Government and Politics in Southeast Asia 2012: Singapore

สัปดาห์นี้มาพบกับสิงคโปร์ครับผม

About these ads

19 responses to “Government and Politics in Southeast Asia 2012: Singapore”

  1. สุวิจักขณ์ คีรีพัฒนานนท์ says :

    ธงฃาติปัจจุบันนี้เริ่มใช้เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2502 ซึ่งเป็นปีที่สิงคโปร์ได้สิทธิปกครองตนเองจากจักรวรรดิอังกฤษซึ่งเลิกใช้ธงอาณานิคมช่องแคบและธงอาณานิคมสิงคโปร์และถือเป็นธงชาติของรัฐเอกราชเมื่อสิงคโปร์ประกาศเอกราชในวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2508

    ความหมายสำคัญขององค์ประกอบต่าง ๆ ในธง อันได้แก่ สีแดง หมายถึงภราดรภาพและความเสมอภาคของมนุษย์โดยทั่วหน้า สีขาว หมายถึงความบริสุทธิ์และความดีงามที่แพร่หลายและคงอยู่ตลอดกาล รูปพระจันทร์เสี้ยว ซึ่งเป็นจันทร์เสี้ยวข้างขึ้น หมายถึงความเป็นชาติใหม่ที่ถือกำเนิดขึ้น ดาว 5 ดวง หมายถึงอุดมคติ 5 ประการของชาติ ได้แก่ ประชาธิปไตย สันติภาพ ความก้าวหน้า ความยุติธรรม และความเสมอภาค

    ภาษามลายู

    MAJULAH SINGAPURA

    Mari kita rakyat Singapura
    Sama-sama menuju bahagia
    Cita-cita kita yang mulia
    Berjaya Singapura
    Marilah kita bersatu
    Dengan semangat yang baru
    Semua kita berseru
    Majulah Singapura
    Majulah Singapura

    ในส่วนของเพลงชาตินั้นทั้งในส่วนของท่วงทำนองเสียงดนตรีและเนื้อร้องใน ให้ความรู้สึกฮึกเหิม โดยเนื้อเพลงนั้นเป็นลักษณะที่เน้นไปที่การให้ชาวสิงคโปร์นั้นภูมิใจในความเป็นชาวสิงคโปร์เป็นชาติสิงคโปร์ ให้ชาวสิงคโปร์รู้สึกร่วมกันในความเป็นชาติ สร้างให้รู้สึกสามัคคีกลมเกลียวและหยิ่งผยองในความเป็นชาติสิงคโปร์ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเนื่องจากสิงคโปร์นั้นเป็นประเทศที่ตกเป็นอาณานิคมและพึ่งได้รับเอกราชมาได้ไม่นานรวมถึงยังมีความหลากหลายทางเชื้อชาติ ซึ่งเห็นได้จากเนื้อเพลงชาติที่ทำออกมาในหลายภาษา เพราะฉะนั้นสืบเนื่องจากประวัติความเป็นมาของชาติรวมถึงปัจจัยต่าง ๆ ทำให้เพลงชาติสิงคโปร์ออกมาในลักษณะที่สร้างความเป็นชาตินิยมสร้างความเป็นชาติเช่นนี้

  2. Akesyan says :

    แนวคิดเรื่องการแบ่งแยก (การใช้) อำนาจของสาธารณรัฐสิงคโปร์

    ประเทศสิงคโปร์จัดเป็นประเทศที่มีการปกครองในระบอบ (ตามประมุขของรัฐ) สาธารณรัฐ และระบอบ (ตามอุดมการณ์ทางการเมือง) ประชาธิปไตย ในระบบรัฐสภาแบบสภาเดี่ยว (unicameralism) ซึ่งหากพิจารณาตามรัฐธรรมนูญจะพบว่าระบบการปกครองของสิงคโปร์มีการแบ่งแยกอำนาจแบบบางส่วน (partial separation of powers) กล่าวคือ แม้ตามรัฐธรรมนูญจะบัญญัติให้มีการแบ่งแยกการใช้อำนาจออกจากกันเป็นสามขา (branch) คือ ฝ่ายบริหาร (executive), กระบวนการนิติบัญญัติ (legislative) และกระบวนการตุลาการ (judiciary) แต่เมื่อเนื่องด้วยธรรมชาติของระบบรัฐสภาที่ความสัมพันธ์เชิงหน้าที่ (function) และที่มาของตำแหน่ง (agency) ของฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัตินั้นซ้อนทับกันอยู่ นั่นคือมีลักษณะเป็นการแบ่งแยก (การใช้) อำนาจแบบบางส่วน (régime de séparation souple des pouvoirs) ซึ่งเป็นธรรมชาติของระบบรัฐสภา ที่ไม่ได้มีการแบ่งแยกอำนาจแบบเด็ดขาด (le régime de séparation tranchée des pouvoirs) เหมือนกับระบบประธานาธิบดีของสหรัฐฯ

    นอกจากนี้ในทางปฏิบัติยังมีแนวโน้มว่าหัวหน้าของฝ่ายบริหารที่มาจากผู้นำของพรรคการเมืองใหญ่เพียงพรรคเดียว คือ พรรคกิจประชา (People’s Action Party) ในฐานะประมุขฝ่ายบริหาร (head of government) และรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรี (cabinet ministers) จะสามารถสถาปนาอำนาจขึ้นครอบงำฝ่ายนิติบัญญัติ จากกลไกของพรรคการเมืองที่เข้มแข็ง และมีการสืบทอดอำนาจของวงศ์ตระกูล (ลี) มาอย่างยาวนาน

    นายเอกลักษณ์ ไชยภูมี 524 10600 24

  3. น.ส.จิตอนงค์ สารภีเพ็ชร 5241003224 says :

    กองทัพสิงคโปร์ ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2504 อยู่ในสังกัดกระทรวงกลาโหมสิงคโปร์ โดยกองทัพสิงคโปร์นั้น ประกอบไปด้วยสามเหล่าทัพ คือ กองทัพบก,กองทัพเรือ และ กองทัพอากาศ ซึ่งมีหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของอำนาจอธิปไตย และบูรณภาพดินแดนของสิงคโปร์จากภัยคุกคามภายนอก
    ในปี ค.ศ. 1819 เซอร์ โทมัส แรฟเฟิลส์ ขุนนางชาวอังกฤษได้เลือกสิงคโปร์เพื่อสร้างอาณานิคมใหม่ที่มีความปลอดภัยต่อของผลประโยชน์ของอังกฤษในเอเชียตะวันออกกับชาวดัตช์ ดังนั้น เมืองสิงคโปร์จึงได้กลายเป็นที่ตั้งของกองทัพอังกฤษโพ้นทะเลนานนับหลายทศวรรษ
    กองทัพสิงคโปร์นั้นมีต้นกำเนิดจาก เหล่าอาสาสมัครตั้งถิ่นฐานช่องแคบ (SVA) ซึ่งได้ต่อยอดมาจาก เหล่าอาสาสมัครพลทหารปืนใหญ่ (SSVF) เพราะฉะนั้น สิงคโปร์จึงเป็นแหล่งผลิตปืนใหญ่ชั้นเยี่ยมในภูมิภาค ซึ่งบรรดาปืนใหญ่นี้เองยังช่วยปราบกบฏในปี ค.ศ. 1915
    ในช่วง สงครามโลกครั้งที่สอง SSVF ได้มีส่วนร่วมในการรบของสิงคโปร์ แต่ส่วนใหญ่ของสมาชิกถูกจับเมื่อ 15 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1942 เมื่อที่ตั้งของพวกเขาถูกบุกโจมตี ภายหลังสิ้นสุดสงคราม SSVF ก็ได้ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้งในปี ค.ศ. 1948 แต่ SVA กลับเริ่มถูกรวมเข้ากับ กองกำลังทหารสิงคโปร์ (SMF) ซึ่งภายหลังก็ได้มีการยุบ SSVF ลงในปี ค.ศ. 1954 จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1961 กองกำลังทหารสิงคโปร์ ก็ได้กลายมาเป็น กองทัพสิงคโปร์
    ปัจจุบันผู้บัญชาการสูงสุดคือ โทนี ตัน เค็ง ยัม รัฐมนตรีกลาโหมคือ ดร. เอิง เอ็ง เฮ็น และผู้บังคับบัญชาเหล่าทัพคือ พลโท เนียว เคียน หง โพลรัฐทหารที่ผ่านมา ประเทศสิงคโปร์ติดอันดับที่สองของโลก พร้อมกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีแนวโน้มเป็นรัฐทหารมากขึ้น(militarized nation) จัดทำและเผยแพร่โดย ศูนย์นานาชาติแห่งบอนน์เพื่อการแปลงสภาพ (Bonn International Centre for Conversion ใช้อักษรย่อว่า BICC) โดยเปรียบเทียบจากอัตราส่วนระหว่างงบประมาณทางทหารกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) และค่าใช้จ่ายด้านการดูแลสุขภาพของชาตินั้นๆ แม้สิงคโปร์เป็นหนึ่งในประเทศที่มียุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยที่สุด มีกองทัพที่แข็งแกร่ง และการบังคับบัญชาที่มีประสิทธิภาพ แต่อุปสรรคทางภูมิศาสตร์ทำให้ประเทศสิงคโปร์เกิดความเสียเปรียบทางด้านศักยภาพทหารเป็นอย่างมาก
    การเมืองการปกครองสิงคโปร์มีระบบการเมืองที่ค่อนข้างมีเสถียรภาพมากเป็นอันดับต้นๆของโลก เนื่องจากระบบการเมืองมีความเป็นระบบระเบียบ ไม่มีการแทรกแซงจากอำนาจนอกระบบเช่นการเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยกันเองในหลายๆประเทศ เสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลสิงคโปร์เกิดจากการที่สิงคโปร์มีรัฐบาลพรรคเดียวครองอำนาจมาเป็นเวลานานมาก ชนชั้นนำที่อยู่ในอำนาจทางการเมืองสิงคโปร์นั้นกระจุกอยู่กับกลุ่มคนเพียงกลุ่มเดียวคือ พรรค PAP(People’ Action Party) ของอดีตประธานาธิบดีสิงคโปร์ที่มีบทบาทอย่างมากทางการเมืองตั้งแต่ยุคการเรียกร้องเอกราชจนจึงปัจจุบัน และการสร้างชาติของสิงคโปร์เกิดขึ้นมาพร้อมกับการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยไม่เน้นในเรื่องของการเมืองมากนัก โดยเน้นเรื่อง โครงสร้าง-หน้าที่
    เพราะฉะนั้นบทบาททหารของสิงคโปร์มีบทบาทเพียงแค่ การรักษาอธิปไตยและส่งเสริมความเข้มแข็งแก่สิงคโปร์ ไม่มีบทบาททางการเมือง บทบาททางการเมืองของสิงคโปร์ที่สำคัญคือ ชนชั้นนำ ที่มีลักษณะเผด็จการทางการเมือง แต่มีเสรีภาพทางเศรษฐกิจ โดยโครงสร้างส่วนบนขัดเกลาอุดมการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจเพื่อเกิดความเบี่ยงเบนระบอบประชาธิปไตยโดยเน้นที่ผลลัพธ์มากกว่าวิธีการที่นำมาซึ่งผลประโยชน์แห่งชาติ
    ที่มาhttp://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%82%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B9%8C

    http://www.baanjomyut.com/library_2/asean_community/singapore/02.html

    http://dtad.dti.or.th/index.php?option=com_content&view=article&id=110:thai-military-ranking&catid=8:special-article&Itemid=10

  4. ถลัชนันท์ เอ่งฉ้วน says :

    สำหรับประเทศสิงคโปร์นั้น มีฟุตบอลทีมชาติสิงคโปร์ เป็นทีมฟุตบอลตัวแทนจากประเทศสิงคโปร์ ภายใต้การดูแลของสมาคมฟุตบอลสิงคโปร์ ทีมชาติสิงคโปร์นั้นยังไม่มีผลงานในฟุตบอลโลกหรือในระดับเอเชีย แต่ในระดับอาเซียนนั้นทีมชาติสิงคโปร์เป็นทีมหนึ่งที่ประสบความสำเร็จ
    โดย S-League เป็นลีกฟุตบอลสูงสุดซึ่งมีอยู่ 13 ทีม คือ Albirex Niigata FC (Singapore), Balestier Khalsa FC, DPMM FC, Courts Young Lions, Geylang United FC, Harimau Muda, Home United FC, Hougang United FC, Singapore Armed Forces FC, Tampines Rovers FC, Tanjong Pagar Uniten FC, และ Woodlands Wellington FC
    วงการฟุตบอลสิงคโปร์ที่เคยเฟื่องฟูกลับมาประสบปัญหาความถดถอยของยอดชมในสนาม จึงมีการแก้ไขปัญหาโดยต้องเชิญทีมจากต่างชาติเข้าแข่งขัน เช่น จีน เกาหลีใต้ ไทย แต่ยอดการเข้าชมก็ยังเพิ่มขึ้นไม่มาก คำถามคืออะไรคือปัจจัยที่ทำให้ความนิยมลดน้อยลง ด้วยการวางโครงสร้างในเรื่องฟุตบอลเป็นอย่างดี มีทั้งเงินอุดหนุนจากรัฐบาล การตั้งร้านรับพนันที่ถูกต้องตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ด้วยธรรมชาติของคนสิงคโปร์ที่อาจจะสนใจการทำมาหากิน ความอยู่รอดมากกว่าการดูฟุตบอล แต่อีกเหตุผลที่ว่ากันว่าเป็นเหตุผลที่สร้างความเบื่อหน่ายให้กับแฟนฟุตบอลสิงคโปร์อย่างยิ่งก็คือ การล้มบอล หรือการโกงเกมส์ในสนามนั่นเอง
    อย่างไรก็ตาม สำหรับทิศทางการพัฒนาวงการฟุตบอลในปัจจุบันของสิงคโปร์ กล่าวคือ นายไซนุดดิน นอร์ดิน นายกสมาคมฟุตบอลสิงคโปร์ ได้กล่าวว่า “จะฟุตบอลให้เป็นอาชีพ ธุรกิจกีฬา และอุตสาหกรรมกีฬา” ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการเผยโครงสร้างสนามฟุตบอลโฉมใหม่ของสิงคโปร์ที่จุคนได้ถึง 60,000 คน ใช้ดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สนใจด้านกีฬา นอกจากกลุ่มคอฟุตบอลสิงคโปร์เอง ในปี 2014 โดยจะถูกใช้เป็นสนามเหย้าของทีมฟุตบอลสิงคโปร์ รวมถึงการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ 2015 นอกจากนี้ยังประกอบด้วยส่วนของ Sport Complex, อินดอร์ สเตเดียม อเนกประสงค์ รวมถึงอินดอร์กีฬาทางน้ำด้วย จะเห็นได้ว่า กีฬาจะกลายเป็นตัวสร้างเม็ดเงินมหาศาลให้กับประเทศสิงคโปร์ในอนาคตด้วย
    นอกจากนี้รัฐบาลสิงคโปร์แล้ว สมาคมฟุตบอลสิงคโปร์ยังได้รับการสนับสนุนจากบริษัทเอกชน เช่น Compass, Tiger, Nike, RHB Bank, Great Eastern, JEBSEN& JESSEN เป็นต้น
    ที่มา http://www.fas.org.sg/
    http//en.wikipedia.org/wiki/Football_Association_of_Singapore
    http//en.wikipedia.org/wiki/S.League

    นางสาวถลัชนันท์ เอ่งฉ้วน
    5341020024

  5. THIPAKORN BUASOONTORN says :

    บัตรประชาชน
    ประเทศสิงคโปร์
    http://www.sha.tc/wp-content/uploads/2009/02/singapore-ic-1.jpg รูปบัตร NRIC สีชมพู
    http://image.thilosophy.com/glasses/singapore_id.jpg รูปบัตร NRIC สีฟ้า

    เป็นบัตรแสดงอัตลักษณ์ของบุคคลที่ผู้พำนักอาศัยในสิงคโปร์จะต้องมี โดยเริ่มบัตรนี้มีชื่อว่า “The National Registration Identity Card” หรือ “NRIC” ซึ่งประกาศใช้ตามกฎหมายทะเบียนประชากรแห่งชาติในปี 1965 (ถูกปรับปรุงแก้ไขให้มีความทันสมัยมากขึ้นในปี 2001) โดยสามารถทำบัตรได้อายุ 15 ขึ้นไป (เป็นการกำหนดอายุตามวุฒิภาวะที่รัฐพึงกำหนดว่าเป็นบุคคลที่ต้องอยู่ในการดูแลสิทธิและกำหนดหน้าที่ของความเป็นพลเมืองเบื้องต้น) และเป็นผู้อาศัยในสิงคโปร์ตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
    โดย NRIC จะมี 2 สี คือ สีชมพู สำหรับประชาชนโดยกำเนิด และสีฟ้าสำหรับผู้พำนักถาวร (Permanent Resident) โดยมีการระบุวัน เดือน ปีที่เกิด ประเทศเกิด รูปถ่าย ด้านหลังบัตรจะมีบาร์โค้ดและลายนิ้วมือ วันที่ออกบัตร และที่อยู่ปัจจุบัน และภายหลังได้มีการเพิ่มหมู่เลือด และทำบัตรที่มีลักษณะคล้าย NRIC สำหรับผู้พำนักระยะยาวแต่ไม่ถาวร เช่น นักศึกษา หรือบุคคลทำงานต่าง ๆ โดยกำหนดเป็นสีเขียว
    ในส่วนของการถือบัตรไว้ประจำตัวไม่ได้ถูกกำหนดไว้ให้เป็นมาตรการบังคับให้พกติดตัวสำหรับประชาชนธรรมดา ยกเว้นแต่เจ้าหน้าที่ตำรวจ พนักงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ด้านยาเสพติด เจ้าพนักงานสอบสวนพิเศษ และบุคคลอื่น ๆ ตามที่รัฐเห็นสมควรจำเป็นให้ต้องพกบัตรประจำตัวประชาชน เพื่อใช้สำหรับในการตรวจสอบระหว่างปฏิบัติงาน ซึ่งรัฐจะกำหนดเป็นการเพิ่มเติมถึงบุคคล เวลา และสถานที่อันที่รัฐเห็นสมควรให้มีการนำบัตรประชาชนพกติดตัวมาด้วย แต่ถ้าหากทางตำรวจเห็นว่าบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นผู้ต้องสงสัยในการกระทำผิด และบุคคลผู้นั้นไม่สามารถยืนยันถึงข้อมูลของตัวเองได้ จะต้องถูกควบคุมตัวไว้เป็นการชั่วคราวก่อนจนกว่าบุคคลนั้น ๆ จะสามารถแสดงหลักฐานยืนยันตัวเองได้ หรือได้รับการตรวจสอบจากหน้าที่แล้ว หรือมีบุคคลผู้แทนแสดงหลักฐานเอกสารยืนยันถึงข้อมูลของบุคคลนั้น ๆ
    บัตรนี้จำเป็นที่จะต้องใช้ในการเข้าพักโรงแรม สถานที่พักต่าง ๆ และโรงรับจำนำ หากมีผู้ใดเข้าพักโดยไม่แสดง NRIC เจ้าของกิจการผู้ให้การบริการจะต้องแจ้งให้กับทางตำรวจทราบโดยทันที เพื่อดำเนินการตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นต่อไป ในส่วนของ NRIC ของทางสิงคโปร์ยังเป็นเอกสารสำคัญในการทำธุรกรรมกับรัฐบาลหรือในเชิงพาณิชย์ เช่น การเปิดบัญชีธนาคาร หรือขอสินเชื่อ และใช้ NRIC ในการตรวจสอบบุคคลในการผ่านเข้าห้องหรือได้รับการอนุญาตในการทำธุรกรรมด้วย เพราะประเทศสิงคโปร์เป็นประเทศที่มีการลงทุนทางด้านการค้า หรือการลงทุนเงินตราเป็นจำนวนมาก ดังนั้นบัตรประชาชนของสิงคโปร์จะมีการอำนวยความสะดวกให้กับการทำธุรกรรมทางด้านการลงทุนและการเงินให้ได้มากที่สุด
    บุคคลดังต่อไปนี้ได้รับการยกเว้นการลงทะเบียนเพื่อมีบัตรประจำตัวประชาชน NRIC ของสิงคโปร์
    1.เด็กที่มีอายุยังไม่ถึง 15 ปี
    2.นักท่องเที่ยวผู้ครอบครองหนังสือเดินทาง หรือเอกสารสำคัญที่เป็นทางการ และยืนยันว่าถูกต้องโดยเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของสิงคโปร์ โดยมีระยะเวลาตามที่กำหนด
    3.บุคคลผู้ได้รับบัตรประจำตัวจากสถานกงสุลหรือทูตที่ได้ออกให้โดยรัฐบาลสิงคโปร์
    4.สมาชิกของกองกำลังประจำการที่มีบัตรประจำตัวทางทหารหรือเอกสารสำคัญประกอบ
    5.บุคคลที่มีบัตรประจำตัวแสดงตนที่ถูกต้องภายใต้ State of Malaya และบุคคลที่ยังไม่ได้สิทธิในการพำนักในสิงคโปร์อย่างถาวรตามกฎหมายเข้าเมืองของสิงคโปร์
    บุคคลทั้งหมดดังกล่าวพำนักอยู่ในสิงคโปร์เกิน 30 วัน จะต้องรายงานสถานที่อยู่ให้ทางการทราบภายใน 40 วัน นับตั้งแต่วันที่เดินทางมาถึง
    บัตรประชาชนของสิงคโปร์และกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ของสิงคโปร์สามารถสะท้อนถึงขอบเขตในการควบคุมพลเมืองหรือบุคคลในรัฐว่ามีขอบเขตการดูแลที่กว้างมาก โดยตัวบัตรทำหน้าที่ใช้เป็นเอกสารสำคัญในการที่รัฐจะตรวจสอบความเป็นพลเมืองได้ทุกเวลา รวมไปถึงตัวผู้ถือบัตรไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ลักษณะการถ่ายเอกสารสำคัญหรือบัตรประจำตัวประชาชนในการทำธุรกรรมต่าง ๆ เพราะรัฐมีความพร้อมในการดูแลและเข้าถึงบริการสาธารณะของประชาชนในทุกมิติ รัฐสิงคโปร์จึงมีศักยภาพในการบูรนาการบัตรประจำตัวประชาชนให้สามารถใช้งานได้หลากหลายมิติ

    ……………..
    ทิพากร บัวสุนทร
    534 10222 24

  6. PRANCHALEE KEEREEWET says :

    สาธารณรัฐสิงคโปร์ : คำอธิบายประวัติศาสตร์ของชาติ

    สิงคโปร์เป็นประเทศที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นในปีค.ศ.1965 จึงอาจถือได้ว่าสาธารณรัฐสิงคโปร์เป็นประเทศที่มีอายุน้อยกว่ามากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆในอนุภูมิภาคแห่งนี้ แม้ว่าหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของสิงคโปร์ที่เป็นทางการนั้นมีบันทึกที่ชัดเจนย้อนเวลาจากปัจจุบันไปได้ถึงช่วงเวลาหลังศตวรรษที่14เท่านั้น อย่างไรก็ดีสิงคโปร์ได้มีการอธิบายประวัติศาสตร์แบบทางการสิงคโปร์ที่เป็นของตนเองคือ ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลสิงคโปร์กับรัฐบาลมาเลเซียมีประเด็นแตกหักที่สำคัญคือ เกิดความตึงเครียดในการอยู่ร่วมกันของมาเลเซียและสิงคโปร์เกิดขึ้นเมื่อมีการเรียกร้องความเสมอภาคทางเชื้อชาติที่เปรียบเสมือนการเพิกถอนสิทธิพิเศษของชาวมลายูที่มีอยู่ออกไป สิงคโปร์เลือกที่จะเล่าประวัติศาสตร์ว่า รัฐบาลสิงคโปร์มีเจตนาอันดีที่จะสร้างสังคมแห่งความหลากหลายทางเชื้อชาติให้ทุกเชื้อชาติมีโอกาสเท่าเทียมกัน ทั้งสิงคโปร์นั้นยังได้นิยามตนเองให้เป็นตัวแทนของความไม่แบ่งแยกระหว่างเชื้อชาติ แต่รัฐบาลมาเลเซียไม่อาจยอมรับข้อเรียกร้องให้ลดสิทธิพิเศษของชาวมลายูให้เท่าเทียมกับชนชาติอื่นได้ รัฐบาลมาเลเซียจึงต้องยอมมีคำสั่งให้สิงคโปร์แยกตัวออกไปในที่สุด ในจุดนี้สิงคโปร์คิดว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมแล้วในการแยกตัวออกมา

    สิงคโปร์ยังอธิบายว่าในการแยกตัวออกมาของสิงคโปร์นั้น สิงคโปร์จะไม่มีทรัพยากรใดๆหรือข้อได้เปรียบทางเศรษฐกิจติดตัวมาเลยก็ตาม แต่เมื่อถูกตัดขาดจากมาเลเซียให้อยู่อย่างโดดเดี่ยวกะทันหัน สิงคโปร์ก็ยังมีความสามารถพอที่จะพลิกฟื้นตัวเองขึ้นมาด้วยนโยบายทางเศรษฐกิจที่เน้นอุตสาหกรรม และด้วยไหวพริบอันชาญฉลาดของสิงคโปร์ทำให้มีการสะสมทุนเพื่อลงทุนต่อในปริมาณที่มาก เศรษฐกิจของสิงคโปร์จึงโตขึ้นอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้การที่เศรษฐกิจของสิงคโปร์เติบโตยังช่วยให้รัฐสิงคโปร์เก็บภาษีจากภาคเศรษฐกิจมาใช้ประโยชน์ด้านการศึกษา การสร้างที่อยู่อาศัย สาธารณสุข และการปรับปรุงเขตเมืองต่อไป

    จะเห็นได้ว่า สิงคโปร์เลือกที่จะไม่พูดถึงการลงทุนเพื่อให้ได้มาซึ่งความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจและเสถียรภาพทางการเมืองนั่นคือ การเติบโตขึ้นอย่างมากของเผด็จการ สิงคโปร์เลือกที่จะลืมจุดนี้ไปในการบันทึกประวัติศาสตร์โดยเฉพาะประวัติศาสตร์สมัยใหม่ การผูกขาดอำนาจของรัฐบาลสิงคโปร์ไม่ถูกตั้งข้อสังเกตอย่างกว้างขวาง เสรีภาพของคนสิงคโปร์เป็นจุดอ่อนที่สิงคโปร์รู้ดีแก่ใจแต่ไม่เคยกล่าวถึงในบันทึกประวัติศาสตร์ทางการเนื่องจากชุดความคิดในประวัติศาสตร์ถูกสร้างขึ้นโดยรัฐบาลสิงคโปร์ แนวทางการศึกษาแบบประวัติศาสตร์ทำให้การวิเคราะห์การเมืองการปกครองโดยอาศัยประวัติศาสตร์ของประเทศสิงคโปร์หลุดออกจากกรอบทฤษฎีไปไกล เพราะการเล่าพัฒนาการทางการเมืองของสิงคโปร์ละเลยประวัติศาสตร์ความขัดแย้งทางการเมืองที่รัฐบาลกระทำต่อสหภาพแรงงาน ละเลยการตั้งคำถามต่ออำนาจเผด็จการ ทั้งยังยินยอมให้ประชาธิปไตยของประเทศเป็นไปในแบบที่ปราศจากเสรีภาพเพื่อให้พัฒนาเศรษฐกิจให้เจริญเพียงด้านเดียวได้

    อ้างอิง

    ทองสุก เกตุโรจน์. 2540. ประวัติศาสตร์มาเลเซีย สิงคโปร์ และบรูไน. กรุงเทพฯ : ศูนย์พัฒนาหนังสือ กรม
    วิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ
    วิทย์ บัณฑิตกุล. 2555. สิงคโปร์. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์สถาพรบุ๊คส์.

    นางสาวปราญชลี คีรีเวช 5341036024

  7. พีรภัทร มีแสง 5441045824 says :

    การเลือกต้ังในสิงคโปร์

    ลักษณะเด่นของประชาธิปไตยสิงคโปร์ คือ การให้ความสำคัญแก่เสถียรภาพทางการเมืองมากกว่าการมีส่วนร่วมของประชาชน  เสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลสิงคโปร์เกิดจากการที่สิงคโปร์มีรัฐบาลพรรคเดียวครองอำนาจมาเป็นเวลานานมาก นับตั้งการเลือกตั้งของสิงคโปร์หลังการประกาศเอกราชเป็นต้นมา มีเพียงพรรคกิจประชา(PAP: People’ Action Party) เท่านั้น ที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมืองในสภากว่าสามทศวรรษ ดังนั้นก็อาจกล่าวได้ว่าระบบพรรคการเมืองสิงคโปร์เป็นพรรคการเมืองเด่นพรรคเดียวก็ได้ เเต่จริงๆแล้วควรเรียกว่า “ระบบพรรคการเมืองแบบครองความเป็นเจ้า (Hegemonic party system)”มากกว่าเพราะเป็นระบบที่การเเข่งขันมีเเต่พรรคเดียวที่มีโอกาสชนะ และได้เปรียบเหนือพรรคการเมืองอื่นอย่างสื้นเชิง ไม่ว่าจะอันเนื่องมาจากปัจจัย สภาวะเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ ผู้นำและนโยบายพรรคการเมือง ของพรรคกิจประชา ความอ่อนแอของพรรคการเมืองคู่แข่ง หรือระบบเลือกตั้ง(นพรัตน์,2550) โดยในบทความนี้จะให้ความสำคัญกับปัจจัยระบบการเลือกตั้งที่มีความสัมพันธ์กับระบบการเมืองในฐานะทั้งตัวแปรต้นแและตัวแปรตาม และความสำคัญของการเลือกตั้งในฐานะหลักการที่สอดคล้องกับประชาธิปไตย
           
    สิงคโปร์ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา มีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด ประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้งโดยตรง มีวาระ 6 ปี ซึ่งมีตำแหน่งเป็นประมุขแห่งรัฐ แม้ว่าเป็นตำแหน่งทางพิธีการเท่านั้น เเต่ก็มีความสำคัญเพราะเป็นผู้ดูแลทุนสำรองระหว่างประเทศ ประธานาธิบดีคนปัจจับันคือ นายโทนี่ ตัน ซึ่งชนะการเลือกตั้งเมื่อปีที่แล้ว(27 สิงหาคม 2554) ได้รับคะแนนจากผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงไป 35.19% ส่วนการเลือกสมาชิกรัฐสภา ใช้ระบบเลือกตั้งแบบเสียงข้างมากธรรมดา(Plurality System) โดยแบ่งเขตการเลือกตั้งเป็น 2 แบบ แบบเเรกคือ เขตเลือกตั้งเดี่ยวหรือแบบเขตเดียวเบอร์เดียว (Single Member Constituencies – SMCs) มี 12 เขต เเต่ละเขตมี สส.ได้ 1 คน และเเบบที่สอง คือ เขตเลือกตั้งแบบกลุ่มหรือเขตเรียงเบอร์ (Group Representation Constituencies – GRCs) มี 15 เขต ซึ่งผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องสมัครเป็นทีมๆ ละ 4-6 คน จากพรรคการเมืองเดียวกันและต้องมีผู้สมัครอย่างน้อย 1 คน เป็นตัวเเทนของชนกลุ่มน้อยในเขตเลือกตั้งนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็น มาเลย์ อินเดียน หรือประชาคมชนกลุ่มน้อยอ่ืน ๆ นอกจากนี้แล้ว ยังมีโควต้าฝ่ายค้าน กล่าวคือ จะต้องมีฝ่ายค้านในรัฐสภาอย่างน้อย 9 คน หากประชาชนเลือกส.ส.ฝ่ายค้านต่ำกว่า 9 คน จะให้ผู้สมัครพรรคฝ่ายค้านที่แพ้เเต่มีคะเเนนสูงสุดมาเพิ่มให้ครบ 9 คน โดยสส.เหล่านี้จะไม่สังกัดเขตและมีสิทธิออกเสียงในสภาน้อยกว่าส.ส.ปกติ เช่น ไม่มีสิทธิออกเสียงในเรื่องเกี่ยวกับเงิน และมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล(Non-constituency Member of Parliament) อีกทั้งการเลือกตั้งเป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคนอีกด้วย
       
    หลักการการเลือกตั้งที่สอดคล้องกับประชาธิปไตยจะต้องเป็นการเลือกตั้งที่เป็นอิสระและเป็นธรรม ซึ่งหมายถึงการเลือกตั้งที่เป็นการทั่วไป(Universal)บนพื้นฐานของความเท่าเทียม(Equal)และเป็นความลับ(Secret)  อีกทั้งยังต้องประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ(สิริพรรณ,2553 :166-168) ได้แก่ ประการเเรก คือ ประชาชนได้สิทธิและเข้าถึงการเลือกตั้งได้อย่างทั่วถึง และสิทธินั้นยังต้องเป็นความลับและไม่ถูกบิดเบือน ซึ่งการเลือกตั้งถือเป็นหน้าที่ของประชาชนชาวสิงคโปร์ทุกคนที่มีสิทธิ หากไม่ปฏิบัติตามจะถือเป็นผู้กระทำผิด ฉะนั้น พรรคที่ได้เป็นรัฐบาลจึงสามารถอ้างความชอบธรรมมากจากคะแนนเสียงได้ ประการที่สอง คือ ผู้สมัครและพรรคการเมือง มีสิทธิและหน้าที่ที่สามารถเเข่งกันได้ตามเกณฑ์ที่สอดคล้องกับกฎหมายอันเป็นสากล ได้รับการคุ้มครองจากการใช้ความรุนแรงและไม่ถูกกีดกันด้วยเหตุผลอันไม่สมควร ประการที่สาม คือ รัฐมีหน้าที่จัดให้กระบวนการเลือกตั้งมีประสิทธิภาพ ให้ข้อมูลการเลือกตั้งอย่างทั่วถึง เป็นกลาง ไม่ส่งผลให้เกิดการได้เปรียบ เสียเปรียบ และต้องป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริตการเลือกตั้ง 
         
    อย่างไรก็ดี หากพิจารณาจากระบบเลือกตั้งแบบเสียงข้างมากธรรมดา ทั้งแบบเขตเลือกตั้งเดียวและแบบกลุ่มนั้นล้วนเอื้อให้แก่พรรคการเมืองขนาดใหญ่ได้เปรียบ เพราะ การเเข่งขันสูง ต้องได้คะแนนเสียงค่อนข้างมาก ใช้ค่าใช้จ่ายสูง และในเขตเลือกตั้งเเบบกลุ่ม พรรคก็ต้องหาสมาชิกจำนวนมากมาลงเเข่งขัน และสร้างข้อได้เปรียบแก่พรรคการเมืองที่เคยเป็นรัฐบาลมาก่อน เช่น พรรคกิจประชา อย่างมาก เพราะสามารถชูนโยบายที่เคยประสบความสำเร็จมารณรงค์หาเสียงได้อีกด้วย(นพรัตน์,2550) 
               
    นอกจากนี้พรรครัฐบาลยังสร้างข้อจำกัดมากมายไม่ให้พรรคฝ่ายค้านมาเเข่งขันกับพรรคตน ด้วยกฎระเบียบของการเลือกตั้ง ในกรณีการเลือกตั้งครั้งล่าสุดคือ 7 พฤษภาคม 2554  ไม่ว่าจะเป็น ข้อจำกัดทางวันและเวลา พรรคการเมืองมีเวลาหาเสียงเพียง 9 วัน เริ่มตั้งเเต่วันที่ 28 เมษาคม และต้องหยุดกิจกรรมหาเสียงภายในเวลา 22.00น. ของวันที่ 5 พฤษภาคม  พรรคการเมืองยังใช้สื่อ ทั้งที่เป็นสื่อสิ่งพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุ ได้เท่าที่รัฐบาลจัดสรรให้ได้เท่่านั้น จึงทำให้พรรคการเมืองหันไปใช้สื่อออนไลด์กันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Youtube หรือ facebook เเต่ก็ไม่สามารถโพสต์ข้อความได้หลัง 22.00น. ของวันที่5 พฤษภา อีกทั้ง สถานที่ในการจัดชุมนุมปราศัยทางการเมือง ก็ต้องใช้ตามที่รัฐบาลประกาศเท่านั้น โดยครั้งนี้ได้กำหนดให้มีพื้นที่สำหรับการชุมนุมทางการเมืองทั้งสิ้น 41 แห่ง และพรรคการเมืองที่ต้องการใช้สถานที่ดังกล่าวจะต้องลงทะเบียนโดยพรรคใดลงทะเบียนก่อนก็ได้สิทธิก่อน และยังมีประเด็นที่น่าสนใจ คือ นาย Vincent Vijasingha ผู้สมัครฝ่ายค้านพรรค Singapore  Democratic Party(SDP) ได้ปราศัยเป็นนัยแสดงพลังเกย์ ซึ่งโดนฝ่ายรัฐบาลตอบโต้อย่างรุนเรงถึงขนาดที่ว่าอาจผิดรัฐธรรมนูญเลยก็ได้ เเต่พรรคเองก็ไม่สนับสนุนเพราะกลัวโดนลงโทษจากรัฐ และก่อนการเลือกตั้งไม่กี่อาทิตย์รัฐบาลยังได้เเจกเงินให้แก่ประชาชนที่มีรายได้ต่ำคนละ 700-800 ดอลลาห์สิงคโปร์ โดยอ้างว่าเป็นส่วนแบ่งจากการเติบโตทางเศรษฐกิจอีกด้วย ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่าพรรคกิจประชาในฐานะรัฐบาล ได้ทั้งเอื้อประโยชน์ให้พรรคของตนอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบในการเลือกตั้ง และทั้งกีดกันพรรคอื่นในการเเข่งขันทางการเมือง ไม่ว่าจะด้วย ระบบการเลือกตั้งก็ดี กฎเกณฑ์ในการเลือกตั้งต่างๆก็ดี 
           
    หากมองจากความสัมพันธ์ของระบบการเลือกตั้งและระบบการเมือง ในประเด็นนี้ การเลือกตั้งอาจถูกมองเป็นตัวแปรตามเพราะระบบเลือกตั้งถูกกำหนดโดยรัฐบาล ผู้เขียนกฎหมาย เพื่อปรับโครงสร้างการเเข่งขันของพรรคให้เป็นประโยชน์แก่ตนเองซึ่งผู้คุมอำนาจ อย่างไรก็ดี ปรากฎการณ์ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดก็ได้แสดงให้เห็น ระบบการเลือกตั้งในฐานะตัวแปรต้นด้วยเช่นกัน ซึ่งคืออิทธิพลของระบบการเมืองต่อพรรคการเมืองในการจัดทำยุทธศาสตร์ กล่าวคือ ในการเลือกตั้งปี 2551 นอกเหนือจากการหันไปหาเสียงผ่านสื่อออนไลด์แล้ว พรรคฝ่ายค้านซี่งเป็นพรรคการเมืองขนาดเล็กทั้งหลาย เช่น พรรคแรงงานสิงคโปร์ (Workers’ Party of Singapore – WP) พรรคปฏิรูป (Reform Party) เป็นต้น ยังได้เปลี่ยนยุทธศาสตร์เป็นการ “ร่วมกันเดิน แยกกันตี” โดยได้ส่งผู้สมัครไม่ซ้ำเขตกัน เพื่อป้องกันการเเย่งคะแนนกันเอง และเเบ่งผู้สมัครไปชิงตำแหน่ง ส.ส. กับพรรครัฐบาลคือพรรคกิจประชาชน (PAP – People’s Action Party) เกือบทุกเขตรวม 82 ที่นั่ง จากทั้งหมด 87 ที่นั่ง ซึ่งต่างจากการเลือกตั้งเมื่อปี 2549 ที่มีการชิงชัย ส.ส. 84 ที่นั่ง โดยมีพรรคฝ่ายค้านลงแข่งเลือกตั้งกับพรรคกิจประชาชน (PAP) เพียง 47 ที่นั่งเท่านั้น ทำให้อีก 36 ที่นั่งเป็นของ PAP โดยปราศจากคู่แข่ง 
         
    ผลการเลือกตั้งในปี 2551  พรรคกิจประชาชน (People’s Action Party – PAP) ได้ที่นั่งไป 81 ที่นั่ง จาก 87 ที่นั่ง เเต่คะแนนเสียงกลับลดลงเหลือเพียงร้อยละ 60.14 ลดลงจากการเลือกตั้งทั่วไปในปี2549 ป ถึงร้อยละ6.46 ขณะที่พรรคฝ่ายค้าน ซึ่งก็คือ พรรคแรงงานสิงคโปร์ (Workers’ Party of Singapore – WP)ได้ที่นั่งสภาเพิ่มขึ้นเป็น 6 ที่นั่ง และ3 ที่นั่งจากจากส.ส. ในระบบ Non-constituency Member of Parliament น ซึ่งหากเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งในปี 2006 พรรค PAP ได้ 82 จากทั้งหมด 84 ที่นั่ง สัดส่วนคะเเนนรวมอยู่ที 66.6 และยอมให้ฝ่ายค้านคือ Workers’ Party กับ Democratic Party แค่สองที่นั่งเท่านั้น จะเห็นได้ว่าแม้ว่าระบบการเลือกตั้งจะสร้างข้อได้เปรียบเปรียบเเก่พรรคการเมืองเเต่สุดท้ายเเล้วปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดว่าพรรคใดจะเป็นรัฐบาลก็คือประชาชนอยู่ดี
     

    http://prachatai.com/journal/2011/05/34422

    http://www.thai-senate.com/senate_inter/info_center/inter_par_asia/documents/singapore/2.pdf

    http://nikrakib.blogspot.com/2011/05/2011.html

    http://www.baanjomyut.com/library_2/asean_community/singapore/02.html

    http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/opinion/ruarob/20110505/389518/เลือกตั้งเมืองเนรมิต-:-สิงคโปร์-2011.html

    http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/opinion/suthichaiyoon/20110421/387379/สิงคโปร์ตัดหน้าไทย…เลือกตั้งก่อน-คาด-PAP-ชนะอย่างเครียดๆ.html

    http://theonlinecitizen.com/2011/02/budget-2011-feeling-you-can-get-there-by-working-hard/

    http://www.boi.go.th/thai/asean/Singapore/capt1_p2n.html

    http://library2.parliament.go.th/ebook/content-er/nopparat.pdf

    http://prachatai.com/journal/2011/05/34437

    http://pad.fix.gs/index.php?topic=1085.0;wap2

  8. นุชประภา โมกข์ศาสตร์ says :

    ผู้ทรงอิทธิผลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ : ลี กวน ยู นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์

    ชื่่อ “ลี กวน ยู” (Lee Kuan Yew) ถูกบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์ว่า เขาคือผู้กุมอำนาจบริหารของสิงคโปร์มายาวนายถึง 31 ปี ชาวสิงคโปร์ไม่เคยลืมว่า อดีตผู้นำประเทศผู้นี้คือผู้นำพาให้สิงคโปร์ก้าวลำพัฒนาประเทศอย่างก้าวกระโดดที่มีความร่ำรวยมากที่สุดอีกแห่งหนึ่งของโลกในยุคที่ลีกวนยูบริหารประเทศภายใต้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แม้จะเคยมีคนตราหน้าว่าเขาคือนักเผด็จการตัวจริงในระบบอประชาธิปไตยก็ตาม

    ลีกวนยู (Lee Kuan Yew) เป็นชาวสิงคโปร์โดยกำเนิด เกิดเมื่อวันที่ 16 กันยายน 1923 ศึกษา ณ.ที่ วิทยาลัย Raffles วิทยาลัยที่มีชื่อเสียงมากที่สุดใน British Malaya เพื่อนร่วมรุ่นของเขาที่คนไทยรู้จัก ก็คือ ตนกู อับดุล รามานย์ (Tunku Abdul Raman) นายกรัฐมนตร๊ของประเทศมาเลเซีย ก่อนหน้าที่ มหาเธร์ จะขึ้นกุมอำนาจในประเทศมาเลเซีย

    ในช่วงอายุ 19 ปี ชีวิตในวัยเรียนของเขาต้องหยุดพักเนื่องจากการรุกรานและปกครองสิงคโปร์โดยประเทศญี่ปุน ในสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่เป็นการปลุกใจให้เขาหันมาสนใจทางด้านการเมืองตามประสาชาวเอเชียเพื่อต่อสู้เพื่ออิสรภาพ และการพ่ายแพ้อย่างง่ายดายของกองทัพอังกฤษต่อกองทัพญี่ปุ่น ทำใ้ห้ทำลายความเชื่อเรื่องการไม่สามารถเอาชนะคนขาวลงได้อย่างสิ้นเชิง ความคิดทางการเมืองของ ลีกวนยู เริ่มจากวันเวลาแห่งความสิ้นหวังนี้

    หลังสงคราม ลีกวนยู เดินทางไปศึกษากฎหมายที่มหาวิทยาลัย Cambridge ที่ประเทศอังกฤษ ที่ซึ่งเขาได้พบและแต่งงานกับภรรยาของเขา ที่มาเรียนกฎหมายที่ Cambridgeเช่นเดียวกัน และเป็นที่ซึ่งมีการนำเอาปัญหาความไม่พอใจในการปกครองอาณานิคมของอังกฤษต่อชาว Malayans มาพูดคุย โดยได้รับความเห็นอกเห็นใจและอยากให้อิสรภาพแก่อาณานิคมเหล่านั้นจากพรรค Labor Party ของอังกฤษ ทำให้เขาฝักใฝ่ในองค์กรณ์ Socialist และกระโจนเข้าหา Malayan Forum เพื่ออภิปรายตอบโต้กับประเทศอังกฤษในการเป็นอิสรภาพจากอาณานิคมของอังกฤษ

    ที่อังกฤษนี้เองเป็นที่เขาซาบซึ้งถึงความศิวิไลซ์ของมนุษย์ โดยตัวอย่างเล็กๆของร้านขายหนังสือพิมพ์ที่ไม่จำเป็นต้องมีผู้ขาย ผู้คนมาซื้อหนังสือพิมพ์จ่ายและหยิบทอนเงินทองกันเองโดยไม่มีการโกงหรือชักดาบ และไม่มีใครคิดขโมยเงิน ผู้คนรู้จักหน้าที่ของตนเอง

    หลังจากเขากลับมาสิงคโปร์ในปี 1950 ในปี 1954 ลีกวนยู จัดตั้งพรรค People’s Action Party (PAP) และในปี 1955 เขาชนะการเลือกตั้งเป็นครั้งแรก จากนั้นในปี 1959 เขาได้รับการเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์เมื่ออายุได้เพียง 35 ปี

    ในปี 1961 ลีกวนยูพูดคุยกับตนกู อับตุล รามานย์ ในการรวมสิงคโปร์เข้ากับประเทศมาเลเซีย โดยเล็งเห็นว่า ประเทศสิงคโปร์ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติและปัจจัยที่เอื้อให้เติบโตเป็นประเทศที่สมบูรณ์ การรวมประเทศมาสำเร็จในปี 1962 หนึ่งปีผ่านมา แต่แล้วอีก 3 ปีผ่านมาในปี 1965 ลีกวนยู ตัดสินใจนำสิงคโปร์แยกออกจากประเทศมาเลเซีย ทั้งน้ำตา เนื่องจากปัญหาเรื่องเชื้อชาติที่เป็นปัญหาใหญ่ของทั้งสองประเทศ เขาประกาศในวันที่ต้องแยกออกจากมาเลเซียว่า Singapore must survive

    ตั้งแต่นั้นมา ลีกวนยู ได้สร้าง สิงคโปร์ ให้เป็นหนึ่งในประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ถึงแม้สิงคโปร์จะมีความยุ่งยากในทางเศรษฐกิจ แต่สิงคโปร์มีระบบสาธารณูปโภคที่ดีเนื่องจากการเป็นอาณานิคมของอังกฤษและเป็นแหล่งขนถ่ายสินค้า ลีกวนยู จึงใช้ศักยภาพทางด้านนี้อย่างเต็มที่ในการพัฒนาประเทศ

    ลีกวนยู จะใช้องค์ความรู้ไปในด้านสิ่งจำเป็นในการการปฎิรูปการปกครองเพื่อเน้นการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ เช่นเดียวกับเติ้งเสี่ยวผิง จึงไม่แปลกใจเลยเมื่อ ลีกวนยู ก้าวออกมาสนับสนุน เติ้งเสี่ยวผิง เป็นแถวแรกๆเมื่อประเทศจีนเปิดประเทศ

    มีประโยคที่ ลีกวนยู ให้สัมภาษณ์กับทางโทรทัศน์ว่า เขาเชื่อในคนดี เพราะคนดีเมื่อมาดำรงอยู่สามารถสร้างระบบที่ดีได้ แต่ถ้าระบบที่ดีแต่เอาคนไม่ดีมาดำรงตำแหน่ง ระบบก็จะพังและพินาศไป บทเรียนนี้เป็นความทรงจำของเขาในภาวะสงครามที่เขาเคยเผชิญมา

    ผลงานทั้งหลายรวมถึงนโยบายการบริหารประเทศของลีกวนยูทำให้เขาได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรียาวนายสืบมา แม้จะมีบางเสียงกล่าวว่าการบริหารของเขาคล้ายระบอบเผด็ดการที่รัฐบาลมักจัดสรรทุกสิ่งทุกอย่างแบบเบ็ดเสร็จ อีกทั้งยังออกกฎหมายที่เข้มงวดในการปกครองและดูแลประชาชนจนเป็นที่โจษจันไปทั่วโลกถึงความเด็ดขาดของกฎหมายในสิงคโปร์ ตั้งแต่เรื่องที่ดูเหมือนเล็กน้อยอย่างการมักง่ายทิ้งขยะเลอะเทอะก็จะถูกรัฐปรับเป็นจำนวนเงินที่สูงมาก ไปจนถึงเรื่องใหญ่อย่างการข้องเกี่ยวกับยาเสพติดที่ระบุโทษแขวนคอโดยไม่ต้องอุทรใด ๆ ทั้งสิ้น เช่นเดียวกับบทลงโทษของผู้ที่คดโกงและคอรัปชั่นเงินแผ่นดินก็จะถูกลากไปแขวนคอเช่นกัน

    ทุกวันนี้สิงคโปร์ประสบความสำเร็จในการเป็นประเทศเล็ก ๆ ที่สร้างความน่าเชื่อถือให้กับนานาชาติ กลายเป็นศูนย์กลางธุรกิจ ศูนย์กลางการเงินการธนาคารโลก เมืองท่าและศูนย์การพาณิชย์ ตลาดหุ้น ศูนย์การแห่งการท่องเที่ยวที่ทันสมัยในภาคพื้นเอเชีย ทั้ง ๆ ที่สิงคโปร์ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติใด ๆ ในกำมือเลย จึงถือได้ว่าลีกวนยูมีความเฉียบคมในการบริหารประเทศเขาวางกลยุทธ์การศึกษาให้กับเยาวชนโดยเฉพาะที่เห็นชัดเจนคือด้านภาษา ที่ส่งเสริมทั้งภาษาจีนกลาง ภาษาอังกฤษ และภาษาอินโดนีเซียซึ่งเป็นประเทศที่มีความเกี่ยวข้องกับสิงคโปร์ในแง่การค้าการลงทุน ที่สำคัญคือเทคโนโลยีล้ำยุคจากฟากฝั่งยุโรปและอเมริกาก็ได้รับการเผยแพร่ในสิงคโปร์ จนประชากรมีความเข้าใจและใช้เทคโนโลยีกันอย่างคุ้นเคย รวมทั้งยังไม่ลืมส่งเสริมความรู้ด้านวัฒนธรรมของรากเหง้าแห่งชนชาติบรรพบุรุษ ทั้งหมดนี้ทำให้สิงคโปร์ที่เดิมเคยเป็นประเทศที่ไม่มีอะไรเลย กลายเป็นมาเป็นหนึ่งในประเทศแถวหน้าของโลก และแข็งแกร่งเป็นหนึ่งในประเทศกลุ่มเอเชียที่ได้รับการยอมรับของชาวโลกมาจนถึงทุกวันนี้

    แหล่งอ้างอิง

    http://www.toursingapore.biz/ลีกวนยู-ผู้นำสิงคโปร์/

    http://en.wikipedia.org/wiki/Lee_Kuan_Yew

    http://www.foreignaffairs.com/articles/49691/fareed-zakaria/a-conversation-with-lee-kuan-yew

    นางสาวนุชประภา โมกข์ศาสตร์
    รหัสนิสิต 5341033124
    ภาควิชาการปกครอง

  9. น.ส.ณัฐณิชา เชาวลิต says :

    เสรีภาพของสื่อมวลชนสิงคโปร์
    การวิวัฒนาการของสื่อในสิงคโปร์ ไปสู่เศรษฐกิจขนาดใหญ่นั้นเริ่มในปี 1970 เมื่อรัฐบาลปิด หนังสือพิมพ์รายวัน สองฉบับEastern Sun และSingapore Herald และควบรวมเอาหนังสือพิมพ์ฉบับภาษาจีนชั้นนำทั้งสองฉบับไว้ด้วยกัน ถึงแม้วงจรของหนังสือพิมพ์ภาษาจีนจะอยู่ในขาขึ้นในช่วงปลายๆยุค 70 แต่รัฐบาลก็รู้สึกว่ายอดการอ่านของหนังสือพิมพ์จีนจะตกต่ำลงในที่สุด เนื่องมาจากจำนวนที่มากขึ้นของนักเรียนที่เรียนภาษาอังกฤษ ดังนั้น รัฐบาลจึงตัดสินใจที่จะอนุญาตให้หนังสือพิมพ์จีนเข้าสู่ตลาดหนังสือพิมพ์อังกฤษรายวัน และยังอนุญาตให้ The Straits Times เข้ามาจัดการ หนังสือพิมพ์ภาษาจีนอีกเล่มดังนั้นในปี 1980 หนังสือพิมพ์ ภาษาจีนทั้งสองฉบับจึงถูกรวมกันเพื่อสร้าง the Singapore News และPublications Ltd. (SNPL) พร้อมด้วยใบอนุญาตในการตีพิมพ์หนังสือพิมพ์รายวันภาษาอังกฤษ The Singapore Monitorถูกก่อตั้งในปี 1985 เมื่อสิงคโปร์ต้องเผชิญกับภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจเป็นครั้งแรกหลังจากเป็นเอกราช The Straits Times ได้ออกหนังสือพิมพ์ช่วงบ่าย New Nation เพื่อเเข่งกับ The Singapore Monitor ในขณะเดียวกัน รัฐบาลได้ให้ใบอนุญาตในการตีพิมพ์หนังสือพิมพ์รายวัน ฉบับภาษาจีน Shin Min Daily News ในปี1993 แต่ในปี 1984 รัฐบาลได้รวมกลุ่ม The Straits Timesกับ SNPL อย่างกะทันหันเพื่อสร้าง Singapore Press Holdings (SPH) หนังสือพิมพ์ฉบับเดียวที่อยู่นอกเหนือจากนี้คือหนังสือพิมพ์ฉบับ ภาษาทมิฬ Tamil Maurasuซึ่ง SPHได้เข้าซื้อในภายหลังในกลางช่วงยุคปี 90 SPHได้ตั้งThe New Paper หนังสือพิมพ์ตอนบ่ายฉบับภาษาอังกฤษในปี 1988 โดยพุ่งเป้าหมายไปที่กลุ่มชนชั้นแรงงาน มันได้เติมเต็มช่องว่างที่ The Singapore Monitorทิ้งไว้ สงครามอ่าวในปี1991 ได้ต่อลมหายใจเฮือกใหญ่ให้แก่The New Paper และมันก็ได้กำไรนับตั้งแต่นั้น
    ในปี2000 ตลาดสื่อของสิงคโปร์ เปิดกว้างอย่างไม่เคยมาก่อน สื่อทั้งสองฟากฝั่งได้รับการอนุญาตให้เข้าสู่ตลาดของกันและกันได้ ในปีนั้นปีเดียว ทำให้เกิดหนังสือพิมพ์ฉบับภาษาอังกฤษขึ้นมาใหม่ อีกถึง 3 ฉบับ Project Eyeball คือฉบับแรกในเดือนสิงหาคม โดยวางตำแหน่งตัวเองว่าเป็นสื่อเอนกประสงค์และสื่อออนไลน์เจ้าแรกในสิงคโปร์ โดยหนังสือพิมพ์พุ่งเป้าไปที่ปัญญาชนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ทางอินเตอร์เน็ต แต่ปรากฏว่าล้มเหลว และถูกระงับโดยผู้ผลิตคือ SPHในช่วงเวลาน้อยกว่า หนึ่งปีต่อมาในเดือนมิถุนายนปี 2001 หลังจากที่ยอดการอ่านตกลงอย่างมากในปี 2000 SPH ได้ออก Streats หนังสือพิมพ์ฟรีฉบับแรกของสิงคโปร์ หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ ฉบับนี้มีกลุ่มเป้าหมายไปที่คนเดินทางไป-กลับจากบ้านไปที่ทำงาน โดยมีการแจกทุกเช้าวันธรรมดา ณ จุดสำคัญๆของทางผ่านของย่านสถานที่ทำงานของเกาะ ในขณะเดียวกัน MediaCorp ผู้ผูกขาดสื่อโทรทัศน์ ได้รับอนุญาตให้ออกหนังสือพิมพ์ และได้ออกหนังสือพิมพ์ฟรี ภาษาอังกฤษ ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2000 ชื่อว่า Today โดยมีกลุ่มเป้าหมายผู้อ่านเดียวกัน และแจกที่จุดเดียวกันกับ Streats หนังสือพิมพ์สองฉบับแข่งขันกันอย่างดุเดือดตั้งแต่การออกตีพิมพ์ครั้งแรก การแข่งขัน ระหว่างสองยักษ์ใหญ่ในวงการอย่าง SPH และ MediaCorp ทำให้เกิดผลกระทบกับผลกำไรของบริษัท ผลกำไรสุทธิของ SPH ลดลงถึง 20.3 เปอร์เซ็นต์ 163 ล้านดอลล่าร์ ใน หกเดือนสิ้นสุดที่ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ปี 2002 การขาดทุนสุทธิของ MediaCorp จบที่เดือนมีนาคมของปี 2002 เพิ่มขึ้นจาก 19 ล้านดอนลาร์ เป็น 119 ล้านดอลลาร์ ในการจัดการกับการขาดทุน เจ้าของสื่อทั้งสองรายประกาศการเจรจาการค้า ในเดือนกันยายน ปี 2004 SPH ตกลงที่จะให้สิทธิช่องโทรทัศน์แก่ MediaCorp เพื่อแลกกับหุ้นส่วน 20เปอร์เซ็นต์ ในการร่วมมือทางธุรกิจโทรทัศน์ใหม่ และยินดีที่จะยกเลิกหนังสือพิมพ์ Aiu Streats ที่ทำให้ขาดทุนเป็นการแลกเปลี่ยนกับหุ้น 40 เปอร์เซ็นต์ ใน สื่อของ MediaCorp ผู้ผลิต Today ข้อตกลงได้กำจัดการแข่งขันในตลาดหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ของประเทศสิงคโปร์ออกไปอย่างสิ้นเชิง ตลาดสื่อในสิงคโปร์ เป็นระบบผูกขาดโดยความตั้งใจและวัตถุประสงค์ ดังนั้น the Straits Times จึงเป็น อันดับ 1 ของหนังสือพิมพ์ที่มีการอ่านมากที่สุดในสิงคโปร์ ในช่วงเวลาเดียวกับวงจรของหนังสือพิมพ์ทั่วโลก วงจรของมันก็ตกต่ำลงเช่นกัน ถึงแม้จำนวนจาก 391,612 ในปี 1998 ถึง 389,225 ในปี 2002 จากนั้น 381,934 ใน 2006 ในขณะที่หนังสือพิมพ์มียอดขายที่ไม่กระเตื้อง SPH เริ่มที่จะพัฒนาธุรกิจออนไลน์ ใน เดือนมิถุนายน ปี 1995 ที่เริ่มสร้าง Business Times ฉบับออนไลน์ ของหนังสือพิมพ์ Business Times ฉบับภาษาอังกฤษ และกลายเป็นหนังสือพิมพ์ออนไลน์ฉบับแรกของเอเชีย ในปี 1995 SPH ออกหนังสือพิมพ์ธุรกิจออนไลน์อีกฉบับชื่อว่า AsiaOne.com ผู้นำด้านเว็บไซต์ข้อมูลและข่าวสารในสิงคโปร์ ST701 และ STOMP (Straits Times Online Mobile Print) ที่ขยาย ธุรกิจบนอินเตอร์เน็ต ไปสู่การโฆษณาการจัดจ้างออนไลน์ และผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต กับผู้ที่ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ การพัฒนาธุรกิจออนไลน์เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ของ SPH ที่จะมุ่งพัฒนาให้ไปไกลเกินกว่าแค่สื่อสิ่งพิมพ์ทั่วไป
    ในด้าน สื่อกระจายเสียง สื่อวิทยุเริ่มก่อตั้งขึ้นในเดือน มิถุนายน 1936 ภายใต้บริษัทเอกชนที่ชื่อ Broadcasting Corporation รัฐบาลสิงคโปร์ และจากนั้นก็เป็น ผู้บริหาร British Colonial ที่เข้ามาซื้อธุรกิจในปี 1940 และดำเนินการภายใต้ สถานีกระจายเสียง กรมไปรษณีย์และโทรเลข ของสิงคโปร์ รัฐมาเลย์ เกือบหนึ่งปี ในเดือน 1941 the Malaya Brodcasting Corp บริษัท ที่เหมือนเป็นรัฐบาล ควบคุมร่วมกันโดย รัฐบาล ของ Straits Setttlement และ สหราชอาณาจักร เข้าซื้อกิจการสถานีวิทยุ สถานีวิทยุกลายเป็น Syonan Hoso Kyoku ภายใต้การปกครองของญี่ปุ่น
    เมื่อ สหราชอาณาจักร กลับมาในปี 1946 พวกเขาได้เปลี่ยนชื่อเป็น Radio Malaya Singapore และ Federation of Malaya ที่มีสิงคโปร์เป็นสำนักงานใหญ่ รัฐบาลได้ดำเนินการให้บริการคลื่นระดับกลาง และระดับสั้น สำหรับทั้งคาบสมุทรมาเลย์ เมื่อชาวมาเลย์ ได้รับอิสรภาพใน ปี 1957 การให้บริการวิทยุถูกแบ่งเป็นเป็น วิทยุมาเลย์ และ วิทยุสิงคโปร์ บริการทั้งสองประเภทได้รวมกันในเดือนสิงหาคม ปี 1963 ด้วยการสร้างรูปแบบของมาเลเซีย เท่านั้น เพื่อแยกตัวอีกในวันที่ 9 เดือนสิงหาคมปี 1965 พร้อมกับการเป็นเอกราชของ สิงคโปร์ กรมกระจายเสียง กระทรวงวัฒนธรรม เข้าซื้อบริการ และเปลี่ยนชื่อเป็น Radio- Television Singapore รัฐบาลใช้การให้บริการวิทยุเพื่อเผยแพร่ วัตถุประสงค์และนโยบายของรัฐบาล เพื่อกระตุ้นเตือนความตระหนักรู้ทางการเมือง ทำให้ประชาชนสามารถแสดงตัวตนอย่างใกล้ชิดกับชาติ และตัดสินใจอย่างถูกต้องในการเลือกตั้ง การผูกขาดนี้ขัดขวางการสร้าง โปรแกรมที่สร้างสรรค์การกระจายเสียงโดยใช้สาย การให้บริการวิทยุเสียงตามสายของเอกชน เป็นการถ่ายทอดสัญญาณเสียงของเอกชนที่ปราศจากการแทรกแซง ได้กลายเป็นสื่อบันเทิงหลัก ระหว่างยุคปี50 ถึงต้นยุคปี 80 ศูนย์กระจายเสียงตามสายนานาชาติ ลอนดอน ศูนย์ปฏิบัติการเอกชนที่ถ่ายทอดสัญญาณจาก BBC ลอนดอน ไปยังส่วนอื่นๆของอังกฤษ ได้มาก่อตั้งบริษัทถ่ายทอดสัญญาณตามสาย จำกัด (สิงคโปร์) เป็นสาขาย่อย โดยการกระจายเสียงตามสายนั้น นำเสนอ รายการเป็นภาษาจีนท้องถิ่น ภาษาอังกฤษ และ มาเลย์ มียอดผู้สมัครสมาชิกสูงสุดถึง 120,000 ราย ในต้นปี 80 หลังจากนั้น รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการลดความสำคัญของภาษาจีนท้องถิ่นลง บวกกับอุตสาหกรรมวิทยุที่คึกคักขึ้น นำไปสู่ภาวะตกต่ำของการถ่ายทอดสัญญาณเสียงตามสาย ในปี1975 สิงคโปร์กลายเป็นสถานที่ในการกระจายเสียงให้กับ BBC ที่แต่เดิมเป็นภาษา มาเลย์ ในปี 1940
    โทรทัศน์ได้เข้ามาในปี 1963 Katz และ Wedell แนะนำว่ารัฐบาลสิงคโปร์ต้องนำเสนอโทรทัศน์ให้ประชาชนเพื่อเบนความสนใจประชาชนจากภาวะความไม่สงบของสาธารณชน สถานีโทรทัศน์-วิทยุ สิงคโปร์ (RTS) เริ่มออกออกอากาศรายการภาษาอังกฤษและมาเลย์ ผ่านทางช่อง 5 และภาษาจีนกลางและทมิฬผ่านทางช่อง 8 ส่วนโทรทัศน์ภาพสีนั้นมาในช่วงวกลางปี 1974
    ในปี 1980 RTS เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท สื่อกระจายสัญญาณ สิงคโปร์ (SBC) สี่ปีต่อมา SBC ออกอาการช่องฟรีทีวี ช่อง 12 โดยเน้นรายการที่เกี่ยวกับศิลปะและวัฒนธรรม
    ในปี 1994 SBC แยกออกเป็น 3 บริษัทย่อย บริษัทโทรทัศน์สิงคโปร์ (TCS) บริษัทวิทยุสิงคโปร์ (RCS) และ TV 12 โดยทั้งสามบริษัทอยู่ภายใต้ the SIM Group ปีถัดมาก็มีช่องฟรีใหม่ อีก 2 ช่อง 8nv Prime 12 และ Premiere 12 ซึ่งก็แปลว่ามีช่องฟรีทีวีที่มีการออกอากาศเป็นภาษาราชการทั้ง 4 ภาษา
    ในปี 1996 TV 12 เปลี่ยนเป็น Singapore Television Twelve (STV12) ในปี 1999 the SIM Group of companies ออกอากาศช่อง NewsAsia ช่องฟรีทีวีที่ถูกหมายมั่นปั้นมือให้เป็นช่องข่าวระดับภูมิภาค
    บริษัทสื่อสิงคโปร์ (MediaCorp) มาเป็นอันแรกในปี 1999 เป็นผลมาจากการจัดระบบองค์กรใหม่ของ the SIM Group of Companies ในปี 2001 คำว่า MediaCorp การเป็นคำนำหน้า ของหน่วยธุรกิจทั้งหมดของบริษัทใหม่ ตัวอย่างเช่น TCS กลายเป็น MediaCorp TV STV12 MediaCorp TV12 และ RCS Media Corp Radioการเข้ามาควบคุมของ Media Corp ในตลาดการถ่ายทอดและกระจายเสียงถูกท้าทายโดย SPH ผู้ผลิตหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ในสิงคโปร์ ในปี 2001 SPH ตั้ง SPH Media Works ซึ่งรวมช่องฟรีทีวี ใหม่ สองช่องไว้ด้วยกัน คือ Channel U และ TV Works มีการแย่งเรทติ้งกันระหว่าง SPH และ Media Corp สงครามระหว่าง Media Corp และ SPH จบลงในปี 2004 ช่อง 5 และช่อง 8 ของMediaCorp และMediaWorks Channel U ถูกยุบรวมกันโดยกลายเป็นบริษัทหุ้นส่วนใหม่ MediaCorp TV Holdings Private Limited โดย MediaCorp ถือหุ้น 80 เปอร์เซ็นต์ในบริษัทในขณะที่ SPH ถือหุ้น 20เปอร์เซ็นต์ เช่นเดียวกันกับสื่อสิ่งพิมพ์ ตลาดการถ่ายทอดกระจายเสียงท้องถิ่นได้กลับมาเป็นระบบผูกขาดโดย MediaCorp อีกครั้งในฐานะ ผู้ถ่ายทอดสัญญาณและกระจายเสียงชั้นนำในระดับท้องถิ่น ในปี 2006 MediaCorp ได้นำเสนอระบบการให้บริการทางอินเตอร์เน็ตใหม่ MediaCorp Online Broadband TV เป็นการให้บริการรับชมวิดีโอตามความต้องการแก่สมาชิก ที่อนุญาติให้สามารถเข้าถึงรายการของ MediaCorp ได้บนคอมพิวเตอร์ส่วนตัวและ คอมพิวเตอร์พกพา
    ในด้านการถ่ายทอดสดดิจิตอล สิงคโปร์ได้เป็นผู้ให้บริการ ระบบมาตรฐาน การถ่ายทอดสัญญาณวิดีโอแบบดิจิตอลของยุโรป ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกับหลายๆประเทศทั่วโลก การถ่ายทอดผ่านระบบดิจิตอลของช่องฟรีทีวีนั้นมีการถ่ายทอดพร้อมๆกันทางช่อง 5 ช่อง 8 และ ช่อง NewsAsia (CNA) Straits Times นอกจากนั้น MediaCorp TV ยังได้ออกอากาศช่องทีวีดิจิตอลเคลื่อนที่ เป็นเจ้าแรกของสิงคโปร์ ในวันที่ 14 กุมภาพันธุ์ 2001 และยังเป็นเจ้าแรกของโลกที่ใช้เทคโนโลยีการถ่ายทอดสดวิดีโอผ่านระบบดิจิตอล เพื่อส่งสัญญาณรายการทีวีเคลื่อนที่คุณภาพสูงไปยังผู้เดินทางสาธารณะ โดยสามารถรับชมTV Mobile ได้จากรถประจำทางปรับอากาศกว่า 1,500 คัน และในศูนย์อาหารซึ่งมียอดผู้ชมรายวันที่เป็นผู้เดินทางไปมากว่า1.5 ล้านราย ชั่วโมงการออกอากาศสำหรับช่อง TV Mobile นั้นมีให้ชมทุกวัน จันทร์ ถึงอาทิตย์ จาก 6 โมงเช้าถึงเที่ยงคืน ในท้ายที่สุด การถ่ายทอดสดพร้อมกัน ทั้งช่อง 5 ช่อง 8 และช่อง NewsAsia โดยMdigital ในเดือนพฤษภาคม 2006 MediaCorp เริ่มทดลองออกอากาศช่อง โทรทัศน์ความละเอียดภาพคุณภาพสูง HDTV และช่องทีวีทั้งหมดน่าจะกลายเป็น HDTV ทั้งหมดในปี 2007 การพัฒนาระบบโทรทัศน์ดิจิตอล นั้นถูกส่งเสริมโดย Media Development Authority (MDA) ตัวอย่างเช่น กองทุนพัฒนาการกระจายเสียงและถ่ายทอดสดผ่านระบบดิจิตอลมูลค่า 5 ล้านดอลลาร์ ถูกตั้งขึ้นในเดือนมิถุนายนปี 2000 นอกจากการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์แบบเดิมๆแล้ว การถ่ายทอดโทรทัศน์ผ่านทางโทรศัพท์มือถือ ก็เริ่มดำเนินการแพร่ภาพโดย NOKIA เทคโนโลยีของ Media Corp M1 และ MDA ในปี 2004 การรับชมทีวีบนมือถือสดๆนั้นอยู่บนฐานของ เทคโนโลยีเครื่องรับการถ่ายทอดสดวิดีโอระบบดิจิตอลแบบพกพา ซึ่งเชื่อกันว่าจะนำพาสิงคโปร์สู่ก้าวต่อไปของโทรทัศน์ระบบดิจิตอล นอกจากนี้ สิงคโปร์ยังได้เปิดบริการโฆษณาวิทยุดิจิตอลตัวแรก SMART Radio ดำเนินการโดย MediaCorp Radio ในวันที่ 19 พฤศจิกายน 1999 ทำให้สิงคโปร์กลายเป็นประเทศแรกในเอเชียที่ให้บริการการค้าทางระบบวิทยุดิจิตอล ขณะที่เขียนอยู่นี้ SMART RADIO มีจำนวนช่องสถานี 14 สถานี สถานีใหม่แบบ DAB เท่านั้นอีก 6 สถานี และสถานี FMบนระบบดิจิตอล อีก 8สถานี3 หนังสือพิมพ์
    ในด้านกฎหมายและนโยบายสื่อของสิงคโปร์ สื่อมวลชนสิงคโปร์ไม่ได้รับรูปแบบความคิดในการนำไปสู่เสรีภาพ หรือ รูปแบบของสื่อมวลชนของสหรัฐอเมริกาที่สื่อมวลชนได้รับการปลดปล่อยสู่เสรีภาพอย่างแท้จริง แนวความคิดการปลดปล่อยสู่เสรีดูเหมือนว่าจะใช้ไม่ได้กับสิงคโปร์เพราะเรื่องความแตกต่างทางเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรม
    รัฐธรรมนูญของ สิงคโปร์ ซึ่งเอาแบบมาจาก รัฐธรรมนูญของอินเดีย ได้ให้สิทธิในการพูดและการแสดงออก ในมาตราที่ 14 โดยรัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับนั้น มีการจำกัดสิทธิ หนึ่งคือ มีการรับรองเสรีภาพในการพูด และการแสดงออกเฉพาะประชากรสิงคโปร์เท่านั้น สอง มีการให้สิทธิเพื่อสื่อถึงการแสดงออกเท่านั้น ไม่ใช่สิทธิในการรับการแสดงออกในทุกกรณี สาม ไม่รองรับประเด็นการควบคุมในกรณีฉุกเฉิน การกล่าวโดยนัยที่อนุญาตให้มีการควบคุมฉุกเฉิน สี่ สิทธินั้นอยู่ภายใต้อำนาจของสภาในการบังคับใช้ในกรณีที่เกี่ยวของกับผลประโยชน์ของความมั่นคงแห่งชาติ สาธารณประโยชน์ และศีลธรรมจริยธรรม และการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
    บทบัญญัติเรื่องสื่อสิ่งพิมพ์และหนังสือพิมพ์ ปี 1974 อ้างอิงจากบทบัญญัติเรื่องสื่อสิ่งพิมพ์ของรัฐบาลอาณานิคมในปี 1920 เป็นกฎหมายหลักที่มีผลกระทบโดยตรงต่อสื่อมวลชน บทบัญญัติได้ให้สิทธิแก่สื่อสิ่งพิมพ์ท้องถิ่น และคนท้องถิ่น เท่าเทียมกับหนังสือพิมพ์และนิตยสารต่างประเทส โดยกฎหมายต้องการการทำทะเบียนสิทธิประจำปีจาก หนังสือพิมพ์รายวัน จาก บริษัทมหาชน ไม่ใช่เอกชนที่สามารถเป็นเจ้าของสิทธิ์ได้ เช่นบริษัทควรมีหุ้นมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ แต่ผู้ถือหุ้นรายเดียวไม่สามารถมีหุ้นได้เกิน 5 เปอร์เซ็นต์ ผู้จัดการต้องเป็นคนท้องถิ่น และการรับรองของรัฐบาลนั้นจำเป็นในการถือตำแหน่งสำคัญ โดยบริษัทจะต้องสร้างหุ้นสองรูปแบบ หุ้นธรรมดาที่คิดเป็นจำนวน 99 เปอร์เซ็นต์ของบริษัท โดยมีเสียงลงคะแนนส่วนละหนึ่งเสียง และหุ้นส่วนบริหารที่คิดเป็น 1 เปอร์เซ็นต์ โดยมีคะแนนเสียงแต่ละส่วน 200 เสียง โดยรัฐมนตรีจะรับรองการเป็นเจ้าของและการโอนหุ้นบริหาร
    การชำระกฎหมายได้ให้อำนาจรัฐมนตรีเพื่อจำกัดวงจรของการตีพิมพ์ซึ่งส่งเสริม การเมืองภายในประเทศ ตั้งแต่นั้น Time Asian Wall Street Journal Far Eastern Econimic Review Asiaweek และ the Economist ถูกจำกัดวงจรการตีพิมพ์จากกฎหมาย
    ในปี 1988 the Far Eastern Economic Review ได้หยุดการผลิตในสิงคโปร์ ตามกฎหมายการจำกัดสิทธิ รัฐบาลสิงคโปร์ได้แก้ไขบทบัญญัติที่อนุญาตให้มีการผลิตซ้ำในวงจรการตีพิมพ์ ใน toto โดยปราศจากการละเมิดลิขสิทธิ์ และพื้นฐานการฟื้นฟูมูลค่า ไม่มีการพิมพ์โฆษณา ดังนั้นในฉบับจึงมีหน้าว่างที่เป็นที่เว้นว่างไว้เพราะไม่มีโฆษณา ในปี 1990 รัฐบาลแก้ไขบทบัญญัติอีกครั้ง เพื่อให้สิทธิแก่ข่าวรายสัปดาห์ ที่ผลิตที่อื่นแต่มาขายในสิงคโปร์ ด้วยยอดการตีพิมพ์ถึง 300 ฉบับ การแก้ไขกฎหมายนี้ให้อำนาจรัฐบาลในการกำหนดยอดสูงสุดของสิ่งพิมพ์ที่อาจขายได้ เพื่อเรียกร้อง ข้อตกลงของคนที่ได้รับสิทธิ์เพื่อยอมรับบริการของข้อสังเกตทางกฎหมาย และขอให้ผู้ผลิตจัดหาเงินมัดจำ จำนวน 2 แสนดอลลาร์สิงคโปร์ 125,000 ดอลลาร์ สหรัฐ สำนักพิมพ์ Media หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์จากฮ่องกงที่มีปกเป็นการโฆษณา ลดจำนวนยอดพิมพ์ของตัวเองในสิงคโปร์ลง จาก 1500 เป็น 299 ฉบับ
    บทบัญญัติเกี่ยวกับสิ่งพิมพ์ที่ไม่เป็นที่ต้องการนั้นขัดขวางยอดการขาย การนำเข้าสื่อสิ่งพิมพ์ หรือยอดการพิมพ์ ภายนอกและภายในสิงคโปร์ ดูเหมือนว่าจะสวนทางกับผลประโยชน์สาธารณะ เมื่อเร็วๆนี้ รัฐบาลได้ใช้กฎหมายเพื่อจัดการกับภาพยนตร์ลามกและการตีพิมพ์นิตยสารทางเลือก
    นอกจาก ประเด็นปัญหาสากล เช่น การละเมิดลิขสิทธิ์ และการให้ข่าวลือ กฎหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับสื่อและบทบัญญัติ กฎหมายอาญา (กฎหมายชั่วคราว) กฎหมายฉุกเฉิน และบทบัญญัติเรื่องความมั่นคงภายในปี 1963 ซึ่งในข้อหลัง อนุญาตการกักขังโดยไม่ต้องไต่สวน แม้ครั้งล่าสุด จะมีนักหนังสือพิมพ์ที่ต้องจำคุกในปี 1970 เร็วๆนี้ บทบัญญัติเรื่องความลับของทางราชการ ถูกใช้จัดการกับนักหนังสือพิมพ์จาก Business Times จากกรณีตีพิมพ์ข่าวเกี่ยวกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ ก่อนที่ข้อมูลจะถูกเปิดเผยอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่กฎหมายนี้ถูกใช้กับนักหนังสือพิมพ์ โดยสันนิษฐานว่ากฎหมายนั้นถูกนำมาใช้ในการจัดการกับการโจรกรรมข้อมูล
    เทคโนโลยี ได้มีผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลง บทบัญญัติเกี่ยวกับกฎหมายถูกแก้ไขในปี 1998 เพื่อห้ามไม่ให้ฉายภาพยนตร์ทางการเมือง รวมไปถึงเทคโนโลยีใหม่ที่เป็นเรื่องของวิดีโออื่นๆ ภาพยนตร์ที่มีนัยยะทางการเมือง ถูกให้คำจำกัดความว่าเป็นภาพยนตร์หรือภาพเคลื่อนไหวที่ผลิตหรือเป็นของพรรคการเมืองหรือ ปัจเจกบุคคล หรือ องค์กรใดๆ ที่มีวัตถุประสงค์ที่มุ่งเน้นผลทางการเมือง ในสิงคโปร์
    กฎหมายอื่นๆ ที่มีบทบัญญัติในการบังคับใช้กับสื่อแต่ยังไม่เคยถูกนำไปใช้กับสื่อ คือ บทบัญญัติ การรักษาความสอดคล้องทางศาสนา บทบัญญัติเกี่ยวกับรัฐสภา (สิทธิ การอภัยโทษ และ อำนาจ )บทบัญญัติการปราบปรามผู้ชุมนุม 1964

    น.ส.ณัฐณิชา เชาวลิต 5441014324

  10. จิตตราพร เลิศศิริ says :

    สิงคโปร์ (Republic of Singapore)

    ประเทศสิงคโปร์นั้นมีสภาพเป็นหมู่เกาะขนาดเล็ก ตั้งอยู่ตั้งอยู่บนเกาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ใต้สุดของคาบสมุทรมาเลย์ ติดกับรัฐยะโฮร์ของประเทศมาเลเซีย และอยู่ทางเหนือของเกาะสุมาตราของประเทศอินโดนีเซีย ภูมิศาสตร์ของสิงคโปร์นั้นมีความสำคัญมากจนทำให้สิงคโปร์มีความโดดเด่นในเรื่องการเป็นศูนย์กลางทางด้านการค้าขาย แลกเปลี่ยนสินค้า ตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน

    1.อิทธิพลของมหาอำนาจในช่วงการก่อร่างสร้างชาติ

    เนื่องด้วยสภาพทางภูมิศาสตร์ที่เอื้ออำนวย กล่าวคือสิงคโปร์เป็นเมืองเกาะเล็กๆที่ตั้งอยู่บริเวณปลายสุดของแหลมมลายู ทำให้สิงคโปร์มีความสำคัญในฐานะเมืองท่า ที่เป็นที่พักสินค้าของพ่อค้าทั่วโลกที่ต้องการค้าขายในแถบคาบสมุทรเอเชียแปซิฟิก สิงคโปร์ตกอยู่ในอำนาจการควบคุมของมะละกาซึ่งเป็นเมืองท่าที่สำคัญในอดีต ก่อนที่จะถูกเจ้าอาณานิคมตะวันตกอย่างโปรตุเกสเข้ามายึดเป็นรัฐภายใต้อาณานิคมในปีค.ศ.1511 จากนั้นก็ถูกชาวฮอลันดาเข้าปกครองต่อ อย่างไรก็ต่อจุดเปลี่ยนของสิงคโปร์จริงๆนั้นเริ่มต้นขึ้นเมื่อ อังกฤษต้องการแย่งความเป็นเจ้าอาณานิคมกับดัชต์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในปีค.ศ.1817 อังกฤษได้ส่งเซอร์ โทมัส แสตมฟอร์ด บิงก์เลย์ แรฟเฟิลส์ มาสำรวจดินแดนแถบสิงคโปร์ ตอนนั้นสิงคโปร์ยังมีสุลต่านปกครองอยู่ แรฟเฟิลส์ได้ตกลงกับสุลต่านว่า จะตั้งสถานีการค้าของอังกฤษที่นี่ แต่สุดท้ายอังกฤษก็ยึดสิงคโปร์ไว้เป็นเมืองขึ้นได้สำเร็จในปีค.ศ.1819

    สาเหตุที่อังกฤษเข้ายึดครองสิงคโปร์นี้อาจมองได้เป็น 2 มุมคือ 1.เป็นเรื่องของผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความสำคัญทางยุทธศาสตร์ เนื่องจากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของสิงคโปร์ที่เหมาะจะเป็นเมืองท่าในการค้าขาย แลกเปลี่ยนสินค้า รวมถึงเหมาะที่จะเป็นจุดแวะพักทางยุทธศาสตร์สำหรับซ่อม เติมเสบียงและคุ้มกันกองทัพเรือ 2.เป็นเรื่องของการแข่งขันความเป็นใหญ่ในหมู่ประเทศเจ้าอาณานิคม กล่าวคืออังกฤษต้องการสกัดกั้นอิทธิพลของฮอลแลนด์ไม่ให้มีมากจนเกิดไปในภูมิภาคนี้ อย่างไรก็ตามอังกฤษก็ถือได้ว่ามีส่วนเข้ามาช่วยในการวางรากฐานที่สำคัญในสิงคโปร์และพัฒนาสิงคโปร์ให้เป็นเมืองที่มีผู้คนเข้ามาอาศัยอยู่มากขึ้น โดยในปี ค.ศ.1824 เพียงแค่ห้าปีหลังจากตั้งประเทศสิงคโปร์ในปัจจุบัน ประชากรก็เพิ่มขึ้นจากเดิมเพียง 150 คนจนกลายเป็น 10,000 คน ในปี 1832 สิงคโปร์กลายเป็นศูนย์กลางรัฐบาลของถิ่นฐานช่องแคบปีนัง มะละกา และสิงคโปร์ การเปิดคลองซุเอซ การเข้ามาของเครื่องโทรเลขและเรือกลไฟในปี 1869 ทำให้ความสำคัญของสิงคโปร์เพิ่มขึ้นจนกลายเป็นศูนย์กลางการค้าที่กำลังขยายตัวระหว่างโลกตะวันตกและตะวันออก

    การที่ประเทศสิงคโปร์พัฒนาได้ขนาดนี้นั้น อาจกล่าวได้ว่าเป็นผลพวงมาจากการตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ กล่าวคือประเทศอังกฤษในฐานะเจ้าอาณานิคมย่อมต้องทำไปเพื่อผลประโยชน์ของชาติตนเองเป็นสำคัญ อังกฤษก็เช่นกัน สาเหตุที่อังกฤษพัฒนาวางรากฐานการค้าต่างๆในประเทศสิงคโปร์ก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากต้องการผลกำไรในการตั้งด่านสินค้าในประเทศอาณานิคม ซึ่งถ้าอังกฤษไม่พัฒนาแล้วสิงคโปร์ก็จะมีสถานภาพเป็นเพียงที่ตั้งหมู่บ้านชาวประมงมาเลย์เท่านั้น สิงคโปร์พัฒนาประเทศขึ้นมาได้เพราะ บริษัทบริติชอินเดีย ซึ่งนำโดยเซอร์ สแตมฟอร์ด ราฟเฟิลส์ เข้ามาตั้งด่านสินค้าบนเกาะทำให้สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางทางการค้าที่สำคัญ และกลายเป็นศูนย์กลางแห่งความทันสมัยจากความสำเร็จทางด้านการค้าและการทหาร ในขณะเดียวกัน สิงคโปร์ก็เป็นศูนย์กลางอำนาจของประเทศอังกฤษในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปโดยปริยาย เมื่อประกอบกับการมีอำนาจของอังกฤษในพื้นที่แหลมมาเลย์ในช่วงปี 1920 อังกฤษได้เปลี่ยนแปลงมาเลย์ให้เป็นแหล่งผลิตยางพาราและดีบุก นั่นคือการแปรสภาพมาเลเซียให้กลายเป็นตลาดวัตถุดิบของสิงคโปร์ ทำให้ปลายศตวรรษที่ 19 สิงคโปร์กลายเป็นศูนย์กลางการบริหารงานสำหรับมลายา

    อังกฤษได้นำเอาเทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามาเสริมประสิทธิภาพการเป็นเมืองท่าของสิงคโปร์ เช่นการนำเรือกลไฟมาใช้ขนส่งสินค้า ทำให้การขนส่งเร็วขึ้น ราคาถูกลงเพราะมีความสามารถมากกว่าเรือพาย การเปิดใช้คลองสุที่ช่วยย่นระยะเวลาที่ใช้ในการขนส่งสินค้า สิ่งเหล่านี้เป็นการเพิ่มโอกาสทางการค้าของสิงคโปร์ให้มีมากขึ้น นอกจากนี้อังกฤษยังได้วางรากฐานที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ การงดเว้นภาษี สินค้าที่ผู้ค้านำเข้าและส่งออกสินค้าไม่ต้องเสียภาษี สิ่งนี้ได้มีผลมาถึงประเทศสิงคโปร์ในปัจจุบันที่อัตราภาษีนำเข้า-ส่งออกเป็น 0 อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับเจ้าอาณานิคมทั่วไปที่มีอำนาจเหนือประเทศในอารักขา อังกฤษตักตวงเอาผลประโยชน์จากสิงคโปร์จนไม่ได้ใส่ใจกับคุณภาพชีวิตของประชาชนบนเกาะ การบริหารปกครองของอังกฤษก็ไร้ประสิทธิภาพ สิ่งเดียวที่อังกฤษสนใจก็คือตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจเท่านั้น ในช่วงสงครามโลก สิงคโปร์ซึ่งเป็นประเทศในอาณานิคมของอังกฤษก็ต้องกลายเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศที่ต่อต้ามฝ่ายอักษะไปโดยปริยาย สิงคโปร์เป็นสถานที่ตั้งของกองกำลังทหารอังกฤษและถูกขนานนามว่า “ยิบรอลตาแห่งตะวันออก” อย่างไรก็ตามญี่ปุ่นก็สามารถเข้ายึดสิงคโปร์และมาเลเซียได้โดยใช้เวลาเพียงแค่อาทิตย์กว่าๆเท่านั้น

    ภายหลังจากสงครามโลก อังกฤษได้กลับเข้ามายึดสิงคโปร์และมาเลเซียอีกครั้ง การกลับมาปกครองของอังกฤษในครั้งนี้ได้ยกระดับให้สิงคโปร์ เป็นอาณานิคมแบบเอกเทศ (Separate Crow colony) คือมีอำนาจปกครองกิจการภายในของตนเองแต่ไม่มีอำนาจดูแลกิจการทหารและการต่างประเทศ และยังมีผู้ว่าราชการจากอังกฤษมาปกครองอยู่ ต่อมาสิงคโปร์ได้รวมกับมาเลเซีย ซาราวัคและซาบาห์ภายใต้ชื่อสหพันธรัฐมาเลเซีย (Federation of Malaysia) แต่จากปัญหาความขัดแย้งทางด้านเชื้อชาติและศาสนา ทำให้สิงคโปร์แยกตัวออกจากสหพันธรัฐมลายาในปี 1965

    จากประวัติศาสตร์ของสิงคโปร์เราจะพบว่าสิงคโปร์เองก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกับรัฐในอาณานิคมทั่วไปนั่นคือ การถูกกดขี่กดรีดเอาผลประโยชน์จากประเทศอาณานิคม ทั้งนี้เนื่องมาจากความอ่อนแอของรัฐในการปกครองตนเอง จึงเป็นสาเหตุให้กลุ่มทฤษฎีสัจนิยมให้ความสำคัญกับอำนาจทางการทหารมากกว่าความสำคัญทางด้านอื่นๆ กรณีของสิงคโปร์นั้น ถึงแม้อาจจะมองได้ว่าอังกฤษได้มีส่วนเข้ามาวางรากฐานทางด้านเศรษฐกิจการค้าให้แก่สิงคโปร์ แต่การกระทำดังกล่าวอังกฤษก็ทำไปเพื่อผลประโยชน์ของชาติตน ไม่ได้มีการกระจายรายได้ให้แก่ชาวสิงคโปร์ รวมถึงไม่ได้ใส่ใจคุณภาพชีวิตวิถีความเป็นอยู่ของคนพื้นเมือง มุ่งเน้นแค่ผลประโยชน์ที่ตนจะได้รับไม่ว่าจะเป็นทั้งในด้านเศรษฐกิจหรือในด้านการแข่งขันในการเป็นเจ้าอาณานิคมในหมู่ประเทศโลกตะวันตกด้วยกันเอง นอกจากนี้นโยบายการปกครองประเทศในอาณานิคมของอังกฤษนั่นคือการแบ่งแยกและปกครอง อาจเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาที่ทำให้การสร้างสหพันธรัฐมาเลเซียไม่ประสบความสำเร็จ กล่าวคือการปกครองในลักษณะนี้ทำให้คนหลายเชื้อชาติถูกแยกออกจากกันเพื่อให้ง่ายต่อการปกครองของอังกฤษ ทำให้ขาดการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันและยอมรับในอัตลักษณ์ของกันและกัน สิ่งเหล่านี้ก็จะก่อให้เกิดความหวาดระแวงระหว่างเชื้อชาติตามมาด้วย ทำให้ในที่สุดแล้วสิงคโปร์ก็ต้องเลือกที่จะแยกออกจากสหพันธรัฐมลายา

    2.อิทธิพลของมหาอำนาจในยุคปัจจุบัน

    อาจกล่าวได้ว่าปัจจุบันนี้สิงคโปร์เองค่อนข้างเป็นรัฐอิสระที่ไม่ค่อยได้รับอิทธิพลจากชาติใดมากนักเพราะด้วยความที่สิงคโปร์เป็นเมืองท่าทางเศรษฐกิจที่มีความสำคัญและมีศักยภาพสูงเป็นอันดับต้นๆของโลก ทำให้เศรษฐกิจของสิงคโปร์มีความเข้มแข็ง ไม่ต้องพึ่งพาชาติตะวันตก รายได้หลักของสิงคโปร์ก็มาจากการค้าขายกับหลายชาติ สิ่งนี้ทำให้เกิดการถ่วงดุลอำนาจไปในตัวคือไม่ให้ชาติใดชาติหนึ่งมามีอิทธิพลต่อชาติของตนมากจนเกินไป อย่างไรก็ตามสิ่งที่ถูกมองว่าอาจก่อให้เกิดปัญหากับสิงคโปร์ขึ้นได้คือปัญหาเรื่องสิทธิมนุษยชนและความเป็นประชาธิปไตย สิ่งเหล่านี้ได้ถูกชาติตะวันตกสร้างกรอบความคิดว่าเป็นสิ่งที่รัฐสมัยใหม่พึงจะมี ดังนั้นจึงอาจถูกใช้เป็นข้ออ้างในการแทรกแซงกิจการภายในได้ หากเกิดวิกฤตการณ์การเรียกร้องสิทธิมนุษยชนในสิงคโปร์

    เอกสารอ้างอิง

    Edwin Lee, Singapore: The unexpected nation. (Singapore: ISEAS Publishing,2008)

    N.J.Ryan. The making of modern Malaysia and Singapore. (Oxford University Press, 1969)

    Wikipedia, Singapore, Wikipedia.com, http://en.wikipedia.org/wiki/Singapore (accessed on Feb 21, 2013)

  11. รุ่งทิวา เงินปัน says :

    พรรครัฐบาลสิงคโปร์

    พรรครัฐบาลสิงคโปร์ในปัจจุบันคือพรรคกิจประชา (PAP: People Action Party) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองพรรคเดียวที่เป็นพรรครัฐบาลตั้งแต่สิงคโปร์ได้รับเอกราช โดยมีนาย ลี กวน ยู เป็นผู้นำประเทศตั้งแต่ได้รับเอกราช และได้ลงจากตำแหน่งซึ่งคนที่มารับตำแหน่งต่อจากเขาคือนายโก๊ะ จ๊ก ตง และในปัจจุบันนายกรัฐมนตรีคือนาย ลี เซียน ลุง ซึ่งเป็นลูกของนาย ลี กวน ยู ซึ่งเข้ามาสานอำนาจของพรรค PAP ต่อ

    ในช่วง 10 ปี ก่อนที่สิงคโปร์จะได้รับเอกราชและประกาศเป็นสาธารณรัฐนั้น มีรัฐบาลที่ปกครองดังนี้
    ชุดแรก รัฐบาลของนายเดวิด มาร์แชล ในปี ค.ศ.1955-1956
    ชุดที่สองรัฐบาลของนายลิม ยัง ฮ็อค ในปี ค.ศ.1956-1957
    ชุดที่สาม รัฐบาลของนายลี กวน ยู ซึ่งเป็นรัฐบาลที่เกิดขึ้นเมื่อสิงคโปร์มีอำนาจในการปกครองตนเองแล้ว

    ซึ่งหลังจากที่นาย ลี กวน ยู ได้รับตำแหน่งในช่วงปี 1963-1965 รัฐบาลได้ตัดสินใจไปรวมกับสมาพันธรัฐมาเลเซีย ซึ่งอยู่ได้เพียง 2 ปี และจากปี 1965 สิงคโปร์ก็แยกออกมาและมีอำนาจอธิปไตยเป็นของตัวเอง และนายลี กวน ยู ได้เป็นนายกรัฐมนตรีปกครองประเทศยาวนานถึง 25 ปีจึงสละตำแหน่งลง

    ปัจจุบันการทำงานของรัฐบาลคือมีประธานาธิบดีเป็นประมุขทางพิธีการคือนาย โทนี ตัน เค็ง ยัม และมีนายกรัฐมนตรีเป็นประมุขทางด้านการบริหารนั่นก็คือนายลี เซียน ลุง
    วาระการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดีคือ 6 ปี ส่วนวาระการดำรงตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีคือ 5 ปี และประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้งจากประชาชน ส่วนนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีมาจากการเลือกโดยรัฐสภา ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้รับการแต่งตั้งจากประธานาธิบดี และบางครั้งประธานาธิบดีก็มีหน้าที่แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีโดยคำแนะนำจากนายกรัฐมนตรี

    เนื่องจากการเป็นพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียวมาโดยตลอดและเป็นพรรคการเมืองเสียงข้างมาก จึงทำให้รัฐบาลมีอำนาจในการควบคุมสิทธิ เสรีภาพของสื่อและประชาชนในการวิจารณ์รัฐบาล

    สิ่งที่ทำให้พรรค PDP เป็นพรรคที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน ถึงแม้ว่าพรรค PAP จะมีการครอบงำ ควบคุมประชาชนก็ตาม คือการที่นายลี กวน ยู ซึ่งเป็นผู้นำพรรค PAP ตั้งแต่ที่สิงคโปร์ได้รับเอกราชก็ได้ทำให้ประเทศได้พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วและมีระบบเศรษฐกิจที่ดีขึ้น และจากการเป็นพรรคการเมืองพรรคเดียวมาตลอดจึงทำให้มีการส่งทอดอำนาจในพรรคการเมืองให้แก่คนที่สนิท จึงทำให้การดำเนินงานในด้านต่างๆของพรรคเป็นไปในรูปแบบเดิม นั้นจึงทำให้พรรคสามารถครอบครองจิตใจของคนสิงคโปร์ได้อย่างง่ายดาย และการที่ประเทศไม่ค่อยมีปัญหาการคอร์รัปชั่น นั้นจึงทำให้ประชาชนไว้วางใจตลอดมา

    อ้างอิง
    Government of Singapore http://en.wikipedia.org/wiki/Government_of_Singapore
    Singapore – Government http://www.mongabay.com/reference/country_studies/singapore/GOVERNMENT.html
    Politics of Singapore http://en.wikipedia.org/wiki/Politics_of_Singapore
    President of Singapore http://en.wikipedia.org/wiki/President_of_Singapore

    รุ่งทิวา เงินปัน 5341051424

  12. นางสาววุฒิณี ทองแก้ว 5341057224 says :

    บทบาทของผู้หญิงในประเทศสิงคโปร์

    เนื่องจากในปัจจุบันรัฐบาลสิงคโปร์เน้นนโยบายทางด้านเศรษฐกิจอย่างมาก รวมทั้งเน้นการเข้ามาของบรรษัทข้ามชาติ ทำให้เกิดการจ้างงานแรงงานผู้หญิงจำนวนมาก แม้ว่าในปัจจุบัน สิงคโปร์ได้ปรับเปลี่ยนความสำคัญของการพัฒนาประเทศมาเป็นการพัฒนาในทิศทางที่ใช้แรงงานน้อยลง และกลับใช้แรงงานที่มีทักษะสูงกว่าเดิม แต่ผู้หญิงในตลาดแรงงานยังมีความจำเป็น โดยที่แรงงานผู้หญิงมีสัดส่วนมากถึง 40% ของแรงงานทั้งประเทศ และเกือบทั้งหมดเป็นการทำงานและจ้างงานเต็มเวลา แต่ถึงว่าบทบาทเชิงเศรษฐกิจของผู้หญิงจะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาและความอยู่ดีกินดีของประชาชนในประเทศก็ตาม แต่รายได้โดยทั่วไปก็ยังคงน้อยกว่าชายอยู่ดี โดยเฉลี่ยแล้วประมาณ 59% ของชาย แม้ในงานที่ใช้ทักษะสูง ๆ คนงานสผู้หญิงก็ยังมีรายได้น้อยกว่าชายที่เป็นเพื่อนร่วมงาน
    ด้านการศึกษา ในสังคมปัจจุบันของสิงคโปร์ ผู้หญิงสิงคโปร์มีตัวแทนอยู่ในระบบการศึกษาทุกระดับ และมีโอกาสได้รับการศึกษาเกือบจะเท่าเทียมกับชาย แต่อย่างไรก็ตามก็ยังมีช่องว่างความแตกต่างระหว่างหญิงชาย โดยเห็นได้จากสถิติที่จำนวนนักศึกษาชาย 100 คนที่เข้าเรียนในระดับปริญญาโทและสูงกว่า มีผู้หญิงเข้าเรียนอยู่เพียง 75 คนเท่านั้น จากข้อมูลขององค์กรอาสาสมัครเอกชน หรือ NGOs เพื่อผู้หญิงสิงคโปร์ยังคงเผชิญกับการเลือกปฏิบัติอย่างเป็นระบบ ตัวอย่างเช่น มีระบบโควต้าสำหรับผู้เข้าเรียนในโรงเรียนแพทย์ ที่ระบุว่า จะรับนักศึกษาหญิงเข้าเรียนแพทย์ศาสตร์ได้ไม่เกิน 1 ใน 3 ของคณะทั้งนี้ รัฐธรรมนูญของสิงคโปร์ก็ได้บัญญัติไว้เป็นหลักประกันว่า พลเมืองทุกคนของสิงคโปร์จะต้องได้รับการคุ้มครองจากการเลือกปฏิบัติ ไม่ว่าจะอ้างความแตกต่างทางศรัทธาความเชื่อทางศาสนา เชื้อสายเผ่าพันธุ์ ถิ่นกำเนิด ก็ตาม อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญของสิงคโปร์ก็ไม่มีข้อบัญญัติโดยตรงในเรื่องของมิติของความเท่าเทียมระหว่างหญิงชาย ผลก็คือในสิงคโปร์ยังมีกฎหมายบางฉบับและการปฏิบัติบางอย่างที่เป็นการเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิง เช่นด้านสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาลสำหรับเด็ก ทางรัฐจะให้แก่ฝ่ายบิดาเท่านั้น โดยทางฝ่ายมารดาของเด็กไม่มีสิทธิได้รับ ความไม่เท่าเทียมทางกฎหมายในลักษณะนี้ยังคงดำรงอยู่ในสิงคโปร์เนื่องจากทางกระแสความคิดหลักหรือ
    ด้านการเมืองการปกครอง สิงคโปร์ยังคงยึดตั้งอยู่กับอุดมคติแบบจารีตประเพณี ที่ถือว่าฝ่ายชายเป็นหัวหน้าครอบครัวนั่นเองแม้ว่า ผู้หญิงสิงคโปร์จะมีพลังทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น สังคมสิงคโปร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชายสิงคโปร์ยังคงยึดติดอยู่กับระบบคิดและความเชื่อแบบชายเป็นใหญ่ในครอบครัวและสังคมตามจารีตประเพณี จึงทำให้ผู้หญิงในสิงคโปร์ยังขาดโอกาสที่เท่าเทียมในการเข้าถึงตำแหน่งหน้าที่การงานที่สำคัญ ๆ จริง ๆ ทั้งในภาครัฐและเอกชน ยังขาดตัวแทนสตรีทั้งในสภา คณะกรรมการและคณะกรรมาธิการระดับชาติ โดยที่ในเวทีการเมืองสตรียังมีบทบาทน้อยหรือสำคัญน้อยกว่านักการเมืองชาย ในสภาล่าง สตรีสิงคโปร์มีตัวแทนอยู่ 4.4% เท่านั้นจากจำนวนนักการเมืองที่ผ่านการเลือกตั้งเข้าไปทำหน้าที่ แต่ก็มีองค์กรอาสาสมัครเอกชน หรือ NGOs จำนวนไม่น้อย ที่ส่งเสริมความเสมอภาคเท่าเทียมระหว่างหญิงชาย โดยพยายามที่จะสร้างความตระหนักเรื่องของมิติของความเท่าเทียมระหว่างหญิงชาย รวมทั้งดำเนินการเพื่อต่อต้านและตอบโต้การมองบทบาทผู้หญิงตามค่านิยมแบบจารีตประเพณี ทั้งนี้สมาคมนี้จัดตั้งขึ้นเพื่อปฏิบัติการและวิจัย เป็นองค์กรอิสระ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองและไม่ยุ่งเกี่ยวกับศาสนา โดยมุ่งส่งเสริมจิตสำนึกของผู้หญิงในทุกด้าน รวมทั้งการทำงานหรือการดำเนินการแบบเป็นหุ้นส่วนกับชาย เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่หญิงชายมีความเสมอภาคและมีโอกาสเท่าเทียมกันอย่างแท้จริงสำหรับสตรี อีกองค์กรหนึ่ง คือ สภาองค์กรสตรีสิงคโปร์ (Singapore Council of Women’s Organizations – SCWO) เป็นองค์กรร่มที่ประกอบด้วยองค์กรสมาชิกที่เป็นหน่วยงานที่ดำเนินการด้านสตรี 24 องค์กร เพื่อติดตาม ตรวจสอบ นโยบายการจ้างงานและการสร้างพลังเชิงเศรษฐกิจให้แก่สตรี การศึกษาสำหรับสตรี นโยบายต่อสถาบันครอบครัว ต่อสุขอนามัยของสตรี และการใช้ความรุนแรงต่อสตรีภายในครอบครัว
    จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันผู้ญิงในประเทศสิงคโปร์ตามกฏหมายดูเหมือนจะมีสิทธิเท่าเทียมเสมอชายแต่ในความเป็นจริงแล้วรัฐบาลก็ยังออกกฏหมายที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้ชายอยู่ดี อีกทั้งฐานความคิดของประชาชนซึ่งสิงคโปร์มีความคิดที่ว่าสังคมชายเป็นใหญ่ดังนั้นแล้วผู้หญิงจึงยังมีความเป็นรองต่อเพศชายอยู่ดี

    ที่มา

    http://www.wikigender.org/index.php/Gender_Equality_in_Singapore Gender equality in Singapore

    นางสาววุฒิณี ทองแก้ว 5341057224

  13. THEME THANAPRAT GONGSAB says :

    สายการบินแห่งชาติสิงคโปร
    1.1 ชื่อสายการบิน : Singapore Airlines
    1.2 ตราประจำสายการบิน :
    1.3 คำขวัญประจำสายการบิน : A Great Way To Fly
    ตราประจำสายการบิน Singapore Airlines เป็นรูปนก รู้จักกันในชื่อ Silver Kris
    2. การแต่งกายพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน

    การแต่งกายของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของสายการบิน Singapore Airlines (รูปซ้าย) เป็นที่ดัดแปลงมาจากชุดประจำชาติสิงคโปร คือ กาเบย่า (Kebaya) เช่นเดียวกับชุดประจำชาติของประเทศอินโดนีเซีย มีลักษณะเป็นเสื้อแขนยาว ผ่าหน้า กลัดกระดุม ตัวเสื้อจะมีสีสันสดใส ปักฉลุเป็นลายลูกไม้ ส่วนผ้าถุงที่ใช้จะเป็นผ้าถุงแบบบาติก

  14. นายวิชชวัฒน์ รอดรัตษะ 5441060124 says :

    นายวิชชวัฒน์ รอดรัตษะ 5441060124

    สิงคโปร์

    จากดัชนีความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ สิงคโปร์ เป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว และโปร่งใสจากเรื่องการทุจริตคอรัปชันอันหนึ่งจากการจัดอันดับของหน่วยงานต่างๆ
    ปรากฏว่าสิงคโปร์กลับเป็นประเทศติดลบในเรื่องสิทธิมนุษยชน ไม่ส่งเสริมประชาธิปไตย และขัดขวาง ปิดกั้นสิทธิเสรีภาพของประชาชนและสื่อมวลชน รัฐบาลตั้งแต่สมัยนาย ลีกวนยู ไม่ยินยอมให้สื่อมวลชน วิพากษ์วิจารณ์รัฐได้ สิงคโปร์ได้ห้ามจำหน่ายหนังสือพิมพ์ ฟา อีสเทิร์น อีโคโนมิก รีวิว มาตั้งแต่ ปี 2549 แต่ยอมให้มีการเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ทได้ พรรคการเมืองฝ่ายค้านนั้น มีโอกาสน้อยมากในการได้รับการเผยแพร่ความคิดเห็นในสื่อมวลชน ในเดือนเมษายน 2550 รัฐบาลได้ออกประกาศเตือนว่าใครก็ตามที่มีไว้ในครอบครองหรือเผยแพร่หนังสารคดีเรื่อง “17 ปี ของซาฮารี” จะต้องได้รับโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับในอัตราสูง สารคดีดังกล่าวเป็นเรื่องราวของนักการเมืองฝ่ายค้านและเป็นผู้สื่อข่าวคนหนึ่ง ในเรื่องชื่อ ซาอิด ซาฮารี ที่จำคุก 17 ปี ซึ่งนำมาจากเรื่องจริงของอดีตบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ อูตูซาน เมลายูถูกรัฐบาลในสมัยปี 1963 ลงโทษ โดยใช้กฎหมายความมั่นคงภายใน

    แนวความคิดด้านเสรีภาพของสื่อมวลชนขอองสิงคโปร์ไม่ได้มุ่งเน้นความหมายในทางประชาธิปไตยแต่มุ่งเน้นทางผลประโยชน์ของรัฐมากกว่า พบได้จากการให้สัมภาษณ์ ของนาย นายโก๊ะ จ๊ก ตง อดีตนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์กล่าวในงานฉลองครบรอบ 5 ปี ของหนังสือพิมพ์ “ทูเดย์” ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ฉบับภาษาอังกฤษของสิงคโปร์ โดยโต้แย้งความคิดทางซีกโลกตะวันตกที่ระบุว่าเสรีภาพของสื่อมวลชนเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในระบอบประชาธิปไตย “ยังไม่มีการพิสูจน์ได้ว่าการที่สื่อมวลชนมีเสรีภาพมากๆ จะทำให้รัฐบาลมีความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพหรือทำให้เกิดเสรีภาพและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ”เขาได้กระตุ้นให้บรรณาธิการและนักหนังสือพิมพ์ชาวสิงคโปร์ใช้เสรีภาพของสื่อมวลชนด้วยความรับผิดชอบในการตอบสนองความอยากรู้ของประชาชน รวมทั้งให้ข้อมูลข่าวสาร ให้ความรู้และสร้างความเป็นเอกภาพในเวลาเดียวกัน “สื่อมวลชนมีเสรีภาพในการนำเสนอทัศนคติหรือความคิดเห็นที่แตกต่าง เพื่อที่จะส่งเสริมสังคมและการเมืองในทางสร้างสรรค์” พร้อมทั้งเตือนให้สื่อมวลชนใช้ความระมัดระวังในการเสนอข่าวที่มีความอ่อนไหวและไม่ควรนำเสนอข่าวด้วยความมีอคติหรือเข้าข้างหนึ่งข้างใด

    รัฐบาลสิงคโปร์ยังมีอำนาจเบ็ดเสร็จในการควบคุมสื่อทุกชนิด โดยเฉพาะสื่อสิ่งพิมพ์ แต่ในปี 2008 มีการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วย “มุมคนอยากพูด” ให้ผ่อนคลายมากขึ้น แต่ก็ยังมีข้อจำกัดมากมายรวมถึงการไม่รับรองว่า “คนอยากพูด” จะไม่ถูกดำเนินคดีด้วยกฎหมายอื่นเช่นกฎหมายหมิ่นประมาทหรือกฎหมายปลุกระดม และในฤดูกาลเลือกตั้ง รัฐบาลสิงคโปร์จะทำการปิดมุมคนอยากพูดชั่วคราว แต่ก็ยังไม่มีการเปิดมุมนักเขียนขึ้น

    แหล่งอ้างอิง

    เสรีภาพของสื่อมวลชนเอเชีย ในรอบปี 2550 (ตอนจบ) โดย ศราวุฒิ ประทุมราช

    http://www.jpthai.org/content/view/302/62/

    http://www.hrw.org/world-report-2012/world-report-2012-singapore

    http://www.thejakartaglobe.com/commentary/singapore-shuts-down-speakers-corner-for-elections/429397

    นายวิชชวัฒน์ รอดรัตษะ 5441060124

  15. ณัชชารีย์ ทิศาสมบูรณ์สิน 531017124 says :

    ชาตินิยมในสิงคโปร์

    สิงคโปร์เป็นเกาะเล็ก ๆ เกาะหนึ่งที่เริ่มมีความสำคัญขึ้นมาในสมัยอาณานิคมอังกฤษ (ภายใต้ชื่อบริษัทอีสต์ อินเดีย) ในฐานะเมืองท่าเศรษฐกิจ ประชากรดั้งเดิมของเกาะนี้เป็นชาวมลายูแต่มีจำนวนไม่มากนัก คือหลักพันคนเท่านั้น จนเมื่ออังกฤษเข้ามาตั้งฐานบริษัทอีสต์ อินเดีย และพัฒนาสิงคโปร์ให้เจริญขึ้นในแบบตะวันตก เกาะแห่งนี้จึงมีผู้คนอพยพเข้ามามากขึ้น ส่วนใหญ่แล้วผู้อพยพเข้ามาคือชาวจีนและอินเดีย อาจกล่าวได้ว่าสิงคโปร์เป็นเมืองท่าเศรษฐกิจอย่างแท้จริง เพราะเจริญขึ้นได้ด้วยปัจจัยทางเศรษฐกิจ เป็นเมืองที่คนจากหลากหลายแหล่งมารวมตัวกัน เกิดเป็นเมืองใหม่ที่ค่อย ๆ เจริญขึ้นเป็นลำดับ สิงคโปร์จึงไม่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานที่จะสามารถยึดโยงพวกเขาเข้ากับอดีตและสร้างสำนึกความเป็นชาติขึ้นได้

    เอกราชในยุคแรกของสิงคโปร์เป็นเอกราชในนามของสหพันธรัฐมลายู แต่นโยบายทางการเมืองที่แตกต่างไปจากรัฐมลายูอื่น ๆ ทำให้สิงคโปร์ไม่อาจไปด้วยกันได้กับสหพันธรัฐมลายู และแยกออกมาในเดือนสิงหาคม ปี ค.ศ.1965 นโยบายทางการเมืองของสิงคโปร์คือการสร้างสังคมหลากหลายเชื้อชาติ คือไม่ให้อภิสิทธิ์แก่ชาติพันธุ์ในชาติพันธุ์หนึ่ง ศาสนาใดศาสนาหนึ่งโดยเฉพาะ สิงคโปร์เน้นการอยู่ร่วมกันของหลายกลุ่มชาติพันธุ์โดยอาศัยสื่อกลางอย่างภาษาอังกฤษ และความเป็นสิงคโปร์ด้วยกัน ทั้งนี้ไม่มีการหลอมรวมหรือจงใจผสมผสานวัฒนธรรมของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์แต่อย่างใด

    ชาตินิยมสิงคโปร์จึงเป็นชาตินิยมที่ถูกสร้างขึ้นผ่านการรับรู้ความเป็นชาติภายใต้รัฐเดียวกัน คือรัฐสิงคโปร์ ไม่ใช่ความเป็นชาติที่เกิดจากความรู้สึกทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชาติพันธุ์

    อ้างอิง
    “การเมืองการปกครองสิงคโปร์”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://www.baanjomyut.com/library_2/asean_community/singapore/02.html. 2556.
    วิทย์ บัณฑิตกุล. สาธารณรัฐสิงคโปร์. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์สถาพรบุ๊คส์, 2555.
    “Singapore – Wikipedia”.[ออนไลน์].เข้าถึงได้จาก: http://en.wikipedia.org/wiki/Singapore. 2556.
    “BBC News – Singapore – timeline”.[ออนไลน์].เข้าถึงได้จาก: http://www.bbc.co.uk/news/world-asia-18722699. 2556.

  16. Jakraparkt says :

    จักรภาค ทวยหาญรักษา 524 10010 24

    Singapore: Hegemony ของรัฐบาลและผู้นำ จาก Mass Media สู่โลก Internet
    พัฒนาการอินเตอร์เน็ตของสิงค์โปร์ในแง่การเข้าถึง ความเร็วในการเชื่อมต่อถือว่ามีสูงมากที่สุดในภูมิภาคนี้ โดยที่ในปี 2003 กว่า 50% ของประชากรก็มีอินเตอร์เน็ตใช้แล้วในครัวเรือน กล่าวได้ว่า 2/3 ของประชากรมีคอมพิวเตอร์ส่วนตัวทุกคน แต่ความขัดแย้ง คือ เป็นประเทศที่มี lists ของการบล็อคเว็บไซต์ที่ยาวและกว้างขวางที่สุด
    สำหรับประเด็นในการเซ็นเซอร์ส่วนใหญ่จะถูกบล็อคอย่างลับผ่าน Media Development Authority โดยเว็บไซต์ pormography, homosexuality จะถูกกันอย่างเข้มข้นโดยการปิดที่ proxy server อีกสิ่งหนึ่งที่สะท้อนนัยยะทางการเมืองคือการบล็อคเว็บไซต์ข้อมูลข่าวสารที่เผยแพร่จากมาเลเซีย และวีดีโอใน Youtube, Chick.com (fundamentalist Christian website) และเพจใดก็ตามที่ anti-Islam sentiment
    ในปี 2006 ถือว่าเป็นปีที่รัฐบาลได้แสดงท่าทีที่เข้มแข็งมากขึ้นต่อการเซ็นเซอร์ โดยได้มีการ amendment กฎหมาย โดยมีความตั้งใจเพื่อ hold Internet users liable for “causing public mischief” ซึ่งเป็นการให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐในการปิดม่านของเสรีภาพในการแสดงออก-พูด
    โดยสรุปการที่ผู้คนประเทศนี้ถูกครอบงำด้วย hegemony party ทำให้แทนที่รัฐบาลจะใช้วิธีในการจัดการกับโลกไซเบอร์แบบเข้มงวดอย่าง Surveillance หรือ filtering ผู้นำประเทศชอบที่ใช้แนวทางที่ปราศจากเทคนิคทางเทคโนโลยี (non-technological means) ในการรักษาไว้ซึ่งค่านิยมในสังคมและ ethnic harmony กล่าวคือเป็นเทคนิคในระยะที่ 2 (second phase) ที่แก้ผ่านชุดของกฎหมาย การปรับ-ลงโทษที่แพง เช่นเดียวกันกับการเคี้ยวหมากฝรั่งในประเทศ และท่าทีต่อการใช้วาทกรรม ความไม่เหมาะไม่ควร (inapropriate) ของพฤติกรรมออนไลน์ ทำให้เป็นประเทศหนึ่งที่มีความชอบธรรม (Transparency) ในการบล็อคที่สูง และควบคุมได้อย่างสม่ำเสมอที่สุดประเทศหนึ่ง (high consistency)
    จึงไม่แปลกที่ประเทศนี้จะมีอัตราการใช้งานอินเทอร์เน็ตของประชากร(Penetration) สูงที่สุด แต่ทำไมไม่เกิดการเรียกร้องและลุกขึ้นสู้ทางสิทธิมนุษยชนมากนัก แต่มักจะโดนโจมตีจากสื่อและองค์กรโลกบาลจากภายนอกเท่านั้น
    ——————————————————————————
    -Annual Survey on InfocommUsage in Households and by Individuals for 2003.
    Information Development Authority of Singapore. http://www.ida.gov.sg/idaweb/doc/download/I2908/HH_Executive_Summary_(Final)_
    14062004.doc
    -Freedom of Expression and the Media in Singapore http://www.article19.org/data/files/pdfs/publications/singapore-baseline-study.pdf p.28-29
    -Consultation Paper on the Proposed Penal Code Amendments, Ministry of Home Affairs, 8 November 2006
    -Internet Censorship in Southeast Asian Countries (Myanmar, China, Malaysia, Thailand, Cambodia, Vietnam) http://www.saigonist.com/b/internet-censorship-southeast-asian-countries-myanmar-china-malaysia-thailand-cambodia-vietnam

  17. kaimukpearl says :

    ประเทศสิงคโปร์ ความหลากหลายทางศาสนา

    ประเทศสิงคโปร์เป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติและศาสนาความหลากหลายนี้ประเทศสิงคโปร์สามารถจัดการได้อย่างลงตัวโดยทางการมีการกำกับดูแลไม่ให้ศาสนาใดมีบทบาทสำคัญกว่าศาสนาอื่น[ ] เช่น ไม่อนุญาตให้เปิดเครื่องขยายเสียงเพื่อเรียกให้ชาวมุสลิมไปสวดมนต์แต่จะให้หันลำโพงเข้าข้างในและชาวมุสลิมสามารถที่จะเป็นวิทยุรับฟังได้ สิ่งนี้เป็นการหลีกเลี่ยงที่จะไปละเมิดสิทธิของคนที่นับถือศาสนาอื่น เป็นต้น และนอกจากนี้ทางรัฐบาลจะมีการป้องกันไม่ให้ศาสนาเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองและการเมืองจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับศาสนาด้วย
    คนสิงคโปร์ร้อยละ 33.3 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 18.3 นับถือศาสนาคริสต์ ร้อยละ 14.7 นับถือศาสนาอิสลาม[ ] จะพบได้ว่าศาสนาที่คนสิงคโปร์ส่วนใหญ่นับถือคือศาสนาพุทธซึ่งไม่น่าแปลกใจแต่อย่างไรเพราะประชากรส่วนใหญ่ในสิงคโปร์นั้นมีเชื้อชาติจีนที่ส่วนใหญ่แล้วจะรับศาสนาพุทธและขงจื้อมาเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจอยู่แล้ว แต่อัตราส่วนของผู้ที่ระบุว่าตนไม่นับถือศาสนาใดนั้นมีการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆปัจจุบันมีผู้ที่ไม่นับถือศาสนาใดเลยร้อยละ 17.0 ซึ่งถือได้ว่าเป็นอัตราส่วนที่สูงพอสมควร ทั้งนี้กลุ่มผู้ไม่นับถือศาสนาใดๆนั้นเป็นชาวสิงคโปร์ที่มีเชื้อชาติที่หลากหลาย พวกเขาเชื่อว่าการมีชีวิตที่ดีนั้นทำได้โดยไม่ต้องมีศาสนา[ ] กลุ่มพวกเขาเหล่านี้จะมีการตั้งข้อสงสัยและนำมาถกเถียงกันเพื่อให้ได้ซึ่งคำตอบของศีลธรรมที่จะใช้ดำเนินชีวิต ไม่ใช่เชื่อตามที่พระเจ้าบอกในทุกเรื่อง สิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นการสร้างขบวนการประชาธิปไตยที่ดี ในเรื่องของการมีการตรวจสอบถ่วงดุลเมื่อมีข้อสงสัย และพวกเขาก็ไม่คิดว่าสิ่งที่เขากำลังทำนั้นเป็นสิ่งที่ผิด จึงเป็นการดีที่ไม่ใช่แค่บอกว่าตนเองไม่ได้นับถือศาสนาอะไรคิดว่าจะทำอะไรตามใจตนเองนั้นไม่ใช่แต่จะมีลักษณะที่หาคำตอบว่าในความเป็นจริงแล้วสิ่งไหนที่เรียกว่าเป็นคุณงามความดีที่ควรพึงกระทำ สุดท้ายแล้วประเทศสิงคโปร์เป็นประเทศที่ค่อนข้างให้เสรีในการเลือกที่จะนับถือศาสนาไม่มีการบังคับขู่เข็ญหรือให้สิทธิพิเศษอะไรหากนับถือศาสนาตามผู้นำของรัฐ แต่ทว่ามีการเปิดให้มีข้อถกเถียงได้แต่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายที่กำหนดไว้

    ที่มา

    http://sg-humanism-meetup.blogspot.com/2010/02/shm-in-news-again.html

    http://en.wikipedia.org/wiki/Irreligion_in_Singapore

    http://www.homeloverthai.com/index.php?option=com_content&task=view&id=1478&Itemid=104

    นางสาวธนพร คงชัย 534 10251 24

  18. เอกพงศ์ มีสุข says :

    กลุ่มทุนพลังงานในสิงคโปร์

    ประเด็นน่าคิดอันแรก ทำไมราคาน้ำมันไทยต้องอิงกับตลาดสิงคโปร์ เพราะว่าการกำหนดราคาน้ำมัน ณ โรงกลั่นของไทยซึ่งปัจจุบันอยู่ภายใต้การค้าเสรี ได้ใช้เกณฑ์อ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ซื้อขายกันในตลาดโลกซึ่งตั้งอยู่ที่สิงคโปร์ ทั้งนี้ไม่ใช่ราคาที่โรงกลั่นในสิงคโปร์ประกาศขึ้นมาเอง แต่เป็นตัวเลขราคาที่ผู้ค้าน้ำมันจากประเทศต่างๆ ในเอเชียเข้าไปตกลงซื้อ-ขายผ่านตลาดกลางสิงคโปร์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางซื้อขายน้ำมันระหว่างประเทศที่สำคัญที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกไกล นอกจากนี้ สิงคโปร์ยังเป็นที่ตั้งของสำนักงานตัวแทนบริษัทน้ำมันรายใหญ่ทั่วโลกประมาณ 325 บริษัท มีปริมาณการซื้อขายสูงเช่นเดียวกันกับตลาดในยุโรปและสหรัฐอเมริกา ทำให้ยากต่อการปั่นราคาโดยผู้ซื้อหรือผู้ขาย และราคาที่ตกลงจะสะท้อน จากอุปสงค์และอุปทานของน้ำมันในภูมิภาคนี้ อีกทั้งเป็นตลาดการส่งออกน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย และอยู่ใกล้ประเทศไทยมากที่สุด ดังนั้น ต้นทุนในการนำเข้า จึงเป็นต้นทุนที่ถูกที่สุดที่โรงกลั่นไทยต้องแข่งขันด้วย นอกจากนั้น ราคายังเปลี่ยนแปลงสอดคล้องกับตลาดอื่นๆ ทั่วโลก **ดังกล่าว จึงเป็นประเด็นน่าคิด เพียงแค่ทำไมกลุ่มทุนพลังงานในแง่ตัวแทนบริษัทน้ำมันถึงไปลงทุนที่สิงคโปร์กว่า 325 บริษัท ซึ่งพวกนี้เป็นกลุ่มทุนนายหน้า อาจเป็นเพราะ ตามแนวคิดของรัฐบาลแล้ว การพัฒนาเศรษฐกิจให้เข้มแข็งไว้ก่อนถือว่าดี เพราะมันจะสร้างประชาธิปไตยตามมาเอง ถึงแม้ประชาธิปไตยแบบสิงคโปร์ จะไม่ใช่ประชาธิปไตยแบบตะวันตก แต่เป็นประชาธิปไตยแบบค่านิยมเอเชีย ที่ไม่ได้อิงกับความเป็นเสรีปัจเจกบุคคล ทำให้ดูเหมือนเป็นการใช้อำนาจเด็กขาดของรัฐบาล แต่จริงๆแล้วประชาธิปไตยแบบนี้อาจจะเหมาะกับคนเอเชียจริงๆก็ได้ เพราะดูจากความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความไว้วางใจจากบริษัทต่างชาติดังกล่าว ก็พอจะเป็นตัวยืนยันถึงความเหมาะสมของประชาธิปไตยสไตล์สิงคโปร์ได้พอประมาณ

    3 บริษัทกลั่นน้ำมันที่สำคัญในสิงคโปร์ คือ ExxonMobil, Royal Dutch Shell และ Singapore Petroleum Company ซึ่ง เป็นที่น่าสังเกตว่าสิงคโปร์ซึ่งไม่มีแหล่งน้ำมันดิบในประเทศเลย แต่สามารถเป็นศูนย์กลางการกลั่นน้ำมันที่สำคัญของโลกได้ ทั้งนี้เนื่องจากความได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้ง เพราะสิงคโปร์อยู่บนคาบสมุทรมะละกา ซึ่งคั่นระหว่างมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิค นอกจากนี้ ยังมีท่าเรือน้ำลึก จึงเป็นศูนย์กลางของการขนส่งทางทะเล กฎระเบียบที่เอื้ออำนวยต่อการดำเนินธุรกิจ มีการจัดระบบสาธารณูปโภคที่ดีและแรงงานมีทักษะ จึงทำให้สิงคโปร์กลายเป็นแหล่งค้าขายน้ำมันที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม สิงคโปร์ยังต้องเผชิญกับความท้าทายของการเป็นผู้นำด้านการค้าน้ำมันของเอเชียในอนาคต เพราะหลายประเทศ เช่น อินเดีย มาเลเซีย และไทย ได้ก่อสร้างโรงกลั่นน้ำมันแห่งใหม่ เพื่อลดการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศรวมทั้งจากสิงคโปร์ ดังกล่าว ทำให้เห็นถึงลักษณะการพัฒนาการทางการเมืองของสิงคโปร์ ที่ถึงแม้จะเป็นประเทศที่การเมืองแทบไม่เป็นประชาธิปไตย แต่สามารถมีเศรษฐกิจที่ดีได้แบบประชาธิปไตยแบบตะวัน ตรงนี้จึงอาจสะท้อนได้ถึงในดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราอาจเป็นประชาธิปไตยได้ในแบบของเราเองที่ไม่ต้องเหมือนตะวันตก เพราะดังตัวอย่างที่เห็นในฟิลิปปินส์ซึ่งรูปแบบประชาธิปไตย และการมีส่วนร่วมเข้มแข็งแบบตะวันตกมาก แต่เมื่อใช้ไปก็ไม่เข้ากับบริบทประเทศ และเกิดเป็นวัฏจักร จมอยู่กับคอรัปชั่น จนประเทศไปเกือบไม่รอด

    เอกพงศ์ มีสุข 524 10594 24

  19. THYP P. BHAVABHUTANON NA MAHASARAKARM says :

    การเซ็นเซอร์และการแบนภาพยนตร์ในประเทศสิงคโปร์

    ในศตวรรษที่ 21 สิงคโปร์เริ่มใช้การเซ็นเซอร์ในปี 1910 ซึ่งเป็นโรงละครที่ฉายแต่ภาพยนตร์ทั้งหมดที่ได้รับการคัดเลือกและอนุมัติโดยหน่วยงานท้องถิ่นอย่างถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น ในปี 1923 ที่นี่ได้ถูกพัฒนาให้กลายเป็นสำนักงานการเซ็นเซอร์ครั้งแรกของแหลมมลายูซึ่งมีปฏิบัติการเซ็นเซอร์อย่างเข้มงวดจนกระทั่งถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 ต่อมาพระราชบัญญัติภาพยนตร์ได้ออกมาในปี 1953 และคณะกรรมการภาพยนต์ (BFC) ซึ่งต่อมาเป็นที่รู้จักกันในชื่อกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศการสื่อสารและศิลปะ (MICA) เมื่อรัฐบาลมีการรวมอำนาจการปกครองมากขึ้นพระราชบัญญัติภาพยนตร์ปี 1953 ถูกเปลี่ยนให้เข้มงวดขึ้น เป็นพระราชบัญญัติสื่อและวีดทัศน์ในปี1959 ให้ในปี 1960 มีภาพยนตร์โดนแบนเป็นจำนวนมากจนกระทั่งความเข้มงวดในการตรวจสอบเริ่มผ่อนคลายลงในปี 1970 พร้อมกับความตระหนักถึงความจำเป็นในการใช้ระบบการจัดประเภทภาพยนตร์ในเหมาะกับคนดูเกิดขึ้นในปี 1991 โดยแบ่งเป็น G (General) – Suitable for all ages. Everyone is admitted. / PG (Parental Guidance) – Suitable for most but parents should guide their young. / PG13 (Parental Guidance Strongly Cautioned – Suitable for 13 And Above) / NC16 (No Children Under 16) – Nobody under age 16 is admitted. / M18 (Mature 18) – Nobody under age 18 is admitted. / R21 (Restricted 21) – Nobody under age 21 is admitted. /NAR (Not Allowed for all Ratings/Banned) คณะกรรมการพิจารณาสื่อของประเทศสิงคโปร์ หรือ Media Authority of Singapore (MDA) มีอำนาจในการตรวจสอบสื่อแต่ละชิ้นและกำหนดว่าสื่อเรื่องใดมีภาพที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงทางเพศ รักร่วมเพศ ความรุนแรง ประเด็นด้านศาสนา และ การเมือง จะถูกตัดออก ส่วนการถูกระงับฉายทั้งเรื่องหรือการแบนนั้นจะถูกเรียกว่าเป็นหนัง “out-of-bounds” รัฐบาลสิงคโปร์กล่าวว่าปัจจุบันการเซ็นเซอร์เป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อที่จะคงไว้ซึ่งการรักษาปทัสถาน ค่านิยม ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ทางสังคม และปกป้องเยาวชน กล่าวกันว่าที่การเซ็นเซอร์มีบทบาทอยู่ได้อย่างแข็งแกร่งในสังคมสิงคโปร์นั้นเป็นเพราะชาวสิงคโปร์ส่วนใหญ่ยังคงเป็นพวกอนุรักษ์นิยมอยู่มากเสียจนกระทั่งทำให้รัฐบาลสามารถกล่าวอ้างถึงสิทธิ์หรือความเห็นของคนส่วนใหญ่เหล่านี้ในการที่จะควบคุมการคัดกรองสื่อต่างๆในสังคมก่อนที่จะปล่อยออกมาให้คนดูว่าสิ่งไหนดูได้สิ่งไหนดูไม่ได้ โดยในปี 2008 -2009 ความเปลี่ยนของสื่อภายในประเทศสิงคโปร์เริ่มตื่นตัวและเรียกร้องสิทธิทางประชาธิปไตยมากขึ้น จากกระแสโลกาภิวัฒน์สื่อและสังคมโลก ทำให้กลไกและกระบวนการการเซ็นเซอร์และการแบนภาพยนตร์กลายเป็นสิ่งที่คนสิงคโปร์เริ่มหันมามองว่า สิ่งนี้เป็นเครื่องมือของรัฐในการปลูกฝังควบคุมความคิด ทำให้เกิดการต่อต้านและความสงสัยอย่างรุนแรงว่าในประเทศที่ปกครองด้วยระบบเสรีประชาธิปไตยนี้ประเทศนี้มีเสรีภาพแท้จริงหรือไม่? ปัจจุบัน สิงคโปร์ได้ผ่อนคลายกฎการเซ็นเซอร์ภาพยนตร์นู๊ดและความรุนแรงในปีที่ผ่านมา แต่ยังคงไว้ซึ่งกฎหมายที่เข้มงวดในเรื่องเชื้อชาติหรือศาสนาในสังคมที่ส่วนใหญ่เป็นชาวจีน กับรองลงมาเป็นชาวมลายูและชาวอินเดีย ตามลำดับ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: