐอื่นๆ อาณาจักรอื่นๆในอดีต มาบอกเล่าเป็นเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของชาติอย่างเป็นทางการ อาจเป็นเพราะบรูไนเองไม่ได้ต้องการให้ความมีอำนาจเหนือตนของรัฐอื่นๆ (ซึ่งในอดีตมีหลายรัฐเข้าปกครองบรูไน) ต้องถูกบันทึกและสื่อสารต่อประชาชนของตน และดูเหมือนว่าบรูไนมิได้สนใจสร้างประวัติศาสตร์ของชาติตนเท่าใดนัก

    อ้างอิง

    ทองสุก เกตุโรจน์. 2540. ประวัติศาสตร์มาเลเซีย สิงคโปร์ และบรูไน. กรุงเทพฯ : ศูนย์
    พัฒนาหนังสือ กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ

    วิทย์ บัณฑิตกุล. 2555. เนการา บรูไน ดารุสซาลาม. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์สถาพรบุ๊คส์.

    One World Nations Online, Brunei History Centre Institution for research and
    documentation of Brunei’s History. nationsonline, availablefrom
    http://www.nationsonline.org/oneworld/brunei.htm ; accessed 1 มกราคม 2556.

    นางสาวปราญชลี คีรีเวช 5341036024

  13. นุชประภา โมกข์ศาสตร์ says :

    ผู้ทรงอิทธิพลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ : สมเด็จพระราชาธิบดีฮัจญี ฮัสซานัล โบลเกียห์ มูอิซซัดดิน วัดเดาละห์ พระมหากษัตริย์แห่งบรูไน

    สมเด็จพระราชาธิบดีฮัจญี ฮัสซานัล โบลเกียห์ มูอิซซัดดิน วัดเดาละห์ ทรงเป็นพระราชาธิบดีแห่งบรูไน ทรงเป็นพระราชโอรสพระองค์แรกของสุลต่าน เซอร์ มูดา โอมาร์ อาลี ไซฟุดดิน (พระราชาธิบดีพระองค์ที่ 28 แห่งบรูไน) เสด็จพระราชสมภพ เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2489 ทรงสำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยการทหารแซนด์เฮิร์สต์ ประเทศอังกฤษ และได้รับการสถาปนาเป็นมกุฎราชกุมารเมื่อปี พ.ศ. 2504 พระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์ เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2510ทรงเป็นนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    บรูไนมีระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ โดยมีสมเด็จพระราชาธิบดีฮัจญี ฮัสซานัลโบลเกียห์ มูอิซซัดดิน วัดเดาละห์ (His Majesty Sultan HajiHassanal Bolkiah Mu’izzaddin Waddaulah) ทรงเป็นสมเด็จพระราชาฯ องค์พระประมุขของประเทศ

    เนื่องจากบรูไน ฯ เป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับสามในภูมิภาคอาเซียน รองจากอินโดนีเซียและมาเลเซีย และเป็นผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติ LNG อันดับสี่ของโลก จึงมีรายได้หลักจากการส่งออกน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ คิดเป็นมูลค่ากว่าร้อยละ 90 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดโดยส่งออกไปยังญี่ปุ่น อออสเตรเลีย จีน อินเดีย สิงคโปร์ ไทย
    และเกาหลีใต้ จึงเป็นที่มาของความร่ำรวยของสุลต่านบรูไนมาตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน
    ในการจัดอันดับบุคคลที่ร่ำรวยของโลกของนิตยสารฟอร์บส์ สุลต่านบรูไนทรงเป็นกษัตริย์ที่ทรงมีทรัพย์สินมูลค่าสูงสุด คิดเป็น 30,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1,260,000 ล้านบาท

    ด้วยบทบาททางการเมืองที่ดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง ตั้งแต่รัฐมนตรีกรัทรวงต่างประเทศบรูไน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ไปจนถึงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และบทบาททางเศรษฐกิจ ปริมาณทรัพย์สินจำนวนมาก ทำให้กษัตริย์บรูไนมีอำนาจในการปกครองประเทศอย่างมหาศาล ดังนั้นการขึ้นมาเป็นผู้ทรงอิทธิพลตลอดหลายทศวรรษจึงเป็นสิ่งที่คนบรูไนไม่สามารถปฏิเสธอำนาจของพระมหากษัตริย์พระองค์นี้ได้

    แหล่งข้อมูล

    https://sites.google.com/site/asean255810/prathes-bruni
    http://www.thai-senate.com/senate_inter/info_center/asean_member_id.php?id_asean_member=1

    นางสาวนุชประภา โมกข์ศาสตร์
    รหัสนิสิต 5341033124
    ภาควิชาการปกครอง

  14. พีรภัทร มีแสง 5441045824 says :


    การเลือกตั้งในประเทศบรูไน

    การเลือกตั้งเป็นเหมือนคู่แฝดกับการปกครองระบอบประชาธิปไตย ซึ่งกล่าวได้ว่าระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากไม่มีการเลือกตั้ง(สิริพรรณ,2553,น.166) ถึงแม้การเลือกตั้งจะไม่ใช่ทั้งหมดของประชาธิปไตยก็ตาม ในทางตรงกันข้าม ประเทศเช่นประเทศบรูไน ที่เป็นรัฐสมบูรณาญาสิทธิ์(Absolutist State) การมีส่วนร่วมทางการเมืองมักจะไม่จำเป็นนัก เพียงเเค่ผู้ปกครองสามารถบำบัดทุกข์บำรงสุขให้แก่ราษฎรก็เพียงพอเเล้ว ถึงกระนั้นประเทศบรูไนก็มีรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดให้มีการเลือกตั้งสภานิติบัญญัตติ(Legislative Council of Brunei) เช่นกัน แม้จะไม่เคยถูกใช้เลย เเต่ก็เคยมีการเลือกตั้งครั้งเเรกในปี1962 ซึึ่งกลายเป็นโมฆะเสีย และการสร้างสภาใหม่ในปี2004 และมีการเลือกตั้งทางอ้อม อีกครั้งในปี2005และ2011 ซึ่งถูกมองเป็นเพียง “An Electoral Feint” หรือการสับขาหลอกเท่านั้น(William Case,2012) ประเด็นสำคัญของผม 2 ประเด็น คือ การเลือกตั้งซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เครื่องมือนี้ถูกใช่อย่างไร และ เหตุใดจึงถูกละเลยในการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของบรูไน

    ในปี1988 บรูไนได้ทำทำสนธิสัญญายินยอมเข้าอยู่ภายใต้อารักขาของอังกฤษ ภายหลังจากการสูญเสียดินแดน และภัยรุกรานจากสเปน ฮอลันดา และ ซาราวัก (Sarawak) จากนั้นในปี1929 มีการเริ่มขุดน้ำมันขึ้นมาใช้ และปี1959 ก็ได้มีการเขียนรัฐธรรมนูญของบรูไนขึ้น ซึ่งการเลือกตั้งสภานิติบัญญัตติก็เกิดครั้งแรกในปี 1962 โดยเป็นกาารเลือกตั้งแบบแบ่งเขต พรรคฝ่ายซ้าย the Brunei People’s Party(PRB) ซึ่งต้องการยกเลิกการการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์และให้เปลี่ยนเป็นประชาธิปไตย และต้องการให้ประเทศบรูไนเป็นเอกราชจากอังกฤษโดยทันที ได้ที่นั่งในสภาไป 54 ที่นั่งจากทั้งหมด 55 ที่นั่ง สุลต่านจึงเลื่อนการเปิดสภาออกไปและทำให้เกิดความพยายามที่จะปฎิวัติโดยพรรคPRB เเต่ไม่สำเร็จ สุลต่านประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน(State of emergency) และไม่มีการเลือกตั้งตั้งแต่นั้นมา จึงอาจสรุปได้ว่าในประวัติศาสตร์บรุไนไม่เคยมีรัฐสภาเลยที่มาจาการเลือกตั้งเลย

    ผมคิดว่าสาเหตุที่การเลือกตั้งในบรูไนถูกละเลยเพราะ ถ้าหากเปรียบเทียบกับรัฐสมบูรณาญาสิทธิ์ที่เกิดขึ้นในยุโรปแล้ว ขุนนางในสภามีอำนาจในการต่อรองกับกษัตริย์อันเนื่องมาจากกษัตริย์นั้นต้องการเก็บภาษีผ่านขุนนาง ในการนำไปทำสงครามขยายดินแดนของตน จึงเกิดการต่อรองทางอำนาจกันเกิดขึ้น ยิ่งกษัตริย์ต้องการเงินมากเท่าไหร่ ขุนนางก็ยิ่งมีอำนาจมากยิ่งขึ้น จึงเกิดความจำเป็นของการมีสภาและการเลือกตั้งเพราะทั้งสองคือช่องทางในเข้าสู่อำนาจของขุนนาง หากใช้หลักเกณฑ์นี้กับบรูไน เพราะเป็นรัฐขนาดเล็ก ประชากรน้อย เเละยินยอมพร้อมใจที่จะเป็นรัฐในอารักขาของอังกฤษ หรือกล่าวคือ เพียงต้องการเเค่การป้องกันภัยจากภายนอกและไม่มีความต้องการที่จะรุกรานใคร ความต้องการในการเก็บภาษีจำนวนมากผ่านรัฐสภาจึงไม่มี อีกทั้งการค้นพบแก๊ซธรรมชาติและน้ำมันก็ยิ่งเพิ่มความร่ำรวยให้เเก่กษัตริย์บรูไน ทำให้รัฐบาลของกษัตริย์สามารถยัยยั้งความต้องการในการปฎิรูปการปกครองและการมีส่วน่วมได้ ผ่านการหยิบยื่นผลประโยชน์จากสวัสดิการรัฐที่ยอดเยี่ยมขณะที่เสียภาษีต่ำนั้นเอง

    ภายหลังการได้รับเอกราชจากประเทศอังกฤษใน ปี1984 สุลต่านHassanal Bolkiah ประกาศว่า บรูไนนั้นเป็น ” ‘democratic’ monarchy” อย่างไรก็ดี 3ปีต่อมาสุลต่านกล่าวกับ Lord Chalfont ผู้เขียนชีวประวัติของส่วนตัวว่า “I do not believe that the time is ripe for elections and the revival of the legislature. What I would wish to see first is real evidence of an interest in politics by a responsible majority of the people … When I see some genuine interest among the citizenry, we may move towards elections.”(http://www.footprinttravelguides.com/asia/brunei/history/) ซึ่งหมายถึงว่าสุลต่านยังไม่เชื่อว่าผู้คนจะพร้อมสำหรับการเลือกตั้งและประชาธิปไตยเเล้ว ในประเด็นนี้ผมเห็นว่า วาทกรรมเหล่านี้ถูกใช่ประเทศเราเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น “ประชาชนยังไม่พร้อม”ก็ดี “ชิงสุขก่อนห่าม”ก็ดี ซึ่งก็ไม่น่าแปลกสำหรับการใช่ในการรักษาอำนาจ ในทศวรรษที่ 1990 สุลต่านได้ปล่อยตัวนักโทษทางการเมือง ซึ่งก็คือ Zaini Ahmad อตีตผู้นำพรรค the Brunei People’s Party (PRB) ที่ถูกจำคุกในข้อหากบฎหลังความพยายามในการปฎิวัติหลังการเลือกตั้งในปี1962 เพราะกังวลถึงภาพลักษณ์ของประเทศและความมั่นคงภายใน ต่อมาในปี2004 มีการสร้างอาคารรัฐสภาหลังใหม่อย่างใหญ่โต และปี2005 ได้จัดให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น เเต่ก็เป็นการเลือกตั้งทางอ้อม เพื่อให้ได้ตัวเเทนของเเต่ละเขตเพียงไมกี่คนเท่านั้นซึ่งผู้แทนที่ได้ก็ล้วนเป็นญาติไม่ก็รอยัลลิส เช่นเดียวกับการเลือกตั้งในปี2011 ที่เป็นการเลือกตั้งทางอ้อม กล่าวคือ ให้ผู้นำในระดับเขต(the penghulu of mukim-the heads of sub-districts) ผู้ในระดับหมู่บ้าน(ketua kampong-the heads of villages and longhouses) เท่านั้นที่มีสิทธิในการเลือกตั้งและตัวแทนก็คือเหล่าผู้นำกันเอง หรือก็คือเป็นการเลือกผู้แทนจากเหล่าผู้นำกันเองเท่านั้น ซึ่งจะเห็นได้จากการเลือกตั้งครั้งนี้ทั้งสองครั้งว่าเป็นการขยับขยายการมีส่วนร่วมทางการเมืองเพียงน้อยนิดเท่านั้นซึ่งแทบเรียกไม่ได้ว่าเป็นการเลือกตั้งเลยด้วยซ้ำ หรือความต้องการที่แท้จริงอาจมิใช่การขยายการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนเลย? ความต้องการที่แฝงอยู่จริงๆเเล้วอาจคือต้องการสร้างภาพลักษณ์ของประเทศให้ดีขึ้น เป็นที่ยอมรับมากขึ้นในระดับสากล เพื่อผลประโยชน์อื่นเช่น ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เพื่อจะส่งเสริมการลงทุนจากภายนอกก็เป็นได้

    เอกสารอ้างอิง
    http://en.wikipedia.org/wiki/Brunei#Writing_of_the_Constitution
    http://en.wikipedia.org/wiki/Politics_of_Brunei
    http://en.wikipedia.org/wiki/Bruneian_general_election,_1962
    http://www.eastasiaforum.org/2012/05/26/brunei-darussalam-an-electoral-feint/
    http://www.bt.com.bn/news-national/2011/03/29/53-vie-4-seats-parliament
    http://en.wikipedia.org/wiki/Legislative_Council_of_Brunei
    http://www.bbc.co.uk/news/world-asia-pacific-12990560
    http://www.freedomhouse.org/report/freedom-world/2012/brunei
    http://www.footprinttravelguides.com/asia/brunei/history/

    พีรภัทร มีเเสง 5441045824
    ภาควิชาการปกครอง ชั้นปีที่2

  15. วัชราพร คงศิริปัญญา says :

    บรูไนเป็นประเทศที่ไม่มีการศึกษาภาคบังคับ แต่จะเป็นไปในลักษณะที่สากล ให้บริการแก่ประชาชนฟรี โดยกระทรวงศึกษาธิการของบรูไน การบริหารจัดการในด้านการศึกษาจะเป็นไปในรูปแบบการรวมอำนาจที่ศูนย์กลาง จึงอาจจะเป็นอุปสรรคสำคัญในการบริหารจัดการที่จะมีความล่าช้า และยังขาดประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการบริหารจัดการที่ดี รัฐบาลบรูไนนั้นมีความพยายามที่จะเริ่มต้นให้มีการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาโดยส่งเสริมให้เด็กเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยมากขึ้น และจะมีวิธีการต่างๆที่จะทำให้เด็กสามารถเข้าศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยได้มากขึ้น เช่น การขยายการเปิดสอนระดับอาชีวะจนถึงปริญญาตรี เป็นการเตรียมความพร้อมให้กับเยาวชนรุ่นใหม่สำหรับบทบาทที่จะมีมากขึ้นในอนาคต สำหรับมูลค่าการใช้จ่ายในภาคการศึกษาของบรูไนจะอยู่ที่ประมาณ 4% ของ GDP

    การพัฒนาทางด้านการศึกษาของบรูไนจะดำเนินไปภายใต้วิสัยทัศน์ “การศึกษาที่มีคุณภาพ พัฒนาชาติให้เกิดสันติสุข และความเจริญ” กระทรวงศึกษาธิการบรูไนมีนโยบายที่จะจัดการศึกษาขั้นต่ำ 12 ปี ซึ่งเป็นระดับประถมศึกษา 7 ปี โดยการศึกษาในระดับนี้ เนื้อหาจะมุ่งเน้นไปที่การอ่านออกเขียนได้ วิทยาศาสตร์ การคิดคำนวณ ความเป็นพลเมือง และมีการนำหลักสูตร สองภาษา(ภาษาประจำชาติ (มาเลย์) และภาษาอังกฤษ)มาใช้ ตั้งแต่ปี ค.ศ.1984 ซึ่งเป็นความต้องการของประเทศที่จะทำให้เยาวชนสามารถเข้าถึงข้อมูลในโลกได้อย่างเป็นสากล ส่วนการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาของบรูไน จะใช้เวลา 5-6 ปี โดยแบ่งเป็น มัธยมศึกษาตอนต้น 3 ปี และมัธยมศึกษาตอนปลายอีก 2-3 ปี เช่นเดียวกันกับระดับประถมศึกษาที่จะมีการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษ ยกเว้นในวิชาศาสนาอิสลาม วิชาที่ว่าด้วยการปกครองแบบรัฐอิสลาม วิชาศิลปะ และภาษาที่สามอื่นๆ นอกจากนี้ก็จะมีการศึกษาในระดับก่อนเตรียมอุดมศึกษาอีก 2 ปี ถึงจะเป็นระดับอุดมศึกษา

    การพัฒนาในด้านการศึกษาของรัฐบาลบรูไนนี้เป็น 1 ในนโยบาย Wawasan 2035 หรือแผนพัฒนาประเทศระยะยาวของทางการรัฐบาลบรูไน โดยเป้าหมายหลักของโครงการนี้ก็เป็นไปเพื่อความต้องการที่จะยกระดับรายได้ประชาชาติให้สูงเป็นลำดับ 1 ใน 10 ของโลก ให้ได้ภายในปีค.ศ. 2035 ซึ่งในการนี้รัฐบาลบรูไนก็ได้วางแนวทางระบบการศึกษาใหม่สำหรับศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นแนวทางการศึกษาที่ได้รับแนวคิดมาจากประเทศฝรั่งเศส โดยรัฐบาลบรูไนได้จัดสรรงบประมาณเป็นจำนวนเงิน 80 ล้านเหรียญสหรัฐสำหรับ 15 โครงการภายใต้ระบบการศึกษาใหม่นี้ ให้การส่งเสริมในการเรียนรู้สารสนเทศและสำหรับสาขาวิชาในระดับอุดมศึกษาภายใต้แนวทางการศึกษาใหม่นี้ก็เพื่อการสร้างสันติภาพและความรุ่งเรืองแก่ชาติ ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ดังที่ได้เอ่ยถึงไปแล้ว

    การที่รัฐบาลบรูไนได้ให้ความสำคัญกับการศึกษาโดยกำหนดไว้ในวิสัยทัศน์การพัฒนาประเทศฉบับล่าสุด อาจจะแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลบรูไนได้ตระหนักถึงความสำคัญในทรัพยากรบุคคลของประเทศที่จะเป็นกำลังหลักในอนาคตสำหรับการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน เพื่อเตรียมความพร้อมที่จะขยายโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศในด้านอื่นๆนอกเหนือจากด้านน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติซึ่งย่อมมีวันที่จะหมดไปในอนาคต อีกทั้งยังมีโครงการในอนาคตที่จะลดการพึ่งพิงเพียงแค่น้ำมันและก๊าซธรรมชาติลงอีกด้วย

    อ้างอิง

    สำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ. ๒๕๕๖, รายงานการพัฒนามนุษย์. สำนัก งานฯ.http://hdrstats.undp.org/en/countries/profiles/BRN.html.

    Bruneidirect. ๒๕๕๖, Educations.Burneidirect. http://www.bruneidirecthys.net/about_brunei/education.html.

    กระทรวงศึกษาธิการบรูไน. ๒๕๕๖, ระบบการศึกษา: ประถมศึกษา. กระทรวงฯ.http://www.moe.edu.bn/web/moe/edusys/priedu.

    East Asia Watch.๒๕๕๖, นโยบาย Wawasan ๒๐๓๕ ของบรูไนดารุสซาลาม. East Asia watch. http://www.eastasiawatch.in.th/article.php?id=558.

    Marina Chek.๒๕๕๓, Application of the balanced scorecard and strategy map approaches to Education management in Brunei Darussalam. http://webcache.googleusercontent.com/search?q=cache:Hsc3DlUI6uIJ:www.seaspf.org/index.php/mmresources/bestpractice2/brunei-darussalam/53-brunei-darussalam/download+Brunei+Educational+management&cd=5&hl=th&ct=clnk&gl=th.

  16. THYP P. BHAVABHUTANON NA MAHASARAKARM says :

    การเซ็นเซอร์ภาพยนตร์ในประเทศบรูไน
    การเซ็นเซอร์ภาพยนตร์ในประเทศ เป็นที่รู้กันดีว่าระบบการปกครองโดยสุลต่านของบรูไนมีอำนาจในการควบคุมทุกอย่างรวมทั้งด้านสื่อและภาพยนตร์อย่างเบ็ดเสร็จ บรูไนจึงไม่มีประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ที่บันทึกไว้ สุลต่านมักจะใช้บริษัทต่างประเทศมากที่สุดที่น่าสังเกตคือ Kirsten Tretbar มักจะเป็นตัวช่วยส่วนตัวของเขาในภาพยนตร์เรื่องสำคัญของพระราชวงศ์และกิจกรรมกีฬา บรูไนไม่เคยมีใครที่ผลิตภาพยนตร์สารคดีโดยผู้ผลิตภาพยนตร์ในประเทศ ในเดือนพฤศจิกายน 2000 เทศกาลภาพยนตร์เปิดเป็นครั้งแรกที่โดยสุลต่าน มันมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างฝรั่งเศสและบรูไน มีการจัดฉายภาพยนตร์จากฝรั่งเศส และไม่ต้องเซ็นเซอร์ สุลต่านจัดตั้งสถาบันเช่น RTB เพื่อให้นักเรียนสามารถฝึกอบรมและมีอาชีพในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ท้องถิ่น แต่ก็ไม่ได้รับการสนับสนุนต่อ
    เพิ่มเติม : http://bulgemeister.wordpress.com/2008/06/06/movie-censorship-and-piracy/
    http://www.filmbirth.com/brunei.html
    ภาพการเซ็นเซอร์นิตยสารในบรูไน (ภาพนิตยสารตอนซื้อมามีกระดาษปิดไว้)

    เพิ่มเติม : http://watsonbrunei.blogspot.com/2010/01/selective-censorship.html
    ความเห็นเรื่องการเซ็นเซอร์ภาพยนตร์ของbloggerชาวบรูไน เขากล่าวว่าสิทธิในการเซ็นเซอร์สื่อของบรูไนเป็นสิทธิที่แทบจะเบ็ดเสร็จ ไม่เพียงแต่การเซ็นเซอร์สื่อหรือภาพยนตร์ต่างประเทศใดๆที่ฉายในราชอาณาจักร แม้แต่การที่เซ็นเซอร์หนังเรื่องThe Constantine ของช่องดาวเทียมHBOก็ตามก็ยังสามารถเซ็นเซอร์ได้ตามพรบ. Broadcasting Act and the assigned Director of Broadcasting เซ็นเซอร์มี 2 รูปแบบแม้ในบรูไน ข้อแรกคือ คณะกรรมการตรวจสอบซึ่งเซ็นเซอร์จะทำการเซ็นเซอร์หรือควบคุมรายการโทรทัศน์รวมทั้งภาพยนตร์ที่ได้รับการแสดงบนโทรทัศน์ อีกข้อหนึ่งสำหรับการเซนเซอร์การแพร่ภาพกระจายเสียงเช่น Kristal-Astro ไม่มีคณะกรรมการตรวจสอบ แต่มีกฎระเบียบของหน่วยงานนั้นๆเอง การกำกับดูแลโดยกำหนดออกอากาศการแพร่ภาพกระจายเสียงให้เป็นไปตามแบบการเซ็นเซอร์ของประเทศสิงคโปร์ ดังนั้นการแพร่ภาพกระจายเสียงแสดงหนังหรือโปรแกรมต่างๆจะไม่ได้ออกฉายหากไม่ได้รับการตรวจสอบควบคุมจากรคณะกรรมการเซ็นเซอร์ตั้งแต่ต้น แต่ท้ายสุดความเห็นของbloggerคนนี้ก็ยังค่อนข้างเห็นด้วยกับการเซ็นเซอร์อยู่ดี
    เพิ่มเติม : http://bruneiresources.blogspot.com/2006/04/movie-censors.html
    จากเว็บข่าวบรูไน The Brunei timesมี คอลัมภ์เขียนถึงความจำเป็นของการเซ็นเซอร์สื่อในบรูไน และจากการสัมภาษณ์ความเห็นของพลเมืองและทุกความเห็นในบทความนั้นเขาก็คิดว่าการเซ็นเซอร์จากรัฐบาลโดยการดูแลควบคุมของสุลต่านเป็นเรื่องที่ดีและทำให้ลูกๆของพวกเขาปลอดภัยจากการเลียนแบบสิ่งที่ไม่ดี หรือมีภาพอันกระทบต่อศีลธรรมอันดีงามของชาวมุสลิม เป็นต้น
    เพิ่มเติม : http://www.bt.com.bn/node/25562/print
    เราแทบจะหาภาพยนตร์บรูไนโดยคนบรูไนไม่ได้เลย เนื่องจากความเคร่งครัดของประเทศระบอบสุลต่าน แต่เรามีข่าวดีแล้วว่าในอีกไม่นานนี้เราจะได้ชมภาพยนตร์บรูไนโดยคนบรูไนซึ่งร่วมกันกับผู้กำกับชาวฮ่องกง ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของประเทศบรูไน ซึ่งอยู่ในระหว่างการคัดเลือกนักแสดงเพื่อถ่ายทำ ซึ่งเป็นที่น่าจับตามองว่าผู้กำกับหญิง Siti Kamaluddin คนนี้จะสะท้อนความเป็นบรูไนออกมาเช่นไร และจะได้รับการอนุญาติหรือถูกเซ็นเซอร์ให้ออกฉายในโรงภาพยนตร์บรูไนได้หรือไม่ต้องคอยติดตาม ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับความฝันของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ต้องการก้าวไปสู่การเป็นแชมเปี้ยนศิลปะป้องกันตัว แต่จากคำโปรยของหนังก็ชวนกันให้เราขบคิดเสียแล้ว “Love is not easy ,She have to fight for it.”

    เพิ่มเติม : http://hobbychaos.blogspot.com/2012/03/yasmine-bruneis-first-feature-film.html
    http://www.facebook.com/YasmineTheMovie
    พงษ์ผกา ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม
    5241027324

  17. สุวิจักขณ์ คีรีพัฒนานนท์ says :

    ธงและเพลงชาติบรูไน

    ประเทศบรูไนเริ่มมีธงชาติของตนเองใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2502 ซึ่งขณะนั้นบรูไนยังเป็นรัฐในอารักขาของอังกฤษ (สหราชอาณาจักร) ต่อมาภายหลังจึงได้รับเอกราชเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2527 ภายใต้ชื่อประเทศ “บรูไนดารุสซาลาม” (แปลว่า นครแห่งสันติสุข) ลักษณะของธงชาตินั้นเป็นธงสี่เหลี่ยมผืนผ้าพื้นสีเหลือง ภายในมีแถบสีขาวและสีดำวางพาดตามแนวทแยงมุม จากมุมบนด้านคันธงไปยังมุมล่างด้านปลายธง โดยสีขาวอยู่บน สีดำอยู่ล่าง กลางธงนั้นมีภาพตราแผ่นดินของบรูไน

    แต่เดิมรัฐสุลต่านบรูไนใช้ธงสีเหลืองเป็นสัญลักษณ์ของรัฐมาโดยตลอดแม้อยู่ในช่วงของการเป็นรัฐในอารักขาของสหราชอาณาจักร ต่อมาจึงได้มีการเพิ่มแถบสีคาดสีขาว-ดำ ลงบนธงในปีพ.ศ. 2449 เพื่อให้เกิดความแตกต่างจากธงอื่นที่ใช้สีเหลืองชัดเจนขึ้น และได้มีการแก้ไขแบบธงอีกครั้งโดยการเพิ่มรูปตราแผ่นดินลงบนกลางธงในปี พ.ศ. 2509 ดังลักษณะที่ปรากฏในปัจจุบันนี้

    ในส่วนของนัยความหมายของสีและสัญลักษณ์ของธงชาติบรูไนนั้นมีดังนี้ สีเหลืองคือสีของพระมหากษัตริย์โดยเป็นธงประจำพระองค์ของสุลต่านแห่งบรูไน ใช้ธงพื้นสีเหลือง ส่วนสีขาวและสีดำหมายถึงมุขมนตรีของประเทศบรูไน ส่วนสัญลักษณ์ตรงกลางคือตราแผ่นดินของบรูไน ซึ่งจากที่เห็นนี้แสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญของพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นการยกย่ององค์พระมหากษัตริย์อย่างมาก ในส่วนของมุขมนตรีได้หยิบยกขึ้นมาไว้ในธงชาติซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของกลุ่มมุขมนตรีนี้ และส่วนของตราแผ่นดินนั้นชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของชาติของแผ่นดิน ซึ่งจากสัญลักษณ์และสีทั้งหลายนี้มองว่าธงชาติบรูไนนั้นมีการเน้นให้ความสำคัญที่ลักษณะของสถาบันสำคัญ ๆ ต่าง ๆ ในประเทศ ทั้งองค์กษัตริย์และมุขมนตรีรวมถึงมีการนำตราแผ่นดินมาใช้เพื่อให้เห็นความสำคัญของความเป็นชาติ

    เพลงชาติ

    ขอพระอัลเลาะห์ทรงอวยพรแด่พระองค์
    จงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน
    จงทรงปกครองราชอาณาจักรโดยธรรมและความสง่างาม
    และจงทรงนำปวงชนให้เป็นสุขอยู่ชั่วกาลนานเทอญ
    ขอสันติภาพจงมีแด่ราชรัฐและองค์สุลต่าน
    ขอพระผู้เป็นเจ้าของข้าได้ทรงพิทักษ์บรูไน นครแห่งสันติด้วยเถิด

    เพลงชาติบรูไนหรือที่เรียกชื่ออย่างเป็นทางการว่าเพลงอัลเลาะห์ เปอลิฮารากัน สุลต่าน ซึ่งมีความหมายว่า ขอพระเจ้าทรงพิทักษ์่องค์สุลต่าน โดยในส่วนนี้จะทำการวิเคราะห์ในส่วนของท่วงทำนองเพลง โดยเป็นทำนองที่มีลักษณะแบบคล้าย ๆ เพลงมาร์ชทั่ว ๆ ไปแต่แตกต่างที่มีการใช้เครื่องดนตรีออเครสตามาผสมโดยในบางช่วงมีท่วงทำนองที่ช้าลงสลับกลับมาเร็ว ซึ่งท่วงทำนองลักษณะนี้ฟังแล้วจะไม่ค่อยเกิดอารมณ์ร่วมเท่าใดนัก

    ในส่วนของเนื้อเพลงนั้นจะเห็นได้ว่าจากคำแปลนั้นทั้งบทเพลงจะมีแต่การกล่าวถึงองค์สุลต่านหรือกษัตริย์เกือบทั้งเพลง ซึ่งนี่ยิ่งเป็นการชี้ให้เห็นว่าบรูไนนั้นเป็นประเทศที่ปลูกฝังความเชื่อความนับถือและเคารพยกย่ององค์สุลต่านของเขาอย่างมา ซึ่งนี่อาจเป็นหนึ่งในวิธีการหนึ่งที่รัฐใช้ในการปลูกฝังค่านิยมกับประชาชนเพื่อให้สถาบันสามารถธำรงค์คงอยู่ได้ควบคู่กับประเทศ โดยเนื้อเพลงนั้นมีแต่การกล่าวถึงความดีของกษัตริย์การปกครองที่ดีและความรุ่งเรืองของประเทศโดยองค์สุลต่านเอง อีกทั้งยังมีการขอพรต่อองค์สุลต่านจากพระอัลเลาะห์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ยืนยันถึงสิ่งที่ได้วิเคราะห์ไป

    ความสัมพันธ์ของธงชาติและเพลงชาตินั้นเป็นลักษณะที่มีความสัมพันธ์กันอย่างมาก โดยหากสังเกตุจากบทวิเคราะห์จะพบว่าทั้งจากเพลงและธงชาติต่างก็เน้นไปที่ความสำคัญขององค์สุลต่านและยกย่ององค์สุลต่านอย่างมาก ซึ่งสามารถสรุปได้ว่าในประเทศนี้มีการยกย่องนับถือและให้ความสำคัญกับองค์กษัตริย์หรือสุลต่านเป็นอย่างมากหรืออาจกล่าวได้ว่ามากที่สุด

    อ้างอิง

    http://th.wikipedia.org/wiki/ธงชาติบรูไนดารุสซาลาม

    http://www.baanjomyut.com/library_2/asean_community/06.html

    http://th.wikipedia.org/อัลเลาะห์ เปอลิฮารากัน สุลต่าน

    นายสุวิจักขณ์ คีรีพัฒนานนท์ 534 10623 24

  18. นางสาววุฒิณี ทองแก้ว 5341057224 says :

    บทบาทของผู้หญิงในประเทศบรูไน

    ในดีตตามพระคัมภีร์โกหร่านผู้หญิงถูกปฏิเสธสถานะเท่าเทียมกับผู้ชายเห็นได้จาก เจ้าหน้าที่ทางศาสนาขอแนะนำให้ผู้หญิงมุสลิมที่จะสวมใส่ ผ้าคลุมหัวแบบดั้งเดิม กรณีปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นในครอบครัวผู้หญิงจะไม่มีสิทธิในการได้รับการดูแลจากรัฐบาล การหย่าร้างหรือเรื่องเกี่ยวกับมรดกผู้หญิงจะดำเนินการเองมิได้ ผู้หญิงที่แต่งงานกับชาวต่างชาติและมีลูก ลูกจะไม่สามารถเป็นพลเมืองบรูไนได้จึงทำให้เกิดเด็กไร้สัญชาติประมาณกว่า 5,000 คน นอกจากนี้ผู้ชายจะมีตำแหน่างงานราชการที่มั่นคงมากกว่าผู้หญิง แม้ว่าจะไม่ได้จบมหาวิทยาลัยชั้นนำก็ตาม

    แต่ในปัจจุบันเป็นสังคมสมัยใหม่เป็นสังคมที่ต้องการความเท่าเทียม การเติบโตทางเศรษฐกิจและการพัฒนาให้โอกาสกว้างสำหรับผู้หญิงและด้วยเหตุนี้จึงต้องทำให้เกิดความเท่าเทียมกันทางเพศ มีการว่าจ้างผู้หญิงในการทำงานมากขึ้น บรูไนยอมรับบทบาทสำคัญของผู้หญิงในการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

    ในด้านการศึกษา ให้ผู้หญิงเข้าถึงการศึกษาสากลที่ได้รับวัตถุประสงค์พื้นฐานของนโยบายแห่งชาติมากกว่า 90% นอกจากนี้เด็กผู้หญิงยังมีความตั้งใจในการรับการศึกษามากกว่าเด็กผู้ชายในการศึกษาระดับอุดมศึกษา ผู้หญิงยังได้รับสิทธิประโยชน์ที่เท่าเทียมกันเช่นการขนส่งรายเดือนและเงินช่วยเหลือการศึกษาในระดับอาชีวศึกษาและระดับอุดมศึกษา ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของผู้หญิงได้ช่วยให้มีการจ้างงานผู้หญิงในสาขาวิชาชีพต่างๆมากขึ้น จำนวนที่เพิ่มขึ้นของผู้หญิงจะดำรงตำแหน่งระดับสูงและยังมีส่วนเกี่ยวข้องในการกำหนดนโยบายและการตัดสินใจอีกด้วย ในช่วงปี2000 การศึกษาผู้หญิงสูงขึ้นเป็น 67% ของจำนวนรวมของผู้หญิงในท้องถิ่น ผู้หญิงที่จบการศึกษาจากด้าน นิติศาสตร์ สถาปัตยกรรม วิศวกรรม และอื่น ๆ มีเพิ่มขึ้นห้าเท่านอกจากนี้ ผู้หญิงในชนบทมีการสอนวิชาชีพ เช่น พยาบาลมีจำนวนเพิ่มขึ้น อัตราการรู้หนังสือท้องถิ่นผู้หญิงในช่วงเวลาเดียวกันเพิ่มขึ้นจาก 73% เป็น 90%
    ในด้านเศรษฐกิจ ในประเทศบรูไนมีรัฐวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ถึง92% ในภาคเอกชนและมากกว่าครึ่งหนึ่งของชาวบรูไนนั้นมีเจ้าของเป็นผู้หญิง และนอกจากนี้ผู้หญิงยังเป็นเจ้าของที่ดินเองมากกว่าประชากรชายอีกด้วย มีนโยบายทางเศรษฐกิจที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้หญิงคือ การให้ความช่วยเหลือทางการเงินผ่านธนาคารพาณิชย์ ในโครงการ Enterprise โครงการสินเชื่อไมโครเครดิตและทุนการทำงานเครดิต การเข้าถึงการศึกษารัฐบาลมีการให้ผู้หญิงในการใช้สิทธิ์ฟรีจนถึงอายุ 75 ปี นอกจากนี้ภาคเอกชนยังให้ผู้ประกอบการส่งเสริมการพัฒนาของธุรกิจของผู้หญิงและการประสานงานกิจกรรมต่าง ๆ เช่นการจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการงานออกร้านการจับคู่ทางธุรกิจและเครือข่ายทั่วโลก และยังเกิดสภาธุรกิจของผู้หญิงก่อตั้งในปี 2000

    สถาบันที่ที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนผู้หญิง กรมพัฒนาชุมชนในกระทรวงวัฒนธรรมเยาวชนและกีฬา หน้าที่สำคัญคือ ปกป้องและให้คำปรึกษาผู้หญิงและเด็ก โดยผู้หญิงให้เบี้ยเลี้ยงสวัสดิการและการบรรเทาทุกข์ฉุกเฉิน ซึ่งได้รับการสนับสนุนอย่างมากจากหน่วยงานราชการอื่น ๆ และภาคเอกชน และยังได้รับการสนับสนุนจากผู้หญิงที่สภาบรูไนดารุสซาลามซึ่งเป็นองค์กรที่ไม่ใช่ภาครัฐร่วมกับสภาองค์กรสตรีอาเซียน
    การคุ้มครองผู้หญิง ในประเทศบรูไนมีกฎหมายที่มุ่งไปที่การปกป้องผู้หญิงและเด็กผู้หญิงกับการแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศการค้ามนุษย์และความรุนแรง

    ที่มา
    http://www.wunrn.com ผู้หญิงในบรูไน: ผู้หญิงในการพัฒนา
    http://www.state.gov/g/drl/rls/hrrpt/2000/eap/index.cfm?docid=675 ผู้หญิงในบรูไนดารุสซาลาม
    http://womeninbrunei.blogspot.com/ ผู้หญิงในบรูไน

    นางสาววุฒิณี ทองแก้ว 5341057224

  19. THEME THANAPRAT GONGSAB says :

    สายการบินแห่งชาติบรูไน
    1.1 ชื่อสายการบิน : Royal Brunei Airlines
    1.2 ตราประจำสายการบิน :
    1.3 สีประจำสายการบิน : เหลือง
    ชื่อและตราประจำสายการบิน Royal Brunei Airlines นั้น แสดงให้เห็นถึงการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชญ์ของประเทศบรูไนอย่างชัดเจน โดยจากชื่อสายการบิน ใช้คำว่า Royal แสดงถึงว่าเป็นราชวงศ์ อีกตราและสีประจำสายการบิน ใช้ตราประจำแผ่นดินบรูไน ที่มีสัญลักษณ์และความหมายดังนี้
    1. ราชธวัช (Bendera) และพระกลด (Payang Ubor-Ubor) หมายถึง สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไนดารุสซาลาม (ของทั้งสองสิ่งนี้ นับเป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์ตามคติบรูไน)
    2. ปีกนก 4 ขน (Sayap) หมายถึง การพิทักษ์ความยุติธรรม ความสงบ ความเจริญ และสันติสุขของชาติ
    3. มือสองข้างที่ชูขึ้น (Tangan หรือ Kimhap) หมายถึง หน้าที่ของรัฐบาลที่จะยกระดับความมั่งคั่ง สันติสุข
    4. ความวัฒนาถาวรให้เจริญรุ่งเรืองสืบไปซีกวงเดือนหงาย (Bulan) หมายถึง ศาสนาอิสลาม อันเป็นศาสนาประจำชาติ
    และสีประจำสายการบินคือ “สีเหลือง” ในธงชาติบรูไน ซึ่งเป็นสีประจำ สถาบันพระมหากษัตริย์
    2. การแต่งกายของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน

    การแต่งกายของพนักงานต้อนรับหญิง บนเครื่องบินของสายการบิน Royal Brunei Airlines (รูปซ้าย) นั้นดัดแปลงมาจากชุดประจำชาติบรูไน คล้ายกับชุดประจำชาติมาเลเซีย ที่เรียกว่า บาจูกุรุง (Baju Kurung) (ภาพกลางและขวา) แต่บาจุกูรุงของบรูไนนั้น จะมีสีสรรสดใสกว่าของชาติอื่น บาจูกุรุง เป็นชุดที่สุภาพ สำหรับสตรีที่นับถือศาสนาอิสลาม
    วัฒนธรรมการแต่งกายของบรูไน ได้รับอิทธิพลมาจากศาสนาอิสลาม และสิ่งนี้ได้ถูกนำเสนอในเครื่องแบบของพนักงานต้อนรับบนสายการบินแห่งชาตินี้ และเมื่อเห็นพนักงานต้อนรับแล้ว จะสามารถรับรู้ได้ทันทีว่าบรูไนเป็นชาติที่นับถือศาสนาอิสลาม

  20. ณัชชารีย์ ทิศาสมบูรณ์สิน 531017124 says :

    ชาตินิยมในประเทศบรูไน

    ตามบันทึกของชาวจีนบรูไนในอดีตนั้นเป็นที่รู้จักกันในนามของอาณาจักรโปนิ เป็นรัฐอิสระที่มีสุลต่านปกครอง การดำเนินนโยบายต่างประเทศของรัฐนี้ก็เป็นในทางที่ไม่สร้างศัตรู มีการยอมรับอำนาจของอาณาจักรใหญ่อยู่เนือง ๆ การวางตัวดังนี้เองที่ทำให้โปนิสามารถดำเนินการค้าขายกับประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะจีนได้อย่างราบรื่น เศรษฐกิจของบรูไนในขณะนั้นถือว่าดีมาก และดียิ่งขึ้นไปอีกในช่วงศตวรรษืที่ 15 -16 ที่ถือเป็นยุคทองของบรูไน ในยุคนี้บรูไนเป็นอิสระจากอิทธิพลของอาณาจักรมะละกา มีสุลต่านที่นับถือศาสนาอิสลามเป็นครั้งแรก ในยุคนี้เมื่อเปรียบเทียบแล้วประเทศตะวันตกปฏิบัติต่อบรูไนดีกว่าประเทศอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาก อย่างไรก็ดีความขัดแย้งทางกากรเมืองภายในราชสำนักก็ทำให้ความมั่นคงของบรูไนสั่นคลอน ชาติตะวันตกถูกดึงเข้ามาเป็นตัวช่วยในการชิงอำนาจระหว่างชนชั้นนำบรูไนหลายครั้ง อำนาจของบรูไนเสื่อมลง รัฐในปกครองต่างแยกตัวเป็นอิสระ ระบบเศรษฐกิจแบบผูกขาดของฮอลแลนด์ของบรูไนตกต่ำลง

    ปี ค.ศ. 1888สุลต่านบรูไนทำสัญญาเป็นรัฐอารักขาของอังกฤษ นี่เป็นผลสืบเนื่องมาจากความวุ่นวายทางการเมือง การเสื่อมออำนาจของสุลต่าน และความกลัวว่าจะเสียดินแดนที่เหลืออยู่น้อยนิดไป กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือบรูไนยินยอมที่จะเป็นอาณานิคมของอังกฤษ บรูไนในฐานะอาณานิคมของอังกฤษมีอิสระในการปกครองตนเอง อังกฤษเข้ามาจัดการการปกครองแต่เพียงบางส่วนของบรูไนเท่านั้น นั่นทำให้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของบรูไนยังคงอำนาจทางการเมืองเอาไว้ได้ อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับบรูไนก็คือ ในขณะที่บรรดาอาณานิคมของชาติตะวันตกพยายามปลดแอกตัวเองให้เป็นเอกราช บรูไน หรือสุลต่านบรูไนกลับพยายามยื้อความเป็นอาณานิคมเอาไว้ คล้ายกับว่าชนชั้นปกครองบรูไนต้องการให้อังกฤษดำเนินการด้านบริหารที่ตนไม่ถนัดให้ แต่ท้ายที่สุดแล้วบรูไนก็ได้รับเอกราช และใช้ระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

    ชาติพันธุ์ในบรูไนมีหลากหลาย มีทั้งชาวมลายู ชาวจีน ชาวอินเดีย และชาวชนเผ่าพื้นเมือง ความหลากหลายทางชาติพันธืเหล่านี้ดูจะไม่เป็นปัญหาเท่าไรนักในการเมืองการปกครองของบรูไน บรูไนมีฐานะทางเศรษฐกิจที่ดีเนื่องจากการค้นพบแหล่งน้ำมัน กลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ยังคงสามารถดำเนินกิจกรรมตามธรรมเนียมประเพณีของตนได้อย่างอิสระ ความไม่ขัดแย้งกันในชาติพันธุ์นี้เองที่ทำให้ความเป็นชาติบรูไนสามารถดำเนินต่อไปได้ แม้จะเป็นที่น่าสงสัยอยู่บ้างว่าชาตินิยม และความเป็นบรูไนนี้อาจจะเป็นสิ่งที่สร้างและถูกทำให้เป็นโดยชนชั้นนำทางการเมืองและการขีดเส้นเขตแดนของอังกฤษ

    อ้างอิง
    “ประเทศบรูไนดารุสซาลาม”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://studyasean.in.th/index.php/th/learning/m3/m3-unit2/brunei. 2556.
    วิทย์ บัณฑิตกุล. บรุไน. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์สถาพรบุ๊คส์, 2555.
    “BBC News – Brunei Profile – timeline”.[ออนไลน์].เข้าถึงได้จาก: http://www.bbc.co.uk/news/world-asia-pacific-12990560. 2556.
    “Brunei- Wikipedia”.[ออนไลน์].เข้าถึงได้จาก: http://en.wikipedia.org/wiki/Brunei. 2556.

  21. นายวิชชวัฒน์ รอดรัตษะ 5441060124 says :

    นายวิชชวัฒน์ รอดรัตษะ 5441060124

    เสรรีภาพนักหนังสือพิมพ์ประเทศเนการา บรูไน ดารุสซาลาม

    บรูไนตั้งอยู่บนเกาะบอร์เนียวเป็นประเทศที่ลึกลับที่สุดในภูมิภาคเพราะไม่ค่อยเป็นที่นิมยมของนักวิชาการในการศึกษาประวัติศาสตร์และความเป็นมาสักเท่าไร บรูไนมีการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จากรายงานของ Freedom House ปี 2011 ระบุว่าบรูไนเป็นรัฐที่อยู่ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินมาตั้งแต่ปี 1962 หลังเกิดการจลาจลเนื่องจากกษัตริย์บรูไนในเวลานั้นประกาศให้ผลการเลือกตั้งเป็นโมฆะหลังพรรค Brunei People’s Party ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายซ้ายและต่อต้านสถาบันกษัตริย์ชนะการเลือกตั้งแบบครึ่งต่อครึ่ง

    มีการออกกฎหมายว่าด้วยการปลุกระดมฝูงชน (Sedition Act 2005) ได้ให้อำนาจแก่รัฐบาล (ซึ่งนำโดยสุลต่าน) ในการปิดหนังสือพิมพ์โดยไม่ต้องให้เหตุผลและไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า รัฐบาลมีอำนาจในการตรวจสอบเนื้อหาในสื่อสิ่งพิมพ์ต่างประเทศก่อนออกจำหน่าย นอกจากนั้นการวิพากษ์วิจารณ์สุลต่านและสถาบันกษัตริย์ให้ถือว่ามีความผิดตามพระราชบัญญัติฯ สภาพการณ์ เช่นนี้ทำให้สื่อมวลชนต้องตรวจสอบตัวเอง (Self-censorship) โดยที่รัฐจะให้สัมปทานในการดำเนินการ การจัดเปิดโรงพิมพ์ต้องมีการขออนุญาตจากรัฐก่อน และต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลจากรัฐอย่างใกล้ชิด เพื่อเป็นการสร้างความแน่ใจว่า สื่อนั้นๆจะทำหน้าที่รับใช้หรือเป็นกระบอกเสียงให้กับรัฐอย่างสมบูรณ์

    แหล่งอ้างอิง

    พิมพ์สิริ เพชรน้ำรอบ แอบมองเพื่อนบ้าน (1): สื่อและเสรีภาพในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ http://mediainsideout.net/world/2012/10/67
    http://expression.freedomhouse.org/reports/freedom_in_the_world/2011/brunei
    http://www.state.gov/j/drl/rls/hrrpt/humanrightsreport/index.htm#wrapper

  22. kaimukpearl says :

    บรูไน…ประเทศที่น้อมรับใช้ตามแนวทางของอัลเลาะห์เสมอ

    ก่อนศตวรรษที่ 16 และหลังจากได้รับเอกราชบรูไนเป็นหนึ่งในประเทศสำคัญในการเผยแผ่ศาสนาอิสลามซึ่งจะเห็นได้ว่าอาณาเขตของประเทศบรูไนนั้นถูกล้อมรอบไปด้วยประเทศที่นับถือศาสนาอิสลามและมีขนาดใหญ่เช่นประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งการรับเอาศาสนาอิสลามเข้ามาในประเทศบรูไนนั้นส่วนหนึ่งเป็นไปเพื่อความสัมพันธ์อันดีต่อประเทศเพื่อบ้านที่จะต้องพึ่งพาอาศัยกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจและการได้รับการยอมรับจากประเทศเหล่านั้น จนสุดท้ายประเทศบรูไนกลายมาเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญทางศาสนาอิสลามในเวทีกลุ่มประเทศที่นับถือหรือยึดนำหลักการของศาสนาอิสลามปกครองประเทศ โดยประเทศบรูไนมีการประกาศใช้ระบบกฎหมายอิสลาม(ซารีอาฮะ)เป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญประเทศ กฎหมายนี้จึงเป็นกฎหมายที่คนในประเทศจะต้องยึดถือปฏิบัติ ในปัจจุบันประชากรในประเทศบรูไนร้อยละ 67 เป็นผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม โดยประเทศบรูไนนั้นให้ความอิสระแก่ประชากรในการนับถือศาสนาต่างๆแต่อาจจะมีข้อจำกัดอะไรบางอย่างสำหรับศาสนาที่นอกเหนือจากศาสนาอิสลาม เช่น ห้ามไม่ให้ชาวมุสลิมแต่งงานกับชาวคริสเตียนโดยเด็ดขาด ห้ามไม่ให้ศาสนาอื่นชักชวนให้เปลี่ยนศาสนา ห้ามมีงานหรือจัดงานเฉลิมฉลองตามวันสำคัญทางศาสนา เป็นต้น จึงทำให้เห็นได้ว่ามีข้อจำกัดหลายประการในการนับถือศาสนาอื่น และนอกจากนี้การนับถือศาสนาอื่นยังเป็นการขัดกันกับหลักการของประเทศบรูไนที่ตั้งไว้หลังจากได้รับเอกราชคือ มลายู อิสลาม อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (Melayu Islam Beraja (MIB)) ซึ่งเป็นอุดมการณ์ 3 อย่างที่ชาวบรูไนยึดถือ ได้แก่ คนส่วนใหญ่ในประเทศคือมลายู มีศาสนาอิสลามเป็นศาสนาประจำชาติ และ องค์สุลต่านเป็นประมุขของประเทศ ซึ่งหลักการนี้เป็นหลักการที่คอยยึดโยงคนในชาติให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน สาระสำคัญของหลักการสร้างชาติ หรือ หลัก MIB นี้คือการสร้างความชอบธรรมในการคงอยู่รัฐโดยใช้ความเชื่อที่ว่า การดำรงอยู่ได้ของประเทศบรูไนนั้นอยู่ที่ความยินยอมและความเมตตาของพระผู้เป็นเจ้าที่จะคอยปกป้องคุ้มครอง การปลูกฝังอุดมการณ์เหล่านี้กระทำกันมาอย่างยาวนานจนกลายเป็นวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวบรูไนที่จะต้องเรียบร้อยและนับถือศาสนาอิสลาม การปลูกฝังเหล่านี้ทำโดยการสนับสนุนของรัฐจัดให้มีการเรียนการสอนและให้ทำความเข้าใจในอุดมการณ์สร้างความสามัคคีของคนในชาติดังกล่าว ทั้งนี้องค์สุลต่าน ฮาจี ฮัสสานัล โบลเกียร์ ได้จัดตั้งองค์กรเพื่อทำหน้าที่เฉพาะในการสอนและให้ความเข้าใจแก่ประชาชน คือ สภาสูงสุดแห่งชาติมลายู อิสลาม อันมีกษัตริย์ทรงเป็นประมุข นอกจากนี้ยังมีการสร้างความชอบธรรมให้แก่กษัตริย์จากอุดมการณ์นี้โดย กล่าวถึงสถานะของกษัตริย์ว่าเป็นเสมือนร่มของพระเจ้าบนโลก เป็นผู้นำสูงสุดในศาสนาอิสลาม เป็นผู้นำประเทศ เป็นผู้นำสูงสุดด้านพิธีการ และเป็นผู้บังคับบัญชาทหารสูงสุด จากสถานะของกษัตริย์ข้างต้นจะพบว่า ไม่สามารถแยกศาสนาออกจากการเมืองได้เลย เห็นได้ชัดว่ามีการนำศาสนามาเป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมให้แก่กษัตริย์ในการปกครอง ซึ่งประเทศบรูไนนั้นมีการปกครองโดยพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมาเป็นเวลานานมากแล้ว จากการสร้างความชอบธรรมโดยใช้ศาสนาอิสลามและยังเป็นเรื่องของการทำหน้าที่ดูแลประชาชนอย่างไม่ให้ประชาชนมีปากมีเสียงอะไรมากมาย ดังนั้นชาวบรูไนจึงยอมรับการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เรื่อยมา

    นางสาวธนพร คงชัย 534 10251 24

  23. Jakraparkt says :

    จักรภาค ทวยหาญรักษา 524 10010 24

    เสรีภาพบนอินเตอร์เน็ตของบรูไน : การผูกขาดและความล่าช้า
    บรูไนเป็นประเทศที่มีระบบโครงสร้างอินเตอร์เน็ตที่มีพัฒนาการช้าที่สุดในทวีปประเทศหนึ่ง เข้ามาครั้งแรกในปี 2006 เนื่องจากว่ามีจำนวนกลุ่มฐานคนที่เล่นอินเตอร์เน็ตเป็นจำนวนน้อย (small userbase) คือ ประมาณ 11000 คน จากประชากร 380,000 คน ในประเทศ นั่นหมายความว่ายิ่งคนใช้น้อยก็ยิ่งต้องเฉลี่ยกันด้วยราคาที่สูงลิบ ดังนั้นกลุ่มผู้ใช้งานจึงค่อนข้างอยู่ในระดับชนชั้นกลาง-สูง และความเร็วในการรับส่งข้อมูลมาตรฐานอยู่ที่เพียง 1Mbps ในแบบปกติ ซึ่งปัจจุบันมาตรฐานความเร็วในระดับปกติจะอยู่ที่ 5Mbps แล้ว
    ด้วยเหตุนี้ทำให้ประเด็นปัญหาทางด้านสิทธิในการแสดงออกในโลกไซเบอร์ยังไม่ได้ถือกำเนิดขึ้น เพราะว่าในช่วงเวลา 4-5 ปีที่แล้ว ความเร็วในระดับนี้ยังไม่สามารถที่จะดูวีดีโอใน Youtube ได้เลย ดังนั้นในแง่การอัพโหลดวีดีโอเพื่อเผ่ยแพร่เสรีภาพทางการแสดงออกจึงยังไม่มี แต่ในระยะหลังช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาการที่ระบบโครงสร้างพื้นฐานเริ่มดีขึ้นมาบ้างแล้ว แต่กลุ่มผู้ใช้งานยังคงจำกัดอยู่ แต่เพิ่มความเร็วขึ้นเป็น 5Mbps ตามมาตรฐานสากล แต่แลกมาด้วยค่าใช้จ่าย (Bandwidth) ในอัตราที่สูง เราจะเริ่มเห็นการเกิดขึ้นของสื่อบนเว็บอย่าง Brunei Times ย้ายมาที่หน้าเว็บบ้าง มีวีดีโอที่ถูกอัพโหลดจากบรูไนเพิ่มมากขึ้นบน Youtube แต่ก็ยังไม่ได้เป็นประเด็นด้านการต่อสู้เรียกร้องใดๆ หากแต่เป็นการโปรโมทประเทศและการท่องเที่ยวของกระทรวง หน่วยงานภาครัฐและบริษัททัวร์เป็นหลัก
    ความล่าช้าของการพัฒนาการจึงอยู่ที่ภาวะการผูกขาดของรัฐที่เป็น monopoly ปล่อยให้มีการบริการของ ISPs เพียงเจ้าเดียวทำให้ขาดแรงจูงใจในการแข่งขันและการลงทุน จากบริษัทโทรคมนาคม “BruNet” ซึ่งมีนายทุนจากสิงคโปร์มาร่วมทุนกับรัฐบาล ถึงแม้ในช่วงปี 2012 จะเริ่มมีคู่แข่งอื่นๆเพิ่มเติม ขึ้นมาที่ชื่อว่า TelBru แต่ก้ยังคงมีรัฐบาลเป็นหุ้นร่วมกับต่างชาติอยู่ ได้เข้ามาวางอินเตอร์เน็ตแบบใยแก้วนำแสง (Fiber-optic) ที่จะทำความเร็วที่ 100Mbps เทียบเท่ามาตรฐานในระดับเร็ว แต่ด้วยการวางระบบนี้ต้องใช้เวลานานกว่าการทำผ่านระบบ Tele-Baseline โทงสายโทรศัพท์ (ADSL) เพราะเป็นโครงข่ายประเภทเดียวกันกับ Cable TV จึงต้องใช้เวลาในการวางโครงสร้างให้ครอบคลุม 80% ทั้งประเทศถึง 5 ปี จะเสร็จในปี 2017 หมายความว่า ในระยะเวลาช่วงนี้ประชาชนชาวบรูไนที่เริ่มเข้าถึงอินเตอร์เน็ตที่เร็วปานกลาง ได้ท่องโลกไซเบอร์โดยสภาวะการปราศจาก การ block, filtering ที่เข้มข้น โดยอาจจะมีการบล็อคแค่ pornography เล็กๆน้อยๆ เพราะความเป็นรัฐอิสลามอยู่บ้าง หรือในแง่กฎหมายปัญหาเดียวพื้นฐานก็คือ Internet Piracy เหมือนประเทศอื่นๆ ซึ่งมักจะถูกเจาะระบบได้โดยง่ายเพราะโครงสร้างการป้องกันปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ (Copyrights) ต่างๆ จนถึงระดับการโดนเจาะระบบโดย Hacker ยังไม่ค่อยสมบูรณ์นัก จึงมักถูกต่อว่าจากนานาประเทศว่าทั้งที่เป็นประเทศที่มี purchasing power สูง แต่ได้มีการละเมิดลิขสิทธิ์ออนไลน์สูงเช่นกัน
    แต่ในทาง politics แล้วยังไม่มีมีรายงานจาก report ใดๆ จึงน่าจะหมายความว่าการที่ชาวบรูไนได้มีความรู้มากขึ้น ในทุกๆด้านจะทำให้ค่านิยมชุดความคิดพวกเขาเปลี่ยนไปจากเดิมบ้างหรือไม่ เพราะบรูไนเป็นประเทศที่มีความมั่นคงทางการเมืองสูงด้วยเหตุที่ไม่มีปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจซึ่งเป็นต้นตอของความเหลื่อมล้ำทางสังคมและคุณภาพชีวิต แต่ในทางด้านจิตสำนึกที่เป็นประชาธิปไตยตามโลกสากล พวกเขาจะสามารถซึมซับไปบ้างได้หรือไม่ น่าสนใจ แต่ต้องภายใต้เงื่อนไขของการ access to information ที่กว้างขวางพร้อมกันเสียก่อน
    ——————————————————

    -Wikipedia Telecommunications in Brunei http://en.wikipedia.org/wiki/Telecommunications_in_Brunei
    -Brunet Internet Service Providers Website http://www.espeed.com.bn/index.php
    -DEBBIE TOO April 24, 2012 ‘New infrastructure to eliminate 70-80% of Internet connection issues’ http://www.bt.com.bn/business-national/2012/04/24/new-infrastructure-eliminate-70-80-internet-connection-issues
    -BRUNEI DARUSSALAM INTERNATIONAL INTELLECTUAL PROPERTY ALLIANCE (IIPA) 2012 SPECIAL 301 REPORT ON COPYRIGHT PROTECTION AND ENFORCEMENT http://www.iipa.com/rbc/2012/2012SPEC301BRUNEI.PDF

  24. เอกพงศ์ มีสุข says :

    กลุ่มทุนพลังงานในบรูไน

    พลังงานหลักของบรูไน คือ น้ำมันและแก๊สธรรมชาติ ซึ่งทั้ง 2 อย่างเป็นสินค้าส่งออกสำคัญถึง 90 % ของสินค้าส่งออกทั้งหมด ในค.ศ. 1993 บรูไนได้จัดตั้ง Brunei Oil and Gas Authority (BOGA) ขึ้นอย่างเป็นทางการ และได้จัดตั้ง Brunei National Petroleum Company Sdn. Bhd. (PetrolemBRUNEI) ขึ้นใน ค.ศ. 2001 ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งบริษัท (Companies Act – CAP39)โดยมีสมเด็จพระราชาธิบดีเป็นผู้บริหารผ่านสำนักนายกรัฐมนตรี และค. ศ. 2005 ได้มีการจัดตั้งกระทรวงพลังงาน ภายใต้การดูแลของสำนักนายกรัฐมนตรี ปัจจุบัน บริษัท Brunei Shell Petroleum Company Sdn Bhd (BSP) มีบทบาทสำคัญในภาคอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซในบรูไน โดยรัฐบาลบรูไน และบริษัท Asiatic Petroleum จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ Royal Dutch Shell มีการถือหุ้นในสัดส่วนที่เท่ากัน

    แตกประเด็น

    1) หลายประเทศ เกิดสภาพนายทุนธุรกิจที่เข้ามามีบทบาททางการเมือง ทำให้ประเทศอยู่ในวงเวียนแห่งคอรัปชั่น(ทางนโยบาย) แต่พบว่าด้วยการบริหารงานโดยระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของบรูไน ทำให้นายทุนกลุ่มนี้เข้ามาได้ยาก เนื่องด้วยบริษัทผลิตน้ำมันของบรูไนยังไม่มีระบบการกลั่นและเครื่องมือการขุดเจาะน้ำมันที่ดีพอ จึงมีการให้สัมปทานให้บริษัทดังกล่าวเข้ามาทำ ทำให้ครึ่งหนึ่งของเงินทุน เป็นลักษณะกลุ่มทุนขุนนาง ที่สะสมขึ้นมาจากระบบสมบูรณาญาสิทธของบรูไนเอง ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเป็นของทุนจักรวรรดิที่มากับบริษัท Royal Dutch Shell ซึ่งสัดส่วนนี้กำหนดโดยรัฐบาลบรูไน

    2) บรูไนร่วมลงทุนกับอังกฤษ เพราะบริษัทดังกล่าวเป็นของอังกฤษ เกิดคำถามว่าทำไมร่วมทำบริษัทนี้เพียงบริษัทเดียวในธุรกิจน้ำมัน ไม่มีบริษัทอื่น ข้าพเจ้าวิเคราะห์ว่าส่วนหนึ่งก็เพราะในอดีตสมัยเป็นประเทศอาณานิคมของอังกฤษนั้น อังกฤษเคยช่วยทำไม่ให้เสียดินแดน จากสเปน และโปตุเกส เพราะได้กองทัพของอังกฤษช่วยไว้ และในการเลือกตั้งปี 2005 พลเรือนพรรคประชาชนบอร์เนียว (Borneo People’s Party)ได้รับชัยชนะ แต่ถูกกีดกันไม่ให้จัดตั้งรัฐบาล และได้มีความพยายามที่จะยึดอำนาจสุลต่านในเวลาต่อมา แต่สุลต่านทรงได้รับความช่วยเหลือจากทหารกูรข่าของอังกฤษที่ส่งตรงมาจากสิงคโปร์

    3) Japan-Brunei Economic Partnership Agreemwnt บริษัทญี่ปุ่นได้ทำปฏิญญาร่วมกับบรูไน ในการส่งออกก๊าชธรรมชาติ(ไม่ใช่น้ำมัน)หลักให้แก่ญี่ปุ่น และแลกด้วยการช่วยให้ทุนทางด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้แก่บรูไน เพราะบรูไนมีปัญหาเรื่องการพัฒนาฝีมือแรงงานเข้ามาทำงาน

    4) บรูไนเริ่มมีประเด็นน้ำมันจะหมดไป แล้วมีอะไรมาแทน? ระหว่างสหรัฐอเมริกาเริ่มมีข้อตกลง United States-Brunei Free Trade Area มีการจัดตั้ง Joint Council เพื่อเปิดเสรีการค้าและลงทุนด้านอื่นๆ เช่น ทรัพสินทางปัญญา เทคโนโลยี นโยบายเทคโนชีวภาพ การส่วนเที่ยว และส่งเสริมศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ นอกจากนี้บรูไนยังเน้นเปิดการค้าในเรื่องอาหารฮาลาล ไปยังประเทศมุสลิมอื่นๆ ด้วย

    ข้างต้น เห็นได้ชัด ว่ากลุ่มทุนหลักๆ ของบรูไน ในธุรกิจพลังงาน คือ ทุนจักรวรรดินิยม ที่ยังเป็นผลมาจากความสัมพันธ์สมัยเป็นประเทศอาณานิคมในอดีต และทุนขุนนางซึ่งเป็นทุนในประเทศเอง นอกจากนี้ยังพบการร่วมทุนในลักษณะอื่นๆ ของประเทศ เช่น กับ ญี่ปุ่นเป็นลักษณะของการแลกเปลี่ยนการเข้ามาพัฒนาทรัพยากรมนุษย์กับโควตาซื้อก๊าซธรรมชาติ และ การร่วมทุนกับสหรัฐอเมริกาเพราะคาดการณ์ถึงอนาคตข้างหน้าที่น้ำมันจะหมดไป

    อ้างอิง http://pbwebsite.com.bn/about-us/

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: